กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 49 จุดจบของสงคราม?

    “อะไรนะ!! หายไป หายไปได้ยังไงกัน” เสียงของอีริกดังขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อเขาได้ฟังสิ่งที่พนักงานจากสมาคมรายงานมาที่เขา
    “ผมก็ไม่ทราบครับผู้จัดการ อยู่ๆสัญญาณของจ้าวสัตว์อสูรก็หายไป” เสียงของพนักงานคนหนึ่งดึงผ่านศิลานักล่ามา
    “ตรวจสอบดีแล้วใช่มั้ย ตรวจสอบใหม่อีกครั้งอย่าให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด”
    “ครับผู้จัดการ”
    ภายผืนป่าที่ปกคลุมไปด้วยพืชพรรณสีดำ พญาวานรซุนและจ้าวสัตว์อสูรโซลรีปเปอร์กำลังคุกเข่าอยู่ที่เบื้องหน้าของชายหนุ่มองค์รัชทายาทแห่งเผ่าปีศาจ
    “เห้อ...ถึงแม้ว่าจะน่าเสียดายไปสักหน่อยแต่ข้าก็คงต้องปล่อยให้สงครามที่ข้าเป็นผู้ก่อสิ้นสุดลงไปเช่นนี้ เอาล่ะมากันพร้อมแล้วใช่มั้ย งั้นก็ออกเดินทางกันเลยแล้วกัน” กล่าวจบชายหนุ่มเผ่าปีศาจก็วาดมือออกไปกลายเป็นเส้นสายสีดำมืด ก่อนที่เส้นสายเหล่านั้นจะกลายเป็นประตูโบราญอันหนึ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะเดินผ่านเข้าไปได้ พวกเขาเดินเข้าไปภายในประตูนั้นทีละคนก่อนประตูมิติที่จะหายลับไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยอะไรเลย
    และคนสุดท้ายที่เดินเข้าไปก็คือ ชายหนุ่มเผ่าปีศาจที่ถูกเรียกว่าองค์รัชทายาท ก่อนที่เขาจะเข้าภายในประตูมิติ เขาบ่นพึมพำอะไรสักอย่างก่อนที่จะขว้างสิ่งหนึ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าจากนั้นจึงเดินหายลับเข้าไปในประตูมิติทันที
    ทางด้านของพวกอิกนัส พวกเขาต่อสู้กับสัตว์อสูรเกราะหนามอย่างยากลำบาก ด้วยพลังป้องกันของมันสูงเกินกว่าจะเปรียบ ทำให้การโจมตีของพวกเขายากที่จะสร้างความเสียหายให้กับมันได้
    มีอาเมื่อรู้ว่าตัวเองนั้นไม่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับเกราะหนามได้ เธอจึงไม่คิดที่จะสิ้นเปลืองพลังชีวิตไปกับมันอีก เธอจึงก้าวถอยออกมาแล้วจากนั้นจึงมองหาสัตว์อสูรตัวอื่นจัดการแทนที่จะดันทุรังต่อสู้ต่อไป
    “ลูกพี่ทำไมตอนที่พวกมันหมดแรง พวกเราถึงไม่เข้าไม่เล่นงานพวกมันกันล่ะ ตอนนี้พวกมันฟื้นพลังมาแล้วพวกเราจะทำอะไรพวกมันได้อีก” หนึ่งในนักล่าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬกล่าวถามลูกพี่ของมันด้วยความสงสัย ในขณะที่มองดูการต่อสู้ของพวกอิกนัสอยู่
    “นี่พวกแกไม่เห็นหรือไงกันวะ ไอเด็กนั่นมันผิดปกติแค่ไหน แค่ที่มันเรียกสัตว์อสูรออกมาก็มีมากกว่าห้าหกตัวเข้าไปแล้ว พวกแกเคยเห็นหรือไม่ว่าผู้ควบคุมระดับเงินสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้มากขนาดนี้หรือไงกัน แถมสัตว์อสูรที่มันใช้แต่ละตัวยังไม่ใช่สัตว์อสูรที่อ่อนแอเลยสักนิด คิดบ้างสิวะไอพวกโง่” อากอนกล่าวกับลูกน้องอย่างหัวเสีย
    “แล้วพวกเราจะปล่อยพวกมันให้มาหยามพวกเรามากขนาดนี้เลยหรือลูกพี่” ลูกน้องอีกคนของอากอนกล่าวเสริมทันทีที่ลูกพี่ของมันพูดจบ
    “อืม...ข้าว่าคราวนี้พวกเราต้องยอมถอยกันก่อนก็เเล้วกัน เพราะว่าดูเหมือนมันจะรู้จักกับหัวหน้าสมาคมนักล่าอสูร ถ้าเราไม่วางแผนกันให้ดีถ้ามันรอดไปได้ พวกเราไม่รอดแน่ ไว้ถ้ามีโอกาสค่อยหาทางเล่นงานพวกมันใหม่ ลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปีไม่สายโว้ย” อากอนกล่าวออกอย่างเสียมิได้ แต่ในใจของเขาแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวอยู่บ้าง เขาคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสที่จะแก้แค้นอีกแล้วเป็นแน่
    “แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อดีครับลูกพี่”
    “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” อากอนก็หมดหนทางเช่นกัน
    ในขณะที่กลุ่มนักล่าลมทมิฬหมดหวังที่จะแก้แค้นกับพวกอิกนัส พวกเขาก็หันมาเก็บแต้มจากการสังหารสัตว์อสูรอย่างจริงจัง
    กองทัพของสัตว์อสูรเมื่อขาดผู้นำก็เริ่มระส่ำระส่าย สัตว์อสูรมากมายต่างอยู่ในความสับสนวุ่นวาย บ้างบ้าคลั่ง บ้างวิ่งหนี ทำให้ตอนนี้นั้นสนามรบเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน
    เหล่านักล่าก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับกองทัพสัตว์อสูร ในจิตใจของแต่ละคนนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัยที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
    ท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืน เหล่านักล่าที่อยู่ด้านบนของกำแพงเมืองต่างจุดโคมไฟขึ้นและติดมันไว้ที่หน้ากำแพง เพื่อที่จะเป็นแสงส่องสว่างในยามค่ำคืนให้กับเหล่านักล่าที่อยู่ด้านล่าง
    แต่สงครามก็ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความมืดมิดของหมู่ดาวบนฟากฟ้า สงครามในครั้งนี้มันจบลงแล้วจริงหรือสำหรับเหล่าคนที่รู้คำตอบนั้นมีอยู่ไม่กี่คน ซึ่งพวกเขาหวังว่ามันจะจบแล้วจริงๆ แต่พวกเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในสนามรบจนกว่าพวกเขาจะแน่ใจ กลุ่มคนที่รู้คำตอบนั้นก็คือ เหล่าหัวหน้าสมาคมทั้งหลายของเมืองไวท์ชาโดว์และเจ้าเมืองนั่นเอง
    เหล่าชาวเมืองต่างอยู่ในที่หลบภัยด้วยความหวาดกลัว หิวโหย และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่สงครามถึงจะจบลง แต่พวกเขายังคงได้ยินเสียงของการต่อสู้อยู่เป็นระยะๆ
    ถึงแม้ว่าจะมืดค่ำแล้วแต่ในทุกที่ของสนามรบก็ยังคงเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้อยู่ในทุกขณะ จำนวนของสัตว์อสูรที่ตายก็เพิ่มสูงขึ้น
    อิกนัสและลูฟัส สาดกระบวนท่าใส่สัตว์อสูรเกราะหนามอย่างไม่หยุดยั้งมาเป็นเวลานานหลายสิบนาทีแล้ว แต่ก็ทะลวงผ่านการป้องกันของเกราะหนามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    อิกนัสตัดสินใจที่จะทุ่มสุดตัวออกไป เพราะถ้าไม่รีบจัดการกับสัตว์อสูรเกราะหนามเกรงว่าภารกิจของเขาจะต้องล้มเหลวเป็นแน่ ซึ่งดูเหมือนว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
    “ดาบเพลิงเจ็ดวิถี” ดาบเพลิงพิโรจผสานเพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าที่สอง เวิ้งว้างไร้ผู้ใด ก่อเกิดเป็นคมดาบเพลิงแปลกประหลาดพุ่งแยกออกไปเจ็ดทิศทางเจ็ดรูปแบบทุกเส้นสายแสดงออกอย่างพิศดาล คมดาบเพลิงทั้งเจ็ดสายพุ่งเข้าโจมตีสัตว์อสูรเกราะหนามอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพลังชีวิตของอิกนัสที่ใช้ไปกับเพลงดาบอย่างบ้าคลั่ง มันกลืนกินพลังชีวิตมากกว่าครั้งที่แล้วที่เขาใช้ตอนต่อสู้กับอากอนด้วยซ้ำไป
    ลูฟัสเมื่อเห็นอิกนัสออกกระบวนท่า เขาก็รีบกระโดดถอยห่างจากสัตว์อสูรเกราะหนามทันที เพราะวิถีดาบที่เพื่อนของลดปล่อยออกมามันมากมายเหลือเกิน
    ดาบเปลวเพลิงทั้งเจ็ดสายเชือดเฉือน แผดเผา และกลืนกินร่างกายของสัตว์อสูรเกราะหนาม การโจมตีอันรุนแรงของอิกนัสทลายการป้องกันอันทรงพลังของมันเข้าไปได้ มันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับดิ้นพล่านไปทั่วอย่างทุรนทุราย ก่อนที่จะเหลือเพียงแค่เถ้าถ่าน เศษกระดูกชิ้นเล็กๆ และผลึกอสูรระดับทองเม็ดหนึ่งที่ตกลงมาจากซาของมัน
    “เฮ้...ยังไหวนะ” ลูฟัสกล่าวพร้อมกับยื่นมือมาพยุงอิกนัสที่เสียพลังชีวิตไปมากจนทรุดลงกับพื้นขึ้นมา
    “ก็พอไหวอยู่” อิกนัสตอบกลับเสียงเบา
    “นายนี่น้าอิกนัสชอบหักโหมซะจริง” มีอาเดินเข้ามาบ่นซ้ำอีกคน พร้อมกับยื่นผลึกอสูรระดับทองแดงให้พวกอิกนัสอีกสองเม็ด ซึ่งเธอพึ่งจัดการกับพวกมันไป
    “งั้นพวกเราพอแค่นี้กันก่อนมั้ย อิกนัสก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว” มีอาเสนอความคิดของตัวเอง
    “ไม่นะผมยังไหวอยู่” อิกนัสเมื่อเห็นว่าถ้าหยุดตอนนี้ภารกิจของเขาจะไม่สำเร็จ ก็รีบพูดขึ้นมาเพราะถ้าภารกิจไม่สำเร็จ เขาก็จะไม่สามารถปลดล็อกเงื่อนไขของร้านค้าเศษชิ้นส่วนได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ คราวหน้าจะมีมาให้ปลดล็อกอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้
    “อย่าฝืนน่า เดินเองยังไม่ได้ ถ้าตายขึ้นมาจะทำอย่างไง” มีอาพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
    “แต่ผมยังไหวจริงๆนะ” อิกนัสยังคงไม่ยอมถอยให้เพื่อนของเขา
    “หึ...นายนี่นะบทจะดื้อก็ไม่ฟังใครเอาซะเลย แต่อีกแค่ตัวเดียวหรือไม่ก็จนชั้นเห็นว่านายไม่ไหวแล้ว ชั้นจะรีบลากนายออกมาทันทีเลยเข้าใจมั้ยอิกนัส” มีอาบ่นออกมาอย่างเสียไม่ได้ และเมื่อเห็นว่าห้ามไม่ได้เธอก็ยื่นเงื่อนไขให้กับเขา
    “ตกลงครับ” อิกนัสรับปากด้วยความยินดี
    มีอาและลูฟัสมองหน้ากันจากนั้นจึงส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่ายกับนิสัยที่เอาแต่ใจของเพื่อนของพวกเขา จากนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะพักกันสักหน่อยก่อนแล้วค่อยลงมือต่อ
    ในตอนนั้นเองเสียงของอีริกก็ดังขึ้น “จ้าวสัตว์อสูรตัวสุดท้ายหนีไปแล้ว สงครามครั้งนี้พวกเราเป็นฝ่ายชนะ เมื่อจัดการกับสัตว์อสูรที่เหลืออยู่ได้ ทางสมาคมจะขอเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงฉลองและพิธีศพให้กับเหล่านักล่าที่เสียชีวิตจากสงครามทั้งหมดเอง”
    สิ้นเสียงนั้นนักล่าทุกคนในสนามรบต่างแสดงออกด้วยความยินดี หลายคนโห่ร้องด้วยความดีใจ นักล่าทุกคนต่างเต็มไปด้วยขวัญกำลังใจและความฮึกเหิมเป็นอย่างมาก ชาวเมืองที่อยู่ในที่หลบภัยต่างโห่ร้องออกมาทั้งน้ำตา พวกเขาต่างเฝ้ารอด้วยความกังวลใจมาตลอดในที่สุดมันก็ใกล้จะจบลงแล้ว
    และในตอนนั้นเองแสงสีดำมากมายก็ได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าของเมืองไวท์ชาโดว์

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์นักล่า ที่คุณอ่าน

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพลิกสวรรค์

    มังกรพลิกสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    161K 121
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226