ตอนที่37 เพราะถูกทำร้าย
เหวินเหยาตัวสั่นไปทั้งตัวเธอไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้เห็นและได้อ่านตรงหน้านี้
ปู่ฉินไม่ให้โอกาสพวกเขาได้ถามแย้งชายชราเอ่ยปากออกไปตามตรงว่า “อาเลี่ยเป็นคนสืบข้อมูลพวกนี้มาเอง”
ได้ยินแบบนั้นสองสามีภรรยาก็หันไปมองฉินเลี่ยอยู่นานโดยไม่พูดอะไร
นั่นเป็นเพราะทั้งสองรู้ถึงความสามารถของฉินเลี่ยเป็นอย่างดีข้อมูลที่เขาสืบมาได้จะต้องไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน
ฉะนั้นคนที่ทำร้ายเสี่ยวเฟิงก็คือเถาหลันจริงๆ
เหวินเหยายืนอึ้งอยู่นานกว่าจะได้สติกลับมาในหัวของเธอเต็มไปด้วยความคิดที่แสนจะสับสน ไม่ใช่ว่าเธอไม่เชื่อแต่เธอไม่อยากจะเชื่อต่างหาก
เพราะพวกเธอเป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุด!
ทำไมเถาหลันต้องทำแบบนี้?
เมื่อเห็นแบบนั้นโจวโจวจึงผละจากต้นขาของฉินเลี่ย แล้วนำลูกประคำเส้นที่เถาหลันมอบให้ก่อนหน้านี้ออกมาพร้อมกับพูดว่า“ป้าสะใภ้ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เป็นเพราะหนูจงใจอยากแย่งลูกประคำมาจากพี่เจ็ดแต่เป็นเพราะบนลูกประคำพวกนี้มีปราณชั่วร้ายอาบไว้มากมายเหลือเกินหากพี่เจ็ดสวมมันเข้าไป มันจะส่งผลร้ายอย่างรุนแรงต่อร่างกายของเขา”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยก็เอายันต์ยัดใส่มือเธอแผ่นนึง
เหวินเหยาไม่รู้ว่าเจ้ายันต์แผ่นนี้ใช้ทำอะไรได้วินาทีต่อมาเธอก็เห็นว่า จู่ ๆลูกประคำบนมือของหนูน้อยก็มีไอสีดำปรากฏขึ้นมาห่อหุ้มเอาไว้อย่างเข้มข้นให้ความรู้สึกที่ดูอึมครึมและน่ากลัว เธอตกใจจนเซถอยหลังไปชนเก้าอี้หลบไปกับพื้นส่งเสียงดังแสบหูออกมา
“ป้าสะใภ้ไม่ต้องกลัว”เมื่อเห็นเธอตกใจจนเป็นแบบนี้ โจวโจวจึงรีบเอายันต์ออกมาแปะไว้บนลูกประคำทันใดนั้น ปราณชั่วร้ายที่อยู่ด้านบนก็ถูกปิดผนึกเอาไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกมา
โจวโจวพูดต่ออีกว่า“เมื่อกี้ยันต์ที่หนูเอาใส่มือของป้าสะใภ้ก็คือยันต์เบิกเนตรมันจะช่วยให้ป้าสะใภ้สามารถมองเห็นของพวกนั้นได้ชั่วคราวตอนนี้ป้าสะใภ้เองก็เห็นกับตาของตัวเองแล้ว น่าจะเชื่อสิ่งที่พวกหนูพูดแล้วใช่ไหม ?”
“และไม่ได้มีแค่ลูกประคำนี้เท่านั้นแต่ยังมีของขวัญเหล่านั้นที่เธอเคยส่งมาให้อีกด้วย”
ได้ยินถึงตรงนี้ปู่ฉินก็ยกกล่องใบหนึ่งออกมาจากด้านข้าง แต่ยังไม่ทันได้เปิดกล่องเหวินเหยาที่ยังคงถือยันต์เบิกเนตรเอาไว้ก็เห็นว่ามีไอสีดำมากมายพวยพุ่งออกมาจากในกล่องซึ่งมันเข้มข้นกว่าบนลูกประคำเมื่อครู่นี้เอง
ปู่ฉินเปิดกล่องออกด้านในเต็มไปด้วยกล่องของขวัญมากมายที่แต่ละชิ้นจะถูกประทับตรารูปดอกกล้วยไม้เอาไว้
มันก็คือของขวัญที่เถาหลันมอบให้มาตลอดหลายปีนี้
“เจ้าสิ่งนี้คือตัวการที่ทำให้ขาของพี่เจ็ดเดินไม่ได้”โจวโจวหยิบเอาสร้อยทองเส้นเล็กออกมาจากในกล่อง
โครงสร้างของทองคำมีความคงทนต่อการเกิดปฏิกิริยาสูงจึงทนต่อการผุกร่อน ไม่เกิดออกซิไดซ์กับอากาศ แต่สร้อยทองเส้นนี้กลับมีสีซีดจางลงทั้งที่เวลาเพิ่งผ่านไปแค่ 5 ปีเท่านั้นตัวเส้นเริ่มกลายเป็นสีดำให้ความรู้สึกของลางร้าย
ถึงแม้ว่าฉินเจ๋อจะไม่ได้เบิกเนตรแต่พอเห็นสร้อยทองเส้นนี้แล้ว เขาก็รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
“ป้าสะใภ้ป้าลองนึกดูว่าทุกครั้งที่เธอส่งของขวัญให้แล้ว พี่เจ็ดก็มักจะอาการไม่ดีใช่ไหม”
เหวินเหยาคิดตามคำพูดของหนูน้อยซึ่งมันเป็นเรื่องจริง
ก่อนหน้านี้เสี่ยวเฟิงเพียงแค่มีสุขภาพไม่ดีปกติเขามักจะไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่อาการหนักล้วนเป็นหลังจากที่เถาหลันมอบของขวัญให้ทั้งหมด
เมื่อลองคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วในตอนที่เสี่ยวเฟิงเพิ่งเกิดคุณหมอทำการตรวจเบื้องต้นและบอกว่าเขามีสุขภาพแข็งแรงดีแต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน จู่ ๆเขาก็มีอาการร้องไห้กลางดึกและตัวร้อนไข้ไม่ยอมลด
ซึ่งตอนนั้นเขาสวมสร้อยทองเส้นนี้อยู่พอดี
ที่แท้ก็เป็นฝีมือเธอจริงด้วย!
เหวินเหยาเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้วในแววตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ
เมื่อเห็นว่าเธอเชื่อแล้วโจวโจวก็หยิบเอายันต์บันทึกเสียงออกมา หนูน้อยสะบัดมือเล็กน้อยยันต์แผ่นนั้นก็ลอยขึ้นไปกลางอากาศ และวินาทีต่อมาเสียงของเถาหลันก็ดังออกมาจากยันต์
“แหวะถ้าเหวินเหยาไม่ได้ไปอ่อยรุ่นพี่ฉินเจ๋อสมัยเรียนมหา’ลัยเธอจะได้แต่งงานเข้าตระกูลคนรวยไหม ? ป่านนี้เธอคงมาทำงานจนเหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนฉันแล้ว? ”
“ฮึเป็นกรรมแล้วแหละที่ทำให้เธอให้คลอดลูกชายพิการ ในฐานะเพื่อนรักของเธอฉันจะช่วยเธอสักครั้งแล้วกัน ให้เธอกำจัดภาระนั้นโดยเร็ว จะได้สบายตัวหน่อย”
“ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าหากไม่มีลูกชายแล้วรุ่นพี่ฉินเจ๋อยังต้องการเธออยู่ไหม”
“……”
คำพูดแต่ละคำเต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคายและคำสาปแช่งเหวินเหยาโมโหจนตัวสั่น ในดวงตาเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและเคียดแค้น
หญิงสาวผู้เพียบพร้อมก็มักมีช่วงเวลาที่ความโกรธเข้าครอบงำเช่นเดียวกันเวลาเธออารมณ์ดี เธอก็ดีใจหาย แต่ฉินเฟิงคือแก้วตาดวงใจของเธอ เปรียบเสมือนเกล็ดย้อนของมังกรเธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกเธอเป็นอันขาด !
เธอยืนขึ้นแล้วก้าวพรวดๆ ออกไป
เมื่อรู้ถึงความคิดของภรรยาฉินเจ๋อจึงรีบพูดขึ้นว่า “เหยาเหยา คุณใจเย็นก่อน”
“ฉันใจเย็นไม่ไหวแล้ว”ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนของเหวินเหยาบัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธและความเกลียดชัง“เธอทำให้เสี่ยวเฟิงเป็นแบบนี้ ถ้าไม่ให้เธอได้ชดใช้ แล้วฉันจะใจเย็นลงได้อย่างไร !”
ไม่รู้ว่าโจวโจวไปเอาดาบไม้ท้อออกมาตอนไหนเด็กน้อยวิ่งมายืนข้าง ๆ เหวินเหยาแล้วจับมือเธอเอาไว้พลางเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างจริงจังแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ หนูจะไปกับป้าสะใภ้เองเราจะไปจัดการผู้หญิงนิสัยไม่ดีคนนั้นกัน ! ”
คนเลวควรได้รับการสะสางบัญชีแค้นณ จุดนี้ ทุกนาทีของการผลัดวันประกันพรุ่งคืออีกหนึ่งนาทีแห่งความโกรธ
แบบนั้นป้าสะใภ้สี่ก็เสียเปรียบแย่น่ะสิ
เหวินเหยาไม่คาดคิดว่าคนที่ยืนข้างเธอเป็นคนแรกจะเป็นหลานสาวตัวเล็กที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเธอมองหนูน้อยด้วยความซาบซึ้งใจ คลื่นความอบอุ่นแผ่เข้ามาในใจของเธอ
ฉินเลี่ยลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า“พี่สะใภ้ไปก่อนเถอะ หลังจากเสร็จธุระแล้วค่อยโทรหาผม แล้วผมจะพาตำรวจไปจับเธอ”
ความหมายของเขาก็คือหากอยากทำร้ายก็ทำร้าย หากอยากด่าก็ด่า เมื่อแก้แค้นส่วนตัวเสร็จแล้ว ค่อยให้เธอส่งผู้หญิงคนนั้นเข้าคุก
“ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละฉันจะปล่อยให้คนในตระกูลฉินของฉันถูกคนอื่นรังแกแบบนี้ได้อย่างไรเห็นได้ชัดว่าเธอคนนั้นรนหาที่ตาย ! ” ย่าฉินพูดอย่างทรงอำนาจ
ปู่ฉินไม่ได้พูดอะไรแต่เขาก็เดินนำคนอื่นไปโดยมีย่าฉินเดินอยู่ด้านข้างความหมายของพวกเขานั้นชัดเจนมาก
เมื่อเห็นพวกเขามีท่าทีเช่นนี้ฉินเจ๋อชักจะเริ่มปวดหัวเข้าแล้ว “ผมไม่ได้จะห้ามเพียงแต่ตำรวจจะเชื่อเรื่องปราณชั่วร้ายพวกนี้ไหม ? ”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวก็หันควับมาด้วยท่าทีไม่สนใจ “เรื่องนี้ง่ายนิดเดียวเราก็ทำให้พวกเขาเห็นไปเลยสิ”
ถ้าพวกเขาจะเชื่อจากการเห็นงั้นก็ทำให้พวกเขาเห็นไปเลยสิ !
พูดจบไม่รอให้เขาได้พูดอะไรอีก โจวโจวก็รีบจูงมือเหวินเหยาออกไป
เธออยากจัดการผู้หญิงนิสัยไม่ดีคนนั้นมานานแล้ว!
ใครใช้ให้เธอมารังแกพี่เจ็ดล่ะ!
“ลูกมันคนใจอ่อนลูกชายของลูกถูกรังแกจนเป็นแบบนี้ ยังจะคิดมากอะไรอีก”ในตอนที่ย่าฉินเดินผ่านฉินเจ๋อเธอมองลูกชายแล้วเดินสาวเท้าก้าวออกไปเพราะขี้เกียจจะคุยกับเขาแล้ว
เมื่อได้ยินประโยคนี้ฉินเจ๋อสูดลมหายใจเข้าแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวตามทุกคนออกไป
ทุกคนรีบออกเดินทางไปยังที่พักของเถาหลัน
เถาหลันกำลังนอนมาร์คหน้าอยู่บนโซฟาอย่างมีความสุขเมื่อนึกได้ว่ายัยเด็กเหลือขอคนนั้นกำลังจะมีชีวิตไม่ต่างจากตายมุมปากของเธอก็กระตุกรอยยิ้มชั่วร้ายทันที
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้แย้มยิ้มอย่างสุขสมอารมณ์หมายจู่ ๆ ก็มีเสียง “ปัง” ดังขึ้น ประตูห้องของเธอล้มครืนลงมากับพื้นเธอตกใจรีบกระโดดจากโซฟาแล้วจะพูดด้วยความตื่นตระหนกว่า “ใครน่ะ ! ”
จากนั้นเธอก็เห็นยัยเด็กเหลือขอที่เธอเพิ่งสาปแช่งไปเมื่อครู่นี้ค่อยๆ ชักเท้ากลับไป ทั้งยังยกมือขึ้นมาตบบนกางเกงตัวเองอีกด้วย
หลังจากติดยันต์กันฝุ่นไว้บนกางเกงแล้วโจวโจวถึงได้ก้าวเท้าเดินเข้าไป
ผู้หญิงคนนั้นเลวขนาดนั้นบ้านของเธอก็คงไม่ได้สะอาดสักเท่าไหร่
เธอไม่อยากให้มีสิ่งสกปรกมาเปื้อนรองเท้าของเธอนี่คือรองเท้าที่พ่อซื้อให้เธอเชียวนะ
“พวกคุณจะทำอะไรน่ะ? ” เมื่อเห็นคนตระกูลฉินเดินเข้ามา เถาหลันตกตะลึงอยู่ไม่น้อยทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง ด้วยความตื่นตระหนกเธอจึงเผลอพูดออกไป
หลังจากพูดจบเธอก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่เสียงตัวเองแข็งเกินไป จึงพูดเสริมอีกครั้ง “เหยาเหยาคุณลุง คุณป้า พวกคุณมาที่นี่ได้อย่างไร ? มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า ? ”
เธอดึงแผ่นมาร์คหน้าออกตั้งแต่กระโดดลงจากโซฟาแล้วในเวลานี้ ใบหน้าของเธอจึงเปล่งประกายอิ่มน้ำ
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเพื่อนรักในเวลานี้เหวินเหยาเพิ่งได้รู้ว่ามันจอมปลอมขนาดไหน
เมื่อเห็นสีหน้าของเธอแปลกไปเถาหลันกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่เหวินเหยาก็รีบเดินจ้ำเข้ามาแล้วง้างมือขึ้นตบหน้าเธอโดยไม่พูดไม่จาอะไร
“เพียะ! ”
เถาหลันถูกตบจนเซถลาล้มไปกับพื้น เพียงชั่วพริบตา ใบหน้าของเธอก็บวมเป่งขึ้นมาในปากรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจึงหันหน้าไปถุยเลือดทิ้ง
ปรากฏว่ามีวัตถุสีขาวถูกถุยออกมาพร้อมกับเลือดด้วย
เหวินเหยาตบเธอจนฟันหลุดเลยหรือ !
เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเลี่ยก็หันไปมองโจวโจวโดยไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นมือของเด็กน้อยยังคงคุ้ยหาบางอย่างในกระเป๋าจู่ ๆ เขาก็ก้าวเข้ามาจับมือเธอและกุมไว้ ไม่ให้เธอขยับได้อีก
เมื่อมือน้อยๆ ถูกควบคุมเอาไว้ โจวโจวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย ไหนไม่ช้าเธอก็เข้าใจความหมายของเขาอย่างชัดเจน
เธอเงยหน้าขึ้นไปมองเหวินเหยาก็เห็นว่าป้าสะใภ้ดึงตัวเถาหลันขึ้นมาจากพื้น จากนั้นก็ง้างมือขึ้นตบอีกครั้งทำให้ฟันอีกข้างหลุดออกมา
ดูท่าว่าแค่ให้ยันต์เพิ่มพลังกับป้าสะใภ้น่าจะเพียงพอแล้ว
กล้ารังแกพี่เจ็ดของเธอได้อย่างไร? รนหาที่ตาย !