ตอนที่92 กุยแกเริ่มเดินหมาก
โซโลที่เห็นท่าทีคุกคามของเคาทูก็รู้สึกได้ว่าเคาทูนั้นเอาจริงเขาหันไปมองเล่าฮองอย่างเป็นห่วงเพราะเล่าฮองนั้นไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกสุดท้ายโซโลจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
‘ในเมื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของกิลโอเอซิสแล้วคงต้องทำให้ดีที่สุด...อย่างมากก็แค่ตายอีกสักครั้ง’โซโล คิดถึงวันแรกที่เขาประกาศตัวว่าได้เข้าร่วมกับกิลโอเอซิสซึ่งในวันนั้นเขาและเพื่อนของเขาที่เป็นมหาจอมเวทอีก 2 คนได้ตายตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่วมกิลโอเอซิส
“ข...ข้าว่าพวกเรา...ถ...ถอยก่อนดีกว่า” เล่าฮองที่หวาดกลัวเคาทูอย่างมากพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“เจ้าไปก่อนเลย ข้าจะรั้งเขาเอาไว้เองยังไงข้าก็สามารถเกิดใหม่ได้ไม่เหมือนกับเจ้า” โซโลที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วเริ่มปล่อยพลังเวทออกมาเตรียมรับมือเคาทูหลังจากนั้นเขาก็หันไปหาอาซานแล้วพูดว่า
“อาซาน...นายเหนื่อยมากแล้ว คุ้มกันเล่าฮองกลับไปซะ ฉันจะถ่วงเวลาให้เอง”
“ไม่! ข้ายังสู้ไหว” อาซาน พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่ทว่าร่างกายกลับเซไปด้านข้างเล็กน้อยเนื่องจากพลังปราณในร่างกายเริ่มหมด
อาซานอดทนมาได้ถึงขนาดนี้ล้วนต้องชื่นชมแล้วเพราะเขารับมือกับกลุ่มของดาร์คหลายต่อหลายคนโดยเฉพาะองค์หญิงผิงหยางที่ทำให้อาซานต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงและพลังปราณอย่างมาก
“ไม่ได้ หากเราอยู่ที่นี่ทั้งคู่ เล่าฮองอาจโดนดักทำร้ายหรือมีอันตรายได้นายต้องคอยคุ้มกันเล่าฮองกลับไป” โซโล ยืนกรานด้วยเหตุผล
สุดท้ายอาซานจึงจำตอบตกลงคุ้มกันเล่าฮองแต่โดยดีเมื่ออาซานและเล่าฮองหนีไปโซโลก็เริ่มร่ายมนตร์เตรียมขัดขวางไม่ให้ใครตามทั้งสองคนไป แต่ทว่าเคาทูกลับพูดขึ้นเสียก่อนว่า
“เจ้าก็กลับไปเถอะ...ข้าไม่มีอารมณ์จะต่อสู้สักเท่าไหร่”
เคาทูนั้นเป็นห่วงลูกของเขาจึงไม่คิดจะทำศึกยืดเยื้อหรือไล่ตามศัตรูไปไกลนักยิ่งเมื่อเขามีโอกาสได้เจอลูกอีกครั้งจึงไม่คิดที่จะจากไปไหนไกลๆ อีกสุดท้ายจึงตัดสินใจปล่อยเล่าฮองให้หนีไปแต่เคาทูเองก็ได้จดจำบัญชีแค้นนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“จงจำไว้ หากวันหน้าข้าเจอพวกเจ้าทั้งสามคนอีก หัวของพวกเจ้าจะหลุดออกจากบ่าอย่างแน่นอนไสหัวไปได้แล้ว!” เคาทู พูดพร้อมกับส่งสายตาอาฆาตใส่โซโลทำเอาโซโลที่เป็นถึงมหาจอมเวทถึงกับใจสั่นด้วยความหวาดกลัว
“ข...ขอบคุณ...แล้วข้าจะหาทางชดใช้คือให้ท่าน” โซโลพูดจบก็หันหลังแล้วเร่งฝีเท้าติดตามอาซานกับเล่าฮองไปทันที
เคาทูเดินกลับมารับฝูเอ๋อร์จากโอโรกะเขาอุ้มลูกน้อยของเขาพร้อมกับกล่าขอบคุณพวกดาร์คที่ช่วยลูกของเขาเอาไว้ทั้งกลุ่มออกเดินทางกลับบ้านไม้ของเคาทูที่อยู่กลางป่า
เมื่อทุกคนกลับมาถึงลานกว้างหน้าบ้านไม้ก็พบกับความเงียบสงัดซึ่งแตกต่างจากเดิมที่มีทั้งกลุ่มของซิหลงและกิลพิชิตนภาเคาทูเดินมาหยุดตรงหน้าดาร์คพร้อมกับยื่นฝูเอ๋อร์ให้ดาร์คและพูดขึ้น
“ข้าขอฝากฝูเอ๋อร์ไว้สักครู่หนึ่ง”
ดาร์ครับเด็กมาอุ้มอย่างงงๆสุดท้ายจึงตัดสินใจถามออกไป
“เอ่อ…ท่านแม่ทัพคิดจะทำอะไรหรือ”
“หือ...ข้าก็จะไปเก็บข้าวของของข้าตามพวกเจ้าไปนะสิ” เคาทูกลับตอบในสิ่งที่ทำให้พวกดาร์คตกตะลึง
“ท่านแม่ทัพจะตามพวกข้าไปงั้นหรือ” ดาร์ค ถามย้ำอีกครั้ง
“ก็ต้องตามไปสิวะหากข้ายยังอยู่ที่นี่รังแต่จะถูกพวกนั้นกลับมาก่อกวนเข้าสักวันหนึ่งอีกอย่างเมื่อพวกเจ้ามีบุญคุณต่อข้าและฝูเอ๋อร์ ข้าเคาทูย่อมต้องตอบแทน...หรือพวกเจ้าคิดว่าข้าไม่ดีพอที่จะติดตามพวกเจ้าไป”
“ไม่เลยๆ พวกข้ายินดีอย่างยิ่งที่จะได้ท่านแม่ทัพมาเข้าร่วม”
“ฮ่าๆๆไอ้หนูอย่าพึ่งดีใจไป...ข้าเข้าร่วมส่วนหนึ่งล้วนมาจากพวกเจ้าที่เป็นคนดี...แต่ถ้าหากวันหนึ่งพวกเจ้าสูญเสียความดีเหล่านี้ไปข้าก็พร้อมจะจากไปเช่นกัน” เคาทูพูดจบก็ส่งยิ้มให้ทุกคนพร้อมกับเดินเข้าไปในบ้านไม้เพื่อเก็บข้าวของเครื่องใช้ของเขา
.......
เมืองจ้านลู่
ทีชที่เดินทางมาถึงเมืองจ้านลู่ก็มุ่งหน้าไปหากุยแกที่อาคารกิลทันทีแต่ทว่าทีชกลับไม่ได้พบแค่กุยแกเพียงคนเดียวเพราะเวลานี้ในห้องทำงานของกุยแกมีหมิงและสมิทนั่งอยู่ด้วยคล้ายว่าทั้งสามกำลังคุยเรื่องสำคัญอะไรบางอย่าง
“กำลังคุยอะไรกันหรือ...ไม่สิ...กุยแกไม่มีงานให้ข้าทำบ้างหรือ” ทีชถามกุยแก
“ฮ่าๆๆๆ มีคนร้องหางานทำซะแล้ว อยู่สบายๆ ไม่ชอบหรือไงพ่อคุณ ฮ่าๆๆๆ” สมิทที่ได้ยินก็หัวเราะเยาะออกมาตามสไตล์ของตัวเอง
“คุณสมิทอย่าหัวเราะข้าสิข้าเห็นทุกคนมีหน้าที่กันหมดแล้วทำไมข้าจะนั่งเฉยๆ ได้เล่า” ทีชรีบอธิบายให้สมิทฟัง
“เอ่อ...ผมเองก็ว่างเหมือนกันครับพี่ทีช” หมิง พูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิวคล้ายกับว่าเขาเองก็เดินทางมาหากุยแกด้วยเหตุผลเดียวกันกับทีช
“ฮ่าๆๆๆ พวกเจ้าสองคนเนี่ยน้า ช่างเป็นเด็กหนุ่มไฟแรงเสียจริง” สมิทยังคงหัวเราะอย่างสบายใจเหมือนเดิม
“นายท่านมาถึงแล้วก็ดีขอรับ ข้ากำลังคิดๆ อยู่ว่าจะส่งใครไปทำงานนี้ดีช่างบังเอิญจริงๆ ที่ท่านหมิงและนายท่านใจตรงกันเยี่ยงนี้” กุยแก พูดยิ้มๆ
“งานอะไรเหรอครับท่านกุนซือ” หมิง ถาม
“สงครามกำลังใกล้เข้ามาตอนนี้กองปราบก่อตั้งเรียบร้อยแล้วอีกไม่นานขุนพันธ์คงดูแลความสงบได้ทหารที่ประจำการก็ควรเร่งส่งไปเสริมที่เมืองหน้าด่านอู๋โจวทางด้านอู๋โจวเองก็มีฮิเดโยชิดูแลย่อมไม่ต้องกังวลใดๆ อีกท่านสมิทเองก็มารายงานเรื่องการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ซึ่งไม่ติดปัญหาแต่อย่างใดเพราะตอนนี้ดูเหมือนท่านอิจิโนเสะจะเจอเหมืองแร่ขนาดกลางอยู่บนภูเขาแล้วท่านมอนจีเองก็ได้พบกับชนเผ่าภูเขากลุ่มใหม่ซึ่งเจรจาตกลงได้เป็นที่เรียบร้อยเพราะฉะนั้นเรื่องการป้องกันเมืองของเราย่อมกำลังพัฒนาไปในทางที่ดีจะมีแต่เรื่องหนึ่งที่ยังเป็นปัญหา” กุยแก อธิบายยืดยาว
“ปัญหาอะไรหรือ” ทีช ถาม
“อย่างที่ข้าได้อธิบายไปเรื่องการป้องกันเมืองและอาณาเขตภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเราไม่มีปัญหาใดๆต้องกังวลอีก แต่ปัญหาของเราคือพวกเรากำลังเหมือนคนที่หูหนวกและตาบอด” กุยแกพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังซึ่งแตกต่างจากยามปกติ
“หูหนวก? ตาบอด? เอ่อ...ใครช่วยแปลให้ข้าเข้าใจหน่อยสิ”สมิท หันมาถามหมิงกับทีชที่กำลังทำหน้าครุ่นคิดจริงจังกับคำพุดของกุยแก
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจทีชก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองไปที่กุยแกพร้อมกับถามขึ้น
“หูหนวกตาบอดที่ว่า เจ้าคงหมายถึง...ข่าวสารจากภายนอกใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง! ถึงแม้กองกำลังของพวกเราจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆแต่ศัตรูเองก็ทำได้เช่นเดียวกันแต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเราเสียเปรียบคนอื่นนั่นคือข้อมูลข่าวสารพวกเราเป็นกิลที่พึ่งก่อตั้งจึงยังไม่มีสมาชิกที่กระจายไปอยู่ทั่วทั้งทวีปเฉกเช่นกิลอื่นทำให้ข้อมูลข่าวสารที่พวกเราได้รับล้วนแต่ช้ากว่าคนอื่น ยกตัวอย่างค่ายโจรของอะแวสะดอตาและ ที่อยู่บนภูเขาใกล้เมืองอู๋โจวของเราแท้ๆแต่พวกเรากลับไม่รู้จนต้องให้เตียวเลี้ยวเป็นคนมาบอกนี่นับเป็นจุดอ่อนใหญ่หลวงที่ต้องเร่งแก้ไข” กุยแก อธิบายด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“อ้อ...รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งสินะ” สมิทที่ได้ฟังคำอธิบายจากกุยแกเอ่ยสำนวนยอดฮิตจากยุคโบราณออกมา
“นั่นสิที่ผ่านมาพวกเราล้วนแต่พึ่งพาความสามารถในการมองการณ์ไกลของเจ้าแล้วคิดแผนดำเนินการล่วงหน้ามาตลอดแต่ต่อไปนี้สงครามที่จะเกิดขึ้นล้วนไม่อาจใช้เพียงการคาดการณ์ได้อีกแล้วหรือหากทำได้ก็ต้องพึ่งข้อมูลข่าวสารจากทั่วทั้งทวีปมาวิเคราะห์...แล้วเจ้ามีแผนที่จะแก้ปัญหานี้หรือยัง”ทีช ถามกุยแกด้วยน้ำเสียงปกติคล้ายกับเขาไม่กังวลเลยว่ากุยแกจะแก้ปัญหานี้ยังไงเพราะตัวเขามั่นใจมากว่ากุยแกต้องมีวิธีแก้ปัญหาข้อนี้เอาไว้แล้วอย่างแน่นอน
แต่ทว่ากุยแกกลับไม่ตอบคำเขาจิบชาไปหนึ่งอึกพร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วผายมือคล้ายกับต้องการให้ทุกคนเดินตามเขาไป
กุยแกเดินนำทีชหมิงและสมิทมายังกลางห้องทำงานซึ่งมีโต๊ะที่มีแผนที่จำลองวางเอาไว้อยู่สุดท้ายกุยแกได้หยิบไม้แกะสลักที่เป็นรูปสัญลักษณ์กิลแอดมิเรชั่นขึ้นมาจากโต๊ะแล้ววางไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่
“พวกเราจะต้องยึดเมืองนี้” กุยแก พูดขึ้นพร้อมกับหันมายิ้มให้ทั้งสาม
“!!”
ทั้งสามอึ้งจนพูดไม่ออกเพราะเมืองที่กุยแกพูดถึงนั้นอยู่ในบริเวณภาคกลางเป็นเมืองขนาดเล็กที่มองดูก็รู้ว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเลิศซึ่งเมื่อมันเป็นเมืองที่มีจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเลิศแล้วนั่นหมายความว่ามีกิลหลายกิลต้องการครอบครองแต่นั่นกลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่ทั้งสามคนกังวล
หากแต่เป็นสัญลักษณ์บนแผนที่ต่างหากสัญลักษณ์ของกิลกิลหนึ่งที่พวกเขาเองก็รู้จักดีและยังเคยพบกับหัวหน้ากิลของกิลนี้มามาก่อนด้วย ‘กิลมังกรทะยานฟ้า’ หัวหน้ากิลก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น ‘หานตง’
“ดะ...เดี๋ยวสิ เมืองซีฮวนนี่กิลมังกระยานฟ้าเป็นเจ้าของอยู่นะ” ทีชถามกุยแกอย่างไม่เข้าใจ
“ท...ท่านกุนซือคิดจะเปิดศึกกับกิลมังกรทะยานฟ้าของพี่หานเหรอครับ” หมิงเองก็สงสัยเช่นกัน
‘สมมุติกุยแกคิดจบการเป็นพันธมิตร แต่พวกเราจู่ๆ จะยกทัพผ่านเมืองอื่นๆแล้วไปยึดเมืองซีฮวนเลยได้ยังไงกันคงไม่ใช่คิดจะยกทัพตีไปทีละเมืองจนกว่าจะถึงหรอกนะ’สมิทที่ปกติเป็นคนเฮฮากลับพูดไม่ออกแล้วเขาพยายามคิดอย่างถี่ถ้วนแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
“หืม...ข้าพลาดอะไรไปหรือเปล่า...เหมือนจะได้ยินแว่วๆ เมื่อสักครู่ว่าพวกเราจะเปิดศึกกับกิลมังกรทะยานฟ้านี่ปรางจี มอนจี ได้ยินเหมือนฉันหรือเปล่า” อิจิโนเสะเข้ามาพร้อมกับมอนจีและปรางจีพูดขึ้น
“น...นั่นนะสิ...ท่านกุนซือ...พวกข้าได้ยิน...ผ...ผิดไปใช่หรือไม่” ปรางจี ถามอย่างตะกุกตะกักคล้ายกับเธอไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้นตอนนี้
“มากันพอดีเลย มาๆ งานนี้คล้ายกับต้องใช้แม่ทัพหลายคน มีท่านอิจิโนเสะกับท่านมอนจีไปด้วยงานยิ่งง่ายขึ้น” กุยแกเอ่ยเรียกคนที่เข้ามาใหม่ให้ล้อมวงเข้ามาฟังแผนการ
“เดี๋ยวสิท่านกุนซือ ท่านยังไม่ตอบข้าเลยนะ ท่านคิดจะเปิดศึกจริงๆ หรือ”ปรางจี ที่ยังไม่ได้รับคำตอบถามอีกครั้ง
“ฮ่าๆๆๆ เจ้ากลัวหรือปรางจีเจ้ากับข้าคงไม่ต้องไปออกรบหรอกจะกลับไปทำไมกัน” สมิทที่ตัดสินใจเลิกเดาแผนการของกุยแกจึงอารมณ์ดีขึ้น
“อะไรกัน! ข้าไม่ได้กลัวเรื่องนั้น แต่ข้ากำลังต่อรองกับพ่อค้าคนกลางอยู่หลายคนถ้ากิลเราคิดจะทำสงครามการเจรจาของข้าอาจจะไม่สำเร็จและนั่นจะทำให้เงินในคลังมันไม่พอต่างหาก!”ปรากฏว่าสิ่งที่ปรางจีกลัวคือเงินในคลังของกิลจะหมด
สมิทและคนอื่นๆที่ได้รู้ว่าปรางจีกังวลอะไรอยู่ต่างรู้สึกทึ่งอยู่บ้าง โดยเฉพาะทีชถึงขนาดคิดไปไกลแล้วว่าต่อให้ปรางจีไม่ตอบรับเข้าร่วมทีมอีปอร์ตของเขาในฐานะนักกีฬาเขาก็จะยื่นข้อเสนอใหม่ให้ปรางจีดูแลการเงินของทีมแทน
หลังจากที่ทุกคนตั้งสติได้เรียบร้อยกุยแกก็กวาดตามองทุกคนหนึ่งครั้งพร้อมกับอธิบายถึงความจำเป็นของเมือง ‘ซีฮวน’ ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินทางไปทั่วทั้งทวีปตะวันออกได้อย่างง่ายดายและยังอธิบายอีกว่าเมืองซีฮวนนี้ถึงจะเป็นเมืองขนาดเล็กแต่ปัจจุบันกลับเติบโตและมีหมู่บ้านเล็กๆเกิดขึ้นล้อมรอบหลายหมู่บ้าน เพราะเมืองซีฮวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องตลาดค้าขายหรือจะเรียกได้ว่าเป็นจุดศุนย์กลางที่พ่อค้าแม่ค้าหลายๆคนต่างเดินทางมาทำการค้าที่เมืองแห่งนี้เรียกได้ว่าเมืองนี้เป็นแหล่งเงินถุงเงินถังของกิลมังกรทะยานฟ้าได้เลยถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเมืองขนาดเล็กก็ตาม
แต่ทว่ายิ่งกุยแกอธิบายถึงข้อดีของเมืองแห่งนี้มากเท่าไหร่ถึงคนกลับต้องลอบกลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่าเพราะนี่ย่อมหมายความว่ากิลมังกรทะยานฟ้าจะต้องปกป้องเมืองนี้อย่างเต็มกำลังและไม่อาจปล่อยให้ใครมายึดครองไปได้อย่างแน่นอน
“เอ่อ...ข้าเข้าใจแล้วว่าเมืองนี้ดีอย่างไร แต่ก็เอาเถอะ ลองดูสักตั้ง” ทีชเอ่ยพร้อมกับยิ้มแหยๆ ให้คนอื่นๆ
“ฮ่าๆๆๆ มันต้องอย่างงั้น กิลมังกรทะยานฟ้างั้นเหรอพวกเรากิลแอดมิเรชั่นกลัวที่ไหนกัน ฮ่าๆๆๆ” สมิท พูดเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัวทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้มีหน้าที่ออกรบ
“เจ้าไม่ได้เป็นคนนำทัพก็พูดได้นี่” อิจิโนเสะ พูดพร้อมกับมองค้อนไปที่สมิทหลังจากนั้นเธอก็หันไปหากุยแก “ว่าแต่ท่านกุนซือพวกเรายกทัพไปยึดเมืองนี่ได้จริงๆหรือ”
คำถามที่อิจิโนเสะถามออกไปทุกคนที่ยืนอยู่ล้วนแต่ต้องการคำตอบกุยแกทีได้ยินคำถามกลับเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า
“จะเป็นไปได้ยังไงในตอนนี้พวกเราไม่มีทางที่จะเอาชนะกิลมังกรทะยานฟ้าได้อย่างแน่นอน”
“…..”
ความเงียบเข้าปลุกคลุมห้องทำงานของกุยแกไม่มีแม้แต่เสียงของลมหายใจ จนกระทั่ง
“แล้วพวกเราจะเปิดศึกกับกิลมังกรทะยานฟ้าได้ยังไงละ” มอนจีเป็นตัวแทนของทุกคนถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้อีกครั้ง เพราะเมื่อกุยแกบอกว่าตอนนี้ไม่สามารถเอาชนะได้แล้วทำไมกุยแกถึงอยากให้ไปยึดเมืองนี้
“ข้ายังไม่ได้พูดเลยนะขอรับว่าจะให้เปิดศึกกับกิลมังกรทะยานฟ้าอีกอย่างพวกเราก็เป็นพันธมิตรกันอยู่นี่ขอรับ” กุยแกกลับตอบในสิ่งที่ทุกคนต้องทึ่งอีกครั้ง เพราะคำตอบของกุยแกสื่อว่าที่ผ่านมาตั้งนานพวกเขาล้วนแต่เข้าใจผิดทั้งหมด
“ฮะ! แล้วที่เจ้าชี้ไปยังเมืองนี้คือต้องการให้พวกเราทำอะไรงั้นหรือ” ทีชถามอีกครั้ง
“อ้อ...พวกเราจะยกทัพไปที่เมืองนี้...เพียงแต่พวกเราจะไปในฐานะพันธมิตร!”
……
ในที่สุดกุยแกยอดกุนซือผู้สามารถคาดการณ์อนาคตได้ก็เริ่มเดินหมากในมือบ้างแล้วและหมากตานี้ของกุยแกยังเป็นการวางรากฐานในอนาคตของกิลและเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดจนกระทั่งกิลได้ครอบครองเมืองทั้ง3 ในปัจจุบันแล้วก็ยังไม่อาจเทียบกับหมากตานี้ของกุยแกได้
เพียงแต่ว่าแผนการของกุยแกในครั้งนี้จะราบรื่นเหมือน ‘มือเดียวบังฟ้า’ หรือไม่ แล้วจะมีใครที่รู้เท่าทันหรือไม่สิ่งนี้แม้แต่กุยแกผู้คาดการณ์อนาคตเองก็ไม่มั่นใจอีกแล้ว
‘หากไม่เสี่ยงในเวลานี้ เห็นทีอนาคตคงไม่ทันการณ์’ กุยแก คิดเงียบๆในใจโดยเก็บอาการเอาไว้ไม่ให้ใครรับรู้ว่าแผนการนี้เป็นแผนการแรกที่เขาใช้โดยไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยเหมือนกับแผนการในอดีตที่ผ่านมา