BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    53 : สละชีพ


    53 : สละชีพ
     

                 …เธอมีความสุขเหรอ?...

     

            ถามแบบนั้นแล้วจะไปรู้มั้ยล่ะ  เนียร์คิดอย่างหงุดหงิดขณะลงลิฟต์ไปชั้นล่างเพื่อหาของกิน  ยิ่งท้องว่างๆ แบบนี้มันยิ่งรู้สึกแรงขึ้นเป็นสองเท่า  ก็ถ้ามันเป็นสิ่งที่อยากจะทำ  มันก็ต้อง...มีความสุขสิ

            แล้วดวงตาสีดำก็จ้องเงาที่สะท้อนออกมาจากประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทด้วยแววตาว่างเปล่า.... ทำไมกัน...พอคิดแบบนั้นแล้วเหมือนกับถูกถอดความรู้สึกออกไปเลย

            ....ความรู้สึกนั้นช่างโหวงเหวงจนแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังพาตัวเองไปที่ไหน  จนกระทั่งได้ยินเสียงคนพูดกันเสียงดังค่อนข้างเจี๊ยวจ๊าวบ่งบอกว่าอยู่กันหลายคนจากหัวมุมข้างหน้านี้เอง

            “ถามจริงเถอะ  พวกเธอไม่เคยกินของในเซเว่นเลยรึไง”  เสียงสูงแหลมของเพียวที่แค่ฟังก็รู้ได้ทันทีว่าคนพูดต้องทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่ออยู่แน่ๆ

            “ก็ใช่น่ะสิ”  คราวนี้เป็นเสียงผู้ชายที่เหมือนมีอะไรตุงปากอยู่  “โห  แต่ถ้ารู้ว่าไส้กรอกของที่นี่อร่อยแบบนี้นะ  รู้งี้ขอให้ที่โรงเรียนเอามาตั้งไว้สักร้านนึงดีกว่า”

            “ขนมจีบกุ้งอร่อยจัง”  เสียงออกสำเนียงแบบชาวต่างชาติดังขึ้น  ก่อนเสียงตวาดเข้มของผู้หญิงอีกคนจะร้องให้แบ่งให้เธอกินด้วย

            “นี่ๆ ไม่ต้องแย่งกันกินก็ได้นา  อ๊ะ  แต่ถ้าแย่งกินกันจะอร่อยขึ้นเยอะเลยอ่ะนะ....แย่งกับเพื่อนบ่อย แหะๆ”  เสียงหัวเราะอย่างที่รู้ว่าเจ้าตัวต้องกำลังทำเป็นลูบผมยุ่งๆ ของตัวเองแก้เขินอยู่

            หากเพียงแค่ฟังเสียงก็รับรู้ได้ถึงความสุขที่แผ่ออกมา...เรื่องที่ไม่สามารถทำได้ในตอนที่เหลืออยู่ตัวคนเดียว

             

            ‘เฮ้ย! ไอ้โม  นั่นมันบิ๊กเปาหมูแดงของฉันนะ’  

            จำได้ว่าตัวเองเคยตวาดใส่ออกไปแบบนั้นตอนที่เพื่อนหัวยุ่งคว้าซาลาเปาร้อนๆ ออกไปจากมือต่อหน้าต่อตา

            ‘ของใคร พูดให้มันดีๆ หน่อยนะนังหมูอ้วน  ก็รวมตังค์ซื้อมากินด้วยกันไม่ใช่รึไง’

            ‘จริงด้วย’  โมรีบสนับสนุน  แม้ว่าจะมีของกินอย่างอื่นตรงหน้าวางกองไว้อีกเพียบ

            ‘ไม่เอาน่า’  เสียงหวานๆ ของเอลที่คอยแก้ไขปัญหาให้เสมอ  ‘งั้นก็มาแบ่งกันกินสี่คนเท่าๆ กันละกันนะ  ตกลงมั้ยเนียร์’

            เธอยื่นปากจู๋คล้ายจะไม่ยอม  แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมา  ‘ก็ได้’

             

            ทำไมถึงหัวเราะนะ  ทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีอะไรชวนให้น่าหัวเราะ...  รู้แต่ซาลาเปาที่แบ่งกันตอนนั้น  ถึงจะบอกว่าแบ่งเท่าๆ กัน  แต่เธอกลับได้มาแต่แป้งซะอย่างนั้น  ไส้ไปอยู่ที่เพียวจนหมด

            “หึ”  เนียร์หลุดขำออกมาเมื่อคิดถึงตอนนั้น  ก่อนจะรู้สึกตัวว่ามันเป็นหัวเราะแรกในรอบหลายวันมานี้

            ....แค่นึกถึง...ก็ทำให้ยิ้มออกมาได้แล้วอย่างนั้นเหรอ

            “เนียร์?”

            เสียงเรียกจากข้างหลังทำให้เนียร์สะดุ้ง  ...ถ้าหากเพียวกับโมอยู่ตรงหน้านี้  ก็เหลืออีกเพียงคนเดียวที่จะต้องอยู่ด้วย

            เอล...

            สีหน้าของเอลบอกชัดว่าคาดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอกับเธอที่นี่  ยิ่งหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ด้วยแล้วใบหน้าเอลที่มีรอยช้ำแดงจากการร้องไห้ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนเกือบจะทำให้เนียร์รู้สึกผิดตาม

            พวกเพียวคงได้ยินเสียงเอลเมื่อกี้นี้ถึงได้รีบมาหาพร้อมกับบอกว่า  “แค่เอาของไปให้วาลกินนานเชียวนะ”

            แล้วเพียวกับโมก็ต้องชะงักค้างตามกันไปเมื่อเห็นคนไม่คิดว่าจะได้เจอยืนอยู่กับเอล

            เพียวชักสีหน้าทันที  สายตาที่ส่งบอกราวกับจะสื่อให้รู้ว่าเจ้าตัวโกรธเกลียดมากแค่ไหนแล้วเข้าไปลากเอลให้มาอยู่ด้วยกัน  “ยังจะมายุ่งอะไรด้วยอีกล่ะ  ก็ตัดเพื่อนกับพวกเราแล้วไม่ใช่รึไง  แม้ง เห็นหน้าแล้วหมดอารมณ์กิน”

            แต่โมกลับตรงกันข้าม  พยายามทำเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นไปนั้นไม่เคยเกิดขึ้น  แม้ตาจะแดงก่ำไม่ต่างไปจากเอลก็ตามที  “จะมากินด้วยกันมั้ยเนียร์  แกยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่นาต้องหิวอยู่แน่เลยใช่ม้า  เอ้า..มีซาลาเปาหมูแดงที่แกชอบด้วยนะ”  โมรีบล้วงห่อซาลาเปายื่นให้เนียร์อย่างกล้าๆ กลัวๆ

            “เนียร์”  เอลยังคงหวังเหมือนกันว่าเธอจะรับไป  ในขณะที่เนียร์ก้มลงมองซาลาเปาในมือโมอย่างชั่งใจ

            รับ..ไหม?  ถ้ารับ...ถ้ากลับไป...จะมีความสุขกว่าไหม

            หากยังไม่ทันที่เนียร์ได้ตัดสินใจ  เพียวกลับขัดขึ้นซะก่อน

            “จะไปให้มันทำไมไอ้โม  ก็เห็นแล้วนี่ว่ายัยนี่โทษความผิดทุกอย่างกับพวกแก  ทำให้พวกแกต้องร้องไห้  ดูก็รู้ว่ามันเห็นพวกแกเป็นศัตรูแล้วไม่ใช่รึไง”

            ศัตรู...คำๆ นี้ราวกับจะช่วยตอกย้ำ

            “ไม่เอาน่าเพียว..นี่ไงเนียร์  กินด้วยกันเถอะนะ”  โมยังไม่ละความพยายาม  แต่...

            เพี๊ยะ!

            ซาลาเปาในมือถูกปัดจนมันกลิ้งหล่นสู่พื้นท่ามกลางความช็อกของทุกคนนั่นเอง

            เนียร์ที่เป็นคนปัดมือโมออกไปตีสีหน้าเย็นชา  “ก็ได้ยินอย่างที่พูดแล้วไม่ใช่รึไง  ฉันไม่ต้องการของจากศัตรู”  สิ่งที่พวกแกต้องการให้ฉันเป็น

            โมเริ่มเบะปากคล้ายจะร้องไห้หากยังฝืนกลับมาหัวเราะแทน  “ฮ่ะ ฮ่ะ  แกไม่อยากกินเหรอ  แย่จัง  แล้วอย่างอื่นล่ะ  ลองดูมั้ย  พวกฉันซื้อมาเพียบเลยนะ”  โมยื่นถุงมาให้  แต่ก็ถูกเนียร์ปัดมันทิ้งไปอีกครั้งจนของในถุงนั้นหล่นกระจาย

            “ฉันไม่เอา  ไม่ได้ยินรึไง!”  เนียร์ตะคอกใส่โม  แล้วหันไปที่เพียว  “ฉันไม่รับของจากศัตรู  ได้ยินมั้ย  ฉันเกลียดพวกแก  พวกแกมันศัตรู”

            เอ่ยจบ..เนียร์ก็แทบผงะออกมาให้เห็นเมื่อเพียวมีน้ำตาไหลออกมาแทน  ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บเสียยิ่งกว่าโดนตบเสียอีก  ราวกับ...สิ่งที่พูดออกไปนั้นไม่ใช่สิ่งที่เพียวหวังจะได้รับจากเธอ

            เนียร์ไม่อาจทนมองเพียวร้องไห้ได้จึงพยายามมองผ่าน  ก็พอดีเห็นพวกเล็ทเริ่มโผล่หน้าออกมาด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ทำให้เธอหันหลังให้แล้วเดินกลับไปทางเดิมโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก  แต่ทันทีที่ลับสายตา  เนียร์ก็วิ่งทันทีเพื่อกลับไปที่ห้องอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ทันทีที่เข้าไปในห้องของตัวเองเนียร์ก็ทรุดนั่งอยู่ตรงประตูอย่างไม่มีแรงจะเดินไปถึงเตียง  มือสองข้างยกขึ้นเสยผมปิดตาตัวเองไว้

            เธอทำให้วาลโกรธจนถึงขั้นมาตบ  เธอทำให้คนที่ไม่เคยเสียน้ำตาให้ใครอย่างเพียวต้องมาร้องไห้  ทำให้ทุกคนต้องเจ็บปวด  ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นเพราะเธอ

            ...เป็นสิ่งที่เธอวาดหวังไว้ทุกอย่าง  ให้เจ็บเหมือนอย่างที่เธอเคยเจ็บ  แต่...

            ฝ่ามือที่ปิดตาอยู่นั้นสัมผัสได้ถึงน้ำที่ซึมไหลออกมาพร้อมกับร่างที่สั่นไหวโดยมิอาจควบคุม  ทั้งๆ ที่ควรจะดีใจที่มันเป็นไปอย่างที่เธอต้องการ  แต่เธอกลับ..กลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

            “ฮึ่ก!”

            ความปลื้มปิติ...ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดทิ่มแทงหัวใจ

            ความสุขที่ควรจะมีกลับกลายเป็นความเศร้าที่เกินจะทานทน  เศร้าใจ...เสียยิ่งกว่าตอนที่ถูกทำร้ายเองเสียอีก

            แก้แค้นได้ตามที่คิดแล้ว  แล้วนี่หรือคือสิ่งที่ได้รับกลับมา

            “ไม่..ไม่เอาแล้ว  ไม่อยากทำแล้ว”  เนียร์สะอื้น  น้ำตาไหลออกมาอย่างหนักจนเห็นทุกสิ่งพร่าเลือน  แต่ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว  เมื่อตอนนี้ในห้วงคิดเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย  ภาพของทุกคนที่เคยมองมาด้วยความหวาดกลัวเลือนหายไป  เหลือแต่เพียงภาพความทรงจำดีๆ ที่มีความสุขร่วมกัน  ภาพที่ทุกคนนั้นคอยอยู่เคียงข้างเธอ

            ...อยากกลับไป...อยากกลับไปอยู่ในห้วงเวลาเหล่านั้นอีกครั้ง

            “ขอโทษนะ...”  เนียร์คิดถึงภาพที่พวกเอลมีน้ำตา  คิดถึงภาพใบหน้าทุกข์ทรมานใจของพวกฟิวส์  แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง  “ฉันขอโทษ”

            ...เธอรู้แล้ว  ว่าสิ่งที่ต้องสูญเสียไปนั้นมันมีค่ามากแค่ไหน  มัน...มีค่ามากเกินกว่าจะหาอะไรมาทดแทนได้

             




     

            ในยามเช้าของวันถัดมา  บรรยากาศกดดันหนักลอยคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ  หลายคนตื่นมาพร้อมกับคำตอบอันมุ่งมั่น  ในขณะที่บางคนดูเหมือนไม่ได้นอนมาเลยด้วยซ้ำ  กลุ่มโรงเรียนนิรารักษ์และโรงเรียนเทพาพิทักษ์มาถึงห้องประชุมเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนที่พวกเอลไปถึง

            ทันทีที่นั่งลง  เนียร์ก็เดินเข้ามาในห้องทำให้หัวใจของใครหลายคนพากันเต้นกระตุก  แต่หญิงสาวมีเพียงสีหน้าเรียบเฉยเดินผ่านเลยไปอย่างไม่คิดมองแล้วนั่งลงตรงที่ของตัวเองที่เดียวกับเมื่อวาน  แต่เอลจะไม่หวั่นไหวอีกแล้ว  หากยามเมื่อทุกคนให้คำตอบแก่ตนัย  นั่นคือสัญญาณบอกว่าพวกเธอและเนียร์เป็นศัตรูกัน

            เอลเสียใจที่พยายามเอาเนียร์กลับมาไม่ได้  แต่หากเนียร์จะเกลียดชังและแค้นพวกเธอจนถึงขั้นยอมร่วมมือกันทำเรื่องชั่วร้ายนั้น  พวกเธอเองก็จำต้องตัดใจ...ยอมประจันหน้าเป็นศัตรูขัดขวางให้ได้

            อีกครู่นึงถัดมาในห้องที่เต็มไปด้วยความเงียบ  ตนัยก็เดินเข้ามาพร้อมกับนิกรไปยังหัวโต๊ะ  ตนัยนั่งลงขณะที่นิกรยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง

            มวลอากาศหนักอึ้งอันแสนจะตึงเครียดของการรอคอยเวลาการให้คำตอบ  ลอยวนไปทั่วห้อง  เมื่อในไม่อีกกี่นาทีข้างหน้านี้  คำประกาศเป็นศัตรูจะเด่นชัดแบ่งแยกฝักฝ่ายอย่างชัดเจน

            ตนัยกวาดสายตามองเด็กในห้องแต่ล่ะคน  ก่อนจะเอ่ย  “ฉันคิดว่า  ตอนนี้พวกเธอคงจะมีคำตอบให้กับฉันแล้วสินะ”

            “พวกเราตกลง”  เลียน  หญิงสาวที่ถักเปียข้างของกลุ่มโรงเรียนเทพาพิทักษ์ตอบ

            “แต่พวกเราไม่”  เล็ทตอบหลังเลียนทันที

            “พวกฉันก็ไม่”  ฟิวส์ตอบบ้าง  แล้วเอลก็พูดต่อจากเขา

            “ถึงสิ่งที่คุณต้องการทำจะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม  โลกในอุดมคติแบบนั้นไม่ว่าใครก็ต้องการ  แต่...วิธีการทำของคุณนั้นมันผิด  พวกเรายอมรับสิ่งเลวร้ายพวกนั้นไม่ได้หรอกและถ้าพวกคุณยังคิดจะทำ  พวกเราก็จะหาทางต่อต้านคุณให้จงได้”

            ตนัยรับฟังก่อนจะหัวเราะและปรบมือให้กับความมุ่งมั่นที่พวกเอลมี  แล้วเอ่ยเสียงเนิบ  “คำพูดสวยหรู..คำพูดสวยหรู...เหมาะจะเป็นผู้คิดช่วยเหลือโลกอันเน่าเฟะนี้ดี”  กระนั้นตนัยก็ไม่ได้โกรธกับคำตอบที่ได้รับ  เขาพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าใครจะตอบมาว่ายังไงบ้าง

            “โลกนี้มันเน่าก็เพราะมีคนอย่างพวกแกไงล่ะ”  ฟิวส์พูด

            “แล้วพวกเธอดีไปกว่าฉันตรงไหนล่ะ”  ตนัยถามเสียงเย็นเยียบ  “ฉันยังคิดทำเพื่อโลกนี้  แต่ตัวพวกเธอเองล่ะ  ตลอดเวลาที่ได้รับพลังจากธรรมชาตินี้มา  มีบ้างไหมสักครั้งที่ไม่ได้ใช้มันเพื่อตัวเอง  ฉันยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนดี  แต่ก็ไม่ได้เสแสร้งทำตัวว่าเป็นคนดีนักหนา  ที่คิดปกป้องโลกนี้เช่นฮีโร่อย่างพวกเธอ  พวกเธอมันก็แค่เด็กที่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น”  แล้วเขาก็หัวเราะ  “ทำไมล่ะ  เหตุผลที่พวกเธอชิงชังฉันขนาดนั้นเป็นเพราะวิธีอันเลวทรามอย่างนั้นน่ะหรือ  ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะฉันแย่งของรักจากพวกเธอมารึไงกัน  นั่นไม่ใช่เหตุผลจริงๆ ที่ทำให้พวกเธอเป็นปฏิปักษ์กับฉันรึไง”

            ฟิวส์กำหมัดที่วางบนโต๊ะแน่น  แล้วลุกขึ้นเร็วและแรงจนเก้าอี้ล้ม  “ถ้าใช่แล้วจะทำไม!!” 

            อารมณ์นั้นรุนแรงมากเสียจนฟาย่อนที่เกาะอยู่บนไหล่นั้นตัวเริ่มสะท้านตามความโกรธ

            “ฟิวส์”  โชลที่นั่งอยู่ข้างกันเรียก  สายตาที่ส่งมาเป็นเชิงปราม  “นั่งลง”  เขากดเสียงหนักอย่างที่ห้ามขัดขืน  ทำให้ฟิวส์ต้องข่มใจตัวเองแล้วคว้าเก้าอี้ที่ล้มมาตั้งใหม่แล้วนั่งลง

            “เหตุผลนั้นเพื่อตัวเอง  แต่สิ่งที่ทำมันส่งผลให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น...อย่ามาทำเป็นห่วงคนอื่นหน่อยเลย  หากสิ่งที่พวกเธอทำอยู่นั้นไม่เป็นผลประโยชน์กับตัวเอง  พวกเธอก็คงไม่คิดใส่ใจหรอก”

            ทั้งพวกเล็ทและพวกฟิวส์ที่ถูกตรานั้นต่างทำหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่โดนว่าเช่นนี้  ขณะที่คนว่ายังยิ้มอย่างสบายใจก่อนจะหันไปทางเด็กสาวที่นั่งอยู่ขวามือตัวเองแล้วถาม

            “เธอล่ะ..นิศาชล”

            เขารู้คำตอบนั้นอยู่แล้วเพียงแต่เพื่อให้เป็นทางการ  เขาจึงต้องให้เธอพูดออกมาอีกครั้ง  ทว่า...

            “ฉันขอปฏิเสธ”  เนียร์พูดเสียงดังฟังชัดท่ามกลางความประหลาดใจของพวกฟิวส์  แต่เธอไม่ได้สนใจ  ยิ้มให้ตนัยที่ตอนนี้กำลึงตะลึงงึนงันน้อยๆ อย่างเย้ยหยัน  “ขอโทษนะ  ว่าจะพูดตั้งนานแล้ว  แต่เห็นยังพูดติดลมกันอยู่เลยไม่อยากจะขัดน่ะ"

            สีหน้าตนัยเหมือนถูกเนียร์ต่อยท้องจนจุกก่อนจะโดนเตะกระเด็นเป็นการส่งท้าย  ในเมื่อเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเด็กสาวคนนี้จะต้องอยู่ข้างเขา  แล้วนี่มันอะไรกัน

            “หมายความว่าไง  ที่ว่าปฏิเสธ”  ตนัยแทบจะกัดฟันถามเลยทีเดียว

            “นี่คงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่นายวางแผนไว้ล่ะสิ”  เนียร์ยิ้มเยาะ  ส่งสายตาเหมือนจะท้าทายว่าเธอจะหลุดออกมาแผนที่เขาวาดไว้ให้ดู  “ไม่มีอะไรมาก  เหตุผลของฉันไม่ได้สวยหรูเหมือนเจ้าพวกนั้นหรอก  ก็แค่เป้าหมายแก้แค้นธรรมดาๆ”  แล้วเนียร์ก็อธิบายต่อทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าว่าจะพูดออกมาอีก  แน่นอนว่าคงไม่พ้นว่าคนที่เธอต้องการจะแก้แค้นนั้นเป็นพวกเอลไม่ไช่ตัวเขา  “ก็แค่...พอลองคิดดูดีๆ แล้ว  ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันมีต้นเหตุมาจากนายทั้งนั้น  เพราะถ้านายไม่เอาพลังมาใส่ไว้ในตัวฉันรวมทั้งคนอื่น  เรื่องทุกอย่างนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น  ฉะนั้น...คนที่ฉันสมควรจะเคียดแค้นมากที่สุดก็คือ  นาย”

            เนียร์บอกเหตุผลออกไปแค่ส่วนเดียวเท่านั้น  เพราะส่วนอื่นๆ....เธอไม่ได้คิดว่าจะได้รับการอภัยจากพวกเอลอยู่แล้ว  ไม่ได้หวังว่าจะได้กลับไปอีก  จึงไม่จำเป็นต้องบอก....แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังจะสู้ต่อไปแม้เหลืออยู่คนเดียวก็ตามที

            “....งั้นเหรอ”  หลังจากสงบอารมณ์  ตนัยก็พูดออกมาได้ในที่สุดแล้วเหยียดยิ้ม  “ฉันคงตั้งความหวังกับเธอไว้สูงมากเกินไปสินะ  ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน  ถ้าอย่างนั้น...”  เขาส่งสายตาให้กับพวกอั๊คที่ห้าคนนั้นพากันลุกขึ้นยืนทันที  แล้วเดินไปอยู่ข้างหลังตนัยที่ค้อมหัวน้อยๆ ให้กับเนียร์  “คงต้องลากันตรงนี้”

            ธุมจัดการระเบิดผนังห้องออกเป็นรูกว้างเกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับแรงสะเทือน  แล้วในวินาทีต่อมาที่อากาศร้อนจากภายนอกก็แผ่เข้ามาภายในและเสียงใบพัดพัดลมเข้ามาจนฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย   เมื่อมีเครื่องเฮลิคอปเตอร์ลอยอยู่เบื้องนอกสองลำรออยู่ราวกับนัดกันไว้ล่วงหน้าแล้ว

            ตนัยกับนิกรเดินไปขึ้นลำนึง  ส่วนพวกอั๊คก็ขึ้นอีกลำราวกับรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้

            ตนัยหันมามองคนที่เหลืออยู่ในห้องที่เหมือนจะยังตกตะลึงกันอยู่  “ลาก่อนนะนิศาชล  ขอให้สนุกกับระเบิดล่ะ”

            “ระเบิดเหรอ!!?”  โมแหกปากออกมาเป็นคนแรก  สีหน้าตื่นตระหนก

            เนียร์กัดฟันแน่นเมื่อคิดได้ว่าตนัยเคยบอกแล้วว่าตึกนี้มีระบบระเบิดตึกอยู่  ที่ถูกติดตั้งไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

            “ฉันไม่ให้พวกแกหนีไปหรอก!”

            เนียร์ทำท่าจะตามขึ้นไปเพื่อจับตนัย  ทว่านิกรที่นั่งอยู่ข้างเขาชักปืนออกมาจากเอว  เล็งปลายกระบอกตรงมาที่เธอแล้วเหนี่ยวไก  ก่อนจะยิง

            ปัง!

            เนียร์หลับตาแน่น...น่าแปลกที่ไม่รู้สึกเจ็บ  สัมผัสได้เพียงกลุ่มขนหนาที่โอบล้อมอยู่รอบตัวเท่านั้น  เมื่อลึมตาขึ้นถึงได้เห็นสัตว์ประหลาดตัวสีฟ้าโดราเอมอนขนาดใหญ่เท่าหมียักษ์มายืนบังกระสุนแทนเธอ

            “..บ๊อก!!”  เนียร์เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง  แม้เธอจะทิ้งมันไปแล้ว  แต่มันก็ยังกระโจนเข้าปกป้องนายของมันอย่างไม่ลังเล

            บ๊อกครางเหมือนจะบอกไม่เป็นไร  เพียงครู่เดียวถัดมาที่จู่ๆ ขนของมันก็พองกล้าเมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างข้างหลัง  สัตว์เลี้ยงของคนอื่นๆ ก็เช่นกัน  พวกมันพากันขยายร่างใหญ่แล้วใช้ร่างของตัวเองเข้ารับกระสุนที่กราดยิงออกมาแทนเจ้านายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องให้เจ้านายออกคำสั่งเลยแม้แต่น้อย

            “บ๊อก!!”  เนียร์ร้องขณะที่มันทรุดลงไปกองกับพื้น  บาดแผลบนตัวนับว่าสาหัส  เลือดไหลออกจากปากแผลไม่หยุด

            “สมเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์”  ตนัยยิ้มเยาะชื่นชม

            เนียร์กำหมัดแน่นแล้วกระโจนเข้าหาอีกครั้ง  “แก!”

            คราวนี้เลียน ผู้หญิงในกลุ่มอั๊คเข้ามาขวางไว้  ตวัดแขนออกมาข้างหน้าเป็นคำสั่ง  สัตว์เลี้ยงของพวกเธอทั้งห้าคนก็กระโจนเข้าหาเนียร์อย่างรวดเร็ว

            เนียร์ก้มหัวหลบฝ่ามือใหญ่ของสัตว์ประหลาด  แล้วต้องรีบถอยเมื่ออีกสี่ตัวที่เหลือพากันเขยิบกระชั้นชิดเข้ามา  ทำให้เนียร์ได้แต่มองกลุ่มคนตรงหน้าทยอยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไป

            “จะบอกให้เป็นของขวัญสุดท้ายนะนิศาชล  เธอเหลือเวลาอีกประมาณสิบนาทีก่อนที่ตึกนี้จะระเบิด  ขอให้สนุกล่ะ”  ตนัยบอก  ให้เนียร์ได้แต่กัดฟันอย่างเจ็บใจ  “โธ่เว้ย!”

            ในความประมาทนั้นเองที่สัตว์ประหลาดตัวหนึ่งของพวกอั๊คกระโจนเข้าหาเธออย่างไม่ทันตั้งตัว  แต่ก่อนที่คมเล็บแหลมนั้นจะได้แทงทะลุร่าง  สัตว์ประหลาดอีกตัวที่มีขนสีฟ้าโดราเอมอนก็เข้ามาขวางไว้เสียก่อน

            “บ๊อก...”  เธอเรียกมัน  เมื่อมองหาคนอื่น  ก็พบว่าสัตว์เลี้ยงของแต่ล่ะคนพากันสู้กับสัตว์ประหลาดของฝ่ายโน้นเต็มที่  แม้จำนวนจะมีมากกว่า  แต่เพราะด้วยบาดแผลจากกระสุนปืนเมื่อครู่ทำให้สัตว์เลี้ยงของพวกอั๊คสู้กับพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็น  และดูจะได้เปรียบกว่าด้วยซ้ำ  เพราะสัตว์เลี้ยงต้องคอยคุ้มครองเจ้านายไปด้วย

            “ทำไงดี  ทำไงดี  ตึกมันจะระเบิดแล้วอ่า”  โมเต้นเร่าขณะหลบอยู่หลังเอลกับเพียว  ไม่รู้จะไปทางไหนดี  เมื่อทางประตูก็มีแต่ตัวประหลาดคอยขวางอยู่เต็มไปหมด

            โชลเองก็เห็นถึงความเสียเปรียบของสัตว์เลี้ยงฝ่ายตนจึงร้องบอก  “เอล  คุณหนีไปกับเพื่อนก่อนเถอะ”

            “หนี!? ให้หนีไปทางไหน”  เอลตะโกนเมื่อเสียงการต่อสู้ดังขึ้นเรื่อยๆ

            “คุณกระโดดลงไปตรงช่องนั้น”  คนหัวน้ำตาลชี้ไปที่รูที่ธุมทำไว้เมื่อกี้นี้  ทำเอาโมเบิกตาโพล่ง  “คุณใช้ลมต้องลงไปได้อยู่แล้ว”

            “แล้วจะให้ฉันหนีไปก่อนรึไง  ให้พวกเล็ทไปก่อนเถอะ”

            “หา?”  คนที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกชื่อร้องลั่น  เขาเพิ่งจะกลิ้งตัวหลบฝ่ามือสัตว์ประหลากได้ทันแบบฉิวเฉียดเมื่อกี้นี้เอง  ทำเอาโต๊ะแถบนั้นแตกกระจายไม่มีชิ้นดี  เล็ทลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งเมื่อลิทเข้าไปสู้ด้วยแทน  แต่ก็ยังต้องให้ครัสกับซิวเข้ามาช่วยด้วยถึงจะต้านไว้อยู่

            “เฮ้  พวกนายจะตกลงอะไรกัน  ก็ช่วยปรึกษาทางนี้ก่อนบ้างก็ดีจะดีหรอกนะ”  แล้วเล็ทก็ต้องแหกปากร้องอีกรอบเมื่อทั้งสามตัวตรงหน้ายังเอาไม่อยู่  แต่ชายร่างสูงใหญ่ก็เข้ามาขวางไว้  ตบทีเดียวเจ้าสัตว์ประหลาดที่พวกลิทช่วยกันรุมสามตัวยังเอาไม่อยู่เมื่อครู่ถึงกับกระเด็นไปอีกทาง

            “สุดยอดเลยโลม”  เล็ทผิวปากดังฟิ้ว  ในขณะที่คนที่ไม่ได้มาจากโรงเรียนเดียวกันถึงกับอึ้งค้างไปตามๆ กัน  ยกเว้นทินไว้คน  ที่ตอนนี้ชื่นชมโลมอย่างออกนอกหน้าจนแทบจะร้องเชียร์อยู่แล้ว  สีหน้าท่าทางบอกชัดว่าไม่ได้กังวลกับเรื่องตรงหน้าเลยสักนิด

            เล็ทหันไปมองพวกกลุ่มต่างโรงเรียนแล้วถามใหม่  “ว่าไง  เมื่อกี้พวกนายตกลงกันว่าไงนะ”

            “ให้พวกนายหนีไปก่อน”  วาลเป็นคนแรกที่ตั้งสติพูดได้  ก่อนจะให้โชลที่ได้สติตามมาติดๆ เป็นคนอธิบาย

            “พวกคุณกระโดดลงไปจากช่องนั้น  ให้คนธาตุลมช่วยหนุนไว้  แล้วเดี๋ยวพวกผมจะคอยอยู่กั้นไม่ให้พวกสัตว์ประหลาดเข้าไปขวางเอง”

            พอได้รับคำอธิบายจบ  เล็ทที่กำลังจะร้องว่าเดี๋ยว ก็ถูกริสกับซีลหิ้วปีกไปคนล่ะข้างตรงไปที่รูกว้างนั้นอย่างไม่รีรอเลยสักนิด  ตามติดไปด้วยโลมกับเนน  ซึ่งคนหลังหันมามองทางพวกเขาอีกครั้ง

            “พวกคุณก็ต้องรอดกลับไปให้ได้นะคะ”  เนนว่า  ตั้งใจจะบอกคำนี้ให้กับวาลมากที่สุด  แล้วก้มหน้าให้เป็นเชิงขอบคุณก่อนจะกลับไปเกาะกลุ่มรวมกับเพื่อนของตน  ที่ตอนนี้เล็ทยังโวยวายไม่หยุด  ราวกับสิ่งที่จะทำนั้นมันบ้าไปแล้ว

            “เฮ้ย! ให้กระโดดลงไปเนี่ยนะ  นี่มันชั้นเก้านะ  บ้าไปแล้วเรอะ  คิดดูนะ..ค่าแรงโน้มถ่วงโลก  แรงหน่วง  แรงต้านจากลมมัน..”

            “เก็บฟิสิกส์ไว้ในหัวเกรียนๆ ของนายไปเถอะย่ะ ไอ้เตี้ยเล็ท”  ริสตวาดใส่

            “ตอนนี้นายเชื่อแค่พลังของฉันก็พอแล้ว”  ซีลว่า

            “เดี๋ยวสิ  ฉันยังไม่พร้อมเลยนะ.อ๊ากกกกก!!!”  เสียงทัดทานนั้นไม่มีผู้ใดสนใจจนหลงเหลือไว้แต่เพียงเสียงโหยหวนของใครบางคน  ขณะที่ทั้งห้าร่างนั้นร่วงหายไปจากช่องนั้น

            เพียวกับโมกล่าวอาเมนให้เล็ทในใจ  ไม่ตายก็ขอให้รอดไปได้อย่างปลอดภัย

            มีสัตว์ประหลาดสองตัวคิดจะกระโดดตามพวกเล็ทไปด้วย  แต่ลิทกับสัตว์เลี้ยงของโลมคว้าตัวมันไว้ได้เพื่อปกป้องนายของมันสุดชีวิต

            พอฝ่ายนิรารักษ์ไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว  เอลก็หันมาถามเพื่อน  “เพียว โม พวกเธอไหวนะ”

            ทั้งสามพยักหน้าให้กันแล้วตั้งท่าจะวิ่งไปที่ช่องที่พวกเล็ทเพิ่งกระโดดออกไป  แต่ก้าวไปยังไม่ทันจะครบก้าวดี  สัตว์ประหลาดสีส้มของพวกอั๊คตัวนึงที่เห็นพวกเธอปราศจากการคุ้มกันก็โผเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

            เพียวกับโมร้องอ๊าก  ส่วนเอลก็ตั้งท่าเตรียมซัดลมใส่  แต่ขณะนั้นเองที่มีสัตว์ประหลาดอีกตัวถูกเหวี่ยงมาชนกับเจ้าตัวสีส้มนั่นจนล้มกลิ้งไปด้วยกัน

            ทั้งสามคนหันไปมองต้นทิศที่มันถูกเหวี่ยงมาช่วยพวกเธอได้พอดี  แล้วก็พบว่าเป็นเนียร์นั่นเองที่เมื่อครู่นี้คงกำลังฟัดกับเจ้าตัวเมื่อกี้อยู่  แล้วคงจะโยนมา...ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรที่ทำให้มันมาชนกับไอ้ตัวที่คิดจะทำร้ายพวกเธอพอดี

            เนียร์ตีสีหน้าเฉยชาแล้วหันกลับไป  เหมือนไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น  เหมือนเธอไม่ได้ตั้งใจจะช่วย...แต่พวกเอลกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างในความเฉยชานั้น

            ดวงตาสีดำมองไปรอบๆ แล้วประเมินสถานการณ์คร่าวๆ  สัตว์เลี้ยงของพวกเล็ทล้มลงไปกันเกือบหมดแล้ว  เพราะได้ใช้แรงปกป้องเจ้านายไปจนหมด  เมื่อรู้ว่าเจ้านายของมันปลอดภัย..แรงที่มีก็หายไปแล้วได้แต่ทรุดลงทนต่อความเจ็บปวดที่มีอยู่  ส่วนพวกที่เจ้านายยังหนีไปไหนไม่ได้  แม้บาดแผลจะสาหัสไม่แพ้กัน  ก็ยังคงสู้ต่อไปไม่มีท้อถอย

            เนียร์ขบฟันแน่นด้วยความเจ็บใจที่ไม่อาจช่วยอะไรได้  เมื่อพลังธาตุทำอะไรสัตว์ประหลาดพวกนี้ไม่ได้ในเมื่อพวกมันก็ใช้ได้เหมือนกัน  แล้วนาฬิกาที่เธอตั้งไว้ตั้งแต่ได้ยินประกาศว่าอีกสิบนาทีตึกจะเบิด  ในตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงแค่สองนาทีเศษเท่านั้น  หากเป็นแบบนี้ต่อไป...มีหวังได้ตายกันหมดแน่

            สัตว์ประหลาดสีฟ้าโดราเอมอนปลิวลอยผ่านหน้าเธอไปกระแทกผนังกำแพงจนกำแพงพังทลาย  ทำให้เนียร์เบิกตากว้าง  “บ๊อก!”

            บ๊อกแยกเขี้ยวครางอย่างโมโห  คว้าขอบผนังรอบๆ ที่ไม่ถูกทำลายเพื่อพยุงตัวขึ้นมา  ขนสีฟ้าบัดนี้ยุ่งเหยิงและเปียกชุ่มไปด้วยเลือด  มันเลียบาดแผลที่ได้จากคมเล็บของศัตรูตัวใดตัวหนึ่งก่อนจะเข้าไปช่วยฟัดไอ้ตัวเมื่อกี้กับอิวต่อ

            “บีดี!”

             วาลแทบจะกรีดร้อง  เมื่อมันถูกกรงเล็บจากศัตรูเสียบแทงหลังก่อนจะลากยาวจนเลือดสาดกระจายต่อหน้าต่อตาจนล้มลงไปกองกับพื้น  แต่ทันทีที่สัตว์ประหลาดก้าวข้ามร่างของมันเพื่อจะเข้ามาทำร้ายวาล  บีดีก็ยังฝืนลุกขึ้นมาสู้กับมันใหม่อีกครั้ง

            ..หนีไม่ได้...  เนียร์มองแต่ล่ะคนที่พยายามจะวิ่งไปตรงช่องเพื่อหนี  แต่ก็ถูกสัตว์ประหลาดเข้ามาขัดขวางทุกครั้งไป  อาการของพวกบ๊อกก็ร่อแร่เต็มที  หากกระโดดลงไปตอนนี้ก็ไม่พ้นต้องถูกไอ้พวกนั้นกระโดดตามมาทำร้ายอีกแน่...ทำไงดี...จะทำไงดี!

            ในช่วงเวลาที่เหลืออีกเพียงไม่ถึงครึ่งนาที  จู่ๆ พวกบ๊อกก็หยุดต่อสู้กับสัตว์เลี้ยงของพวกอั๊คกระทันหัน  แต่มันยังใช้แรงอีกเฮือกเตะไปให้อีกฝ่ายมึนไปชั่วขณะ  ในช่วงเวลานั้นเองที่สัตว์เลี้ยงของแต่ล่ะคนวิ่งเข้าหาเจ้านายของตน  ไม่เว้นแต่ลิท ครัส และซิวที่เข้าไปหาพวกที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงเป็นของตน

            “บ๊อก  แกจะทำอะไรน่ะ”  เนียร์ร้อง  พยายามจะสลัดให้หลุดจากอ้อมกอดของมัน...ความคิดหนึ่งพุ่งแล่นเข้ามาในชั่วขณะ  ทำให้เธอหน้าเสีย  รีบร้องบอก  “ไม่! ปล่อยนะ  บ๊อก  ฉันสั่งให้ปล่อย”

            เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่มันขัดคำสั่งเธอ  สัตว์เลี้ยงของคนอื่นก็เช่นกัน  เหมือนพวกมันได้วางแผนกันมาก่อนหน้านี้แล้ว...โดยไม่ต้องปรึกษา  ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น  เพราะหน้าที่ของพวกมันคือปกป้องเจ้านายของตนอย่างสุดชีวิต

            พวกสัตว์เลี้ยงของอั๊คเริ่มตั้งสติได้แล้วพากันวิ่งตามมา  ในช่วงเวลาที่เหลืออีกเพียงสิบวินาที  แต่แค่นั้นก็คงเพียงพอแล้ว

            9…

            สัตว์เลี้ยงทุกตัวรวมไปถึงพวกลิทต่างอุ้มเจ้านายมันไปที่ช่องกว้าง

            8..7..6..

            “บ๊อก  อย่า!!”  ไม่ว่าเนียร์จะร้องห้ามยังไง  มันก็ไม่ฟัง  ช่วงเวลาที่เหลืออยู่  สัตว์เลี้ยงทุกตัวจัดการขว้างมนุษย์ในอ้อมแขนของพวกมันออกนอกช่องกว้างไปสู่เบื้องนอก

            5..4..3..

            สัตว์เลี้ยงทุกตัวยืนมองเจ้านายของตนอยู่เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น....เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นที่ราวกับมันจะส่งต่อความรู้สึกไปให้เหล่าเจ้านาย  ว่าขอให้พวกเธอมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัยให้ได้...  ก่อนจะหันไปสกัดกั้นพวกสัตว์ประหลาดที่พยายามจะกระโดดตามออกมา

            2..1..

            เหมือนภาพถูกหยุดไปชั่วขณะ  สัตว์เลี้ยงทุกตัวต่อสู้กันสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องเจ้านายของมัน  เพียวและโมทำท่าตกใจเมื่อจู่ๆก็ถูกขว้างออกมา  ขณะที่วาลและเอลหันไปมองบีดี อิวและตัวอื่นด้วยสีหน้าตกตะลึง  ส่วนเนียร์อ้าปากตะโกนเรียกมันเป็น...ครั้งสุดท้าย

             

            ตูม!!!

             

            เสียงระเบิดดังสนั่นลั่น  ก่อนเปลวไฟจะแผดเผากลืนทุกสิ่งทุกอย่าง  แม้กระทั่งเหล่าสัตว์เลี้ยงที่ยังคงต่อสู้ห้ำหั่นกันเพื่อนายของพวกมันจนวินาทีสุดท้าย

            ทั้งตึกค่อยๆ ทลายลงไปต่อหน้าต่อตา...รวมทั้งสัตว์เลี้ยงของพวกเธอด้วยเช่นกัน

            หากความเศร้านั้นอยู่ไม่ได้นาน  เมื่ออีกปัญหาเข้ามาจ่อคอหอยอยู่ตอนนี้

            “อ๊าก! ตายแน่  ตายแน่”  โมแหกปากร้องลั่น  ความรู้สึกเสียววูบในท้องขณะร่วงหล่นอยู่กลางอากาศ  เพียวก็กรี๊ดเสียงแหลมทะลุโสตของทุกคน

            “เอล!! ใช้ลมของคุณ”  โชลตะโกนบอกสู้แรงต้านลมที่พุ่งมาจากเบื้องล่าง  มีหญิงสาวพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ

            เนียร์เองก็พยายามช่วยเหลือตัวเองเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ทำ  เมื่อสัมผัสได้ถึงลมที่กำลังหนุนตัวเธออยู่  ทำให้เธอหันไปมองต้นเหตุ...แต่เอลไม่ได้มองเธอ  เพียงแค่สายตาแน่วแน่อยู่ที่พื้นเบื้องล่าง  สีหน้านั้นมุ่งมั่นไม่ได้สนอะไรทั้งสิ้น  คิดเพียงว่าจะต้องช่วยทุกคนให้ได้เท่านั้น  ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม

            แล้วในที่สุดความแรงของการตกลงสู่โลกก็ค่อยๆ ลดลง  จนสามารถลงสู่พื้นได้อย่างนิ่มนวล  ซึ่งเป็นพื้นที่ข้างหลังตึก  เป็นทุ่งหญ้ากว้างที่ยังไม่มีใครมาใช้ประโยชน์

            พอลงมาได้อย่างปลอดภัย  เพียวกับโมก็กระโจนเข้ากอดเอลเต็มรัก

            “เอล  ฉันรักแกที่สุดเลย”  โมพูด

            ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคนที่อวัยวะทุกชิ้นยังอยู่ครบ  ถูกคั่นด้วยเสียงถล่มของตึกเบื้องหน้า

            “บีดี..บีดี!”  วาลคิดจะวิ่งไปหาตึกนั้นที่กำลังถล่มลงมา  แต่ถูกโชลจับตัวเธอไว้เสียก่อน

            “เปล่าประโยชน์  คุณเองก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือไง”  โชลว่าเสียงเรียบ

            ทั้งหมดต่างรู้ดี  แรงระเบิดเมื่อครู่นี้คงจะระเบิดพวกมันเป็นจุณไปแล้ว  และถึงจะรอดมาได้ในกรณีที่เป็นปาฏิหาริย์  บาดแผลที่พวกมันได้รับมาก่อนหน้านี้ก็สาหัสเกินกว่าจะเยียวยา

            “ไม่จริง”  วาลหน้าซีด  ส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ  เพื่อนของเธอ...เพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ

            ถึงแม้เจ้านายของบ๊อกจะไม่ใช่ทิน  แต่เขาก็อยู่เล่นกับมันมานาน  แล้วเขาก็ได้เห็นถึงสิ่งที่มันทำให้กับเนียร์ในวินาทีสุดท้าย

            “พวกมันคงรู้ดีว่ายังไงก็คงไม่รอดแล้วแน่ๆ  ถึงได้รอเวลาในช่วงสุดท้ายช่วยพวกเราออกมา  แล้วปล่อยให้ระเบิดเป็นฝ่ายทำลายพวกมันเสียเอง”  ทินว่า

            .....บ๊อก...  เนียร์ก้มลงมองมือตัวเอง  เลือดของมันเปรอะเปื้อนมาที่ตัวเธอ  นึกถึงการปกป้องของมันแล้วหลับตาลง...ไว้อาลัยให้กับมันอยู่ครู่นึง  ก่อนจะลืมตาขึ้นมาใหม่ด้วยสายตาแน่วแน่

            ถึงเวลาต้องไปแล้ว...เนียร์คิด  หันมองคนที่เหลือที่ยังสลดเรื่องสัตว์เลี้ยงอยู่  จนไม่ทันนึกถึงเธอที่อยู่ตรงนี้ด้วย  จึงพยายามเดินไปให้เงียบที่สุด  เพื่อไปจัดการเรื่องที่เหลือให้จบด้วยตัวคนเดียว

            เพียวเป็นคนแรกที่เห็นเนียร์หันหลังเดินไปตามลำพัง  เธอยังไม่ลืมหรอกว่าเนียร์ทำอะไรไว้กับพวกเธอบ้าง  แต่ถึงเนียร์จะไม่ได้มาบอกขอโทษ  แต่การกระทำเรื่องเมื่อครู่นี้...ทั้งที่ปฏิเสธการเข้าร่วมกับตนัย  แล้วไหนจะยังช่วยเหลือพวกเธออีก...มันบอกอะไรได้มากกว่านั้น

            “....คิดจะไปไหนคนเดียวอีกล่ะ”  เพียวพูดเสียงดัง  ไม่ได้เจาะจงว่าจะพูดกับใคร  แต่นั่นทำให้คนที่กำลังเดินไปหยุดชะงัก

            ตอนนั้นเองที่คนที่เหลือพึ่งรับรู้ว่าเนียร์ก็อยู่ตรงนี้ด้วย  จึงหันไปมองที่เนียร์เป็นจุดเดียว...ความเงียบอึมครึมเริ่มแผ่ขยายรอบอาณาบริเวณ

            “เนียร์...”  เอลพึมพำ  ฟิวส์ยังคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับเรื่องนี้  ไม่รู้ว่าควรเรียกรั้งอีกฝ่ายไว้รึเปล่า  ส่วนทินได้แต่ยืนกอดอกรอคอยอย่างรู้ว่าเรื่องตอนนี้เขาคงไม่มีสิทธิพูดอะไร

            เหมือนจะรู้แล้วว่าคำพูดนั้นหมายถึงตัวเอง  เนียร์กำมือแน่น  รู้ดีว่าตนนั้นคงไม่ได้รับการอภัยง่ายขนาดนั้น  จึงหันมาทางพวกเขาโดยที่ยังหันหลังให้  เส้นผมยายปิดใบหน้าด้านข้างเธอจนหมด  ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีสีหน้าอย่างไร

            “มันเรื่องของฉัน”  เนียร์ตอบไปสั้นๆ ขณะก้าวเท้าไปต่อ

            เพียวมุ่นคิ้วที่ได้ยินคำตอบชวนโมโหนั้น  ก่อนจะตวาดกลับ  “เรื่องของแก?  แล้วมันเรื่องของแกคนเดียวรึไง  นังหมูอ้วนบ้าเอ๊ย!”

            ฉายาที่ไม่ได้ยินมาเสียนานทำเอาเจ้าของฉายาสะดุดกึก  ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองคล้ายกับไม่แน่ใจว่าตนได้ยินถูกหรือไม่

            “คิดรึไงว่าไอ้ท่าทีเมินเฉยไม่สนใจของแกน่ะจะสลัดพวกฉันทิ้งได้ง่ายๆ  ฝันไปเหอะ!”  เพียวว่า

            พอเห็นเพียวกล้าเริ่ม  โมก็เริ่มกล้าเสริมต่ออย่างไม่กลัวอะไรอีก

            “อื้อ  แล้วคราวหน้าฉันจะไม่แย่งซาลาเปาแกกินอีกแล้ว  จะให้แกกินคนเดียวเลย  เพราะฉะนั้น..”  แต่โมพูดไม่จบ  เมื่อเนียร์ตะโกนเสียงดังกว่ากลบเธอ

            “ไอ้ของพรรค์นั้นน่ะ...”  เนียร์พูดทั้งที่ยังก้มหน้าตัวสั่นเทิ้มราวกับโกรธอยู่  แต่พอเธอเงยหน้า  ทุกคนกลับได้เห็นรอยยิ้มบางเบาอยู่บนหน้า  เสียงที่พูดออกไปนั้นสั่นเครือ  “ของพรรค์นั้นน่ะ  มันต้องแบ่งกันกินต่างหากล่ะ  ถึงจะอร่อย”

            แล้วโมก็เป็นคนวิ่งไปกอดเธอเป็นคนแรกพร้อมกับร้องไห้โฮ  ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน  ก่อนจะตามด้วยเพียวที่เข้ามายืนตรงหน้า

            “คราวนี้ต้องให้ไส้ฉันเยอะๆ ด้วยล่ะ”  เนียร์ว่าอย่างคิดล้อ  แต่เพียวไม่ได้โต้กลับอะไรทั้งนั้นนอกจากเข้ามาล็อกเธอด้วยแขนที่ผอมจนแทบจะมีแต่กระดูกไว้แน่นจนเจ็บ  แล้วซบหน้าลงกับบ่าของเธอ....ความชื้นน้อยๆ ที่ได้รับทำให้คนที่แม้จะเจ็บก็ยังคลี่ยิ้มบาง  ก้มหน้าลงซบหัวเพื่อนทั้งคู่พลางเอ่ยเสียงเบาราวกับจะกระซิบ

            “ขอบคุณนะ”

            เนียร์เงยหน้าขึ้นมองอีกคนที่ยังไม่กล้าเข้ามา  สีหน้าไม่มั่นใจของเอลและความเงียบรอคอยคำตอบของเธอนั้นเหมือนจะยาวนานหากผ่านไปแค่ชั่วพริบตา

            “...ขอโทษนะ...”

            “จะบ้ารึไง!”

            คนบอกขอโทษถึงกับอึ้ง  ไม่นึกว่าจะถูกด่ากลับแต่ก็โกรธไม่ลงเมื่อคนด่าตอนนี้กำลังตัวสั่นด้วยแรงโกรธ  เอลเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับน้ำตาปริ่มเต็มดวงตา  ตรงเข้าไปหาเนียร์แล้วจัดการเขกหัวเธออย่างแรง  จนทั้งเพียวและโมที่กอดกันอยู่เมื่อกี้ถึงกับผวาถอยออกมาอย่างรวดเร็ว

            “โอ๊ย! มาเขกหัวฉันทำไม...”

            “จะมาขอโทษฉันทำบ้าอะไรหา!”  เอลไม่ได้สนใจที่เนียร์พูดเลยสักนิด  “เธอที่โกรธฉันเพราะฉันไม่ยอมอยู่ข้างเธอ  ฉันที่ทิ้งเธอไว้อยู่คนเดียว  ฉันที่ทำร้ายจิตใจเธอขนาดนั้น....” 

            ....ตอนนี้คงต้องรวมที่ทำร้ายหัวเธอเมื่อกี้นี้ด้วย  เนียร์คิดพลางลูบหัวตัวเองเมื่อเอลหยุดพักหายใจ  แต่แป๊ปเดียวเท่านั้นแล้วเอลก็ตะโกนออกมา

            “ฉันต่างหากล่ะที่สมควรจะพูดคำว่า ขอโทษ!”  ทนได้แค่นั้น  น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ทะลักออกมา  “แล้วเธอจะมาขอโทษให้ฉันรู้สึกผิดยิ่งขึ้นอีกทำไม”  เอลสะอื้น  พยายามจะเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม

            เนียร์ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว  เมื่อตอนนี้เพียวกับโมหันมามองเธอราวกับเธอผิดที่ทำให้เอลต้องร้องไห้  ทั้งที่บทคนถูกง้อเมื่อกี้ยังเป็นเธออยู่เลยแท้ๆ

            “ก็...ก็จริงอยู่นะที่เธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อน  แต่ว่าฉันเองก็ทำตัวงี่เง่าอย่างทำร้ายพวกเธอกลับไปด้วย”  แปลกดี...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ยอมให้อภัยง่ายๆ แท้ๆ  แต่บัดนี้มันรู้สึกราวกับว่า มันก็เป็นแค่เรื่องแค่นั้นเท่านั้นเอง

            “เธอทำร้ายฉัน  แล้วฉันก็ทำร้ายเธอต่อ  เพราะฉะนั้น  ถือว่าเราหายกันละกันนะ...เอล”

            ว่าจบ เอลก็ปล่อยก๊อกน้ำตาออกมาอีกระลอก  รู้สึกเช่นเดียวกันกับที่เนียร์และคนอื่นรู้สึก

            ...เบาบาง...

            ...ผ่อนคลาย...

            ....อุ่นใจเมื่อช่องว่างที่หายไปนั้นถูกเติมเต็มดังเดิม...