กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างไม่คอยท่า... เด็กหนุ่มทั้งสองยังคงขยันขันแข็ง มุ่งมั่นเคี่ยวกรำตนเองบนเส้นทางยุทธ์อย่างไม่หยุดยั้ง วันเปลี่ยนเป็สัปดาห์ สัปดาห์เปลี่ยนเป็เดือน แม้การฝึกจะดำเนินไปตามรูปแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าทั้งคู่กลับไม่เคยย่อท้อหรือี้เีเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งอดทนและมีสมาธิตั้งมั่นมากขึ้นกว่าเดิม
ร่างกายของเด็กทั้งสองเติบโตสูงใหญ่ขึ้นตามวัย ร่างกายของชิงหยางดูลำสันหนาแน่นกว่าฉิวฟงเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนจากเด็กน้อยเข้าสู่วัยเยาว์ ชิงหยางมีใบหน้าขาวผ่อง หล่อเหลาสดใส คิ้วตรงราวกระบี่ จมูกโด่งเป็สัน ดูสง่างามประดุจคุณชายผู้สูงศักดิ์
ส่วนฉิวฟงแม้มีอายุเพียงเก้าปี แต่กลับมีใบหน้าคมคาย ผิวสีน้ำผึ้งนวลตา คิ้วหนาตรง ฉายแววสุขุมนุ่มลึก และมีเค้าหน้าคล้ายฉิวหลงถึงเจ็ดส่วน!
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีเต็ม... การฝึกฝนตลอดทั้งปีของทั้งคู่ก้าวหน้าไปอีกขั้น! ฉิวฟงบรรลุคัมภีร์กระบี่แปรผันไร้สิ้นสุดถึงขั้นสมบูรณ์ ส่วน ชิงหยางบรรลุคัมภีร์กระบี่ดัชนีดาราถึงขั้นเชี่ยวชาญ แม้ระดับวรยุทธ์จะเหลื่อมล้ำกันอยู่หนึ่งขั้น แต่ฝีมือและอานุภาพกลับใกล้เคียงกันยิ่งนัก ต่างคนต่างมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
ฉิวหลงยืนประจันหน้าเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยสายตาสุขุม
“เอาล่ะ... พวกเ้าฝึกฝนวิชากระบี่มาครบหนึ่งปีแล้ว บัดนี้ถึงเวลาฝึกฝน ‘วิชาเคลื่อนไหว’ เสียที! วิชาเคลื่อนไหวในยุทธภพมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่วิชาเคลื่อนไหวที่ข้าจะมอบให้พวกเ้าฝึกนี้ เป็วิชาโบราณของสำนักที่หายสาบสูญไปนานแล้ว แม้ข้าจะไม่ใช่อาจารย์ผู้สร้าง แต่จากประสบการณ์ของข้า วิชานี้นับว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของแผ่นดิน!”
ฉิวหลงชูคัมภีร์ขึ้น “วิชาเคลื่อนไหว ‘ไร้เงา’ นามของมันก็บอกอยู่อย่างชัดเจนว่า เป็การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วไร้ซึ่งเงาตาม หากบรรลุขั้นธรรมชาติ จะสามารถไปมาไร้ร่องรอยประดุจภูตผี! วิชานี้มีสี่กระบวนท่าหลัก ได้แก่ ไร้เสียง > ไร้ัั > ไร้ตัวตน > ไร้เงาเคลื่อนไหว ทว่าการฝึกจำเป็ต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งมหาศาล... ข้าให้เวลาพวกเ้าอ่านและทำความเข้าใจสองชั่วโมง จำให้ขึ้นใจแล้วเริ่มได้!”
ฉิวหลงยื่นคัมภีร์ให้ เด็กหนุ่มทั้งสองรับมาแล้วนั่งล้อมวงเปิดอ่านทันที สีหน้าของทั้งคู่จริงจังและเพ่งสมาธิอย่างถึงที่สุด
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า... สามสิบนาที... สี่สิบห้านาที... จนกระทั่งเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของทุกคนเท่านั้น
ผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงในชั่วโมงที่สอง... จู่ๆ ฉิวฟงก็ลุกขึ้นยืน หันไปหาผู้เป็พ่อ “ข้าขอทดสอบดูหน่อยขอรับ ท่านพ่อ”
ฉิวหลงเลิกคิ้วประหลาดใจ “เ้าเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดแล้วอย่างนั้นหรือ ลูกฟง?”
ฉิวฟงส่ายหน้ายิ้มๆ “ข้าเข้าใจเพียงหกส่วนขอรับ แต่ข้าอยากลองทดสอบฝีมือดู”
ฉิวหลงพยักหน้ารับ “ได้! เช่นนั้นมายืนข้างหน้าพ่อ... พ่อจะใช้ลมปราณควบคุมใบไม้ให้พุ่งโจมตีใส่เ้า จงใช้วิชาเคลื่อนย้ายกระบวนท่าแรกหลบหลีกดู!”
ฉิวฟงเดินไปประจำตำแหน่ง สูดลมหายใจลึก ฉิวหลงยกมือขึ้น โคจรลมปราณสีฟ้าครามครอบคลุมฝ่ามือ แล้วสะบัดใส่ใบไม้ที่ตกอยู่บนพื้นลาน!
ฟุบ!
ใบไม้นับสิบใบพลันลอยขึ้นกลางอากาศ สูงประมาณสองเมตร ก่อนจะพุ่งแหวกอากาศเข้าหาฉิวฟงจากทุกทิศทางด้วยความเร็วสูง!
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ฉิวฟงยืนนิ่ง ดวงตาจ้องมองวิถีใบไม้ไม่ปราบตา ทันใดนั้นเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว!
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
ฉิวฟงโยกย้ายหลบหลีกด้วยความรวดเร็วและพลิ้วไหว ร่างกายสลับเปลี่ยนทิศทางจนเกิดเป็ภาพเงาซ้อนทับประดุจแยกร่างได้! ทว่ากระบวนท่านี้ใช้พลังกายมหาศาล ผ่านไปสิบนาที ร่างกายของเขาก็เริ่มเหน็ดเหนื่อยแรงตก จนกระทั่งถูกใบไม้พุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างหลายใบ!
ตุบ! ตุบ!
ร่างของฉิวฟงเซถอยหลังออกมาจากวงล้อม ฉิวหลงจึงสลายลมปราณให้ใบไม้ร่วงลงพื้น ก่อนจะเดินเข้ามามอบน้ำดื่มและยาทาแก้ฟกช้ำให้
“เป็อย่างไรบ้างลูกฟง? สีหน้าเ้าดูเหน็ดเหนื่อยนัก เอายาไปทาแผลเสีย”
ฉิวฟงปาดเหงื่อพลางยิ้มร่า “สนุกมากเลยขอรับท่านพ่อ! วิชาเคลื่อนย้ายนี้หากใช้ออกควบคู่กับวิชากระบี่แปรผัน ต้องทรงอานุภาพมหาศาลแน่ๆ!”
ฉิวหลงพยักหน้าชื่นชม “วิชาทั้งสองเล่มเน้นความเร็วเป็หลัก ในเมื่อเ้ามีจุดเด่นด้านนี้ ก็จงฝึกฝนให้บรรลุขั้นธรรมชาติให้ได้ มันจะเป็รากฐานสำคัญให้เ้าฝึกฝนวิชากระบี่อื่นๆ ได้รวดเร็วและคล่องแคล่วขึ้นในอนาคต”
ชั่วครู่ต่อมา... ชิงหยางก็ลืมตาขึ้น ลุกเดินถือคัมภีร์มาส่งคืนให้ฉิวหลง
“ท่านน้า... ข้าเข้าใจเนื้อหาเพียงสี่ส่วนเท่านั้นขอรับ แต่ข้าก็อยากขอทดสอบดูเช่นกัน”
“ได้สิ! ไปยืนประจำตำแหน่งเลย หลบหลีกให้ได้นานที่สุดนะ”
ชิงหยางพยักหน้า ก้าวไปยืนหน้าต้นไม้พฤกษาศิลา ฉิวหลงสะบัดฝ่ามือ บังคับใบไม้ให้ลอยขึ้นลอยนิ่งอยู่ห่างจากชิงหยางห้าเมตร ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง!
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ชิงหยางสายตาเฉียบคม โยกตัวหลบซ้ายขวาด้วยท่วงท่าสวยงามฉับไว ห้านาทีแรกผ่านไปอย่างดุเดือด ชิงหยางหลบหลีกได้โดยไร้รอยขีดข่วน! ทว่าเมื่อเข้าสู่นาทีที่แปด ร่างกายของเขาก็เริ่มเหนื่อยล้าจนความเร็วลดลง และถูกใบไม้พุ่งกระแทกใส่ในที่สุด
ฉิวหลงเดินเข้ามายื่นเต้าน้ำให้ “ทำได้ดีมากชิงหยาง! ครั้งแรกก็ทำเวลาได้นานเกือบเท่าฉิวฟงแล้ว”
ชิงหยางรับน้ำมาดื่มพลางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ายังอยากทำให้ดีกว่านี้ขอรับ ข้าต้องพยายามให้มากกว่านี้อีก!”
ฉิวฟงยิ้มส่งกำลังใจ “ข้าเชื่อมือท่าน พี่หยาง พวกเรามาพยายามไปด้วยกัน!”
ฉิวหลงมองเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยสายตาล้ำลึก ก่อนจะเอ่ยสั่งสอนด้วยน้ำเสียงสุขุม “โลกภายนอกและในเมืองหลวงนั้น มีเหล่าอัจฉริยะมากมายที่เติบโตมาบนกองเงินกองทองของตระกูลใหญ่ พวกเขาถูกประคบประหงมด้วยยาวิเศษ วิชาชั้นสูง และอาวุธล้ำค่า... สิ่งเ่าั้ข้าไม่มีให้พวกเ้า มีเพียงคัมภีร์ยุทธ์และสมุนไพรพื้นบ้านเหล่านี้เท่านั้น”
ฉิวหลงเว้นจังหวะ “หากวันใดพวกเ้าได้ออกท่องยุทธภพ จงดูแลและเชื่อใจกันให้มาก อย่าได้หลงเชื่อคำปลุกปั่นของผู้อื่น อย่ายอมให้ใครมารังแก และหากมีโอกาสช่วยเหลือผู้เดือดร้อน จงช่วยด้วยความจริงใจ... จำไว้ว่า คนดีและคนชั่วมีปะปนกันทุกที่ อย่ามองเพียงหน้าตาหรือคำพูดหวานหู จงดูที่การกระทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง... อีกไม่กี่ปี พวกเ้าจะได้ััเื่เหล่านี้ด้วยตัวเอง”
ชิงหยางฟังพลางฉายแววตาเจ็บแค้นวูบหนึ่ง ก่อนจะระงับอารมณ์ให้เป็ปกติ ส่วนฉิวฟงฟังด้วยแววตาตื่นเต้นตระการตา เพราะไม่เคยออกไปนอกหมู่บ้านมาก่อน
“พวกเราเข้าใจแล้วขอรับ!” เด็กหนุ่มทั้งสองตอบพร้อมกัน
ตกเย็น... ณ ลานกินข้าวหน้าเรือนพัก
ครอบครัวตระกูลฉิวทั้งสี่คนนั่งล้อมวงคุยกันหลังรับประทานอาหารเย็น ชิงหยางซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่มานานร่วมปี ได้ปรับตัวเข้ากับทุกคนจนสนิทสนมประดุจคนในครอบครัวเดียวกัน
ชิงหยางเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ “ท่านน้ากับท่านอา... พวกท่านทั้งสองพบกันได้อย่างไรหรือขอรับ?”
ฉิวฟงได้ยินก็ตากระจ่างใส เสริมทันที “ใช่แล้วๆ ท่านพ่อท่านแม่เจอกันได้อย่างไรหรือขอรับ ไม่เห็นเคยเล่าให้ลูกฟังเลย?”
ฉิวหลงและภรรยามองหน้ากันพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน ผู้เป็ภรรยาเอ่ยยิ้มๆ “ท่านพี่... เล่าให้เด็กๆ ฟังเถอะเ้าค่ะ”
ฉิวหลงยิ้มรับ แล้วหันมาหาเด็กทั้งสอง “ได้สิ... เื่ราวของข้ากับน้องหญิง เริ่มต้นเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นข้ายังเป็เพียงจอมยุทธ์รุ่นเยาว์อายุราวๆ ยี่สิบสองปี ออกท่องพเนจรไปทั่วอาณาจักรนภา์ คัมภีร์ยุทธ์ต่างๆ ที่ข้ามอบให้พวกเ้านั้น ก็ได้มาจากการออกเดินทางเสาะหาด้วยตนเองทั้งสิ้น”
“วันหนึ่ง ข้านั่งกินอาหารอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งใกล้เทือกเขาหยกดำ ได้ยินผู้คนเล่าลือถึง ‘กลุ่มโจรราคะ’ ที่ชอบลักพาตัวหญิงสาวชาวบ้าน แม้แต่หญิงที่มีสามีแล้ว พวกมันก็สังหารสามีแล้วชิงตัวไป ข้าได้ฟังก็โทสะพุ่งสูง ตั้งใจจะบุกไปถอนรากถอนโคนพวกมัน! แต่ข้าก็ต้องสงบใจ วางแผนสืบหาข่าวอยู่นานถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งพบรังของพวกมันในป่าลึก”
“โจรกลุ่มนี้มีฝีมือไม่น้อย รองหัวหน้าโจรมีวรยุทธ์ถึงขั้นเชี่ยวชาญ ข้าต้องใช้เวลาไล่ล่าสังหารพวกมันนานถึงสามวันสามคืน และสู้กับรองหัวหน้าโจรอยู่นานครึ่งค่อนวันกว่าจะล้มมันได้! จากนั้นข้าก็เข้าแก้ไขตัวหญิงสาวที่ถูกจับไว้ในห้องใต้ดิน... และนั่นทำให้ข้าได้พบกับแม่ของเ้า”
ฉิวหลงถอนหายใจยาว “ทว่าตอนนั้นเอง หัวหน้าโจรก็กลับมาถึง เมื่อเห็นลูกน้องถูกฆ่าตายจนหมด มันก็บ้าคลั่งพุ่งเข้าสังหารข้า วรยุทธ์ของมันทัดเทียมกับข้าในยามนั้นยิ่งนัก... ข้าต้องพาแม่ของเ้าและหญิงสาวคนอื่นหนีเข้าป่าเทือกเขาหยกดำ การต่อสู้เป็ไปอย่างทุลักทุเลเพราะข้าเสียลมปราณไปมาก จนกระทั่งข้ากับแม่ของเ้าสลัดหลุดจากการล่าและหลงเข้ามาในป่าลึกแห่งนี้ เมื่อเห็นว่าสงบปลอดภัยและเหมาะแก่การรักษาตัว พวกเราจึงตั้งรกรากอยู่ที่นี่เรื่อยมา... จนกระทั่งมีเ้าเด็กกินจุคนนี้กำเนิดขึ้นมาอย่างไรล่ะ!”
ชิงหยางฟังด้วยความโกรธแค้น “พวกโจรสารเลวหนักแผ่นดิน! หากข้าพบเจอพวกมัน ข้าจะไม่ละเว้นไว้แม้แต่คนเดียว!”
ฉิวฟงเสริมอย่างดุดัน “ใช่ขอรับ! พวกมันบังอาจทำร้ายท่านแม่!”
ฉิวหลงปรามเสียงนุ่ม “เื่มันผ่านมาสิบปีแล้ว หัวหน้าโจรคนนั้นอาจจะจบชีวิตไปแล้วก็ได้... อย่าให้ความแค้นมาบดบังสายตา มิเช่นนั้นพวกเ้าจะหลงทิศทางบนเส้นทางยุทธ์ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเป็อันขาด”
ผู้เป็แม่เอ่ยเสริม น้ำตาคลอเบ้าด้วยความะเืใจ “ยามที่ข้าถูกจับมา ข้ามีอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น... ข้าเดินทางมาซื้อสมุนไพรกับพวกศิษย์พี่ในสำนัก แต่กลับถูกพวกโจรใช้อุบายชั่วลักพาตัวไป... ข้าเสียใจเหลือเกินที่ไม่เคยได้พบหน้าพวกศิษย์พี่อีกเลย”
ฉิวหลงลุกขึ้นไปโอบกอดและปลอบประโลมภรรยา “น้องหญิงอย่าเศร้าไปเลย... เอาล่ะ ดึกมากแล้ว เด็กๆ กลับห้องไปนอนพักผ่อนกันได้แล้ว”
เด็กหนุ่มทั้งสองรับคำแล้วแยกย้ายกลับเข้าห้องนอน
เมื่ออยู่กันตามลำพัง ผู้เป็ภรรยาจึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ “ท่านพี่... ท่านจะไม่บอกเด็กๆ หรือเ้าคะ ว่าท่านเคยเป็ศิษย์ของ สำนักกระบี่ะ?”
ฉิวหลงส่ายหน้า “ตอนนี้ยังเร็วเกินไป... แต่อีกไม่นาน ข้าจะพาพวกเขาเดินทางไปยังสำนักกระบี่ะอย่างแน่นอน”
ภรรยายิ้มอย่างเข้าใจ เอื้อมมือจับมือสามี “ข้าตามใจท่าน... ข้าเชื่อในเหตุผลของท่านเสมอเ้าค่ะ”
ฉิวหลงยิ้มหวาน ก้มลงหอมหน้าผากภรรยาด้วยความรักใคร่ “นอกจากลูกฟงแล้ว เ้าคือคนที่ข้ารักที่สุดในชีวิต...”
แสงจันทร์กระจ่างฟ้าส่องสว่างเหนือเรือนพักตระกูลฉิว พร้อมกับปมใหญ่ในอดีตที่กำลังรอคอยการคลี่คลายในอนาคต...