ตอนที่ 29 ดาบเขี้ยวมังกรฟ้าชิงหลง
อีกด้านหนึ่งที่บ้านเซียนหลังน้อยของฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น“ท่านอย่าเสียเวลามาตามตื๊อข้าเลยเง็กเซียน… ข้าบอกว่าไม่รู้ก็คือไม่รู้… เรื่องตามหาไท่จื่อสวรรค์ ท่านคงต้องดิ้นรนเอาเองแล้วหล่ะ….”ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดใจในยามที่พบว่าตื่นเช้าขึ้นมาแล้วก็เป็นอันต้องได้พบกับผู้สูงศักดิ์แห่งสวรรค์ผู้นี้มาดักรอพบเขาเพื่อถามหาข่าวอีกแล้ว และก็เป็นเช่นนี้มาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้… จากที่ไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตามาหลายหมื่นปี พอจะได้พบทีก็พบเจอจนเอียนเลยทีเดียว…“มิได้ซ่างเสิ่น….ข้าทราบแล้วว่าท่านไม่รู้เบาะแสของลูกชายข้า… แต่ข้าก็เชื่อมั่นว่าเขาจะต้องอยู่ที่ดินแดนลับแลแห่งนี้แน่นอน… น่าเสียดายที่ข้าเป็นใหญ่ที่สุดในสวรรค์เก้าชั้นฟ้า แต่ที่ดินแดนนี้กลับคล้ายต่ำต้อยนัก จะเดินเหินไปที่ใดล้วนถูกสายตาเดียดฉันท์จากภูติทุกตนมองมาอยู่เสมอ คงเหลือแต่ที่บ้านของท่านผู้อาวุโสซ่างเสิ่นเท่านั้นที่ข้าพอจะผ่อนคลายได้….”ฟังคำกล่าวยึดบ้านของตนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจอย่างหน้าด้านๆ ของเง็กเซียน ฮุ่ยเจียงก็ถึงกับคิ้วกระตุกขึ้นมา… พาลนึกไปถึงเจ้าเฟยหลงมังกรดำลูกชายของคนผู้นี้ก็ทำนิสัยคล้ายๆ กัน เข้ามาพูดคุยผูกมิตรเล็กน้อยแค่วันเดียว วันต่อๆ มาก็ทำตัวประหนึ่งเหมือนอยู่บ้านตนเองเสียแล้ว ความหน้าหนาหน้าทนนี้คงถ่ายทอดทางสายเลือดจริงๆ สินะ….“เช่นนั้นท่านเง็กเซียน ท่านตาบอดหรือจึงมิได้เห็นว่าสายตาของข้าก็เดียดฉันท์ท่านไม่น้อยเหมือนกัน? … หรือว่าข้ายังแสดงออกไม่พอหรือ? ….”เมื่อเริ่มไม่ชอบใจ น้ำเสียงที่ใช้จึงเริ่มจะดูหาเรื่องมากขึ้นโดยมิได้มีความหวาดเกรงในความสูงศักดิ์กว่าของเง็กเซียนแห่งสวรรค์แม้แต่น้อย เพราะหากเทียบอายุกันแล้ว เง็กเซียนผู้นี้ก็นับเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานของซ่างเสิ่นอย่างเขาเท่านั้นมิคาดว่านอกจากจะไม่โกรธแล้ว เง็กเซียนผู้นี้ยังหน้าหนาหน้าทนเป็นที่สุด ไม้เพียงแต่เมินเฉยการต่อว่าของเขา แต่ยังเนียนเดินเข้ามาดูดาบเขี้ยวมังกรฟ้าที่เขาเพิ่งจะตีเสร็จแล้วตั้งประดับไว้ที่ฝาบ้านอย่างหน้าตาเฉย“ดาบเขี้ยวมังกรฟ้านี่ ซ่างเสิ่นตีให้ผู้ใดรึ? …. ข้าได้ข่าวมาพักหนึ่งแล้วว่าเมื่อเร็วๆ นี้ที่เขตแดนลับแลมีผู้มีตบะแก่กล้าต่อสู้เอาชนะสี่สัตว์เทวะมาได้ ยังสงสัยอยู่ว่าคนผู้นี้เป็นใคร มิคาดว่าจะโลกกลมที่เขานั้นเป็นสหายของท่านด้วย… เช่นนั้นแล้วเขาจะมารับดาบจากท่านเมื่อใดเล่า ข้าอยากจะขอพบปะกับเขาสักครา? …..”นั่นปะไร… ชายผู้นี้ฉลาดเป็นกรดสมกับที่เป็นเง็กเซียน… นอกจากหูตาแวววาวช่างสังเกตแล้วยังรู้จักระแวดระวังตนอย่างดี… ที่เอ่ยปากอยากเจอคนที่จัดการสี่สัตว์เทวะที่คุ้มครองดินแดนลับแลนี่ ไม่ใช่ว่าเพราะอยากจะหยั่งเชิงดูหรอกรึว่าคนเก่งกล้าคนนั้นจะเป็นภัยร้ายในอนาคตหรือไม่ หากพบว่ามีท่าทางจะเป็นภัยก็คงไม่พ้นรีบกลับไปนำกำลังมาจัดการทันทีหรือไม่… ชายคนนี้ก็อาจจะเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่างได้ แต่อาจยังไม่มั่นใจเท่าใดนัก….แล้วเรื่องอะไรผู้ที่เกลียดชังชาวสวรรค์เข้าเส้นอย่างเขาถึงจะต้องช่วยเหลืออำนวยความสะดวกง่ายๆ เล่า!“บ้านข้ามิใช่ที่นัดแนะพบปะของผู้ใด แค่ที่ท่านมาเสนอหน้าอยู่นี่ก็นับว่าน่ารำคาญใจมากแล้ว ท่านอยากเจอใครก็ไปหาทางดิ้นรนเอาเองเถิด… ออกไปจากบ้านข้าได้แล้ว หากไม่ออกไป ข้าจะร่ายเวทย์ขับไล่แล้วนะ!”จบคำของฮุ่ยเจียงเจ้าตัวก็เตรียมจะลงมือทำตามที่พูดทันที เดือดร้อนเหล่าองครักษ์ต้องรีบร้อนเข้ามายืนกันท่าให้เง็กเซียนเป็นการใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้มิได้เกินความคาดหมายของเง็กเซียนเท่าไหร่นัก เขารูู้ข่าวเรื่องความไม่ชอบชาวสวรรค์ของฮุ่ยเจียงอยู่แล้ว อีกทั้งคนผู้นี้นอกจากอาวุโสกว่าตนมากแล้วก็ยังมีความสามารถที่จำต้องเก็บรักษาไว้ในฐานะมิตร จึงมิได้คิดต่อกรรุนแรงอะไร ทำเพียงแค่ยกมือเป็นสัญญาณห้ามปรามแล้วก็เตรียมพร้อมจะล่าถอยไปเท่านั้นมิคาดว่าในขณะที่กำลังจะพาคนของตนถอยกลับไป อยู่ๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงระดับปราณเซียนมังกรขั้นสูงที่ทรงพลังมากกำลังใกล้เข้ามา….ตัวเขาเป็นเง็กเซียนผู้สืบเชื้อสายมาจากเทพสุริยาและเทพมังกรบรรพกาล เชื่อสายครึ่งหนึ่งเป็นมังกร เผ่ากำเนิดของตนเองก็เป็นมังกร ดังนั้นจึงมีปฏิกิริยาไวกับปราณเซียนชนิดนี้มาก เขาถึงได้มองปราดเดียวก็รู้ว่าอาวุธที่ฮุ่ยเจียงซ่าเสิ่นกำลังทำอยู่นั้นได้มาจากเขี้ยวมังกรฟ้า ขนาดตายไปกลายเป็นซากกลิ่นอายปราณเซียนเจือจางไปมากแล้วเขายังรู้ นับประสาอะไรกับมังกรตัวเป็นๆ ที่มีระดับปราณมังกรเข้มข้นที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้และที่สำคัญ… เขายังจำแนกปราณมังกรได้อีกด้วย จึงได้รู้ว่ามังกรตัวนั้นเป็นมังกรดำตนหนึ่ง….'ใต้หล้านี้จะมีมังกรดำสักกี่ตนกันล่ะ? …. ดูท่าแล้วคงมิแคล้วว่าจะเป็นเจ้าเฟยหลงลูกข้ากระมั้ง? …..'คิดได้ดังนั้น เง็กเซียนก็คิดแผนการมากมายในหัวโดยไว หมายเจรจาต่อรองยื้อเวลาไว้ให้ตนได้รั้งรออยู่ที่นี่อีกสักครู่หนึ่งจนได้พบกับคนที่กำลังจะมาถึง หากเป็นเฟยหลงจริงดังที่คาดก็จะได้พบลูกชายที่ตามหามานานเสียที แต่ดูเหมือนฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นจะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อเขาและพวกไม่ยอมจากไปสักที ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นก็เริ่มร่ายคาถาสร้างเวทย์ดำขับไล่ผู้บุกรุกในทันที ส่งผลให้เหล่าองครักษ์สวรรค์นำโดยเอ้อหลางหู่ต้องมาออกหน้าปกป้องเง็กเซียนเป็นการใหญ่ เกิดเป็นภาพการต่อสู้กันหนึ่งฉากใหญ่ของเซียนอาวุโสระดับซ่างเสิ่นกับเหล่าองครักษ์สวรรค์ แต่เพราะว่าฮุ่ยเจียงไม่ใช่เซียนสายต่อสู้ ไม่นานก็เริ่มออกอาการคล้ายจะต้องเพลี่ยงพล้ำโดยที่เง็กเซียนยังไม่ต้องลงมือเองเลยด้วยซ้ำ
ทางด้านเฟยหลงที่เดินทางมาถึงบ้านของฮุ่ยเจียงแล้ว ตั้งใจจะเดินดุ่มๆ เข้าไปขอดูดาบเขี้ยวมังกรของตนเหมือนทุกที แต่เมื่อเห็นว่าในขณะนี้ที่นั่นเกิดการต่อสู้กันพัลวันก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มองสำรวจกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันแล้วจึงได้เห็นว่าเป็นฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นกำลังประมือกับองครักษ์สวรรค์เอ้อหลางหู่ที่ตนเคยได้พบเมื่อคราวออกจากแดนลับแลครั้งแรกก็แปลกใจนัก พยายามคิดหาเหตุผลว่าพวกเขาจะต้องสู้กันเพราะสาเหตุใด แต่ก็คิดไม่ออก ยิ่งมาเห็นว่าฮุ่ยเจียงใกล้จะเพลี่ยงพล้ำแล้วก็เป็นอันร้อนใจนักจนต้องรีบเสนอหน้าเข้าไปช่วยเหลือ เพราะต่อให้ตนจะไม่ชอบขี้หน้าเทพผู้นี้สักเท่าไหร่ แต่ก็นับว่าเป็นคนรู้จักกัน อีกทั้งฮุ่ยเจียงยังช่วยตีดาบให้เขาด้วย ช่วยเหลือสักหน่อยก็คงไม่เสียหายคิดได้ดังนั้น เฟยหลงก็รีบกระโจนเข้าไปร่วมต่อสู้ทันที ด้วยความสามารถของเขานั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรับมือกับเหล่าองครักษ์สวรรค์ เพราะขนาดสี่สัตว์เทวะตนยังจัดการมาได้เพียงแค่กระโจนเข้าไปกลางวงพร้อมกับกางปีกหงส์ไฟสร้างเพลิงสีดำขึ้นมาใส่คู่ต่อสู้ เหล่าองครักษ์ทั้งหลายก็รีบเร่งถอยกลับไปตั้งรับกันเป็นการใหญ่ด้วยรับรู้ได้ว่าไฟนี้ไม่ใช่ไฟธรรมดา จึงไม่มีใครกล้ายอมให้ถูกตัว แต่การเคลื่อนไหวของเฟยหลงก็รวดเร็วนัก ไม่นานก็สาดเปลวไฟใสเหล่าผู้บุกรุกได้จนเกือบจะโดนตัวอยู่แล้ว หากไม่ติดว่าอยู่ๆ ก็เกิดเกราะเกล็ดมังกรสีทองขนาดใหญ่ขึ้นมาโอบล้อมพวกเขาไว้ ป่านนี้ทุกคนคงต้องตายด้วยเพลิงสีดำของเขาไปแล้ว….“เกราะเกล็ดมังกรทองงั้นรึ? …. พวกท่านเป็นใครกัน? ……”เฟยหลงยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นอ่อนประสบการณ์นัก รู้แค่ว่าอีกฝ่ายมีเกล็ดมังกรทองได้ย่อมต้องเป็นสายเลือดมังกรเหมือนกับตน จึงบังเกิดความหวังว่าอาจจะได้พบเจอกับคนที่รู้จักชาติกำเนิดของตนเองบ้างจึงได้เอ่ยปากถามออกไป แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ายตรงข้ามจะได้ตอบความออกมา ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นก็พลันรีบพูดตัดหน้าขึ้นมาก่อน“เจ้าหนู!คนพวกนี้เป็นคนเลว!!พวกเขาจะมาขโมยดาบเขี้ยวมังกรฟ้าที่ข้าตีให้เจ้า!!!รีบจัดการพวกเขาซะ!!!!”ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นนับว่าจับจุดเฟยหลงได้ถูกที่ ยามที่เอ่ยว่าอีกฝ่ายหมายมาขโมยของที่เฟยหลงเฝ้ารอมานานก็พลันได้เห็นแววตาของเจ้าหนูมังกรดำนี่วาวโรจน์ขึ้นมาอย่างโกรธเคือง ลืมความสนใจเกี่ยวกับเกล็ดมังกรทองเมื่อครู่นี้ไปเสียสิ้นแล้วรีบพุ่งกระโจนเข้าหมายต่อสู้กับผู้บุกรุกเป็นการใหญ่เง็กเซียนมองประเมินระดับพลังของคู่ต่อสู้และของวิเศษที่อีกฝ่ายครอบครองอยู่แล้วก็รู้ดีว่าเหล่าองครักษ์ไม่อาจรับมือได้แน่จึงได้เป็นฝ่ายออกหน้ามาต่อสู้กับเฟยหลงแทน นอกจากหมายสยบคู่ต่อสู้ให้ได้แล้วก็หมายต้องการดูฝีมือและนิสัยใจคอด้วย…
เพราะทันทีที่เห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับกลิ่นอายมังกรดำเข้มข้น ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายตัวเขาไปหลายส่วน เง็กเซียนมั่นใจจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือเฟยหลงลูกของเขาแน่ๆ แต่สาเหตุที่ยังไม่รีบบอกความจริงออกมาในทันทีเพราะยังไม่รู้ว่านิิสัยใจคอของลูกชายเขาจะเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้ถูกเลี้ยงดูโดยมารมาห้าร้อยปีย่อมไม่มีทางสะสมความดี ครั้นมาอยู่แดนลับแลก็ไม่รู้ว่าเป็นอยู่อย่างไร แต่ดูจากที่โผล่มาช่วยเหลือฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นได้เช่นนี้ คงมิพ้นผูกมิตรกับคนเกลียดชังชาวสวรรค์ไปไม่น้อย มิแน่ว่าอาจคิดอ่านประการเดียวกัน อีกทั้งระดับพลังบำเพ็ญที่เข้มข้นเกินเซียนอายุแค่พันปีไปหลายขุมกับพลังของสี่สัตว์เทวะที่อบอวลอยู่นั้น เขาเป็นถึงเง็กเซียนยังมองว่าน่าหวาดหวั่น หากเด็กคนนี้นิสัยใจคอโหดร้ายเป็นภัยขึ้นมา ต่อให้เป็นลูกชายเขาก็จะต้องจัดการให้เด็ดขาด!ว่าแล้วเง็กเซียนก็เสกดาบสวรรค์เทียนถังเจี้ยน อันเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังที่สุดของแดนสวรรค์ขึ้นมา ดาบนี้ถูกเรียกขานเป็นดาบแห่งผู้สร้างและแสงสว่าง กวัดแกว่งไปที่ใด แม้แต่ผู้ที่ตายแล้วก็ฟื้นคืนได้ หรือแม้แต่พวกมารร้ายก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเทพเซียนได้หากถูกดาบสวรรค์เทียนถังเจี้ยนตวัดใส่ล้างกลิ่นอายความชั่วร้ายเดิมทีดาบเล่มนี้เป็นดาบของเทพสุริยาปู่ของเขา เมื่อท่านแตกดับไปดาบก็ส่งมอบต่อมาตามสายตระกูลฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นเองก็ไม่รอช้า รีบหยิบดาบเขี้ยวมังกรฟ้าที่เพิ่งจะสร้างเสร็จหมาดๆ โยนไปให้เฟยหลงใช้ต่อกรกับเง็กเซียนทันที“…เอาเลยเจ้าหนู… แสดงให้ข้าดูหน่อยว่าผู้ที่กำราบสี่สัตว์เทวะของดินแดนลับแลได้จะแข็งแกร่งสักแค่ไหน….”
____________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า