ตอนที่ 147
การต่อสู้ของ ซุน และ ซางกวานเฉิน เป็นไปอย่างดุเดือดต่อเนื่อง ๆแต่ในภาพรวมตามที่ประเมินนั้น คล้ายว่า ซางกวานเฉินจะเหนือกว่าเล็กน้อยจากพื้นฐานลมปราณที่สูงกว่า ลมปราณชนชั้นเขียวขั้นปลายที่แฝงไว้ในทุกๆ เงากระบี่ ทำให้ ซุน ทำลายได้ยากยิ่งขึ้น เกิดเป็นรอยฉีกขาดประปลายบนอาภรณ์สีแดงแต่ยังไม่ปรากฏคราบโลหิตใด ๆ ให้เห็น
ด้านมุมหนึ่งยังอัฒจันทร์ผู้ชม
“เด็กคนนี้น่ะหรือ?! ที่เอาชนะเต้าหมิงเยี่ย ไปเมื่อวาน… ถึงแม้ เต้าหมิงเยี่ยจะอยู่ในระดับล่างจากกลุ่มตัวแทน แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์พรรคมังกรฟ้าเรา... ข้านึกคิดตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า เต้าหมิงเยี่ย ไม่น่าจะมืออ่อนถึงเพียงนั้น แสดงว่าเจ้าเด็กไร้สังกัดผู้นี้มิใช่สามัญ...
ยิ่งได้มาเห็นวิถีแห่งกระบี่ที่ดุดันนั้นเช่นนี้ทำเอาข้าอึ้งงันไม่ได้จริง ๆ ทว่าช่างโชคร้าย... ซางกวานเฉินมีพลังเทียบเท่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ไปแล้วอีกทั้งด้านวิถีกระบี่ก็ล้ำลึกเกินกว่าระดับผู้เยาว์ไปไกลแล้วอย่างไรผลลัพธ์ก็คงไม่พลิกผันได้อีก...” ชายชราผู้หนึ่งจากพรรคมังกรฟ้า นามว่าซางเต๋อ กล่าวขึ้นแผ่วเบาซึ่งชายผู้นี้มีจิตวิญญาณแห่งกระบี่แผ่ซ่านรอบกาย ทั้งยังเป็นปู่ของ ซางกวานเฉินอีกด้วย
ทว่า...ชายชราอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ ไม่ห่างกันก็มีรังสีกระบี่ทัดเทียม ซึ่งคนผู้นั้นคือ...รองเจ้าสำนักสายลมประจิม เตียมู่หยงซึ่งชายชราทั้งสองล้วนเป็นยอดฝีมือด้านเพลงกระบี่ ที่ชื่อเสียงลึกล้ำในทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ด้านพลังฝีมือยังไล่เลี่ยกันอย่างถึงที่สุด จึงมักโต้เถียงกันเป็นประจำด้านวิถีแห่งกระบี่
“เฒ่าซาง... ถึงท่านจะชื่นชมหลานของท่าน แต่ในเมื่อประลองยังไม่จบ ย่อมก็ไม่รู้ผลแน่ชัด”
ซางเต๋อ และ เตียมู่หยง เขม็งมองกันอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“เฒ่าเตีย... หากคิดเช่นนั้น ใยไม่มาเดิมพันกันเสียหน่อยเล่า?!”
“คิดว่าข้ากลัวงั้นหรือ?! เด็กหนุ่มนามว่าซุน ผู้นั้นข้ารู้จักดี ด้านพลังฝีมือร่วมไปถึงความรู้แจ้งในวิถีแห่งกระบี่ของมันยังล้ำลึกพิสดารทั้งยังเป็นที่รักแห่งศาสตรามีจิตวิญญาณแห่งกระบี่โบราณสิงสถิตอยู่ ด้านวิถีกระบี่อาจจะมีมากยิ่งกว่าซางกวานเฉิน หลานของเจ้าเสียด้วยซ้ำ!!” เตียมู่หยงแค่นเสียงตอบกลับไป
ซางเต๋อ ขมวดคิ้วฉับทันที หลังจากเพ่งพิจารณามองการเคลื่อนไหวของซุน ไปสักระยะก็ทำให้มั่นใจได้... “อ่อ...พื้นฐานเพลงกระบี่สำนักสายลมประจิมที่แท้เจ้าเด็กคนนี้ก็มีความเชื่อมโยงกับเจ้านี้เองถึงได้มีวิถีแห่งกระบี่ที่พิลึกพิลั่นเช่นนั้น ด้านความสามารถก็นับว่าสูงส่งไม่เลวแต่ก็ยังด้อยกว่าหลานชายข้าอยู่ขั้นหนึ่ง...”
เตียมู่หยง ได้ยินเช่นนั้นก็พ่นลมหายใจออกมาครั้งหนึ่งหยิบเอากระบี่สำรองของตนออกมา...
“เฒ่าซาง... เมื่อครู่ท่านเอ่ยชวนเดิมพันงั้นสินะ?!กระบี่ประจำกายคงเอามาเดิมพันไม่ได้ ทว่ากระบี่สำรองของเจ้ากับข้าล้วนเป็นกระบี่อักขระชั้นเลิศกล้าหรือไม่เล่าที่จะเอามาเดิมพันการประลองครั้งนี้?!”
ซางเต๋อ เบิกตาโดยพลัน แม้จะเป็นกระบี่สำรองของทั้งคู่ แต่ก็นับเป็นกระบี่ล้ำค่าไม่คิดว่า เตียมู่หยง จะกล้าเอ่ยปากเอามาเดิมพัน ทว่าถ้อยวาจาเอ่ยข่มทับกันมาจนถึงขั้นนี้แล้วทั้งยังเชื่อมั่นใจหลานชายที่ตนฝึกปรือมาอย่างเต็มเปี่ยม ซางเต๋อ ย่อมไม่คิดจะถอยหนีหยิบเอากระบี่สำรองของตนออกมาเช่นกัน ความเลิศล้ำไม่เป็นรองกระบี่ของเตียมู่หยง...
“หากคู่ต่อสู้ของหลานข้าเป็น เจี่ยโย่วเทียน ข้าอาจไม่รับเดิมพันกับท่าน...แต่หากเป็นเด็กหนุ่ม ซุน ผู้นี้ข้าเชื่อว่าหลานข้าย่อมไม่พ่ายแพ้!! ก็ได้ข้าจะเดิมพันกับท่าน ยอดฝีมือรอบด้านจงเป็นสักขีพยาน!!”
สองเฒ่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน... ท่ามกลางสายตาของผู้ชราจากขุมกำลังอื่นๆ ในทวีปพยัคฆ์ขาวโดยรอบ ที่รู้จักสองมือกระบี่เป็นอย่างดี และรู้สึกคุ้นเคยกันความไม่ลงรอยกันเช่นนี้
.......................................
ซุน เป็นดังพยัคฆ์ร้ายกลางพงไพร ที่ฉีกกระชากพืชพันธุ์รอบด้านที่เรียกว่าปราณกระบี่จากทั่วทิศทั่วทางความสามารถของ ซางกวานเฉิน นับว่าเป็นของจริง ความล้ำลึกของเพลงกระบี่ต่อเนื่องเชื่อมโยงไร้สิ้นสุดกดดันไปที่ ซุน อย่างต่อเนื่อง
ซางกวานเฉิน เผยรอยยิ้มขึ้นมาเป็นครั้งแรก เห็นได้ชัดว่าตนนั้นกำลังได้เปรียบเหลือเพียงแค่รอเวลาให้ ซุน อ่อนกำลังลง ค่อยเผด็จศึกขั้นเด็ดขาด...จากพื้นฐานลมปราณที่แตกต่าง ไม่ว่ายังไง ซุน ก็ย่อมต้องหมดสิ้นพลังลมปราณก่อนอย่างแน่นอน...
“วิถีกระบี่ของเจ้า แข็งแกร่งมากก็จริง... ทว่ารูปแบบของมันคือการระเบิดพลังลมปราณจำนวนมากเพื่อพิชิตในพริบตาดังนั้นเมื่อเป็นการประลองที่ยืดเยื้อ มันจึงเสียเปรียบวิถีต่อเนื่องไร้สิ้นสุดของข้าอย่างชัดเจนจงยอมแพ้เสียเถอะ เจ้าสู้ได้ดีแล้วไม่มีใครคาดคิดด้วยซ้ำ ว่าเจ้าจะสามารถมาถึงจุดนี้...”ซางกวานเฉิน พยายามเอ่ยเกลี่ยกล่อม เพราะตนเองยังต้องประลองในรอบที่ 3 จึงไม่อยากสูญเสียพลังที่มากยิ่งไปกว่านี้
ซุน แค้นเสียงหัวเราะขึ้นมา แม้อาภรณ์ทั่วร่างจะขาดวิ่น ทั้งยังเริ่มมีร่องรอยบาดแผลปรากฎแม้แต่รอยสักอาคมคุ้มกายก็ยังมิอาจปกป้องได้สมบูรณ์จากรังสีกระบี่จำนวนคณานับ ทว่าดวงตาของซุน กลับยังฉายแววต่อสู้เหี้ยมหาญ ไม่ยอมแพ้...
“ให้ข้ายอมแพ้งั้นหรือ?! พูดเป็นเล่นแบบนี้ทั้งวันก็ยังได้!!”
ซุน ยกเต้าสุราขึ้นกระดกต่อเนื่องหลายคำ เมื่อแน่ชัดแล้วว่าพื้นฐานพลังลมปราณของตนยังไม่เพียงพอก็ทดแทนด้วยตบะพลังวิญญาณ!!
“ทรงร่าง... กระทิงเผือก มหิงสา!!”
ตูม!!
พลังมหาศาลถูกระเบิดออกมาอีกระลอก กระบี่พันชั่งที่ถูกกระตุ้นจนมีน้ำหนักมหาศาลกวาดทำลายรังสีกระบี่รอบทิศพินาศวอดวาย!! ทั้งตัวของ ซุน ยังแผ่ล้นกลิ่นอายสัตว์ร้ายออกมาอย่างน่าตื่นตะลึงแววตาและเสียงคำรามไม่เหมือนมนุษย์สามัญอีกต่อไป!!
ซางกวานเฉิน เผยดวงตาที่เบิกโพลง
“บ้าน่า!! พลังของร่างสถิตงั้นหรือ!!”
ซุน คำรามเสียงกังวานเลื่อนลั่น ม่านพลังที่ครอบคลุมลานประลองยังสั่นกระเพื่อมโยกคลอนจากนั้นจึงบุกฝ่าดงปราณกระบี่ ราวกับเป็นเพียงยอดหญ้า สีหน้าไร้ความเจ็บปวดใด ๆ พลังในการพุ่งทะยานที่ผสานฟาดฟันพริบตาเดียวก็เข้ามาใกล้ขอบเขตปลอดภัยของ ซางกวานเฉิน เผยเจตนาที่ชัดเจน ตั้งใจจะฝ่าพิชิตไปจนถึงตัวของศัตรู
เหล่าผู้ชมพลันสูดหายใจลึก แม้แต่ผู้เข้าร่วมประลองทั้งหมดยังมิอาจละสายตาหากให้กล่าวขวัญว่าผู้ใดเป็นม้ามืดในการประลอง เวลานี้นามของ ซางกวานเฉิน และลั่วชิงเหอ อาจมิได้เหมาะสมอีกต่อ แต่มันควรจะเป็น ซุน ผู้เยาว์ไร้สังกัดคนนี้เสียมากกว่า
“เจ้านั่นมันมีพลังถึงเพียงนี้เชียวหรือ!!” เกาทงหลิน เค้นเสียงผ่านร่องฟัน
ด้าน ไป๋หู่จิวหรง ยังคงเผยแววตาตื่นเต้นอย่างต่อเนื่องเมื่อมองมายังซุน ทุก ๆ ครั้งที่นางคิดว่าได้เห็นขอบเขตความสามารถสูงสุดของเด็กหนุ่มคนนี้แล้วไม่นานนัก ซุน ก็จะเผยขอบเขตที่กว้างออกไปอีกระดับขึ้นมา ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะสะท้านสะเทือน
เจี่ยโย่วเทียน เผยดวงตาที่แปลกประหลาดมากที่สุด... ในฐานะศิษย์ที่เป็นมือกระบี่อันดับ 1ของสำนักสายลมประจิม ไหนเลยที่มันจะจดจำเพลงกระบี่ของสำนักตนเองไม่ได้!! ทั้งพื้นฐาน ทั้งรูปแบบ แม้ว่า ซุนจะพยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ทว่าก็มิอาจปกปิดรากฐานดั้งเดิมได้...
“นี่เจ้าเป็นใครกันแน่นะ?!”
เฉียงตงฟาง ยังคงนิ่งขรึม ทว่าการจดจ้องไม่วางตาเช่นนี้ก็ถือเป็นการให้ความสนใจมากอย่างที่สุดสำหรับบุรุษเย็นชาผู้นี้แล้ว...ทั้งยังเอ่ยพึมพำกับตนเองเบา ๆ ในฐานะที่ตนเองก็เป็น ร่างสถิตสัตว์อสูรผู้หนึ่ง...
“แม้จะมองดูคล้ายคลึง แต่นั่นมิใช่พลังจากร่างสถิตแน่นอน...พลังนั่นคืออะไรกัน?!”
บนเวทีประลอง... ซางกวานเฉิน สัมผัสได้ถึงวิกฤตที่น่าหวาดหวั่นไม่คิดว่า ซุน จะสามารถเผยความแข็งแกร่งระดับนี้ออกมาได้ ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนที่ปกคลุมทั่วทั้งเวทีประลองสะท้านสั่นไหว พุ่งเข้าหา ซุน มากมายเพียงใด ก็ถูกกวาดทำลายพินาศแตกหัก อีกฝ่ายยังกระชับพื้นที่เข้ามาใกล้อย่างต่อเนื่อง
“นับว่าเจ้าแน่มาก แต่ผู้ชนะยังคงเป็นข้า!!” ซางกวานเฉิน แผดเสียงก้องดังก่อนที่จะทำการดึงเอากระบี่อีกเล่มออกมาจากแหวนมิติ!! นี่คือทักษะระดับเฉพาะอันเป็นไม้ตายสำหรับ ซางกวานเฉิน ที่คิดจะเก็บงำไว้ใช้ในรอบหน้าไม่คิดเลยว่าจะถูกกดดันให้รีบนำออกมาเช่นนี้
ซางกวานเฉิน เป็นหนึ่งในคนที่เลือกยุทธภัณฑ์ศาสตรา 2 ชิ้น ไม่เลือกเกราะป้องกันเพราะเชื่อมั่นในวิถีแห่งกระบี่ของตนเอง... กระบี่จากมือซ้ายและมือขวาก่อเกิดเป็นพลังอำนาจที่ทบทวี ความชำนาญเพลงกระบี่ของทั้งสองมือมิได้ยิ่งหย่อนกว่านั้น...
“วิถีแห่งกระบี่คู่ เลิศล้ำคลุมนภา!!”
ปราณกระบี่จากที่คณานับอยู่แล้วในก่อนหน้านี้ กลับเพิ่มความถี่และการเชื่อมโยงต่อเนื่องขึ้นอีกเป็นเท่าตัว!! จนสามารถต้านทานอำนาจฟาดฟันของ ซุน ได้อย่างทัดเทียม ไม่เพียงหยุดยั้งการก้าวมาด้านหน้าแต่ยังผลักดันให้ ซุน ต้องถอยร่นไปอีกขั้น โลหิตสายหนึ่งไหลออกมามุมปากของ ซุนลมปราณภายในร่างเกิดความปั่นป่วนถึงขีดสุด
“สมกับที่เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลาย ทั้งวิถีแห่งกระบี่ของเจ้าก็ยังยอดเยี่ยมไร้ที่ติ...ทว่าน่าเสียดาย ที่เจ้านั้นยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป!! วิถีแห่งกระบี่ เป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางก้าวเดินมิใช่เส้นทางทั้งหมดแห่งวิถียุทธ จงอย่าเอาวิถีแห่งกระบี่มาผูกรั้งการเติบโต
หากแลกมาด้วยชัยชนะ แม้จะต้องละทิ้งวิถีแห่งกระบี่ข้าก็พร้อมยินดี!!วิถีเป็นเพียงองค์ประกอบ หาใช่ทุกสิ่ง วิถีที่แข็งแกร่งที่สุดคือการไม่ยึดถือในวิถี... แต่ยึดถือในตนเอง!!”
ซุน ระเบิดพลังทั้งหมดอัดแน่นลงไปที่กระบี่พันชั่ง คำรามเสียงก้องดังก่อนจะรีดเค้นกล้ามเนื้อจนปูดบวมขว้างปากระบี่ที่หนักถึงหนึ่งพันชั่งนี้ ให้พุ่งทะยานออกไปเกิดเป็นเงาร่างพยัคฆ์กระโจม ที่ฝ่าทำลายทุกสรรพสิ่งเบื้องหน้า และเป้าหมายก็คือซางกวานเฉิน!!
“บัดซบ!! มือกระบี่ที่ละทิ้งกระบี่งั้นหรือ!!” ซางกวานเฉิน เผยสีหน้าตื่นตะลึงยิ่งยวดกระบี่หนักพันชั่งที่พุ่งเข้ามา ฝ่าทำลายทุกปราณกระบี่บัดนี้ห่างไกลเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นซางกวานเฉิน จึงจำเป็นต้องสลายเพลงกระบี่ทั้งหมด และยกกระบี่คู่ไขว้เป็นกากบาทตั้งรับโดยพลัน
ตูม!!
เสียงปะทะดังสะเทือนไปทั่วทิศ... แม้จะสามารถหยุดยั้งกระบี่พันชั่งที่ขว้างออกมาของซุน ไว้ได้ในชั่วอึดใจ แต่จากน้ำหนักมหาศาลก็ทำให้แขนทั้งสองข้างของ ซางกวานเฉินสั่นสะท้านอ่อนแรง ถึงกระนั้นดวงตากลับมีประกายแห่งชัยชนะแฝงเร้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมละทิ้งอาวุธ
ทว่า... เมื่อลดกระบี่ลงเงยหน้าขึ้นด้านบน กลับพบร่างของ ซุนที่อาภรณ์ขาดรุ่งริ่ง กระโจนสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าลอยตัวจากพื้นเกือบ10 จั้ง ดวงตาเหี้ยมเกรียมดุร้ายคล้ายสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง และในชั่วพริบตานั้นเองขวานศิลาขนาดใหญ่พลันปรากฏขึ้นในมือ ตวัดฟาดฟันลงมาจากที่สูง มองเห็นราวกับเป็นภูเขาขนาดย่อมที่กำลังถล่มลงสู่เบื้องล่าง
“บดทำลาย!!”
ใบหน้าของ ซางกวานเฉิน ขาวซีดไปโดยพลัน ยกมือที่อ่อนกำลังทั้งสองข้างตั้งกระบี่รับมือ... ทว่ากำลังแขนในเวลานี้อ่อนล้าเกินไป ผนวกกับการโจมตีจากน้ำหนักของขวานศิลาที่มากยิ่งกว่าน้ำหนักของกระบี่พันชั่งถึงเท่าตัวและยังเป็นการฟาดฟันลงมาจากที่สูง ไหนเลยที่จะสามารถรับมือได้
ตูม!!
กระบี่อักขระทั้งสองเล่ม กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ขวานศิลาที่ฟาดฟันลงมานั้นเฉียดปลายจมูกของ ซางกวานเฉิน ไปเพียงครึ่งชุ่น พลังมหาศาลจึงตกกระทบสู่เบื้องล่างทำลายพื้นเวทีประลองจนเกิดเป็นรอยแยกแผ่ขยายรัศมีออกไปราวกับใยแมงมุม โดยมีตำแหน่งฟาดฟันขวานศิลาเป็นศูนย์กลาง
ชัดเจนว่า ซุน เลือกที่จะไม่ทุบไปยังร่างของ ซางกวานเฉิน ตรง ๆแต่เลือกที่จะเล่นงานกระบี่สองเล่มในมือเพื่อทำการพิชิต วิถีกระบี่คู่ โจมตีไปยังความเชื่อมั่นทั้งหมดของชายหนุ่มผู้ยึดมั่นถือมั่นในวิถีแห่งกระบี่...
ซางกวานเฉิน ดวงตาเหม่อลอยขึ้นทันที เหลือบมองไปยังกระบี่ทั้งสองเล่มที่กระเด็นออกไปพร้อมกันหันมองมือสองข้างที่ด้านชาของตนนี้ ยามนี้ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะจับกระบี่ได้อีก...เงยหน้ามองมายัง ซุน ที่ยืนสง่าจับด้ามขวานอย่างองอาจกล้าหาญ...
ซางกวานเฉิน สูดลมหายใจลึก ริมฝีปากสั่นไหว ก่อนจะกล่าวแผ่วเบา...
“ข้ายอมแพ้...”
...................................................