“ซู่!”
ฉินลู่กระโดดขึ้นมาจากอ่างแช่ยา พร้อมกับไอความร้อนที่ระเหยออกมาทั่วร่าง
“ฮู้ว...”เขาพ่นไอพิษออกมายาวๆ หนึ่งที รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว
เพื่อเป็นการชดเชยการฝึกวิชาที่ขาดไปเมื่อสองวันก่อนคราวนี้ฉินลู่จึงฝึกเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตด้วยการท่องบทสวดโคจรจุลจักรวาลทั้งหมด 12 รอบด้วยกัน! ขืนฝึกต่ออีกนิดเดียวร่างกายคงถูกต้มจนสุกแล้ว
ฉินลู่รีบไปอาบน้ำเย็นจากนั้นก็กลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง อมหินหยกไว้ในปากและนอนหลับไป
ฉินลู่ตื่นขึ้นมาตอน 7โมงเช้าของอีกวัน รู้สึกว่าหินหยกในปากแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปหมดแล้วเขาคายมันออกมา พบว่าหินหยกที่ซุนอิงมอบให้เขาครั้งแรกตอนนี้ได้กลายเป็นเศษหินสีดำไปแล้ว
หลายวันมานี้หินหยกผ่านการใช้งานอย่างหนักทำให้ความสวยงามของหยกชั้นดีถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น
ฉินลู่ยืดตัวบิดขี้เกียจ เปลี่ยนเสื้อผ้าเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องครัว ก่อนออกจากบ้านไป
พอออกจากเขตชุมชนมาแล้ว ฉินลู่ก็เดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งตะโกนว่า “เถ้าแก่ เอาเหมือนเดิมที่หนึ่งครับ”
“ได้เลย โจ๊ก 4 ถ้วยกับซาลาเปา 8 ลูกเนอะ” เถ้าแก่ของร้านจำฉินลู่ได้จึงยิ้มพลางยกโจ๊กและซาลาเปามาเสิร์ฟ “ครั้งนี้นายห้ามจ่ายเงินเด็ดขาดเลยนะ!บอกแล้วไง ว่าถ้าเป็นนาย ฉันไม่คิดเงิน”
“ไม่คิดเงินไม่ได้หรอกครับ”ฉินลู่หัวเราะ “ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็กลายเป็นคนชอบกินฟรีสิ”
“กินฟรีก็ไม่เห็นเป็นไรนี่กับฉันน่ะ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะได้นายช่วยไว้เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งก่อน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะผ่านมันมาได้อย่างไร” เถ้าแก่พูดด้วยความจริงใจ
“ร่างกายคุณป้าดีขึ้นบ้างหรือยังครับ”ฉินลู่หยิบซาลาเปาขึ้นมากัดหนึ่งคำ พร้อมพูดถาม
“เฮ้อ ไม่ค่อยดีเลย” เถ้าแก่เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“อย่ากังวลไปเลยครับการแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้ามาก คุณป้าจะต้องไม่เป็นอะไรแน่” ฉินลู่พูดปลอบใจ
“ขอให้เป็นแบบนั้นนะ”
พอพูดจบ เถ้าแก่ก็กลับเข้าไปทำงานในห้องครัวต่อ
แต่สิ่งที่เถ้าแก่ไม่รู้ก็คือ มีเงิน 10 หยวนเพิ่มเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขาแล้ว
พอฉินลู่กินเสร็จเขาก็ออกไปเรียกรถที่ข้างทางเพื่อไปยังมหาวิทยาลัยหวาชิง
“เฮ้อ ต้องซื้อรถสักคันแล้วจริงๆเรียกรถแบบนี้ทุกวันไม่สะดวกเอาเสียเลย”
เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัยหวาชิงแล้วฉินลู่ก็เปิดประตูห้องพยาบาล พบว่าภายในห้องสะอาดสะอ้านและถูกจัดอย่างเป็นระเบียบรู้เลยว่าต้องเป็นฝีมือของเซี่ยหลิงแน่ๆ
ฉินลู่เปลี่ยนมาใส่เสื้อกาวน์จากนั้นก็ต้มน้ำจนเดือดและชงชา เขาดื่มลงไปหนึ่งอึก บ่นออกมาว่า “น้ำชาที่สถานีตำรวจรสชาติสู้น้ำชาของฉันไม่ได้เลย...”
ผ่านไป 10 กว่านาทีก็มีเสียงเท้าของคนเดินไวๆดังลอยมา เซี่ยหลิงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในห้อง พอเห็นฉินลู่อยู่ในห้องพยาบาลก็สะดุ้งจากนั้นเธอก็ยิ้มกลบเกลื่อนความเขินและพูดว่า “หมอฉินในที่สุดก็ทำใจกลับมาทำงานได้แล้วสินะ”
“ขอโทษด้วยพอดีเกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะ”
“ฉันได้ยินว่านายถูกจับข้อหาซื้อบริการเหรอ”เซี่ยหลิงพูดล้อฉินลู่
“อะแค่กๆ” ฉินลู่สำลักน้ำชาทันที“อย่าพูดไปเรื่อยสิ ฉันเป็นสุภาพบุรุษที่มีสมบัติผู้ดีนะ”
“เหอะๆ !” เซี่ยหลิงมองฉินลู่ด้วยสีหน้าที่เหมือนจะหัวเราะก็มิเชิงก่อนหยิบเสื้อกาวน์มาเปลี่ยนบ้าง
“หลายวันมานี้ยุ่งมากไหม” ฉินลู่ทำตัวไม่ถูกไปแป๊บนึง จากนั้นก็เริ่มหาประเด็นคุย
เซี่ยหลิงตอบอย่างไม่คิดอะไร “ไม่ค่อยยุ่งมากนะแต่คนเป็นโรคลมแดดกันเยอะ”
ฉินลู่พยักหน้า “ช่วงนี้ของทุกปีจะมีนักศึกษาเป็นโรคลมแดดกันเยอะมากทั้งที่อากาศข้างนอกร้อนขนาดนั้น ยังจะเล่นบาสเกตบอลกลางแดดจ้าอีก ไม่รู้จริงๆว่าพวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่”
“ปังๆๆ”
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกของห้องพยาบาลดังขึ้น
“เชิญครับ”
“แกร๊ก” เสียงเปิดประตูดังขึ้นหวังต้าเฉียงเดินเข้ามา “หมอเซี่ย พี่ฉินกลับมาแล้ว...หรือยัง”
ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคหวังต้าเฉียงก็เห็นฉินลู่แล้ว
ฉินลู่ที่กำลังยิ้มอยู่หุบยิ้มทันที
“พะ…พะ…พี่ฉิน พี่กลับมาแล้ว…”หวังต้าเฉียงที่สัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังจะมาเยือน จึงกระเถิบถอยหลังไปสองก้าว
“ต้องขอบคุณนายมากๆ เลยนะ” ฉินลู่ลุกขึ้นยืนและยิ้มอย่างชั่วร้ายพร้อมกับเดินเข้าไปหาหวังต้าเฉียงทีละก้าว “เพราะนายเลย เราไม่ได้เจอกันเกือบสองวันแล้วสินะ? มาๆๆเราออกไปคุยกันหน่อยดีกว่า”
หวังต้าเฉียงตกใจตัวสั่น “พะ…พี่ฉิน พี่ฟังผมอธิบายก่อนนะ ผมไม่ได้ตั้งใจทั้งหมดนี้เป็นเพราะ...”
หวังต้าเฉียงยังพูดไม่ทันจบก็ถูกฉินลู่ลากตัวออกไปแล้ว
“เซี่ยหลิงเธอเฝ้าห้องพยาบาลคนเดียวไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันมา” ฉินลู่ไม่วายพูดบอกเซี่ยหลิงจากนั้นก็ปิดประตูอย่างแน่นหนา
เซี่ยหลิงกรอกตาใส่หนึ่งทีจากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอยเจ็บปวดดังมาจากทางเดินด้านนอกพร้อมกับเสียงกำปั้นปะทะร่างกาย
“ผู้ชายนี่ใช้ไม่ได้เลยสักคนลั้ลลัลลา”
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงฉินลู่ที่รู้สึกสบายทั้งกายใจเดินกลับเข้าห้องพยาบาลมาเขาตบมือสองสามทีพร้อมพูดว่า “รู้สึกดีจังเลยโว้ย”
“ชำระแค้นใหญ่ได้แล้วสิ?” เซี่ยหลิงพูดแซว
ฉินลู่ยักไหล่เบาๆ ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกเขานั่งลงที่เดิมเมื่อกี้ หยิบนิยายจากลิ้นชักออกมาเล่มหนึ่ง แล้วเริ่มเปิดอ่าน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ราวกับพริบตาเดียวก็ถึงเวลาเที่ยงแล้ว
“ฉันจะออกไปกินข้าวให้ฉันซื้อกลับมาเผื่อเธอไหม” ฉินลู่วางหนังสือนิยายในมือลงก่อนลุกขึ้นยืนพูดกับเซี่ยหลิง
“นายจะออกไปกินนอกมหาวิทยาลัยเหรอ”
ฉินลู่พยักหน้า
เซี่ยหลิงเบ้ปาก “ฉันบอกนายหลายครั้งแล้วว่าฉันไม่กินอาหารนอกมหาวิทยาลัยเดี๋ยวฉันไปกินที่โรงอาหารเอง”
ฉินลู่ยักไหล่เบาๆ “งั้นก็ได้”
ทั้งสองเดินออกจากตึกใหญ่และกำลังจะเดินแยกกันกลับพบว่ามีนักศึกษามากมายพากันวิ่งไปในทิศทางเดียวกันด้วยท่าทางรีบร้อน
ฉินลู่กับเซี่ยหลิงมองหน้ากันด้วยความแปลกใจจากนั้นก็ดึงนักศึกษาคนนึงไว้และถามว่า “นักศึกษาพวกนายกำลังจะไปไหนกันเหรอ มีกิจกรรมอะไรหรือเปล่า หรือว่ามีดาราดังคนไหนมาที่มหาวิทยาลัยเรา”
นักศึกษาคนนั้นมองมาที่เสื้อกาวน์สีขาวของฉินลู่กับเซี่ยหลิงแล้วพูดว่า“กิจกรรมอะไรกันล่ะที่หอพักกำลังจะมีคนตาย!”
“กำลังจะมีคนตายเหรอ!” ฉินลู่ตกใจ รีบถามต่อ “ที่นายพูดหมายความว่าอย่างไร เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
“เรื่องเป็นอย่างไรผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจผมไปอ่านเจอในแพลตฟอร์มมหาวิทยาลัยมาน่ะ” พูดจบนักศึกษาคนนี้ก็วิ่งไปเลยเขาวิ่งไปด้วยหันกลับมาพูดกับฉินลู่และเซี่ยหลิงไปด้วยว่า “ถ้าอยากรู้ก็ตามผมไปดูด้วยกันสิครับ”
“ตกลง”
ฉินลู่พยักหน้าแล้ววิ่งตามหลังนักศึกษาคนนั้นไปทันที
“ฉินลู่!นายไม่กินข้าวแล้วเหรอ!”
“ชีวิตคนสำคัญที่สุดส่วนข้าวเดี๋ยวค่อยกินก็แล้วกัน”
เซี่ยหลิงลังเลอยู่ครู่นึงก่อนวิ่งตามพวกเขาไปด้วย
มหาวิทยาลัยหวาชิงมีพื้นที่กว้างใหญ่ตึกสอนตะวันออกอยู่ห่างกับหอพักมากฉินลู่กับเซี่ยหลิงกึ่งเดินกึ่งวิ่งอยู่นานเกือบ 10 นาทีกว่าจะมาถึง ณ ที่เกิดเหตุซึ่งก็คือหอพักหญิงนั่นเอง!
พอทั้งคู่วิ่งมาถึงที่ตรงหน้าตึกก็ถูกกั้นเอาไว้ด้วยแถบกั้นที่เกิดเหตุแล้วและที่นอกแถบกั้นนั้นก็มีนักศึกษาจำนวนมากกำลังยืนล้อมอยู่ทุกคนต่างถือโทรศัพท์เอาไว้ พากันถ่ายนู่นถ่ายนี่
ฉินลู่มองไปตามทิศทางกล้องโทรศัพท์ของทุกคน เห็นว่าบนดาดฟ้าของหอพักมีเด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งกำลังจับตัวนักศึกษาหญิงอีกคนเอาไว้และใช้ปลายแหลมของมีดจี้อยู่ที่คอของนักศึกษาหญิงคนนั้นด้วย