10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน

    บทที่ 39: ลาก่อน

            

            ภาพฝันของอเล็กซ์เริ่มต้นจากแสงสว่างจุดเล็ก  ๆ ท่ามกลางห้วงนิทราอันมืดมิด ก่อนที่จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สีสันและรายละเอียดค่อย ๆ ถูกเติมแต่งขึ้นประหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ที่บรรจงเชื่อมต่อเข้าเป็นรูปใหญ่ รู้ตัวอีกที รอบตัวอเล็กซ์ก็กลายเป็นบรรยากาศฉากหนึ่งที่เขาคุ้นเคยเสียแล้ว


            อเล็กซ์มองเห็นตัวเองในระยะห่างเพียงไม่กี่เมตร เป็นมุมมองบุคคลที่สามราวกับเขาเป็นจิตวิญญาณล่องหนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทว่าที่แตกต่างจากความฝันครั้งก่อน ๆ อย่างชัดเจนคือตัวเขาเติบโตขึ้น ดูเป็นวัยรุ่นเต็มตัว อายุประมาณสิบแปดปี 


            อีกหนึ่งความต่างที่เด่นชัดคือสถานที่ที่ไม่ใช่ในรั้วโรงเรียนเก่าของเขาแล้ว แต่เป็นห้องกว้างปิดทึบ ที่โดยรอบเต็มไปด้วยมอนิเตอร์ แผงควบคุม อุปกรณ์มากมายที่สื่อถึงความล้ำสมัย และที่เด่นตระหง่านที่สุดเห็นจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ สูงสามเมตร กว้างห้าเมตร ที่ขณะนี้กำลังฉายภาพคมชัดของสถานที่เวิ้งว้างแห่งหนึ่ง ผืนแผ่นดินสีส้มอมแดง สลับกับเนินหินน้อยใหญ่ ทอดไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งขณะนี้อเล็กซ์ในวัยสิบแปดที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ทรงผมยุ่งเหยิงไร้การจัดแต่ง และที่แขนยังไม่ไร้วี่แววรอยสัก กำลังใช้สายตาเพ่งสมาธิสำรวจอย่างแน่นิ่งไม่ไหวติง 


            ภาพที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอคือสถานที่แห่งหนึ่งบนดาวอังคารอย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นก็หมายความว่าความฝันครั้งนี้นำพาอเล็กซ์หวนคืนสู่อดีตช่วงที่เขาทำงานให้กับองค์การนาซ่า ในฐานะหัวหน้าทีมหุ่นยนต์เพื่อการสำรวจทรัพยากร สถานที่แห่งนี้คือห้องทำงานของเขา และวันนี้ก็คงเป็นวันทำงานธรรมดาวันหนึ่ง 


            “ห่างจาก Mont Mercou ทางตะวันออก 4.3 ไมล์ ตรวจพบความชื้นใต้ดินเกิน 65% มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีแหล่งน้ำ อย่างไรก็ดี ปริมาณแร่ธาตุซัลเฟตที่ปนเปื้อนก็ยังมีความเข้มข้นสูงเช่นกัน” ตัวอักษรรายงานเด้งขึ้นกลางจอ อเล็กซ์พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับทราบ แต่ขณะที่กำลังจะบันทึกข้อมูลดังกล่าวลงในตารางรายงานประจำวัน เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ ห่างไปไม่ไกลกลับดังขึ้นเสียก่อน


            ได้ยินดังนั้น อเล็กซ์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้น สืบเท้าไปทางต้นเสียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นดู และก็เป็นดังที่คาด ปลายสายที่โทรมาถูกบันทึกไว้ในชื่อ ‘แพรวา’ อเล็กซ์จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกรอบหนึ่ง ก่อนกดปิดเสียง วางลงตรงที่เดิม จากนั้นเดินจากมาโดยไม่ได้หันไปสนใจมันอีก แม้การสั่นจะยังคงดำเนินต่อเนื่องอีกหลายนาทีก็ตาม 


            สำหรับอเล็กซ์และแพรวา ปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ห้าแล้วที่พวกเขาคบหากัน และนับว่าเป็นขวบปีที่ยากยิ่งกว่าที่ผ่านมาทั้งหมด เนื่องจากอเล็กซ์ก็ยุ่งหัวหมุนกับบทบาทหน้าที่ในองค์การนาซ่า ภารกิจสำรวจดาวอังคารเพื่อสร้างถิ่นฐานมนุษยชาติแห่งใหม่กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ ฉะนั้นอย่าว่าแต่เวลาว่างพักผ่อน แค่ได้นอนเกินวันละสี่ชั่วโมง เขาก็นึกขอบคุณมากแล้ว


            แพรวาก็ไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก เข้าสู่ปีสุดท้ายของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยพร้อมเผชิญการสอบที่หนักหนาสาหัส เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่หญิงสาวเผชิญกับความเครียดมหาศาล พร้อมความกดดันที่ภาพอนาคตหลังจบการศึกษายังคงไม่ชัดเจน


            ด้วยสภาวะเช่นนี้ ประกอบกับสถานการณ์ความรักระยะไกล ทั้งคู่อยู่ห่างกันคนละซีกโลกโดยสิ้นเชิง เวลาต่างกันกว่าสิบสองชั่วโมง เรียกได้ว่าจะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยอุปสรรค ดังนั้นต่อให้รักกันมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ กระทบกระทั่งกัน ซึ่งอเล็กซ์กับแพรวาก็กำลังเผชิญปัญหาที่ว่าอยู่จริง ๆ 


            เมื่อฝ่ายหนึ่งอยากคุยด้วย อีกฝ่ายก็เหนื่อยเกินกว่าจะตอบโต้ สลับกันไปมาเช่นนี้ นานวันเข้าต่างฝ่ายต่างยิ่งเย็นชาใส่กันเรื่อย ๆ พร้อมความคิดน้อยใจว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจตน แต่ก็ไม่ยอมปริปากพูดมาออกมาตรง ๆ 



            



            ราวกับภาพในความฝันดับลงวูบหนึ่ง ก่อนจะสว่างขึ้นอีกครั้ง อเล็กซ์ที่เฝ้ามองตัวเองอยู่เห็นว่าฉากเหตุการณ์เปลี่ยนไป ตรงหน้าไม่ใช่ห้องทำงานอีกแล้ว แต่เป็นห้องนั่งเล่นขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง และด้วยเศษกระดาษที่ถูกฉีกแล้วขยำเป็นก้อนเกลื่อนเต็มพื้น อเล็กซ์รู้ได้ทันทีว่านี่คือห้องพักของเขาเอง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากองค์การนาซ่าไม่กี่ไมล์ โดยทุกเช้าเขาจะปั่นจักรยานคู่ใจไปทำงาน 


            อเล็กซ์วัยสิบแปดกำลังเอนตัวไปกับโซฟาหนังสีดำในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน สองมือจับโทรศัพท์มือถือ สองตาเพ่งหน้าจอเขม็ง สีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียดขณะมองข้อความที่ระบุว่า ‘มีสายที่ไม่ได้รับจากแพรว 7 สาย’  


            ชายหนุ่มสูดหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนถอนออกยาว จากนั้นจึงกดโทรกลับ หลายสิบวินาทีผ่านไป เสียงรอสายดังครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีท่าทีว่าปลายสายจะกดรับ แต่ชั่วครู่ก่อนที่อเล็กซ์จะถอดใจและกดวางสาย เสียงหญิงสาวที่เขาคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาเสียก่อน เป็นน้ำเสียงเย็นชาไร้ชีวิตชีวา แตกต่างจากแพรวายามปกติโดยสิ้นเชิง


            “ทำงานเสร็จแล้ว?” 


            ราวกับว่าความเย็นชาในถ้อยคำที่ได้ยินเป็นเรื่องปกติที่ชาชินไปเสียแล้ว อเล็กซ์เพียงตอบกลับห้วน ๆ ไปว่า “อืม เสร็จแล้ว เห็นโทรมาตั้งเจ็ดสาย มีอะไรหรือเปล่า?” 


            “เปล่าไม่มีอะไร ตอนแรกเป็นบ้าเรื่องสอบนี่แหละ เลยอยากโทรไปงอแงด้วยนิดหน่อย แต่ตอนนี้หายแล้ว” 


            “อืม ขอโทษด้วยนะ แต่วันนี้งานมันยุ่งมากจริง ๆ” 


            “ก็เห็นยุ่งทุกวันนั่นแหละ ไม่เป็นไร เราโอเคแล้วจริง ๆ” 


            ต่อให้เป็นเด็กน้อยไม่ประสีประสาก็สามารถรับรู้ได้ว่ามีหมู่มวลความขุ่นเคือง น้อยใจ เหนื่อยหน่าย ผสมปนเป ละลานเต็มทุกพื้นที่ในบทสนทนาเหล่านี้ ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าโอเคที่ทั้งคู่พยายามแสร้งเป็นเลยสักนิด


            “ตอนนี้ที่ไทยก็เกือบเที่ยงแล้วใช่ไหม เธอหาอะไรกินแล้วยัง เดี๋ยวก็เป็นลมเหมือนอาทิตย์ก่อนอีกหรอก”  อเล็กซ์พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย หวังว่าบรรยากาศในสายจะดีขึ้น ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายไม่แพ้กัน 


            “กินเรียบร้อยแล้ว เธอไม่ต้องห่วงหรอก เราเป็นเด็กดีตามที่เธอบอก ไม่ทำให้เธอเป็นห่วงอีกแล้วล่ะ”


            “อืม”


            ความเงียบงันเข้าปกคลุมบทสนทนาอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่ต่างฝ่ายต่างส่งให้แก่กัน ผ่านไปเกือบห้านาที อเล็กซ์อึดอัดเกินกว่าจะทนไหว ทว่าขณะที่กำลังจะพูดตัดบทเพื่อวางสาย แพรวาก็โพล่งตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน 


            “อเล็กซ์ เราว่าเรามีเรื่องจะบอก”


            อเล็กซ์นิ่งไปครู่หนึ่ง สมองไอคิวหนึ่งร้อยแปดสิบของเขาคาดเดาประโยคต่อไปของแพรวาได้ในพริบตา นึกภาวนาอย่าให้เป็นจริงเช่นนั้น ก่อนใจดีสู้เสือกลับไป


            “เรื่องอะไร?” 


            “เราว่าเราลองเลิกกันดูไหม เพื่อความสุขของพวกเราทั้งคู่” 


            การคาดเดาของเล็กซ์ไม่ผิดพลาด ทันใดนั้นชายหนุ่มรู้สึกจุกแน่นหน้าอก คล้ายหมู่มวลอารมณ์ก้อนใหญ่กำลังโหมกระหน่ำ จนเขาต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ราวกับว่าพยายามข่มมันให้กลับลงไป ก่อนพยายามปั้นเสียงให้ราบเรียบที่สุดตอบกลับไป


            “เห็นไหม สุดท้ายเธอก็หาข้ออ้างบอกเลิกเราจนได้” 


            “อเล็กซ์! เธอหยุดหลอกตัวเองได้ไหม มันไม่ใช่การหาข้ออ้างอะไรทั้งนั้นแหละ ช่วยดูความจริงด้วยว่าความสัมพันธ์เรามันไม่มีทางไปรอดแล้ว ต่างฝ่ายต่างทำงานวันละสิบสองชั่วโมง แถมเวลาก็ต่างกันสิบสองชั่วโมง มันจะไปรอดได้ยังไง ยอมรับความจริงหน่อย เรารู้ว่าเธอก็ไม่มีความสุขเหมือนกัน” 


            ราวกับประโยคของแพรวาเสียบแทงเข้ากลางใจ อเล็กซ์นิ่งเงียบไร้การโต้ตอบไปร่วมนาที ก่อนกลืนน้ำลายอีกเฮือก และพูดเสียงแผ่วว่า “แต่เธอเคยสัญญาว่าเราจะไม่เลิกกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”


            ประโยคของอเล็กซ์จบลงในจังหวะเดียวกับที่เสียงสะอื้นของอีกฝ่ายก่อตัวขึ้น แพรวาตอบกลับเสียงสั่นเครือว่า “ใช่อเล็กซ์ เราเคยสัญญาไว้แบบนั้น และเราก็ยังอยากให้มันเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เราผ่านมันไปไม่ไหวอีกแล้ว” 


            ความชื้นเริ่มปกคลุมม่านตาของเล็กซ์มากขึ้นทุกขณะ แต่ไม่ว่าอย่างไรชายหนุ่มก็พยายามอย่างที่สุดมิให้เสียงมีความสั่นเครือ


            “เราพยายามกันต่อไม่ได้แล้วใช่ไหม?” 


            “อเล็กซ์ เธอก็รู้ว่าถ้าเธอไม่ลาออกจากนาซ่าแล้วกลับมาอยู่ที่ไทย หรือให้เราย้ายไปอยู่อเมริกากับเธอ ต่อให้พยายามแค่ไหนมันก็ไม่เวิร์กหรอก แล้วเราก็ไม่อยากให้เธอลาออกด้วย เราเข้าใจว่าเธอมีภารกิจสำคัญต้องรับผิดชอบ แต่เราก็ทิ้งครอบครัว เพื่อน และความฝันที่นี่ไปอยู่กับเธอที่อเมริกาไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นเลิกกันคือทางที่ดีที่สุดแล้ว”


            รับฟังทุกถ้อยคำชัดเจน อเล็กซ์ตระหนักแจ่มแจ้งว่าแพรวาคิดทบทวนทุกอย่างมาดีแล้ว เป็นการตัดสินใจที่หนักแน่น ยากจะเปลี่ยนแปลง เขาจึงรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเหนี่ยวรั้งอีกต่อไป และเขาก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะทำแบบนั้นเช่นกัน 


            “โอเค งั้นเราเลิกกันก็ได้”


            ต่างฝ่ายต่างเงียบ แม้มีถ้อยคำมากมายจุกอกอยู่ภายใน แต่กลับไม่มีใครอยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา ปล่อยให้เสียงลมหายใจดังปนเสียงสะอื้นเล็กน้อยดังสลับกันอยู่หลายนาที ก่อนที่จะเป็นอเล็กซ์โพล่งขึ้นทำลายความเงียบ 


            “จบแค่นี้แล้วใช่ไหม?” 


            ราวกับประโยคนี้ที่อเล็กซ์กล่าวเป็นกุญแจที่ไขเปิดประตูทำนบน้ำตาของแพรวา หญิงสาวสะอื้นออกมาอย่างสุดเสียง ไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป 


            “อเล็กซ์ เรารักเธอนะ รักเธอมาก ๆ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะ เพราะมีเธอเราถึงได้เติบโตมาเป็นอย่างดี” 


            “เราก็รักเธอมากเหมือนกันนะ ไม่ว่าเมื่อไรเธอก็จะยังเป็นความอบอุ่นของเราเสมอ เธอทำให้เราเป็นคนที่ดีแบบที่เราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นได้เลย ขอบคุณมาก ๆ เลยนะ” แม้จะยังพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกให้มิดชิดที่สุด แต่เสียงอเล็กซ์ก็สั่นเครือไม่น้อยขณะกล่าวออกไป


            “อื้อ งั้นเราวางสายก่อนนะ เป็นเด็กดีล่ะ รักษาสุขภาพด้วย ถ้าบังเอิญเจอกันก็ไม่ต้องหลบหน้า เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้เสมอ” 


            “อืม ขอให้โชคดีในทุก ๆ อย่างนะ ลาก่อน” 


            แล้วสายก็ตัดไป เหลือไว้เพียงความเงียบสงัด กับชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลาหลายนาที สีหน้าแลดูเลื่อนลอย หากสำรวจลงลึกไปในจิตใจจะพบกับความว่างเปล่า ราวกับว่าจิตใจเป็นขยะอวกาศชิ้นหนึ่ง ที่ลอยเคว้งคว้างกลางห้วงอวกาศกว้างใหญ่อย่างไร้จุดหมาย 


            ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ร่างที่ดูไร้จิตวิญญาณของเล็กซ์พลันลุกพรวดขึ้นจากโซฟา เดินไปที่เคาน์เตอร์ในห้องครัว เปิดฝาขวดวิสกี้ออก อเล็กซ์ในวัยสิบแปดยังไม่ใช่นักดื่มตัวยงเหมือนในวัยยี่สิบสี่ ทุกครั้งที่พยายามดื่มเพื่อเข้าสังคมก็รู้สึกว่าช่างเป็นเครื่องดื่มที่ขม ไม่อร่อยเอาเสียเลย วิสกี้ขวดนี้ก็เป็นของฝากจากเพื่อนร่วมงานที่เขาวางทิ้งไว้นานแล้ว ไม่เคยสนใจที่จะเปิดดื่ม


            น้ำสีอำพันเคลื่อนที่จากปากลงสู่ลำคอ และด่ำดิ่งสูท้อง โดยทิ้งความแสบร้อนไว้ตลอดทาง อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ด้วยเหตุใด ครั้งนี้อเล็กซ์กลับรู้สึกว่าวิสกี้รสชาติหวานจับใจ ประโยคเชย ๆ ที่คนชอบพูดกันว่า ‘รสชาติชีวิตขมเสียยิ่งกว่าเหล้า’ อเล็กซ์เพิ่งเข้าใจในวันนี้ 


            ยิ่งซดยิ่งหวาน ภายในไม่ถึงชั่วโมงวิสกี้ก็พร่องไปเกินครึ่งขวด สติสัมปชัญญะของชายหนุ่มเริ่มกระเด้งกระดอนราวลูกบอลที่ถูกเตะไปมา ร่างค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น หลังพิงเคาน์เตอร์ จากนั้นราวกับประตูที่สะกดอารมณ์มาโดยตลอดก็พังทลายลง อเล็กซ์ร้องไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง สองมือกวาดแกว่งในอากาศ ชกตู้ชกพื้นจนเลือดแดงสดไหลรินออกมา 


            ภาพเหตุการณ์นี้ชวนให้อเล็กซ์อีกคนหนึ่งซึ่งเฝ้ามองอยู่เห็นแล้วรู้สึกใจสลายไม่น้อย เขายังจำความรู้สึกที่ต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี วินาทีนั้นต่อให้โลกแตกสลายไปตรงหน้า เขาก็ไม่สนใจสักนิดน้อย เพราะถ้าไร้ซึ่งแสงสว่างแห่งชีวิต จะอะไรก็ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว


    คล้ายกับเรื่อง10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน ที่คุณอ่าน