มิสซิสเลอบลังฃ์พูดจบก็กระเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจในตัวเอง
“ขอโทษนะ ที่จริงฉันไม่ได้ตั้งใจเล่าเื่ประวัติศาสตร์ให้คุณฟังหรอก เดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อนที่จะได้เห็นห้อง...ตามฉันมาทางนี้ค่ะ”
“โอ...ขอรับรองได้เลยค่ะ ว่าที่คุณนายเล่ามาทั้งหมด ฉันไม่ได้เบื่อที่จะฟังเลย ยังมีอะไรอีกตั้งมากมายที่ฉันควรจะต้องเรียนรู้”
โจลี่พูดยิ้มๆ ดวงตากลมโตแวววาวขึ้นด้วยความพอใจ
“จากเื่ย่อๆ ที่คุณนายเล่ามานี่ ฉันก็เริ่มรู้สึกสนใจมากขึ้นแล้วละค่ะ”
“ฉันก็หวังว่าจะเป็อย่างนั้นนะ”
สตรีวัยกลางคนร่างท้วมเดินนำเข้าไปในห้องโถงกลางของชั้นบน ซึ่งมีขนาดกว้างพอๆ กับห้องชั้นล่าง
“ห้องน้ำอยู่ปลายห้องโถงนี่นะคะ แล้วนี่ก็เป็ห้องส่วนตัวของคุณ”
เมื่อเปิดประตูให้แล้ว มิสซิสเลอบลังฃ์ก็ก้าวเลี่ยงเพื่อให้โจลี่ได้เดินเข้าไปในห้องนั้นก่อน
“โอ้โฮ...ห้องนี้ใหญ่มากทีเดียวค่ะ”
โจลี่ไม่รู้ว่าเธอควรจะพูดอย่างไร เพื่อที่จะอธิบายให้คุณนาย เลอบลังฃ์ได้ทราบว่า ที่จริงแล้วเธอ้าห้องพักที่มีขนาดเพียงแค่ครึ่งของห้องนี้เท่านั้น หน้าต่างบานใหญ่มากสองบานสูงั้แ่พื้นห้องจรดเพดาน ตรงมุมหนึ่งใกล้หน้าต่าง มีโต๊ะตัวเล็กกับเก้าอี้นวมตั้งเรียงกันอยู่ คล้ายกับจะจัดขึ้นเป็ส่วนที่ใช้รับแขกส่วนตัว
นอกจากนั้นยังมีเตียงเดี่ยวกับโต๊ะเครื่องแป้งที่ทำด้วยไม้เมเปิลขนาดใหญ่และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ตั้งอยู่ทั่วทั้งห้อง บนพื้นปูด้วยพรมสั้นสีต่างๆ ซึ่งแข่งสีอยู่บนพื้นไม้ที่ลงน้ำมันขัดไว้เป็เงางาม บนเตียงก็คลุมด้วยผ้าดอกลายพิมพ์สีสันสดใส บอกให้รู้ถึงความเป็คนช่างแต่งห้องของเ้าของบ้าน
“นี่เป็ห้องของลูกสาวคนโตฉันเอง แต่เดี๋ยวนี้เข้าแต่งงานไปแล้ว”
มิสซิสเลอบลังฃ์อธิบาย
“ห้องนี้กว้างขวางพอที่คุณจะใช้ทำกิจกรรมส่วนตัวได้ โดยไม่ต้องขดตัวอยู่แต่ในห้องเล็กๆ”
“คุณนายมีลูกหลายคนหรือคะ?”
โจลี่เอ่ยถาม ขณะเดินไปเปิดประตูที่ซ่อนอยู่ด้านหลังและมองเห็นว่าภายในเป็ตู้เสื้อผ้าแบบติดผนัง ซึ่งเพิ่มความพอใจให้กับเธอมาก
“ห้าคนค่ะ ลูกสาวสองคนแรกแต่งงานไปแล้ว ส่วนคลอดีนยังอยู่กับเรา แล้วก็ยังมีน้องสาวของเขาอีกคนชื่อมิชเชล คนนี้เป็ครู สอนอยู่โรงเรียนใกล้ๆ นี่แหละ กายก็คือลูกชายคนสุดท้องของเรายังไงล่ะ”
“เขาว่ากันว่า ลูกคนสุดท้องมักได้รับการตามใจจนเสียเด็กละครับ”
กายซึ่งยื่นหน้าเข้ามาในห้องพูดแกมหัวเราะ
“ผมเข้าไปได้หรือยังครับนี่ ผมไม่อยากขัดคอเวลาที่แม่ยกย่องชมเชยผมให้คุณโจลี่ สมิทฟัง”
“อย่างน้อยเขาก็ยอมรับละว่าเขามันเสียเด็กไปแล้ว”
มิสซิสเลอบลังฃ์หลิ่วตาให้โจลี่ ฝ่ามืออูมๆ กวักเรียกลูกชายให้เข้ามาในห้อง
“เอากระเป๋าเดินทางเข้ามาสิกาย แขกของเราจะได้จัดเสื้อผ้าเข้าที่”
เขายกกระเป๋าเดินทางเข้ามาวางไว้ให้ข้างเตียง แต่ขณะเดียวกัน ดวงตาคู่สีเข้มก็จ้องมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง ซึ่งโจลี่รู้ดีว่าเขามีเจตนาที่จะทำให้เธอต้องรู้สึกระทึกใจด้วยเสน่ห์ทีเขาใช้เป็อาวุธ แต่ปรากฏว่าหัวใจของเธอยังคงเต้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ กายทำท่าถอนใจราวกับไม่เต็มใจจะออกจากห้อง แต่ก็ยืนยันเป็มั่นเหมาะว่า เขาจะลงไปรอเธออยู่ข้างล่าง
ทันทีที่กายลับตาไป มิสซิสเลอบลังฃ์ก็หันมาหัวเราะกับโจลี่
“ลูกชายฉันน่ะเขาเป็นักรัก เอาละ...ฉันจะปล่อยให้คุณจัดเก็บเสื้อผ้าเสียก่อน เราจะทานอาหารกลางวันกันเป็เครื่องเย็นตอนบ่ายโมงตรง ห้องทานอาหารอยู่ชั้นล่าง พอลงบันไดไปแล้วจะอยู่ตรงประตูที่สองขวามือนะคะ”
“คุณไม่ได้ทำงานหรอกหรือคะ กาย?” โจลี่ถาม
“มันเป็อาชกรรมไหม ถ้าผมจะไม่ทำงาน?” เขากลับย้อนถามล้อๆ จับเธอหนีบไว้ใต้ท้องแขนแน่นกระชับขณะเดินไปตามบาทวิถีด้วยกัน
“ไม่หรอก เพียงแต่รู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์”
โจลี่ตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
“แล้วมันทำให้คุณรู้สึกผิดหวังหรือเปล่า ที่ผมไม่ได้มีอาชีพอะไรเป็หลักเป็ฐาน?”
“เอ๊ะ...ทำไมฉันจะต้องรู้สึกผิดหวังด้วยล่ะ?”
“ก็เพราะว่า จากที่ผมฟังคุณเล่ามา มันก็ทำให้ผมรู้ได้ว่า คุณมาจากครอบครัวที่ทุกคนต่างทำงานกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น คนเกียจคร้านก็ควรจะต้องพิจารณาให้ดีว่า ตัวเองจะได้รับการยอมรับนับถือจากคุณบ้างหรือเปล่า...เอาละ...ในเมื่อผมไม่้าให้คุณไร้เมตตากับผมถึงขนาดนั้น ผมก็จะขอสารภาพว่า ปัจจุบันนี้ผมเป็สมุห์บัญชีให้กับบริษัทเล็กๆ ของตัวเอง ที่มีอยู่กับเขาบริษัทหนึ่ง พอใจหรือยัง?”
โจลี่รู้ดีว่าตัวเองได้แสดงความแปลกใจออกมาให้เขาเห็นอย่างชัดเจน แต่เธอก็ไม่อาจปิดบังความรู้สึกนั้นไว้ได้ ที่จริงแล้ว กาย เลอบลังฃ์ ในสายตาของเธอ ไม่ใช่ผู้ชายที่มีบุคลิกจะเป็สมุห์บัญชีได้เลย ท่าทางเขาน่าจะเป็เซลล์แมนมากกว่า
“แหม...ไอ้สีหน้าไม่เชื่อของคุณนี่ มันทำให้ผมรู้สึกเสียศักดิ์ศรีชะมัดเลย”
แววตาเขาเครียดขรึม ราวกับรู้สึกน้อยใจขึ้นมาจริงๆ
“อันที่จริงมันก็สมเหตุสมผลอยู่หรอก ผมเป็นายตัวเอง ไม่มีใครมาคอยบังคับบัญชา ว่าจะต้องทำงานเมื่อไรหรือหยุดเมื่อไร นอกจากผมจะสั่งตัวเองเท่านั้น บางที...มันก็ดูเหมือนผมไม่ได้ทำอะไรเลย แต่บางครั้งก็แทบไม่มีเวลาว่างเลยเหมือนกัน ซึ่งก็ตอน่เวลาที่ผมไม่มีอะไรทำนี่แหละ ที่ผมสามารถจะพาพวกสาวๆ สวยๆ เที่ยวชมเมือง พาไปดูสถานที่ที่น่าสนใจต่างๆ ซึ่งมันสะดวกมากทีเดียว คุณว่าไหมล่ะ?”
“ฉันคิดว่าคุณพยายามวาดภาพตัวเองให้ดูเป็หนุ่มเ้าสำราญมากกว่าที่คุณเป็อยู่จริงๆ มากกว่า”
โจลี่มองหน้าเขา รอยยิ้มอย่างรู้ทันฉาบอยู่บนเรียวปาก ลักยิ้มกดลึกลงสองข้างแก้ม
“อ้าว...ก็ผู้หญิงมักจะชอบผู้ชายลักษณะที่ว่านั่นนี่นา...เ้าสำราญนิดๆ เสเพลหน่อยๆ ...มันคล้ายกับได้ลองลิ้มชิมรสผลไม้ต้องห้าม แล้วก็อีกอย่างหนึ่งนะ ผู้หญิงน่ะเป็เพศที่ชอบจะจัดการปรับปรุงแก้ไขนิสัยผู้ชายอยู่ทุกขณะที่สามารถทำได้ พวกเธอจะมีความสุขมากถ้าได้ดัดนิสัยผม...เพราะกลัวว่าผมจะออกนอกลู่นอกทาง...”
กายหลิ่วตาให้
“แต่ว่านั่นมันก็เป็ธรรมชาติของผมอยู่แล้วละ”
“แต่ก็คงมีอยู่หลายคนหรอกนะคะที่พอจะเอาตัวรอดปลอดภัยจากคุณได้”
โจลี่ว่า
“สำหรับตอนนี้ละก็ใช่...”
เขาปล่อยมือเธอลง
“ผมมีความรู้สึกว่าคุณอาจทำได้นะ”
“ฉันน่ะหรือคะ?”
โจลี่หัวเราะออกมาเบาๆ “เพราะอะไรล่ะ?”
“ก็เพราะว่า...คุณสามารถทำให้ผู้ชายคิดอยากเปลี่ยนนิสัยตัวเองเสียใหม่น่ะสิ”
แววในดวงตาเคร่งขรึมบอกความจริงจังในคำพูดที่เอ่ยออกมา
“ตลอดเวลายี่สิบเอ็ดปีที่ฉันมองภาพตัวเองในกระจกเงา ฉันก็พอรู้หรอกค่ะว่าตัวเองไม่ได้มีความสวยมากพอที่จะทำให้ผู้ชายถึงกับเหลียวหลังกลับมามองได้”
โจลี่พูดยิ้มๆ
“เพราะฉะนั้น คำที่คุณมายอฉันอยู่เวลานี้มันไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอกค่ะ คุณกาย เลอบลังฃ์”
“เปล่า นี่ผมพูดความจริงนะ ถ้าคุณไปนั่งรวมอยู่ในหมู่ผู้หญิงสวยที่สุดในโลกทั้งหลายนั้น คนที่ผู้ชายจะจำหน้าได้ก็คือคุณนั่นเอง เพราะคุณทำให้เขารู้สึกถึงความมีชีวิตจิตใจได้ มันอาจจะดูเป็สิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่...ผมยอมรับ...แต่มันก็เป็วิธีเดียวที่จะอธิบาย ถึงส่วนผสมระหว่างใบหน้าตกกระแบบเด็กผู้ชาย ลักยิ้มสองข้างแกมกับดวงตาอ่อนหวานสีน้ำตาล ผู้ชายจะต้องคิดหนักเชียวละเมื่อเขาเห็นคุณเข้า”
กายพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แต่ก็เป็ผู้หญิงประเภทที่คุณจะแค่พาไปรู้จักกับแม่เท่านั้น”
โจลี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ขณะเดียวกันก็ออกจะปลื้มกับคำพูดอย่างสุจริตใจของเขา แต่ก็เช่นเดียวกับผู้หญิงทั้งหลายในโลก ที่อยากจะให้ตัวเองมีความงามแบบที่จะทำให้ผู้ชายบังเกิดความระทึกใจขึ้นมาหรือหัวหมุนเมื่อคิดเลยไปถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากการที่จะต้องพบกับคำว่า “แม่”
“อันที่จริงคุณควรจะพูดว่า คุณเป็ผู้หญิงประเภทที่ผู้ชายทุกคนภาคภูมิใจ ที่จะพาไปแนะนำให้รู้จักกับแม่มากกว่า”
กายกล่าวแก้คำพูดของเธอ
“ฉันคิดว่าคุณจะต้องพบกับความไม่พอใจที่ขาดคู่แข่งมากกว่า”
ขณะนี้ การสนทนาดูจะกลายเป็เื่ส่วนตัว ซึ่งสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมให้เกิดขึ้นมากกว่าโจลี่้าเสียแล้ว เธอเตือนตัวเองว่า ควรเปลี่ยนเื่พูดได้แล้ว
“อ๋อ...ผมต้องมีคู่แข่งแน่ แล้วก็เป็คู่แข่งที่น่ากลัวเสียด้วยสิ”
เขาสูดลมหายใจลึกเมื่อกล่าวคำพูดนั้นออกมา
“ถ้าเช่นนั้น ฉันก็ควรจะได้พบเขาเสียหน่อย จะได้รู้ว่าที่คุณพูดมีความจริงแค่ไหน”
โจลี่ยั่วเย้า
“ว่าแต่...เขาชื่ออะไรล่ะ?”
“โอ...ไม่...ไม่...คุณจะไม่มีวันรู้ชื่อเขาจากปากผมหรอก”
กายพูดเสียงเบา
“ยิ่งกว่านั้นเขาก็แก่มากแล้ว มีประสบการณ์เหนือคุณไม่รู้กี่ชั้น คุณอยู่กับผมรับรองว่าปลอดภัยกว่า”
“เอ๊ะ...แล้วทำไมคุณถึงต้องยอมรับเขาขนาดนั้นล่ะ?”
“คือ...ผมกำลังคิดไปถึงพี่สาวผมคนหนึ่ง ที่แทบจะตราเครื่องหมายไว้บนตัวเขาได้เลยว่า จะไม่มีใครอื่นบังอาจมาแย่งสมบัติชิ้นนี้ของเธอไปได้...นั่นประการหนึ่งละนะ...อีกประการหนึ่งก็คือ ผมไม่คิดว่า...เขาจะปล่อยให้ความเป็คนไร้เดียงสาของคุณผ่านเขาไปง่ายๆ ดังนั้น คุณโปรดระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน”
กายพูดด้วยสีหน้าและท่าทางที่ยืนยันว่า คำพูดของเขาจะต้องเป็ความจริง