หลังจากการประลอง 5 วันได้ผ่านไป ท่านเ้าเมืองก็จัดงานเลี้ยงมอบรางวันขึ้น ที่จวนของเ้าเมือง ยามนี้ เล้งปวยที่ไม่อยากจะเป็จุดเด่นมากไปกว่านี้ จึงขอไม่ไปร่วมโดยอ้างว่าตนยังไม่หายเป็ปกติดี และต้องรักษาตัวต่อเนื่อง
ท่านผู้นำจึงให้จวงจั่นเป็ตัวแทนเข้ารับรางวัลมาให้เขา เป็ศิลาเพิ่มพลังปราณและตำราทักษะกระบี่ชั้นระดับกลาง
เขากังวลว่าตอนนี้ตนยังอ่อนแอเกินไปความหวังในอันที่จะได้ล้างแค้นนั้นไกลเกินไป เขาต้องรีบแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด ดังนั้นใน่5 วันมานี้จึงได้แต่เข้านั่งบ่มเพาะฟื้นฟูตนเอง
ในราวๆวันที่ 5 ของการบ่มเพาะนี้เอง พลันพบว่าสมาธิจิตของตนมีพลังที่สมบูรณ์กร้าวแกร่งขึ้นมาอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนสามารถกำหนดให้เข้าออกไปมาระหว่างห้วงจิติญญาที่อยู่ใต้สำนึกกับห้วงแห่งสามัญสำนึกได้
ดังนั้นในขณะที่ยังอยู่ในญาณ จึงคิดอยากลองเข้าไปสำรวจภายในห้วงแห่งิญญาลองดูเป็ครั้งแรก ซึ่งเพียงคิดเท่านั้นตัวตนถึงกับเบาหวิว ดวงจิตพลันปลิวละล่องเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งทันที
เป็ที่ที่แปลกตาเป็ที่สุด คล้ายดั่งเป็สวนพฤกษชาดที่ดาดาษโปรยปรายไปด้วยดอกแห่งพฤกษานานาพันธุ์ คล้ายมีแสงตะวันแต่เป็แสงสีขาวที่ไม่ร้อน
มีหมู่มวลวิหค์ร่ำร้องเริงร่าไปตามมวลหมู่แห่งพฤกษชาดมากมาย ไม่รู้สึกหิวไม่รู้สึกอิ่ม ไม่รู้สึกร้อน ไม่รู้สึกหนาว
เล้งปวยเดินเอื่อยๆไปตามทางสีขาวราวหิมะแต่ไม่ได้รู้สึกหนาวเย็นอย่างใดเลย ฉับพลันนั้นคล้ายดังมีเงาร่างจางๆสายหนึ่งที่โรยตัวลงมาจากยอดไม้ ไม่สิน่าจะต้องบอกว่าจากฟากฟ้ามากกว่า
พอมาถึงในระยะใกล้ๆเขาจึงได้ทราบว่าผู้มาเป็สตรีนางหนึ่ง นางเป็สตรี สตรีที่งดงามมาก นางงดงามในหมู่ของผู้งดงาม งามจนวิจิตพิศดาร ไม่คล้ายมนุษย์ ไม่คล้ายนางฟ้า…
“เด็กน้อยไฉนเป็เ้าละ” นางพลันทักทายคล้ายรู้จักเล้งปวยด้วยเสียงที่คุ้นหูยิ่ง
“เ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน” นางถามอีกครั้งอย่างแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าคล้ายกำลังงุนงง แล้วเล้งปวยพลันตาเบิกโพลงเมื่อจำเสียงได้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็ใคร
“ป ะ ปะ เป็ เป็เ้า หรือแม่นางหลิ…หลิน ซี” มันแทบจะพูดไม่ออก
“ฮ้าย…!!! ย่อมเป็เรา ดูเ้าสิ มองเหมือนคนที่ไม่เคยมองมาชั่วชีวิตแนะ”
นางพูดจนเขารู้สึกประหม่าขึ้นมา ที่ตนเผลอมองนางซะขนาดนั้น
“เ้าอยู่ในนี้มาตลอดเลยหรือ” พลันถามขึ้นมาโดยที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ข้าก็อยู่ที่นี่แหละ และโน่นก็คือสุสานในนิมิตที่มีทุกอย่างแต่เหมือนไม่มีสักอย่าง”
“งั้นเ้าก็เหงาแย่สิอยู่คนเดียว”
“ตอนที่อยู่กับท่านปู่นั้นข้าเหงายิ่งกว่า เพราะติดอยู่ที่สุสานอย่างเดียวไม่เคยไปไหนเลย แต่ตอนนี้ไม่เหงาแล้วเพราะมีเ้าอยู่ด้วย” หน้านางพลันแดงขึ้นมา
“ข้าหมายถึงยังมีเ้าพอได้พูดคุยและพาไปไหนมาไหนได้”
“ข้ายังไม่ได้ขอบคุณเ้าเลยที่เ้าช่วยให้ข้าปราบเ้าตัวอำมหิตนั่นลงได้ แต่มิคาดว่ามันจะกลายเป็การบั่นทอนพลังปราณของข้าลงไปมาก นี่ขนาดที่โอสถระดับ3 ก็แค่เพียงทำให้พลังฟื้นฟูกลับมาได้เท่าเดิมแค่นั้น”
นางเคยบอกว่าเขาต้องฝึกให้ถึงขั้นแก่นแท้ระดับปลายๆก่อนจึงจะสามารถเรียนรู้คัมภีร์อักขระนั่นได้
“แล้วเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายมิติหละเ้าสอนข้าตอนนี้ได้หรือไม่ มันจำเป็ในการช่วยหลบหลีกศัตรูได้มากเลย”
“ได้สิ เช่นนั้นเ้าตามข้ามา”
นางนำเขาไปยังเก๋งศิลาหลังหนึ่ง แล้วเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายมิติให้เขา ซึ่งเพียงชั่วนำ้เดือดสำหรับอัจฉริยะอย่างเขาก็เรียนรู้ได้อย่างแตกฉานมาได้แล้ว
“ขอบคุณเ้ามากนะหลินซี ครานี้คงช่วยข้าได้มากโขทีเดียว”
“อืม !! ทำไงได้ละ ข้าช่วยเ้าก็เหมือนช่วยข้าเอง ถ้าไม่ช่วยเ้าข้าก็จะพลอยซวยไปด้วยนิ”
ฟังจากเสียงที่นางพูดนั้นดูร่าเริงขึ้นมากว่าก่อนๆน้ีอย่างชัดเจน
เห็นดังนั้นเขาจึงตัดสินใจอยู่เป็เพื่อนคุยกับนางจนถึงตอนเย็น
“หลินซี ข้าต้องออกไปด้านนอกก่อนนะ ไว้มีเวลาเมื่อไหร่ข้าจะมาหาบ่อยๆ”
แล้วจึงได้ถอนจิตออกจากห้วงิญญามาแล้วบ่มเพาะพลังปราณต่อไป การเข้าร่วมการประลองครั้งนี้มีประโยชน์ต่อการผลัดเปลี่ยนกระดูกกล้ามเนื้อให้เขาไม่น้อย จนเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฐานแห่งพลังปราณของเขา จนมากพอที่จะทำการขยายขอบเขตทะเลแห่งพลังปราณได้อีก
ดังนั้นเขาได้ตัดสินใจลองเสี่ยงใช้โอสถระดับ6 ในการบ่มเพาะพลังทันที
ภายในห้องฝึกฝนพลังของเขา เขาหยิบเอาเม็ดโอสถระดับ6 ขึ้นมาหนึ่งเม็ดแล้วรีบกลืนมันลงไป
เพียงชั่วครู่พลังปราณอันมหาศาลที่ล้นทะลักออกมานอกขอบเขตมายมายนั้นเผาผลาญร่างของเขาจนเริ่มมีสีแดงๆปรากฏมาแล้วค่อยๆเข้มขึ้นๆจนเรืองแสงสีแดงออกมาทั่วทั้งร่าง
“ดูเมือนว่าเขาจะไม่สามารถควบคุมมันได้จริงๆสินะ” จนหลินซีที่เฝ้าดูอยู่นั้น เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมาไม่น้อย จนต้องหาทางช่วย
ขณะที่สภาวะร่างกายของเล้งปวยจะเข้าใกล้ถึงจุดะเิในเพียงเสี้ยวของวินาทีนั้น พลันปรากฏมีอักขระสีทองอันอร่ามเรียงเป็แถวเลื้อยออกมาจากห้วงิญญา หมุนวนไปรอบๆร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ชั่วครู่ค่อยๆช้าลงแล้วหายวับไป
“เ้ารีบชักนำให้พลังปราณหมุนเวียนกระจายออกด่วนที่สุด” เสียงของหลินซีดังขึ้นมา
เล้งปวยเรียกสติกลับมารีบชักนำพลังปราณให้กระจายไปทั่วร่าง การโคจรของพลังปราณคราวนี้ กลับลื่นไหลทะลุทะลวง อย่างเชี่ยวกรากไม่มีสะดุจ ไร้อาการเ็ปใดๆ
ทั้งนี้ย่อมเกิดจากการที่ ก่อนหน้านี้ที่คลื่นความร้อนอันสุดขีดเกือบจะเผาร่างเขานั้น พอดีเป็การได้เผาพอกระตุ้นให้ กระดูก ิั รวมทั้งกล้ามเนื้อของเขาได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านอย่างพอดีที่สุด จนได้กายาที่แข็งแกร่งราวเหล็กไหลแทน
การก่อเกิดของขอบข่ายทะเลปราณครั้งใหญ่ ที่ห่อหุ้มด้วยโครงสร้างแห่งกระดูก เส้นเอ็นและเนื้อหนังที่แข็งแกร่งปานเหล็กไหลย่อมนำมาซึ่งการรองรับพลังที่มหาศาลจากโอสถระดับ 6 ได้ทั้งหมด อย่างสบายๆ
ยามนี้คลื่นพลังอันรุนแรงได้ไหลอย่างเชี่ยวกรากทะลุทะลวงไปมารอบแล้วรอบเล่าจนไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปเท่าใด โดยไม่มีการหยุดยั้งลงเลยจนกระทั่งมีเสียงด้งอย่างรุนแรงเกิดขึ้น
ตูม !!! เลื่อนสู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณ ระดับที่ 1
ตูม !!! เลื่อนสู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณ ระดับที่ 2
ตูม !!! เลื่อนสู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณ ระดับที่ 3
ตูม !!! เลื่อนสู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณ ระดับที่ 4
ตูม !!! เลื่อนสู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณ ระดับที่ 5
ตูม !!! เลื่อนสู่ขั้นแก่นแท้ลมปราณ ระดับที่ 6
เล้งปวยพานทำเื่ที่ยากเย็นแสนเข็นสำหรับคนทั่วไปได้ ภายในไม่กี่วันเขาได้เลื่อนระดับพลังปราณขึ้นไปได้รวดเดียวถึง 6 ระดับ
แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีพลังปราณอยู่ที่ขั้นแก่นแท้ลมปราณ ระดับ 6 แต่ด้วยเขามีลักษณะกายาที่พิเศษ กล่าวคือมีกายาเงาร่างัศักดิ์สิทธิ์ คนทั่วไปจะตรวจพบได้แค่ว่าเขามีพลังปราณขั้นแก่นแท้ลมปราณระดับ 3 เท่านั้น
เห็นเช่นนั้นเล้งปวยพลันยิ้มที่มุมปากขึ้นมานิดๆ ตาของเขาสาดประกายอันวูบวาบคมกริบด้วยความสมบูรณ์แห่งพลังปราณ แต่เขายังไม่หยุดลง ยังคงมุมานะฝึกบ่มเพาะพลังให้เสถียรต่อไป จนเวลาได้ล่วงเลยไปถึงกว่ายี่สิบวัน จึงได้ออกจากการบ่มเพาะพลังปราณมา