ซุปเปอร์เมียยุค 70

    4 พบกันครั้งแรก


            มู่หลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีตอนกลางดึก ตอนนี้จิตของเธอไม่ได้อยู่ในมิติอีกต่อไป และตอนนี้เธอก็นอนอยู่บนเตียงเตาในห้องเดิมที่เธอฟื้นขึ้นมาก่อนหน้านี้ในร่างของมู่เสี่ยวหลัน หรือก็คือห้องนอนของมู่เสี่ยวหลันและสามีนั่นเอง


            มู่หลันนอนลืมตาปริบ ๆ อยู่ในความมืด ตอนนี้นอกจากจะรู้สึกเจ็บปวดร่างกายท่อนล่างแล้ว เธอยังรู้สึกคอแห้งผากเหมือนแผ่นกระดาษทราย


            อาศัยความสว่างจากแสงจันทร์หันหน้ามองไปด้านขวาก็เห็นประตูห้องนอน มองไปทางปลายเท้า ก็เห็นเป็นตู้เสื้อผ้า และชั้นวางของที่มีเหยือกน้ำกับแก้ววางตั้งอยู่ชั้นบนสุด


            ‘ ดูเหมือนจะเป็นห้องเดิมกับที่เคยเห็นก่อนหน้านี้แห๊ะ ’ มู่หลันคิดอยู่ในใจหลังจากมองสำรวจดูรอบ ๆ แล้วดูคุ้นตา


            แต่ตอนนี้เธอหิวน้ำจะแย่อยู่แล้วถึงจะเจ็บตรงนั้นแค่ไหนเธอก็กลั้นใจพยุงตัวเองลุงขึ้นนั่ง แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัวก็มีเสียงดังมาจากด้านข้าง


            “คุณฟื้นแล้วเหรอ รู้สึกเป็นยังไงบ้าง ”


            “อุ๊ยแม่เจ้า ผีคนหล่อ” มู่หลันเผลออุทานด้วยความตกใจที่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนพูดด้วย อีกทั้งยังเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากจนสามารถมองเห็นทะลุความมืดได้แบบนี้ 


            เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้หากไม่จุดเทียนหรือตะเกียงภายในห้องจึงสามารถมองเห็นได้เพียงลาง ๆ จากแสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาเท่านั้น และหากเป็นฤดูอื่นก็คงมืดสนิทเพราะต้องปิดหน้าต่างเพื่อความปลอดภัยและกันแมลงเข้ามาภายในห้อง


            แต่ตอนนี้เป็นช่วงหน้าร้อนอากาศจึงร้อนอบอ้าวมาก แอร์หรือพัดลมก็ไม่มีให้เปิดคลายความร้อนจึงต้องเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้ และเมื่อนอนอยู่ติดกันแบบนี้มู่หลันจึงสามารถมองเห็นรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายได้ค่อนข้างชัดเจนพอสมควร


            “ห๊ะ คุณว่าอะไรนะ” เว่ยอี้หานได้ยินคำพูดแปลก ๆ ของภรรยาจึงถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าเขาไม่ได้ยินผิดไป


            “อ๊ะ… เอ่อ เปล่าไม่มีอะไร คือฉัน… แค่ตกใจน่ะ”


            มู่หลันรู้สึกตกใจเพราะยังตั้งสติไม่ทัน ที่จู่ ๆ ก็ตื่นขึ้นมาเจอผู้ชายแปลกหน้านอนอยู่ข้าง ๆ เธอบนเตียงแบบนี้ เธอจะทำตัวยังไงดี ไม่ต้องมีใครบอกมู่หลันก็เดาได้ว่าผู้ชายคนนี้คือ เว่ยอี้หาน สามีของมู่เสี่ยวหลันเจ้าของร่างนี้อย่างแน่นอน


            นี่เธอจะต้องรับเซ้งสามีต่อจากคนอื่นแบบไม่มีทางเลือกหรือนี่ ถึงจะหน้าตาหล่อลากน่าหม่ำขนาดไหน แต่เธอไม่ได้เลือกเองมันก็กระไรอยู่นะ รู้สึกอีหลักอีเหลื่อชอบกลแฮะ


            “คุณเพิ่งตื่น คงจะหิวน้ำใช่ไหม เดี๋ยวผมไปเอามาให้” เว่ยอี้หานที่ยังไม่รู้ความจริงว่าผู้หญิงที่เป็นภรรยาของเขานั้นไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป จึงถามอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง


            “อะ อื้ม” มู่หลันไม่กล้าพูดอะไรมากเพราะเธอยังรู้สึกประดักประเดิด ถึงเว่ยอี้หานจะเป็นสามีของร่างนี้แต่สำหรับมู่หลัน เว่ยอี้หานเป็นเพียงผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าเขาจะหน้าตาดีมากก็ตามทีเถอะ


            เมื่อได้ยินที่ภรรยาตอบ เว่ยอี้หานก็ขยับตัวลุกออกไปจากเตียงเตาแล้วเดินไปที่ชั้นวางของที่เธอมองเห็นอยู่ด้านหน้า มู่หลันที่มองตามผู้ชายคนนี้ไปก็เห็นเขาหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมา


            เพราะร่างกายของเว่ยอี้หานบังอยู่มู่หลันจึงไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร ทำไมไม่เอาน้ำมาให้เธอสักที ตอนนี้เธอรู้สึกคอแห้งสากเหมือนทะเลทรายกระหายน้ำจะแย่อยู่แล้ว


            พรึ่บ ทั้งห้องสว่างขึ้นจากแสงเทียนที่ถูกจุด ตอนนี้มู่หลันรู้แล้วว่าเขาทำจะทำอะไร


            หลังจากจุดเทียนเสร็จเว่ยอี้หานก็หยิบเหยือกขึ้นมารินน้ำใส่แก้ว แต่พอหันกลับมาก็เห็นภรรยาที่พักหลังมานี้มักจะทำหน้าเย็นชากับเขากำลังนั่งทำหน้าเหวออ้าปากค้างอยู่บนเตียงนอน ก็รู้สึกแปลกใจว่าเธอเป็นอะไรไปทำไมต้องทำหน้าเหมือนตกใจมากแบบนี้ด้วย ในเมื่ออยู่ด้วยกันมาปีกว่าแล้ว


            ตอนเห็นราง ๆ ก็รู้ว่าหล่อมากแล้วแต่พอสว่างมากขึ้นอดีตสาวเทื้อถึงกับนั่งตกตะลึงในความหล่อทะลุลูกตาของชายหนุ่มที่ไม่ได้ใส่เสื้อตรงหน้าก็ถึงกลับเพ้อโดยไม่รู้ตัว “โอ๊ยหล่อจกตามาก กัวฟู่เฉิงตอนหนุ่มชัด ๆ” 


            “ใครเหรอกัวฟู่เฉิง ทำไมผมไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงมาก่อนเลยล่ะ” เว่ยอี้หานถามภรรยาด้วยความสงสัย อีกทั้งยังแปลกใจกับทั้งคำพูดและปฏิกิริยาท่าทางที่แปลกไปของเธอ


            เฮ้ย!!! นี่เธอเผลอพูดออกไปเหรอนี่ ชิบหายแล้วจะทำยังไงดีละทีนี้ จะโป๊ะแตกว่าเธอไม่ใช่มู่เสี่ยวหลันตัวจริงก็เพราะความหื่นของตัวเองนี่แหละ กะทันหันแบบนี้เธอคิดคำโกหกไม่ออก T0T มู่หลันนั่งทำหน้าเลิ่กลั่ก สมองหมุนติ้ว ๆ คิดหาคำมาแก้ตัว


            “อะ อ๋ออออ ฉันกำลังนั่งคิดชื่อลูกอยู่น่ะ พอเห็นหน้าคุณเมื่อกี้ ชื่อนี้ก็โผล่ขึ้นมาในหัวฉันทันทีเลยเผลอโพล่งออกไปไม่ทันคิดน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” มู่หลันยิ้มแหย ให้กับคำแถของตัวเอง


            “แต่บ้านเราแซ่เว่ย ไม่ใช่แซ่กัวสักหน่อยทำไมคุณถึงอยากจะให้ลูกชื่อกัวฟู่เฉิงล่ะ ”


            “ไอ้หยา ฉันคอแห้งหิวน้ำมากเลย ขอกินน้ำก่อนได้ไหม แล้วเราค่อยมาปรึกษาเรื่องชื่อของลูกกัน "


            " เออ…นี่คุณ เด็กทั้งสองคนเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย? พอดีว่าตอนที่คลอดเด็กออกมาปุ๊บยังไม่ทันได้เห็นหน้าฉันก็สลบไปทันทีเลยน่ะ” มู่หลันอธิบายเพราะคิดว่าเขาอาจจะสงสัยว่าทำไมเธอเป็นแม่ที่คลอดลูกออกมาเองแต่ทำไมกลับไม่รู้ว่าตัวเองคลอดลูกผู้หญิงหรือผู้ชาย


            “ลูกของเราเป็นเด็กผู้ชายทั้งสองคน นี่น้ำของคุณ” เว่ยอี้หานตอบภรรยาพร้อมกับยื่นแก้วน้ำไปให้มู่หลันดื่ม


            “ขอบคุณสำหรับน้ำดื่ม”


            “อื้ม คุณดื่มเถอะไม่ต้องเกรงใจ หากไม่พอก็บอกผมจะไปเติมให้ใหม่”


            เว่ยอี้หายเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าภรรยาพร้อมกับยื่นแก้วน้ำไปให้เธอดื่ม


            มู่หลันถือโอกาสสังเกตเว่ยอี้หานใกล้ ๆ อีกครั้ง ‘อืมมม งานดี สูง หล่อ กล้ามแน่น แม้ว่าจะผอมไปหน่อย ดูบุคลิกท่าทางของเขาแล้วน่าจะเป็นประเภทผู้ชายเงียบขรึม ความหล่อของเขานี่แทบจะทะลุลูกตาของเธอ ขนาดมองเห็นหน้าไม่ชัดเพราะในห้องมีแสงสว่างไม่เพียงพอเนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ เสียดายน่าจะจุดเทียนอีกสักสิบเล่มเธอจะได้มองเห็นหน้าตาของเขาชัดเจนกว่านี้’


            แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดที่อยู่ในใจของมู่หลันเท่านั้น เพราะเธอคงไม่บ้าเผลอพูดออกไปให้เว่ยอี้หานได้ยินอีกครั้งอย่างแน่นอน มันน่าอายจริง ๆ ตอนที่เธอเผลอตกตะลึงกับความหล่อของผู้ชายต่อหน้าต่อตาเจ้าตัว 


            เฮ้อ… ถึงเธอในร่างมู่เสี่ยวหลันจะมีอายุเพียงสิบแปดปีแต่จิตวิญญาณของเธอคือผู้หญิงที่อายุสามสิบเก้า เว่ยอี้หานสามารถเป็นลูกชายของเธอได้เลยด้วยซ้ำ แต่อายุจริงของเธอกับเขานี่มันต่างกันมากเกินไปไหมนะ? ตั้งเกือบ…ยี่สิบปี!


            มู่หลันรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ถึงเพื่อนของเธอจะบอกว่าถ้ากินเด็กแล้วจะเป็นอมตะก็ตาม แค่ก แค่ก แค่ก (น้ำหมากติดคอ) ถ้าเว่ยอี้หานอายุสักยี่สิบปลาย ๆ มันก็ยังจะพอทำใจไหว ไม่ต่างกันมากถึงขนาดสามารถเป็นแม่ลูกกันได้แบบนี้ แต่ว่า….เธอเองก็เป็นคนรักเด็กนะ หึหึ

     

            ……….

     

            นึกเพ้อเจ้อไปไกล ในที่สุดสัญชาตญาณความเป็นแม่ก็เริ่มกลับมานิด ๆ เธอจึงนึกเป็นห่วงเด็กทารกที่เพิ่งคลอดทั้งสองคนเมื่อเห็นว่าภายในห้องนี้ไม่มีวี่แววของคนอื่นนอกจากตัวเธอเองและเว่ยอี้หาน แล้วตอนนี้ลูกทั้งสองคนหายไปอยู่ไหนกัน


            “คุณ… ลูกล่ะ ทำไมฉันไม่เห็นเลย อยู่ที่ไหนเหรอ ปลอดภัยดีหรือเปล่า ”


            " ลูก ๆ ปลอดภัยดีถึงจะตัวเล็กไปสักหน่อยตามประสาเด็กแฝด แต่เพราะคุณหมดสติไปถึงสองรอบ แม่เลยอยากให้คุณพักผ่อนให้มาก ๆ และกลัวว่าลูก ๆ จะร้องไห้งอแงรบกวนคุณ ก็เลยพาลูกทั้งสองคนไปดูแลให้ก่อนที่ห้องของท่านน่ะ "


            “อ๋อ อื้ม วันนี้ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตฉันกับลูก ไม่อยากนั้นพวกเราสามคนแม่ลูกอาจจะไม่รอดแล้วก็ได้”


            “เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในครอบครัวอยู่แล้วที่ต้องช่วยดูแลกันและกัน คุณเป็นลูกสะใภ้ เด็กทั้งสองคนก็เป็นหลาน ส่วนผมที่เป็นพ่อด้วยซ้ำกลับไม่รู้เลยว่าภรรยาคลอดลูกจนเกือบตาย ผมขอโทษนะที่ไม่ได้อยู่ดูแลข้าง ๆ คุณ แม่เล่าให้ผมฟังทั้งหมดแล้วว่าคุณกับเสี่ยวเป่าเกือบจะไม่รอด แล้วคุณก็ยังหยุดหายใจไปพักหนึ่งตอนที่คลอดเสี่ยวเป่าแล้วลูกไม่ยอมออกมาสักที แต่โชคดีที่สวรรค์คุ้มครองทำให้คุณฟื้นกลับมาได้ทันเวลาและคลอดเสี่ยวเป่าออกมาสำเร็จและรอดปลอดภัยทั้งสองคน แล้วตอนนี้คุณรู้สึกเป็นยังไงบ้าง หากคุณยังรู้สึกไม่ดีเดี๋ยวรอให้เข้าแล้วผมจะพาคนไปหาหมอที่โรงพยาบาลในเมืองนะ ”


            เว่ยอี้หานขอโทษภรรยาและถามถึงสุขภาพของเธอด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่และรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก แค่คิดก็ใจหายวาบ หากภรรยาและลูกชายคนเล็กไม่รอดเขาคงจะรู้สึกผิดและเสียใจไปชั่วชีวิตนี้


            เขารู้สึกว่าตนเองเป็นสามีที่แย่มาก ในตอนที่ภรรยาของเขากำลังเสี่ยงกับความเป็นตายจากการคลอดลูก สามีอย่างเขากลับไม่รู้เลยสักนิด และที่สำคัญไม่ได้อยู่ช่วยในช่วงเวลาแห่งชีวิตของภรรยาและลูก ๆ หากมีใครเป็นอะไรไปเขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้


            มู่หลันคันปากอยากจะบอกอีกฝ่ายเหลือเกินว่า เมียนายไม่ได้กลับมา คนที่ฟื้นกลับมาน่ะไม่ใช่เมียนายแต่เป็นวิญญาณของเธอที่มาจากอนาคตต่างหาก แต่มู่หลันก็ไม่ได้ใจกล้าและบ้าขนาดที่จะพูดความจริงออกไปโต้ง ๆ แบบนั้น


            หากนี่เป็นชะตาฟ้าลิขิต เอาเป็นว่าเธอจะน้อมรับและมีชีวิตที่ดีต่อไป อย่างน้อยการที่วิญญาณของเธอเข้ามาสวมร่างของมู่เสี่ยวหลันได้ทันเวลา ก็ทำให้ชีวิตน้อยๆ อีกหนึ่งชีวิตปลอดภัย และเด็กแฝดทั้งสองคนก็ไม่ต้องสูญเสียแม่ไปตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาบนโลกในนี้


            เธอไม่อยากให้เด็กทั้งแฝดทั้งสองคนได้ชื่อว่าเป็นเด็กกำพร้า แม้ว่าจะเสียแค่พ่อหรือแม่ไปเท่านั้น แต่การที่เติบโตมาแล้วมีพ่อแม่ให้พึ่งพาและปกป้อง มันดีกว่าการเป็นเด็กกำพร้าที่จะต้องดิ้นรนสู้ชีวิตด้วยตนเองเป็นอย่างมาก คงไม่มีใครเข้าใจการเป็นเด็กกำพร้าได้เท่าคนที่เคยเป็นมาก่อนอย่างเช่นมู่หลันคนนี้อีกแล้ว


            “อี้หานคุณไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ ฉันเข้าใจความจำเป็นของคุณดี คุณทำเพื่อครอบครัวดีที่สุดแล้ว ฉันไม่โทษคุณหรอกค่ะ คุณสบายใจเถอะ ที่ผ่านมาคุณก็ดูแลฉันและครอบครัวเป็นอย่างดีมาตลอด แต่เป็นฉันเองที่แต่ก่อนไร้เหตุผล ไม่พอใจที่คุณลาออกจากการเป็นทหาร ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ดีกว่าเป็นเพราะการบาดเจ็บครั้งก่อนทำให้คุณมีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถฝึกหนักในกองทัพได้อีกต่อไปจึงจำเป็นต้องลาออก ฉันรู้ว่าหากคุณเลือกได้ คุณก็คงไม่เลือกที่จะลาออกจากการเป็นทหารแล้วมาทำไร่ทำนาแบบนี้ แย่หน่อยนะคะที่คุณมีภรรยาไม่รู้ความและเห็นแก่ตัวแบบนี้” มู่หลันคิดอยู่ในใจเธอหมายถึงมู่เสี่ยวหลันคนก่อนนะไม่ใช่ตัวเอง


            เว่ยอี้หานมองหน้าภรรยาด้วยความแปลกใจ ถึงเขาจะมองเห็นดวงตาขณะพูดของมู่เสี่ยวหลันไม่ชัด แต่น้ำเสียงขณะพูดของเธอเขามั่นใจว่าเธอหมายความอย่างที่เธอพูดจริง ๆ


            ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นเข้ามาในหัวใจเมื่อได้ยินคำพูดที่ภรรยาบอกกับเขาว่าเธอเข้าใจเขาในที่สุด มู่เสี่ยวหลันไม่เคยพูดจาและแสดงออกให้เห็นถึงความเข้าอกเข้าใจในการที่เขาจำเป็นต้องลาออกจากกองทัพแบบนี้เลยสักครั้ง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เขาได้รับคือความเย็นชาและไม่พอใจของเธอที่เขาลาออกจากการเป็นทหารเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกแย่มากเช่นกัน

     

            ……….

     

            ห้าเดือนก่อนหน้านี้เว่ยอี้หานออกไปปฏิบัติภารกิจพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมและได้รับบาดเจ็บโดนยิงที่หน้าอกด้านขวา ลูกกระสุนเจาะทะลุปอดของเขา ทำให้อาการสาหัสมากจนไม่น่าเชื่อว่าเขาจะโชคดีมากที่ยังมีชีวิตรอดกลับมาได้ แต่ก็ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานนับเดือนเลยทีเดียว

     

            หลังจากที่หมออนุญาตให้เขาออกจากโรงพยาบาลทหารประจำค่ายได้ เว่ยอี้หานก็กลับไปรายงานตัวที่กองทัพ แต่เมื่อกลับไปฝึกร่วมกับเพื่อนร่วมทีมอีกครั้งเขากลับรู้สึกเจ็บที่หน้าอกอยู่บ่อย ๆ จนต้องไปหาหมอเพื่อตรวจเช็คร่างกายอีกครั้ง เมื่อผลตรวจออกมาทำให้ได้รู้ว่าปอดของเขานั้นมี


            ปัญหาและอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้หากไม่พักผ่อนและรักษาตัวให้ดี และหลังจากนี้เขาไม่สามารถออกกำลังกายหรือฝึกหนักได้อีกต่อไป

     

            เมื่อไม่สามารถฝึกและปฏิบัติภารกิจได้อีกต่อไปเว่ยอี้หานจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกกับกองทัพด้วยความจำใจเนื่องจากตอนนี้เขาเป็นเสาหลักที่เลี้ยงดูครอบครัวเมื่อลาออกไปแล้วนอกจากเงินชดเชยเขาก็จะไม่มีเงินเดือนอีกต่อไป

     

            เมื่อมู่เสี่ยวหลันรู้ว่าสามีลาออกจากกองทัพและกลับมาอยู่ที่บ้านเพื่อรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บก่อนที่จะไปทำนาร่วมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ และมีเพียงเงินชดเชยห้าร้อยหยวนกับคูปองอาหารกลับมาจำนวนหนึ่งเธอก็รู้สึกไม่พอใจมาก เพราะต่อไปเขาจะไม่ได้รับเงินเดินและสวัสดิการของกองทัพอีกต่อไป 


            แล้วการที่เธอเลือกเขามาแต่งงานด้วยจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อตอนนี้เขาก็แทบจะไม่ต่างไปจากผู้ชาย ๆ คนอื่น ๆ ที่อยู่ที่นี่ที่แต่ละวันต้องทำนาเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ ซึ่งมองไม่เห็นอนาคตเลยสักนิด ซึ่งเหตุผลสำคัญที่เธอเลือกแต่งงานกับเว่ยอี้หานแทนชายหนุ่มคนอื่น ๆ ที่มาจีบก็เพราะว่าเขามีอาชีพที่มีเกียรติและไม่ต้องทำนาเหมือนกับชายหนุ่มเหล่านั้นที่แม้ว่าจะเป็นคนเมืองแต่ตอนนี้ก็กลายมาเป็นแค่ชาวนาใช้แรงงานเพียงเท่านั้น


            แทนที่มู่เสี่ยวหลันจะรู้สึกเห็นใจและเป็นห่วงในสุขภาพของสามี แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้ามเพราะสองสามีภรรยาถึงกับทะเลาะกันใหญ่โต และเธอก็เริ่มเย็นชากับสมาชิกในบ้านเว่ยมากกว่าเดิมโดยเฉพาะกับเว่ยอี้หานที่เธอแทบจะไม่พูดคุยกับเขาเลยแม้ว่าเว่ยอี้หานจะพยายามปรับความเข้าใจและสัญญากับเธอว่าแม้ตนเองจะไม่มีเงินเดือนอีกต่อไป


            แต่เขาก็จะดูแลเธอและครอบครัวให้ดีที่สุดเหมือนเดิมแต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองคนจะนอนร่วมห้องกันทุกวันแต่ก็เหมือนต่างคนต่างอยู่และเป็นเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกที จนเว่ยอี้หานรู้สึกว่าหากมู่เสี่ยวหลันไม่ได้กำลังตั้งครรภ์อยู่เธอก็อาจจะขอหย่ากับเขาไปแล้วก็ได้ 


            นั่นคือสถาณการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่มู่เสี่ยวหลันจะทะลุมิติมา




    คล้ายกับเรื่องซุปเปอร์เมียยุค 70 ที่คุณอ่าน