เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 13 : ตัดสินใจบอกความจริง
สี่ปีผ่านไปนับจากคืนที่ซินเยว่ค้นพบสวนแห่งชีวิตเป็ครั้งแรกเธอเติบโตขึ้นเป็เด็กหญิงวัยห้าขวบที่ฉลาดเกินวัยจนบางครั้งทำให้ผู้ใหญ่รอบตัวต้องแปลกใจทุกคืนที่มีโอกาส เธอมักแอบเข้าไปในสวนแห่งชีวิตเป็ประจำ ปลูกต้นไม้เล็ก ๆเพิ่มขึ้นทีละต้น ทดลองใช้บ่อน้ำและพลังงานในมิติอย่างระมัดระวังจนเริ่มเข้าใจขอบเขตและความสามารถของมันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปีที่ผ่านมาเธอเคยได้ใช้ความรู้จากสวนแห่งชีวิตช่วยเหลือคนใกล้ตัวอย่างเงียบๆ อยู่หลายครั้งครั้งหนึ่งจื้อจวินลูกพี่ลูกน้องเป็ไข้หวัดหนักจนซึมลงผิดปกติซินเยว่แอบขอน้ำจากบ่อในมิติมาผสมกับน้ำดื่มธรรมดาให้พี่ดื่มโดยไม่มีใครสังเกตรุ่งเช้าอาการไข้ก็ทุเลาลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็อย่างเห็นได้ชัด
ความรู้สึกได้ช่วยเหลือคนที่รักจริงๆแทนที่จะรู้สึกอบอุ่นวาบแล้วทำอะไรไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ตัวเองมีนั้นมีคุณค่าจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันความกลัวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
*ถ้าสักวันฉันทำพลาดใช้มันตอนมีคนอยู่ใกล้ๆ แล้วถูกจับได้ล่ะ*
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวเธอบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆยิ่งใช้สวนแห่งชีวิตช่วยเหลือคนมากเท่าไหร่ความเสี่ยงที่จะถูกจับได้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้นการแบกความลับไว้คนเดียวเริ่มกลายเป็ภาระที่หนักขึ้นทุกวัน
คืนหนึ่งขณะแอบเข้าไปในสวนแห่งชีวิตตามปกติซินเยว่นั่งอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้ั้แ่ปีก่อนครุ่นคิดถึงเื่ที่กังวลใจมาตลอด
*ถ้าบอกพ่อกับแม่พวกท่านจะรับได้ไหมนะ จะกลัวฉันหรือเปล่าจะคิดว่าฉันเป็ปีศาจหรือสิ่งแปลกประหลาดไหม*
ความกลัวนั้นสมเหตุสมผลในมุมหนึ่งเพราะสิ่งที่เธอมีอยู่ไม่ใช่เื่ธรรมดาที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจได้ง่ายๆแต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอก็นึกถึงความรักที่ครอบครัวมอบให้เธอมาตลอดห้าปีที่ผ่านมาทั้งพ่อที่พกผ้าเช็ดหน้าติดตัวทุกครั้งที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ แม่ที่ปักลายดอกทับทิมในเสื้อทุกตัวไม่มีข้อยกเว้นปู่ที่ยอมหยุดงานทั้งวันเพื่ออยู่กับเธอ ย่าที่แอบซ่อนขนมไว้ให้เสมอพี่ชายสองคนที่รักเธอในแบบของตัวเองและลุงป้าลูกพี่ลูกน้องทั้งหมดที่ไม่เคยแบ่งแยกว่าเธอเป็ลูกใคร
*ความรักแบบนี้...ไม่น่าจะเปลี่ยนไปเพราะความลับหนึ่งเื่หรอกมั้ง*
เธอนึกถึงเหตุการณ์ตอนอายุสี่ขวบที่เธอเผลอทำให้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านเติบโตเร็วผิดปกติโดยไม่ตั้งใจตอนนั้นย่าเพียงแค่พูดแปลกใจแล้วก็ปล่อยผ่านไปไม่มีใครสงสัยหรือกล่าวโทษเธอแม้แต่น้อย ครอบครัวนี้มักมองทุกอย่างในแง่ดีเสมอไม่เคยตัดสินใครก่อนที่จะฟังเหตุผล
เดือนก่อนหน้านั้นมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอคิดหนักขึ้นไปอีกคืนหนึ่งขณะกำลังจะแอบเข้าสวนแห่งชีวิตตามปกติจื้อเฉิงพี่ชายคนกลางบังเอิญตื่นมาเข้าห้องน้ำแล้วเห็นแสงสีทองจางๆลอยอยู่มุมห้องพอดี
"น้องซินเยว่นั่นแสงอะไรน่ะ" เขาถามด้วยความสงสัยและยังคงรู้สึกง่วงงุนอยยู่
หัวใจของซินเยว่เต้นแรงจนแทบหยุดเต้นเธอรีบคิดหาคำอธิบายอย่างเร็วที่สุด "หิ่งห้อยหลงเข้ามาในห้องน่ะค่ะพี่หนูกำลังจะไล่มันออกไปพอดี"
จื้อเฉิงที่ยังง่วงเต็มที่พยักหน้ารับคำตอบโดยไม่ทันสงสัยอะไรเพิ่มเติมก่อนจะเดินกลับไปนอนต่อตามเดิม แต่เหตุการณ์คืนนั้นทำให้ซินเยว่ตระหนักชัดเจนว่ายิ่งเธอปิดบังความลับนี้ไว้นานเท่าไหร่โอกาสที่จะถูกจับได้โดยไม่ทันตั้งตัวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และครั้งต่อไปอาจไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้ก็ได้
ปี 1964 กำลังจะผ่านไป และเธอรู้ดีกว่าใครในบ้านหลังนี้ว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าพายุใหญ่ของประเทศกำลังจะพัดกระหน่ำเข้ามาครอบครัวที่มั่นคงมีฐานะอย่างตระกูลหลินจะตกเป็เป้าสายตาได้ง่ายกว่าครอบครัวทั่วไป
*ถ้าไม่บอกความจริงตอนนี้ การเตรียมตัวให้ทันเวลา...จะไม่ทันการแน่*
ความกลัวเื่การถูกปฏิเสธเริ่มเบาบางลงเมื่อเทียบกับความกลัวว่าครอบครัวจะไม่ปลอดภัยเพราะเธอลังเลจนสายเกินไปเธอคำนวณในใจว่าอายุห้าขวบกำลังจะครบหกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั่นน่าจะเป็่เวลาที่เหมาะสมที่สุดอายุมากพอจะอธิบายเื่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
คืนนั้นก่อนกลับจากสวนแห่งชีวิตเธอยืนมองทุ่งหญ้าที่เขียวขจีกว้างขวางกว่าเดิมมากต้นไม้หลายต้นที่ปลูกไว้เติบโตสูงใหญ่ขึ้นตามความรักที่เธอมอบให้มันมาตลอด
*รอให้ถึงวันเกิดครบหกขวบฉันจะบอกความจริงทั้งหมดกับพ่อกับแม่*
เธอตัดสินใจแน่วแน่ในใจความกลัวยังคงมีอยู่บ้าง แต่ความหวังดีที่มีต่อความรักของครอบครัวกลับหนักแน่นกว่ามากเธอเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความจริงจะเปลี่ยนแปลงอะไรในบ้านหลังนี้ความรักที่ทุกคนมีให้กันจะยังคงเหมือนเดิมเสมอ
เมื่อกลับมาถึงห้องนอนซินเยว่นอนลงบนเตียงพลางมองเพดานไม้ที่คุ้นเคยนับถอยหลังในใจถึงวันเกิดครบหกขวบที่กำลังจะมาถึงพร้อมกับความรู้สึกผสมปนเประหว่างความกังวลและความหวังที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน