ยาวจิ่วเดินตรงไปที่ห้องครัวเพื่อหยิบอาหาร ทว่ากลับถูกแม่ครัวหลี่ปฏิเสธเพราะทราบว่าคณะละครตระกูลเยี่ยนกำลังจะถูกยุบ ยาวจิ่วจึงะโเรียกเยี่ยนเต๋อหลินและบอกเขาว่า “ข้า้ากินของดี ๆ ด้วยวิธีนี้อีกเจ็ดวันข้างหน้าเ้าจะสามารถส่งชายหนุ่มรูปงามผู้มีใบหน้าเปล่งปลั่งออกจากจวนได้”
เยี่ยนเต๋อหลินยืนโดยมีไม้เท้าช่วยพยุง เขายิ้มจนมองไม่เห็นลูกตา รีบตกปากรับคำโดยไม่รอช้า ครั้นนึกขึ้นได้ว่าภรรยาของตนเองเพิ่งตาย จึงรีบหุบยิ้มและรับปากว่า “อย่าได้กังวล ข้าจะบริการเ้าจนกว่าเ้าจะพึงพอใจ”
ยาวจิ่วครุ่นคิด เขาพูดเสริม “ข้าอยากกินเนื้อ”
เยี่ยนเต๋อหลินชะงัก ประเด็นแรกคือเนื้อเป็อาหารที่มีราคาสูง ประเด็นที่สองคือยาวจิ่วไม่เคยกินเนื้อ จู่ ๆ กลับเอ่ยปากอยากกิน เกรงว่าเขาอาจจะมีความคิดแปลกประหลาด
ยาวจิ่วไม่ได้มองเยี่ยนเต๋อหลิน เขาหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง
ผ่านไปไม่นาน เยี่ยนเต๋อหลินนำอาหารมาส่งที่ห้องด้วยตนเอง อาหารที่เขานำมาคือแผ่นแป้งสองแผ่น เนื้อหนึ่งถ้วย และถั่วลิสงจานเล็กอีกหนึ่งจาน เยี่ยนเต๋อหลินส่งอาหารเสร็จก็ยังไม่ยอมไป แต่เดินไปมาอยู่ที่ลานกว้าง เพราะเกรงว่ายาวจิ่วจะเล่นพิเรนทร์ หากยาวจิ่วรับประทานอาหารเข้าไปแล้วเกิดติดคอ ความเสียหายนี้คงยากเกินกว่าจะชดเชย เยี่ยนเต๋อหลินอยากเข้าไปในห้องของยาวจิ่วด้วยซ้ำ แต่นึกขึ้นได้ว่าในห้องนั้นคือสถานที่ต้องห้ามซึ่งภรรยาของเขาเสียชีวิต
ยาวจิ่วยืนพิงหน้าประตูห้อง เขามองเยี่ยนเต๋อหลินที่กำลังเดินไปมา อดไม่ได้ที่จะด่าทอ “ไป ๆ ๆ! อย่ามายืนเป็เสนียดสายตา ทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดใจ!”
เยี่ยนเต๋อหลินเห็นยาวจิ่วกลับมาเป็คนเ้าอารมณ์ จึงตระหนักได้ว่าบุคคลผู้นี้กลับมาเป็ปกติอีกครั้งแล้ว จึงใช้ไม้เท้าพยุงร่างตนเองเดินออกไปด้วยความรู้สึกพึงพอใจ
ยาวจิ่วปิดประตูโดยใช้เท้าเตะก่อนจะลงกลอน จากนั้นหมุนตัวกลับมาและวางอาหารลงบนโต๊ะ เขาจุดตะเกียงน้ำมันอีกครั้ง เมื่อเงยหน้าก็พบว่าหูเหยียนกำลังล้างมือด้วยน้ำที่เขาเตรียมไว้
ยาวจิ่วชะงักเล็กน้อย รอยยิ้มฉายชัดบนใบหน้า “เ้าไปเรียนรู้มาจากใคร? ทำได้อย่างไร้ที่ติ” เขาไม่ได้หวังว่าหูเหยียนจะตอบ คิดว่าเป่าเปาใช้ชีวิตในป่าลึกมานานคงพูดไม่ได้ หลังจากนี้หากมีโอกาสสอนภาษาให้นางก็คงดี
เขาเตรียมถ้วยและตะเกียบ ยกมือแล้วพูดว่า “รีบกินเถอะ วันนี้ไอ้สารเลวเยี่ยนเต๋อหลินนั่นลงทุนไม่น้อย มีเนื้อให้ตั้งหนึ่งถ้วย” เมื่อฉุกคิดถึงความชั่วร้ายของเยี่ยนเต๋อหลิน เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง “หึ! ทำไมไม่ตัดเนื้อตัวเองจุ่มเหล้ามาให้ข้านะ กินแบบนั้นคงสะใจน่าดู!”
“ไม่ยาก”
“ไม่ยาก? คนระยำตำบอนผู้นั้นหวงแหนชีวิตตนเองยิ่งกว่าอะไรดี คิดจะตัดเนื้อเขา...” เสียงของยาวจิ่วพลันหยุดชะงัก ถั่วที่ถูกคีบขึ้นมาหล่นแล้วกลิ้งไปตามพื้น
นะ...นาง...นางอ้าปากพูดแล้ว?!
น้ำเสียงแหบพร่าหาได้ฟังไพเราะเสนาะหูไม่ ทว่านางยอมเอ่ยปากพูดแล้วจริง ๆ!
ยาวจิ่วพยายามควบคุมการเต้นของหัวใจและความถี่ในการหายใจให้เป็ปกติที่สุด เขาหันไปมองหูเหยียนอย่างช้า ๆ พูดด้วยน้ำเสียงสั่น “เป่าเปา จะ...เ้าพูดเหรอ?”
หูเหยียนแอบสบถด่าในใจ เ้าต่างหากล่ะเป่าเปา (เด็กน้อย) ส่วนข้าคือย่า! ย่าทวด!
นางไม่สนใจยาวจิ่ว แค่สะบัดเสื้อคลุมเบา ๆ และนั่งลงตรงข้ามยาวจิ่วอย่างเปิดเผย จากนั้นหยิบตะเกียบที่วางอยู่ตรงหน้ายาวจิ่วซึ่งมีเพียงคู่เดียว ก่อนจะเริ่มรับประทานอาหาร
ครั้นนางอ้าปาก แผ่นสีดำที่แปะอยู่บนหน้าก็ร่วงลงมา หูเหยียนมือไวไม่น้อย นางยื่นมือออกมาคว้ามันไว้ แล้วแปะกลับตำแหน่งเดิม จากนั้นรับประทานอาหารต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ทำให้ยาวจิ่วถึงกับอ้าปากค้าง
ยาวจิ่วสังเกตเห็นว่ามือของหูเหยียนงดงามมาก เล็บที่น่ากลัวนั้นเมื่อได้รับการทำความสะอาดก็เปลี่ยนเป็สีชมพูอ่อน อีกทั้งยังแอบประกายสีทองระยิบระยับ นิ้วของนางช่างเรียวยาว เมื่ออยู่ใต้แสงไฟทำให้ดูเย้ายวนดุจหยกขาว ใบหน้าของนางปกคลุมด้วยวัตถุสีดำหนึ่งชั้น หากมองด้วยตาเปล่าคงคิดว่าเป็เส้นขนที่ปกคลุมอยู่ แต่เมื่อมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงพบว่ามันคือหญ้าบางสีเขียวหม่นเหลือบดำที่กระจุกตัวเป็ก้อน ความอยากรู้อยากเห็นของยาวจิ่วพลันเพิ่มขึ้น นี่เกินกว่าขีดจำกัดที่เขาเคยทราบ มีหลายสิ่งที่ยาวจิ่วอยากถามหูเหยียน แต่ในเวลานี้สมองของเขากลับมีความวุ่นวายกระจุกตัวเป็กลุ่มก้อน แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าความจริงใดกันแน่ที่ตนเองอยากรู้
ยาวจิ่วกะพริบตาเฉี่ยวดุจแมวหนึ่งครั้ง เมื่อเห็นว่าหูเหยียนไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มสงสัยว่าเมื่อสักครู่ตนคงหูฝาดไปเอง เขาแอบลอบมองหูเหยียน นางรับประทานอาหารด้วยท่วงท่างดงาม ช่างเป็ความโดดเด่นที่ยากเกินกว่าจะพรรณนา ด้วยทักษะนี้เขาพบว่าการรับประทานของหูเหยียนอยู่ในระดับที่เร็วมาก หากเขายังไม่รีบลงมือ เกรงว่าแม้แต่ถั่วก็อาจจะเหลือแค่เปลือก ไม่สิ แม้แต่เปลือกก็อาจจะไม่เหลือ เพราะหูเหยียนรับประทานถั่วโดยไม่แกะเปลือกด้วยซ้ำ
ยาวจิ่วหยุดคิด เขายื่นมือออกไปเพื่อหยิบถั่วลิสงมารับประทาน แต่เมื่อเห็นท่วงท่าสง่างามของหูเหยียน ก็ไม่กล้ายื่นมือออกไป เมื่อหยุดคิดครู่หนึ่ง เขาจึงหยิบกิ่งไม้ออกมาจากแจกันสองกิ่ง นำมาหักให้มีขนาดความยาวเท่ากับตะเกียบ เป่าฝุ่นที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ แล้วจึงหันกลับมาด้วยความพึงพอใจ รีบคีบถั่วลิสงที่เหลืออยู่สามเม็ดสุดท้ายเข้าปาก ความละมุนลิ้นทำให้เขาหรี่ตา ครั้นเงยหน้าก็พบว่าหูเหยียนกำลังจ้องเขาอยู่ ไม่ทราบแน่ชัดว่าด้วยเหตุผลใด ใบหน้าของยาวจิ่วพลันแดงระเรื่อ เขาต้องอธิบาย “ขะ...ข้าไม่ได้อยากจะแย่งเ้ากินนะ”
หูเหยียนวางตะเกียบ ดันถ้วยเนื้อมาตรงหน้ายาวจิ่ว ภายในถ้วยยังเหลือเนื้อสามชั้นมันวาวแผ่นบางหนึ่งชิ้น
ยาวจิ่วก้มหน้าและดันถ้วยกลับไป “เ้ากินเถอะ ข้าไม่กินเนื้อ” เขาคิดว่าหูเหยียนอาจจะถามว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่รับประทานเนื้อ แต่หลังจากรออยู่ครู่หนึ่งก็พบว่านางไม่คิดแม้แต่จะถาม ความคิดนั้นพลันดับวูบลง เฮ้อ...ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบฟังเหตุผลจากปากของเขา เขาเองก็ไม่อยากอธิบายให้คนอื่นฟังเช่นกัน ยาวจิ่วหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีสตรีที่ชื่นชอบฟังเื่ของเขา เื่ราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่อดีตที่แสนยุ่งเหยิงเ่าั้ ยกตัวอย่างนกที่เคยอยู่บนบ่าของเขาบัดนี้มันหายไปไหนแล้ว? เขาเปิดช่องคอเพื่อร้องเพลงครั้งแรกเมื่อใด? หรือความรู้สึกตอนที่เขาหยิบใบไม้ห่อลูกอมขึ้นมาเลียนั้นเป็อย่างไร...
ยาวจิ่วเก็บความคิดอันยุ่งเหยิงแล้วสำรวจหูเหยียนอีกครั้ง แต่กลับเห็นนางกำลังอ้าปากและยัดเนื้อชิ้นนั้นเข้าไปพร้อมกับเคี้ยวหงึบหงับ เขาเห็นลิ้นของนางที่ม้วนตวัดเข้าไปเล็กน้อย จู่ ๆ หัวใจก็เต้นรัวมากขึ้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้เขาตื่นตระหนก เขาเอ่ยถามโดยไม่คิด “เ้าฆ่าเฟิ่งฮัวหรือ?” เมื่อคำพูดนี้หลุดออกจากปาก เขาก็ใจนสะดุ้งโหยง! เขา...เขาถามคำถามเช่นนี้ออกไปได้เยี่ยงไร? หากทำให้นางโกรธ นางจะฆ่าเขาหรือไม่? จะใช้กรงเล็บที่แหลมคมกรีดเพื่อเปิดคอหอยของเขาหรือไม่? เหมือนกับที่เขาบอกว่าอยากกินเนื้อของเยี่ยนเต๋อหลิน และนางก็พูดขึ้นว่า ‘ไม่ยาก’ บางทีสำหรับนาง การฆ่าคนคนหนึ่งอาจเป็เื่ง่ายจริง ๆ อย่างที่นางพูดก็เป็ได้
ยาวจิ่วรีบส่ายหน้าพัลวันด้วยความใ “ไม่ ๆ ๆ ข้าไม่ได้อยากถามเช่นนี้ ข้าแค่อยากถามว่าเหตุใดเ้าจึงฆ่าเฟิ่งฮัว?” เขาชะงักไปเล็กน้อย จ้องมองหูเหยียนด้วยความเหม่อลอย ไม่เข้าใจตนเองว่าเหตุไฉนเมื่ออยู่ต่อหน้าหูเหยียน เขากลับไม่เป็ตัวของตัวเองเช่นนี้ แม้แต่ลิ้นของเขายังไม่ให้ความร่วมมือ! หากนางผู้มีนิสัยชั่วร้ายสังหารเขา ก็คงต้องโทษตัวเองแล้วละ
ทำตัวเองแท้ ๆ!
ยาวจิ่วยังคงมองหูเหยียนด้วยสายตาว่างเปล่า หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งใบหน้าจึงแดงระเรื่อขึ้น เขาพูดอีกหนึ่งประโยค “หากข้าพูดว่า ปกติแล้วข้าเป็คนมีสติปัญญา เ้าจะเชื่อข้าหรือไม่?”
หูเหยียนไม่อยากหัวเราะเลย ไม่อยากหัวเราะจริง ๆ และหัวเราะไม่ได้ด้วย หากหัวเราะสมุนไพรที่แปะอยู่บนใบหน้าคงหลุดลอกออกมา ิัของนางบอบบางเป็อย่างยิ่ง เมื่อครั้งที่นางยังอาศัยอยู่ในป่า ไม่มีเวลาดูแลผิวพรรณ หลังจากที่เฟิ่งฮัวถูกสังหารนางก็ไปจากที่นี่ทันที สิ่งแรกที่นางทำคือชำระล้างสมุนไพรบนใบหน้า และหาสมุนไพรชุดใหม่มาทาเพื่อบำรุงผิว โชคดีที่ตลอดหนึ่งเดือนที่นางสติฟั่นเฟือน ด้วยสัญชาตญาณนางได้แล่หนังสัตว์ป่ามาผสมกับสมุนไพรเพื่อห่อหุ้มร่างกาย มิเช่นนั้นแล้วตอนนี้นางคงกำลังมุดตัวอยู่ในกองหญ้าสมุนไพรเพื่อฟื้นฟูผิวให้ตนเอง เื่นี้เป็ความผิดของใครบางคน เอาเถอะ เมื่อนึกถึงฮัวชิงหร่าน หูเหยียนจึงรู้สึกได้ว่าบัดนี้นางไม่อยากหัวเราะอีกต่อไปแล้ว
ฉับพลันนั้นยาวจิ่วเห็นสายตาที่ประกายแรงสังหาร ไม่แม้แต่จะปกปิด เขาจึงสงสัยว่าตนเองอาจล้ำเส้นหูเหยียนเข้าแล้ว ความเศร้าจึงบังเกิดขึ้นกลางใจ เขาพยายามฝืนยิ้ม ใช้ดวงตาเฉี่ยวดุจแมวมองการเคลื่อนไหวของหูเหยียนอย่างระแวดระวัง น้ำเสียงและท่าทางของเขาแอบซ่อนความประจบสอพลอส่วนหนึ่ง เขาเอ่ยถามด้วยเสียงแ่เบา “เ้าพูดได้ใช่ไหม?”
หูเหยียนไม่ตอบ มิใช่ว่านางหยิ่งผยองไม่แยแสยาวจิ่ว แต่เป็เพราะตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานางไม่เคยได้เอ่ยปากพูด ดังนั้นการเปล่งเสียงออกมาจากลำคอจึงเป็เื่ยากลำบาก สิ่งนี้...ต้องค่อย ๆ ใช้เวลาฟื้นฟู
ยาวจิ่วเมื่อเห็นว่าหูเหยียนยังคงไม่สนใจ ความระมัดระวังก่อนหน้านี้จึงถูกความโกรธเคืองกลืนกินจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือให้เห็นแม้แต่น้อย
เขาทุบโต๊ะ ถลึงดวงตาเฉี่ยวดุจแมวและตะคอกด้วยน้ำเสียงดุดัน “ข้าถามเ้าอยู่นะ เ้าหูหนวกหรือเป็ใบ้กันแน่?! เ้าเห็นว่าข้าว่างมากพอที่จะนั่งคุยเล่นกับเ้าที่นี่งั้นรึ? สรุปแล้วเ้าเป็ตัวอะไร? สัตว์ประหลาด ปีศาจ หรืออะไรก็เลือกมาสักอย่าง! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเ้าไม่พอใจที่ข้าเรียกเ้าว่าเป่าเปา เ้าบอกข้ามาว่า เ้าอยากให้ข้าเรียกเ้าว่าอะไร?!” ประโยคหลังเสียงเริ่มแ่ ยาวจิ่วช่างไม่มีความเข้าใจเอาเสียเลย จุดที่ควรอ่อนกลับแข็ง จุดที่ควรแข็งกลับอ่อน ไม่รู้ว่าเขาต้องถูกฆ่าตายอีกสักกี่ครั้งเพราะความปากพล่อยของตนเอง ถึงกระนั้นเขาก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่านาง้าให้เขาเรียกว่าอะไร?
หูเหยียนยกเปลือกตาขึ้น ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าราวกับเสียงกรงเล็บที่กรีดลงบนแผ่นไม้ นางเปล่งเสียงออกมาเพียงสั้น ๆ สามพยางค์ “ช่วยชีวิต”
ในที่สุดหูเหยียนก็ยอมพูดกับเขาแล้ว เขารู้สึกตื่นเต้นเหลือเกิน กระตือรือร้นรีบลุกขึ้นยืน ยื่นมือออกไปเตรียมจะจับมือหูเหยียนเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น จากนั้นพวกเขาก็จะได้นั่งพูดคุยเื่ราวชีวิตของนาง แต่เมื่อลุกขึ้นยืนเขาก็ตระหนักได้ว่าหูเหยียน้าให้เขาเรียกนางว่า ‘ช่วยชีวิต’ งั้นรึ!!!
มารดาเถอะ นาง้าชีวิตเขา!
หูเหยียนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน จู่ ๆ นางยื่นมือสองข้างออกมาแล้วทำท่าเหมือนบีบหัวใจ
ยาวจิ่วใจนหน้าเสีย เขารีบถอยหลัง แต่เป็เพราะเผลอเหยียบกิ่งไม้แห้งที่โยนลงพื้นทำให้เสียหลักหงายหลัง เสียง ‘ตึง’ ดังขึ้นพร้อมกับร่างของเขาที่กระแทกพื้น ศีรษะชนเข้ากับเก้าอี้ตัวเล็ก เขาสลบเหมือด ดวงตาสองข้างปิดลงโดยไม่มีแม้แต่โอกาสให้เขาได้รู้สึกเ็ป
หูเหยียนกวาดตามองยาวจิ่วปราดหนึ่ง ดวงตาแอบประกายด้วยรอยยิ้ม ยาสีเขียวหม่นที่อยู่บนใบหน้าหลุดลอกอีกครั้ง แต่นางยังคงสามารถแปะกลับไปบนใบหน้าได้ตามเดิม
นางยอมรับว่าตนเองมีความแค้นที่ถูกโซ่ล่ามคอ แต่หากมีใครเอ่ยปากชื่นชมนาง ความคับแค้นที่มีก็จะลดลง อีกทั้งยังแอบยิ้มให้คนผู้นั้น เฮ้อ...บนโลกใบนี้มีคนที่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้เหมือนนางน้อยลงทุกทีแล้วจริง ๆ
ของหายากมักมีค่า ยาวจิ่ว เ้าต้องรู้จักพึงพอใจและสำนึกบุญคุณคน
.
.
.