“ไม่ถือว่าเดือดร้อนหรอก..คนชนบทอย่างพวกเรามิต้องใช้เบี้ยมากมายเฉกเช่นผู้คนในเมืองหลวง” ท่านลุงผู้ขายบะหมี่เป็นคนตอบ
“ใช่ขอรับเป็นเช่นนั้น” เด็กชายย้ำและเดินไปยกบะหมี่มาแจกจ่าย หย่งเจี้ยน หย่งเซิงและสหายนั่งพูดคุยกันเงียบๆ ร่วมกับกินบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากมอบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้ท่านลุงสองใบทั้งหมดก็เดินทางต่อ ท่านลุงและหลานชายต่างก้มหัวขอบพระคุณกันยกใหญ่จากค่าบะหมี่ที่ให้เกินมามากมายถือว่าอยู่สุขสบายได้ร่วมเดือนเลยทีเดียว
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
สององค์ชายเดินทางผ่านบ้านเรือนมากมายคอยสอบถามความเป็นอยู่ของชาวบ้านเกือบทุกครัวเรือนจนผู้คนต่างพากันสงสัย เมื่อสอบถามผู้ที่ร่วมเดินทางมากับทั้งสองพระองค์ก็ได้คำตอบกลับไปว่า พวกเขาทั้งหมดเป็นเพียงลูกศิษย์ที่เพิ่งจบการศึกษาจากสำนักศึกษาบนเขาไท่ซานเท่านั้น ที่สอบถามชาวบ้านเป็นเพราะว่าพวกเขากำลังจะกลับเมืองหลวงหากมีเรื่องร้องเรียนอันใดก็สามารถฝากคำร้องไปได้ ชาวบ้านทั้งหลายจึงวางใจ
เมื่อทั้งหมดเดินทางมาจนถึงท่าเรือขนส่งสินค้าภายในตรอกชินโจวก็พบกับร้านรวงมากมาย ตรงจุดนี้เป็นจุดซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าจากต่างแคว้นแทนการขนย้ายมาทางคาราวานสินค้า หรือรถม้า เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดักปล้นจากโจรป่าที่กำลังเป็นข่าวคราวโด่งดังจนพ่อค้าทั้งหลายหวาดกลัวไปหมด การขนส่งทางเรือนี้องค์รัชทายาทเป็นผู้นำเสนอต่อพระบิดาด้วยพระองค์เองและได้ผลตอบรับที่ดีเยี่ยม ชาวไร่ชาวนาสามารถนำข้าว พืชผักมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันที่นี่ได้อย่างอิสระ
ในขณะที่กำลังเดินชมสินค้าจากต่างแคว้นที่ผู้คนนำมาวางขาย พลันได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งของสตรีกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ท่าเทียบเรือ จึงพากันเดินเข้าไปดู
“ผ้าม้วนนี้เป็นของข้า ข้าหาซื้อราคาแพงแสนแพงพวกเจ้ากล้าดีอย่างไร?? มาเอามันไปขึ้นรถม้า หะ!!!” สตรีอายุประมาณยี่สิบปี ยืนตะโกนเสียงดังสนั่น
“บ่าวบนเรือของเจ้าเป็นผู้ยกม้วนผ้าทั้งหมดนี้มาให้ข้า ข้านับราคาและจ่ายเบี้ยแก่บิดาเจ้าแล้ว หากเจ้ามิพอใจให้ไปว่ากล่าวบิดาของเจ้าโน่นมิใช่มายืนด่าว่าข้า!!!” สตรีอายุสิบห้าหนาว ใบหน้าหมดจดยืนถกเถียงกับสตรีที่ยืนบนเรืออย่างไม่ยินยอม
“แต่ข้าไม่ขายให้!!!! เอาคืนมาเดี๋ยวนี้” วิ่งอย่างรวดเร็วลงจากเรือและพุ่งตัวไปทางรถม้าที่ขนสินค้า
“ข้าไม่ให้!!!” เกิดการยื้อยุดฉุดกระชาก ชกต่อยกันพัลวัน เหม่ยเซียนกับ ฟางซินที่เดินออกไปหาซื้อขนมหวานกลับมาก็รีบวิ่งมายื้อแยกทั้งสองคน
“หยุดนะ…หยุดด” เหม่ยเซียนร้องเรียกคนทั้งคู่
“ฟางอิน เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ” ฟางซินเอ่ยเรียกน้องสาว
“คุณหนูเจ้าคะถอยออกมาเจ้าค่ะ” เสี่ยวถงฉุดแขนคุณหนูออกมา “เดี๋ยวจะโดนลูกหลงนะเจ้าคะ คุณหนูเป็นถึงพระคู่หมั้นหากถูกทำร้ายจนเลือดตกยางออกพวกนางจะถูกลงอาญานะเจ้าคะ”
เหม่ยเซียนนิ่งคิดและหันมองไปรอบๆ ‘น่าอายจังมีแต่คนมามุงดู’ “หืม…นั่นใครน่ะหน้าตาคุ้นๆ” หันไปทางกลุ่มคนมากมายที่ยืนมุงอยู่และชี้ไปทางกงลี่
“กงลี่ องครักษ์ขององค์ชายสามเจ้าค่ะ” อี้หงเป็นผู้ตอบ เหม่ยเซียนเบิกตากว้างหันมองไปทั่วทิศและก็พบกับพระคู่หมั้นทั้งสองของนาง พี่หย่งเจี้ยนมองกลับมาแล้วยกยิ้มมุมปาก พี่หย่งเซิงหัวเราะขำแล้วพากันเดินมาหานางก่อนจะสั่งการ
“ไปแยกพวกนางออกจากกันให้หมดแล้วพาไปหาข้าที่ร้านน้ำชาตรงนั้น” เจ้าหย่งเจี้ยนชี้ไปตรงริมท่าเรือ
“เพคะ” ลี่หงกับอี้หงเดินไปจัดการเหตุชุลมุนตรงหน้าอย่างเบื่อๆ ‘ซัดให้สลบคนละทีคงจะไวกว่า’
“คู่หมั้นของพี่มาเล่นซนอันใดแถวนี้กัน??” หย่งเซิงเย้า
“เปล่ามาเล่นซนนะเจ้าคะ” ทำหน้ายู่อย่างน่ารัก
“มาเถิดไปนั่งรอที่ร้านน้ำชา” หย่งเจี้ยนจับมือเหม่ยเซียนจูงนำหย่งเซิงออกไป
“พวกเจ้า…ใครอยากไปหาซื้อของฝากก็เชิญ..รึใครอยากจะอยู่รับน้ำชาก็ตามมา” หย่งเซิงบอกกับสหาย
“เหตุใดพี่ทั้งสองถึงมาที่นี่ได้เล่าเจ้าคะ??” เหม่ยเซียนถามหลังจากจิบชาไปหนึ่งจิบ
“พี่สองคนและสหายทั้งหมดที่เจ้าเห็นได้ร่ำเรียนจนจบแล้วจึงเดินทางลงเขากลับวังหลวงอย่างไรเล่า” หย่งเจี้ยนตอบ
“รวดเร็วเช่นนั้น” เหม่ยเซียนตกใจ 'มิใช่ว่าเดือนหน้ารึ'
“องค์ชายทั้งสองคงกลัวว่าพระคู่หมั้นจะรอนานจึงรีบร่ำเรียนโดยมิได้หยุดพักแม้แต่วันเดียว” สหายเดินหมากคนสนิทเอ่ยฟ้องเหม่ยเซียนพร้อมหัวเราะ ‘นางงดงามล่มเมืองเช่นนี้เองเล่าสองสหายองค์ชายของเขาถึงกับทนอยู่บนเขานานมิได้’ หึหึ
“มาแล้วเพคะ” อี้หงเอ่ย ทุกสายตาหันมองสตรีสามคนที่ยืนอยู่ด้านหลังนางแล้วพากันกลั้นหัวเราะ ‘หึหึ..5555’ สภาพแต่ละคน ผมเผ้ารุงรังเสื้อผ้าฉีกเป็นบางส่วน ใบหน้าทั้งสามเต็มไปด้วยรอยฝ่ามือ เบ้าตาของคุณหนูตู้ฟางอินช้ำม่วงไปแล้ว สตรีคู่กรณีตอนนี้เลือดไหลออกจมูกจนต้องเอามือปิดไว้ ส่วนตู้ฟางซินมิเป็นไรมากแค่ใบหน้ามีรอยฝ่ามือ..แค่นั้น
ทั้งสามเห็นบุรุษมากมายอยู่เต็มร้านน้ำชาซ้ำยังมองพวกนางแล้วหัวเราะ ก็ให้รู้สึกอับอายยิ่งนัก
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น??” หย่งเจี้ยนเอ่ยถาม
“พี่สาวท่านนี้จะเอาม้วนผ้าที่ข้าซื้อแล้วกลับคืนไป ซ้ำยังวิ่งจะเข้ามาค้นในรถม้าของข้าด้วย” ตู้ฟางอินบอก
“อะไรนะ!!!!…พี่ทำเช่นนี้มิได้นะพี่สาว..ผ้าพวกนั้นข้าจ่ายเบี้ยไปแล้วท่านจะเอาคืนได้อย่างไร..ใบสัญญาซื้อขายก็มี” ตู้ฟางซินได้ยินน้องสาวพูดก็โมโห
“แต่มันเป็นผ้าของข้าบ่าวคงจะหยิบผิดไป ม้วนนั้นข้าไม่ขายเจ้าก็ไปเอาม้วนอื่นมาแทนสิบนเรือข้ามีเยอะแยะ” และแล้วก็เกิดการทะเลาะกันอีกครั้ง
“พอได้แล้ว…ในเมื่อบิดาเจ้าขายมาแล้วเจ้าต้องไปบอกเขามิใช่มายื้อแย่งเอาไปเช่นนี้ ที่คุณหนูตู้กล่าวว่ามีสัญญาซื้อขายหากนางไปร้องเรียนที่กรมอาญา..เจ้ากับบิดาแย่แน่ๆ ถ้าอยากได้คืนจงไปแจ้งแก่บิดาเจ้าให้มาพูดคุยกับคุณหนูตู้เสีย หากนางยินยอมเจ้าถึงจะเอาผ้าม้วนนั้นไปได้ เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่” หย่งเจี้ยนมองนาง
“เข้าใจเจ้าค่ะ..เช่นนั้นข้าขอตัว” เดินกลับเรือไปด้วยความอับอาย ‘ผู้ใดจะกล้ากลับมากัน’
“ส่วนพวกเจ้า..” มองสองพี่น้องสกุลตู้ “หากรอหนึ่งเค่อ (15นาที) แล้วบิดานางไม่มาก็กลับจวนพร้อมพวกข้าเสียเลยรถม้าของพวกเราจอดอยู่ไม่ไกลกันนัก” หย่งเซิงบอก
“เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ” ‘น่าอายจริงๆ’
“เหม่ยเอ๋อร์อยากได้ของใช้อันใดอีกหรือไม่พี่จะซื้อให้เจ้า” หย่งเจี้ยนถามนาง
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปที่รถม้ากันเถิดพี่รอง” หย่งเซิงพูด
“อืม.” ฉุดแขนเหม่ยเซียนเดินไปยังรถม้าที่เก็บสัมภาระของตน
“พี่หย่งเจี้ยน!!! เหม่ยเอ๋อร์มากับฟางซินนะเจ้าคะรถม้าของนางอยู่ด้านนั้น” ขยับชี้ไม้ชี้มือ
“นางรู้แล้วว่าเจ้าจะนั่งรถม้าของพี่กลับจวน รึเจ้าอยากจะไปรอดูพวกนางตบตีกันอีกรอบ” เหม่ยเซียนหน้าบึ้งตึงจนถึงรถม้าคันใหญ่ของสององค์ชาย
“อุ๊ยยย!!” ตกใจหันมองรอบๆ เมื่อหย่งเจี้ยนอุ้มนางขึ้นรถม้า “จะอุ้มทำไมเจ้าคะอายคนอื่นเค้า”