เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หกสิบสอง

     

    บทที่ หกสิบสอง

     

    ยามอู่แสงตะวันสาดส่องทะลุผ่านผ้าม่านบางสีขาวในเรือนพักของสนมอย่างเจินกุ้ยเหรินแม้ลมจากสวนจะพัดผ่านมาบ้างแต่ก็ไม่อาจลดอุณหภูมิของอากาศได้เท่าไรนักผู้รักงานสวนนักปลูกไม้ในวังหลวงต่างรู้ดีว่าฤดูร้อนปีนี้ดูจะร้อนกว่าปีก่อน

    กลิ่นดอกโบตั๋นแห้งจากกระถางเบญจรงค์เคล้าไปกับกลิ่นอ่อนหวานของน้ำอบที่แต้มไว้ตามมุมห้องเวลานี้มีเสียงกระซิบกระซาบเจื้อยแจ้วของเหล่านางกำนัลที่ยืนเรียงแถวยอบตัวรอหน้าที่

    เสียงของนางกำนัลคนหนึ่งดังขึ้นอย่างลังเล“ทูลกุ้ยเหรินเรื่องเมื่อวานได้ยินมาว่าฝ่าบาทเรียกหมอหลวงเผยไปตรวจอาการหลี่ผินตั้งแต่ยามเหม่านะเพคะ เห็นว่า..นางอาจจะ..กรำงานถวายปรนนิบัติหนักจนถึงขั้นสลบไสลล้มหมอน” เสียงของนางเบาเหมือนกลัวจะมีผู้ใดล่วงรู้แต่ก็พอให้ทุกคนในห้องได้ยินถนัดสีหน้าของนางกำนัลเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นเจือความอยากรู้อยากเห็น

    “ยิ่งเทียบยาที่ตำหนักฟู่ตงมีมากจนขันทีต้องช่วยกันขนเข้ามา” อีกนางกำนัลเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงติดขัดคล้ายจะเสนอเรื่องด้วยความกล้าๆกลัวๆ “ทั้งยาบำรุงหยิน ยาเสริมกำลังหอมจนได้กลิ่นข้ามกำแพงเพคะ”

    นางเอ่ยแม้จะยอบตัวมองขึ้นยังเจือแววเกร็งอยู่ลึก“แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือหลี่ผินผู้นั้นไม่รับอาหารมาทั้งวัน ร่างกายอ่อนแรงจนแทบไม่อาจลุกได้ทั้งวันใกล้เย็นย่ำอาทิตย์ตก ฝ่าบาทก็ยังเสด็จไปตำหนักฟู่ตงอยู่ดีแถมยังพักค้างตั้งแต่หัววันด้วย”

    “นี่ยังไม่พอเพคะ ยามเช้าเพิ่งลืมตาฝ่าบาทก็สั่งให้หมอหลวงจัดยาอีกชุดใหญ่ส่งให้ทันที” เสียงอีกผู้หนึ่งแทรกขึ้นอย่างรวดเร็วเสียงกระซิบกระซาบเบียดกันเป็นชั้น เหมือนคลื่นน้ำในแม่น้ำที่ค่อยๆซัดซ้อนเข้าอ่าวแคบ

    เจินกุ้ยเหรินมิได้เอ่ยวาจาใดตลอดเวลาที่ฟังคำรายงาน นางยังคงตั้งใจจัดดอกไม้ในแจกันแม้กลีบดอกจะนุ่มนวลเพียงใด แต่เมื่อมือของนางบีบรัดโดยไม่รู้ตัวกลีบดอกกลับช้ำจนเป็นรอยทันที แต่ใบหน้างามกลับยังนิ่งงันไม่แสดงความรู้สึกนิ่งเสียจนหลอกตาได้ว่าไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่เบื้องลึก

    นางเงยหน้าช้าๆแล้ววางก้านดอกไม้สุดท้ายลงในแจกัน ตวัดปลายนิ้วเช็ดหยดน้ำที่เปื้อนเล็บอย่างประณีตออกก่อนจะเอื้อนเอ่ย“แม้ฝ่าบาทพอพระทัยแต่หลี่ผิน ถึงเช่นนั้นข้าย่อมไม่ใช่คนที่ควรเดือดร้อนใจที่สุดหรอก”

    วาจานั้นไม่เอ่ยขึ้นเปล่าๆห้วงความคิดของเหล่าข้ารับใช้ต่างก็เข้าใจในทันทีว่าผู้ที่ควรเดือดร้อนที่สุดหาใช่เจินกุ้ยเหรินไม่

    “ว่าแต่..” นางหมุนตัวกลับมานั่งบนตั่งไม้หอมมือขาวยกพัดกลมปิดครึ่งหน้า “แล้วพวกนางมีท่าทีอย่างไรกันบ้าง” เจินกุ้ยเหรินหมายถึงเหล่าสนมที่ฐานะสูงส่งทั้งหลายที่บัดนี้ยังไม่มีวี่แววจะได้ถวายตัว ทั้งที่มาจากตระกูลขุนนางขั้นสูงทั้งงดงามปานหยาดฟ้ากิริยาชดช้อยเป็นหนึ่ง

    หนึ่งในนางกำนัลก้มหน้าลงจนแทบแนบพื้นเสียงอ่อนดังขึ้นว่า “ใช่ว่าอยากทำอะไรก็จะทำได้ดังใจเพคะกุ้ยเหรินเวลานี้หลี่ผินมีฐานะสูงในวังหลังไปแล้วไม่ใช่สนมเล็กน้อยที่ใครจะเหยียบได้เหมือนเมื่อก่อน หากไม่ใช่ฮองไทเฮาเองที่หมายตาจะลงมือจัดการ นางผู้นั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องแล้วเพคะ”

    คำพูดนั้นปลุกให้บรรยากาศในตำหนักเงียบงันลงในชั่วพริบตาประโยคที่กล่าวถึงฮองไทเฮาแม้กล่าวอ้อมอย่างระวัง แต่น้ำหนักของมันกลับหนักแน่น “ลืมไปแล้วหรือเรื่องของหายในตำหนักฉือหนิงก็ถูกกล่าวไปว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดเห็นทีฮองไทเฮาจทำได้มากสุดก็ให้ตัวเองเสียหน้าน้อยที่สุด เอาผิดนางยังไม่ได้”

    ได้ยินดังนั้นเจินกุ้ยเหรินก็พ่นลมหายใจเบาๆดวงหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องหอมสีนวลเงยขึ้นเล็กน้อยคิ้วเรียวยกสูงอย่างขัดใจแวบหนึ่งขนาดฮองไทเฮายังเหยียบหลี่ผินไม่ลงใครจะกล้าลงมืออีกเหล่า “แล้วท่านพ่อของข้าเล่า สืบเรื่องที่ข้าสั่งไปถึงไหนแล้ว” ผู้เป็นนายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

    นางกำนัลอีกคนที่เฝ้ารออยู่ด้านข้างรีบยอบตัวตอบทันที“ยังไม่มีสารกลับมาเลยเพคะกุ้ยเหรินพวกข้ารับใช้ลองไปแวะถามที่จวนก็แล้วแต่กลับได้รับเพียงคำตอบว่ายังไม่มีใครกลับจากชายแดน”

    “อืม” เจินกุ้ยเหรินหลุบตามองพัดกลมในมือปลายนิ้วเรียวเคาะเบาๆ บนด้ามพัดอย่างใช้ความคิด นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองทอดออกไปนอกผ้าม่านขาวตรงหน้าช่วงเวลานั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆ จากทางประตูด้านข้างนางกำนัลผู้นำเข้าข่าวเร่งฝีเท้าเข้ามาอย่างนอบน้อม ท่าทางร้อนรนไม่เหมือนปกติ

    “ทูลกุ้ยเหริน! มีข่าวด่วนเจ้าค่ะ!” เจินกุ้ยเหรินเพียงเลิกคิ้วสายตาตวัดผ่านข้ารับใช้สาวผู้นั้นครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณอนุญาต

    “มีสารด่วนจากตำหนักใหญ่แล้วเจ้าค่ะมีพระบัญชาให้ส่งคนไปเชิญท่านอ๋องและเชื้อพระวงศ์จากพื้นที่นอกเมืองทั้งหมดเสด็จกลับจากพื้นที่ศักดินาโดยเร็วที่สุด! ได้ยินว่าพระองค์จะทรงจัดงานเลี้ยงต้อนรับทูตจากต่างแผ่นดินเป็นแผ่นดินที่อยู่ข้ามทะเลไปทางใต้ ชื่อว่า ‘แคว้นหนานเฉา’ เพคะ”

    สิ้นคำบอกเล่าเหล่านางกำนัลในห้องต่างหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมายแคว้นหนานเฉานั้นไม่ใช่แคว้นธรรมดาเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ปลายทะเลใต้ห่างออกไปกว่าพันลี้ชาวแผ่นดินนั้นส่วนมากมีผิวเหลืองนวล ใบหน้าเป็นเอกลักษณ์เคร่งพิธีกรรมและขึ้นชื่อลือชาว่าใช้เครื่องราชบรรณาการแปลกตาปีนี้ที่กล่าวว่าเป็นการเจริญไมตรี อาจมิใช่เพียงพิธีธรรมดาก็เป็นได้ “อีกได้ยินว่าภายในคณะทูต..มีคนของราชวงศ์เสด็จมาด้วยเพคะ”

    เสียงของนางกำนัลคนนั้นกดต่ำลงอย่างตั้งใจคล้ายเล่าเรื่องลับยามกล่าวคำว่า “คนของราชวงศ์” ก็มีประกายในดวงตาสะท้อนความคิดหลายประการ

    เจินกุ้ยเหรินคล้ายตกอยู่ในห้วงความคิดลึกดวงตามองกลีบดอกไม้ในแจกันที่ถูกตัดเหลือเพียงช่อสั้นๆ กลีบบางที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยคล้ายอารมณ์ของนางเอง“ถ้ามีเชื้อพระวงศ์เสด็จมา..เรื่องนี้คงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนไมตรีเจริญสัมพันธ์ปกติแน่ๆ” เสียงของนางเอ่ยแผ่วเบา

    “บางทีตำแหน่งที่นั่งข้างฝ่าบาทในตำหนักอันสูงส่งอาจจะมีผู้มาแย่งชิงอีกรายแล้ว” สิ้นคำสายตาทุกคู่ในตำหนักก็หลุบมองต่ำเพราะในวังหลังนี้ มิได้มีแต่เพียงเรือนร่างงดงามหรือความสามารถที่จะไต่ขึ้นสูงได้หากแต่ตำแหน่งอำนาจชาติตระกูลก็สำคัญ ยิ่งอีกฝ่ายมีฐานะเป็นองค์หญิงเพียงก้าวเข้ามาตำหนักในวันแรกก็เหยียบหัวสนมเล็กๆ ไปก่อนนับสิบก้าวแล้ว

    ...

    แสงแดดตอนเที่ยงส่องแผดตรงกลางฟ้าจนแทบไม่มีเงาให้พักสายตากระนั้นภายในตำหนักฟู่ตงกลับเย็นสบายประหนึ่งอยู่ในฤดูปลายวสันต์ น้ำแข็งที่ได้รับพระราชทานจากห้องเก็บเย็นใหญ่ในวังหลังถูกนำมาวางไว้ในภาชนะหยกกระจ่างเรียงรายตามมุมห้อง

    ในขณะที่ร่างหนึ่งบนเตียงนอนขนาดใหญ่ยังคงหลับไหลอยู่ใต้ผ้าห่มแพรโปร่งปลายผมยาวสลวยแผ่คลุมหมอน หายใจเบาแต่สม่ำเสมอ กว่าที่นางจะรู้สึกตัวอีกครั้งแสงก็ไต่ขึ้นสู่กลางฟ้ารังสีที่ลอดม่านเข้ามาอาบเรือนร่างบางจนชวนให้นึกว่าเป็นภาพฝันเสียงนกร้องปลุกประสาทสัมผัสให้กลับมาทำงานอีกครา

    หลิวชิงเซียงขยับกายช้าๆลืมตาอย่างอ้อยอิ่ง ริมฝีปากบางที่ยังระเรื่อสีชมพูสดเคลื่อนไหวเล็กน้อยเมื่อเปล่งเสียงอ่อนในลำคอความรู้สึกหนักตัวบอกชัดว่านางนอนหลับไปนานเกินปกติ ขาทั้งสองคล้ายไม่มีแรงแขนที่เหยียดอยู่แน่นิ่งเหมือนไม้ฝืน

    นางกะพริบตาปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างก่อนจะหรี่ตาเล็กน้อยด้วยความเคืองแสง ขณะที่ขยับลุกขึ้นนั่งบนเตียงผ้าห่มผืนบางร่วงลงถึงเอวเผยให้เห็นอาภรณ์ผ้าไหมบางสีอ่อนหลวมสบายเนื้อตัวสะอาดหมดจด ไร้คราบเหงื่อหรือกลิ่นใดเจือปนบนผิวกายชัดเจนว่านางถูกเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อย่างเรียบร้อยก่อนหน้านี้ ทั้งที่จดจำได้ดีว่าเมื่อหลังเรื่องคืนวสันต์หอมอวลจบลงนางก็หมดแรงแทบจะทันทีไม่รับรู้สิ่งใดอีก

    “เมื่อคืน..” เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับถอนหายใจเมื่อภาพยามราตรีไหลเข้ามา

    ครั้งสุดท้ายแม้นางจะเห็นชัดจากแววตาของเขาว่ายังไม่พอแต่เขาก็ยอมอ่อนข้อให้นาง มิได้ฝืนมิได้เรียกร้องเกินกว่านั้น ‘เราไม่อยากฝืนเจ้า เราฝืนตัวเองดีกว่า’ หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้สติอีกเห็นทีเขาคงจะเรียกนางกำนัลเข้ามาช่วยดูแลนาง จึงสะอาดเรียบร้อยอย่างไร้ที่ติเช่นนี้

    นางรวบปลายผ้าห่มขึ้นคุมบ่าขณะขยับกายแหวกม่านที่กั้นไว้ด้านหน้าเตียงออกเมื่อม่านเลื่อนออกพ้นทาง เสียงฝีเท้าของสองนางกำนัลก็ดังขึ้นพร้อมกันอิงหลานกับฟ่านหรูที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วตรงเข้ามาทันทีแต่หาได้มีสีหน้าตกตะลึงหรือตกใจอย่างเมื่อวานไม่หลิวชิงเซียงเลิกคิ้วเล็กน้อยๆเอ่ยเสียงเบาราบเรียบ “พวกเจ้ายืนรอกันนานแล้วหรือ เหตุใดไม่นั่งให้ดีๆจะมายืนเช่นนี้ให้เมื่อยทำไม”

    ฟ่านหรูตอบขึ้นก่อนพลางประสานมือตรงอกอย่างเรียบร้อย “บ่าวไม่เมื่อยเลยเจ้าค่ะ”

    อิงหลานซึ่งยืนอยู่ข้างกันก็เอ่ยตาม“พวกเราพึ่งเข้ามาเพคะ”

    หลิวชิงเซียงหลุบตาลงเล็กน้อยปลายนิ้วบีบผ้าแพรบางในมือเบา ๆ พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิด “ทำไมพวกเจ้าพึ่งเข้ามา?”

    “พวกเรามารอประจำหน้าเรือนก็ยามเฉินแล้วอีกทั้งบ่าวทั้งสองไม่กล้าเข้ามาก่อนหน้านี้ เพราะเมื่อคืนฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่แล้วฝ่าบาทตอนเสด็จออกยังกำชับว่าอย่าได้เข้าไปรบกวนทรงรับสั่งให้หลี่ผินนอนพักเต็มที่ หากเลยเที่ยงวันแล้วยังไม่ตื่นค่อยเข้ามาเจ้าค่ะ”

    หลิวชิงเซียงยกมือแตะปลายเส้นผมของตนริมฝีปากคลี่ยิ้มบางแฝงไออุ่นบางอย่างในอก แม้จะรู้ดีว่าทุกอย่างที่เขาทำล้วนด้วยเหตุผลฉะนั้นที่ร่างกายนางสะอาดเช่นนี้เขาต้องลงมือจัดการเอง เขาเป็นผู้เช็ดตัวแต่งกายให้นางเพราะเรื่องที่นางเอ่ยไปเมื่อวาน  เขาเข้าใจว่านางจะรู้สึกอายหรือเก้อเขินและไม่อยากให้ผู้อื่นเห็นสภาพที่พึ่งร่วมหอ

    มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มเบาๆพลางพึมพำในใจ “ร้ายยิ่งนัก ตัวไม่อยู่ยังทำให้ข้าใจสั่นได้”

    นางค่อยๆลุกจากเตียง แม้จะเซอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อยืนมั่นแล้วก็ขยับได้ตามปกติ ร่างบางในชุดคลุมสีจันทร์ซีดเคลื่อนไปยังโต๊ะเครื่องหอมจัดแจงเช็ดหน้าล้างตาโดยมีฟ่านหรูคอยหยิบของส่งเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลิวชิงเซียงทอดถอนใจบางๆ ดีที่ผิวเนื้อที่พ้นมานอกอาภรณ์ไม่มีรอยแดงใดๆก่อนจะละสายตาจากกระจกทองเหลือง มองไปยังหน้าต่างที่กรองแสงแดดเข้ามาอย่างสบายตาร่างเพรียวเอ่ยถามอย่างเรื่อยเฉื่อย “วันนี้พวกเจ้ามีอะไรให้ทำบ้างไหมข้าคงไม่ได้ไปสนามซ้อม”

    ฟ่านหรูเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนตอบ“วันนี้อากาศร้อน น่าจะเหมาะไปดูปลาที่สระโบตั๋นเจ้าค่ะทั้งวันนี้ยังมีแข่งวาดพู่กันที่อุทยานหลวงด้วย หรือพระสนมจะจัดดอกไม้ก็ดีนะเพคะถ้าไม่อยากออกจากตำหนัก”

    หลิวชิงเซียงหัวเราะเบาๆแล้วส่ายหน้า “ทั้งหมดนั้นข้าไม่อยากทำสักอย่าง” นางจึงหันไปหยิบผ้าผืนหนึ่งที่ยังปักค้างอยู่จากหลายวันก่อนชูขึ้นพิจารณาแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “เช่นนั้นเรานั่งเล่นที่สวนหน้าตำหนักก็พอปักผ้าอันนี้ให้เสร็จ เจ้าสองคนมีอะไรก็เอามาทำด้วย มีอะไรจะคุยก็เชิญ ไม่ต้องยืนขาแข็งเฉยๆ”

    หลังทานอาหารทั้งสามจึงเดินออกไปยังสวนข้างตำหนักหลิวชิงเซียงนั่งลงอย่างผ่อนคลาย ปลายกระโปรงแผ่ล้อมเหมือนกลีบดอกไม้มือเรียวหยิบผ้าขึ้นปักเงียบๆ สายตาเริ่มจับลวดลายด้วยสมาธิเมื่อปลายเข็มแรกแทงผ่านผืนผ้า นางก็เอ่ยขึ้น “วันนี้ไม่มีอะไรเล่าให้ข้าฟังหรือ?” นางเอ่ยเสียงหยอกเย้าฟ่านหรู

    ฟ่านหรูกับอิงหลานสบตากันเล็กน้อยก่อนพยักหน้ายิ้มๆ

    ฟ่านหรูจึงเอ่ยขึ้นก่อน“ความจริงแล้วก็พอมีอยู่บ้างเจ้าค่ะแต่ไม่แน่ใจว่าหลี่ผินจะสนพระทัยหรือไม่..”

    หลิวชิงเซียงเงยหน้าขึ้น“เล่ามาเถอะ ข้ากำลังว่าง”

    ฟ่านหรูก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนเริ่มเล่าเสียงค่อย“เมื่อช่วงสายที่ผ่านมาได้ยินมาจากพวกนางกำนัลที่ตำหนักใหญ่ว่าฝ่าบาทมีรับสั่งให้ส่งสารด่วนไปเรียกเชื้อพระวงศ์ที่อยู่นอกเมืองหลวงให้เสด็จกลับโดยเร็วเพราะเห็นว่าจะมีคณะทูตจากแคว้นหนานเฉามาเจริญสัมพันธ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เจ้าค่ะ..”

    ทันทีที่สิ้นคำของฟ่านหรูมือที่ถือเข็มของหลิวชิงเซียงหยุดเคลื่อนไหวชั่วครู่

    แคว้นหนานเฉาชื่อที่ห่างไกลนักสำหรับผู้ที่เติบโตกลางทะเลทรายนางไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับแคว้นนี้รู้เพียงแต่ว่าเป็นแผ่นดินใหญ่อีกฝั่งของทะเลทว่าหากพวกเขาส่งคนมาแสดงไมตรีถึงวังหลวงเช่นนั้นผู้ที่ถูกเรียกกลับก็คงไม่ธรรมดาเช่นกัน

    หลิวชิงเซียงที่ชะงักลงชั่วครู่เอ่ยถามเสียงนุ่มด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสนใจอย่างแท้จริง“เชื้อพระวงศ์ที่ว่าคือทุกคนเลยหรือท่านอ๋องที่อยู่ในแผ่นดินศักดินาจะกลับมาด้วยหรือไม่?”

    ฟ่านหรูพยักหน้ารับทันควันดวงตากลมใสระยับเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นที่ได้เอ่ยเรื่องใหม่ๆ ให้เจ้านายฟัง “แน่นอนเจ้าค่ะท่านอ๋องทั้งสองก็ต้องกลับมาด้วยอยู่แล้วงานเลี้ยงครั้งนี้นับว่าเป็นงานใหญ่มากทีเดียวค่ะ แคว้นหนานเฉาไม่ได้เจริญสัมพันธ์กับราชสำนักเรามานานหลายปีนักคราวนี้ส่งคณะทูตมาพร้อมเชื้อพระวงศ์ยิ่งต้องจัดงานใหญ่สมฐานะหม่อมฉันคิดว่าคงเป็นงานเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในรอบสิบปี ใหญ่กว่าพิธีบวงสรวงด้วย”

    อิงหลานที่นั่งใกล้ข้างกันก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้องมือเรียวบางกำลังซ่อมชายแขนเสื้อของตนที่ขาดเมื่อฟังบทสนทนาไปก็เอ่ยเสริมอย่างคล่องปาก“ได้ยินมาว่าข้าหลวงฝ่ายการพิธีรีบเตรียมตำหนักต้อนรับจนวุ่นบ่าวที่ตำหนักฝ่ายในเริ่มถูกเรียกไปจัดเตรียมแทบไม่เว้นว่างทุกคนต่างพูดกันว่างานเลี้ยงครั้งนี้จะสำคัญยิ่ง อาจถึงขั้นมีการจับคู่ระหว่างราชวงศ์เลยก็เป็นได้”

    ประโยคนั้นทำให้ปลายเข็มในมือของหลิวชิงเซียงที่ลงฝีเข็มค้างอยู่กลางเล่มอากาศแววตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด

    ‘ท่านอ๋องจะกลับมาด้วย’ เสียงในใจของหลิวชิงเซียงทวนซ้ำอยู่เนิ่นนานเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในแผ่นดินศักดินาก็จะถูกเรียกกลับมาหากเป็นเช่นนั้นจริงเฉียนอ๋องที่ประจำอยู่จิงเหยียนก็ต้องกลับมาเมืองหลวงเช่นกันนั่นย่อมหมายความว่าเขาจะมีโอกาสปรากฏกายได้โดยง่ายขึ้นและถ้าเป็นเช่นนั้น..นางจะมีโอกาสได้พบกับหลี่เสวี่ยก็ได้

    หลิวชิงเซียงเบนสายตากลับมองที่ผืนผ้าในมือก่อนที่ความคิดกลับแล่นมาถึงคำกล่าวที่ว่า ‘จับคู่ระหว่างราชวงศ์’ โดยหวังว่าเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับเฉียนอ๋องเพราะเฉียนอ๋องยังไม่มีชายาเอกยิ่งคิดก็ยิ่งน่าหวง ที่ต้องหวงก็เพราะหลี่เสวี่ยล้วนๆโดยครั้งนี้ถ้านางได้เจอหลี่เสวี่ยอีกครั้งก็จะได้เผยความจริงที่นางสืบมาเสียทีจะได้ปลดข้อสงสัยในใจเฉียนอ๋องด้วย

    ข้อที่เฉียนอ๋องบอกว่าฮ่องเต้พระองค์นี้มีความสามารถปลอมแปลงรูปลักษณ์หรือใส่หน้ากากปลอมอยู่..ว่านั่นไม่จริงจากวิธีพิสูจน์ที่เฉียนอ๋องให้มาว่าใบหน้าที่มีหน้ากากติดอยู่หากได้สัมผัสด้วยปลายนิ้วดีๆทั้งใบหน้าจะเจอส่วนที่บางส่วนของหน้ากากไม่ติดผิว เพราะไม่ใช่ใบหน้าแท้จริงก็ยากจะเข้าพอดีกับรูปหน้าบ้างส่วนกดไปจะพบลมพองๆ ใต้หน้ากาก และนางก็ได้สัมผัสทั้งใบหน้าเขามาจนทั่วแล้วโม่เหวินหานมีใบหน้าเช่นนี้คือเรื่องแท้จริง

    หรือจะเรื่องที่เขาร่วมมือกับฮองไทเฮาเพื่อหวังควบคุมแผ่นดินนั้นออกจะตรงกันข้ามโม่เหวินหานไม่ได้ยืนข้างเดียวกับฮองไทเฮาสักเท่าไรทั้งจากที่แอบได้ยินมาทั้งสองออกจะไม่ลงรอยกันเสียด้วยซ้ำ

    ทั้งนี้โดยหวังว่าเมื่อเฉียนอ๋องรู้ว่าตัวเองคิดมากไปจะได้วางใจเรื่องนี้เสียที และไม่แน่ถ้าเฉียนอ๋องมีใจให้สหายนางบ้าง พอไม่คิดห่วงเรื่องบัลลังก์เขาอาจจะคิดสานสัมพันธ์กับหลี่เสวี่ยก็เป็นได้ขอแค่ก่อนหน้านั้นอย่ามีการจับคู่ระหว่างราชวงศ์เด็ดขาด

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน