เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 51 มือปราบติดลำดับพร้อมหน้า (เล่มที่ 2)

    เล่มที่2

             

    บทที่51มือปราบติดลำดับพร้อมหน้า


            เข้าสู่กลางเหมันตฤดู อากาศที่เมืองหลวงก็เริ่มจะหนาวเหน็บมากยิ่งขึ้นพายุหิมะก็โปรยปรายหนาตาทั้งยังกระหน่ำตกลงมามิขาดสาย ไม่ว่าจะมองไปยังทิศทางใด ภายใต้โลกที่มืดมิดแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยผืนหิมะอันขาวโพลนแบ่งแยกผืนปฐพีและแผ่นฟ้าอย่างเด่นชัด

             

            ท้องนภาเป็นสีดำ ผืนปฐพีเป็นสีขาว ปรากฏเป็นภาพที่งดงามยากพานพบอวิ๋นเซ่อ มือปราบลำดับเจ็ดแห่งราชวงศ์หลิง ศิษย์คนเล็กของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ ยืนทอดสายตามองภาพอันวิจิตรตามธรรมชาติตรงหน้าใกล้วันที่มันต้องเดินทางสู่เขตห้าขุนเขาเต็มที ความตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้าน จิตใจความนึกถึงสิ่งที่จากมาจึงพรั่งพรูคนมิอาจมีสมาธิฝึกลมปราณและก่อนจะถึงพิธีการรับศิษย์อันสำคัญ คนจึงได้หลบมาสงบจิตสงบใจในที่แห่งนี้

             

            อวิ๋นเซ่อนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นมือปราบติดลำดับก็ยังมิได้มีพิธีรีตรองใดอย่างเป็นทางการให้แก่มันเนื่องเพราะท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่อาจารย์ของมันมิชมชอบงานเอิกเกริกวุ่นวาย ท่านเพียงเรียกตัวบรรดาเหล่ามือปราบติดลำดับทั้งหมดคืนกลับสู่สำนักมือปราบเพื่อเริ่มพิธีการรับศิษย์น้องของตนเท่านั้น และนี่นับเป็นครั้งแรกที่อวิ๋นเซ่อจะได้มีโอกาสเห็นมือปราบติดลำดับทุกผู้ซึ่งต่อไปคนเหล่านี้จะกลายเป็นศิษย์พี่ของมัน

             

            ตอนนี้เหล่ามือปราบติดลำดับก็ได้มาถึงอย่างพร้อมหน้าแลกำลังว่ากล่าวสนทนากับท่านราชครูผู้เป็นอาจารย์อย่างออกรสออกชาติเสียงสนุกเฮฮาจึงดังออกมาจากตึกใหญ่ที่อยู่ด้านในสุดของสำนักมือปราบ ตึกแห่งนี้ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แห่งสำนักมือปราบสร้างขึ้นจากไม้จื่อถานที่มีเนื้อไม้โทนสีดำ เป็นตึกไม้เก้าชั้น ซึ่งชั้นแรกเป็นห้องโถงใหญ่กว้างโล่ง ฐานยกสูง เหมาะจะใช้สำหรับเป็นที่ชุมนุมของคนหมู่มาก แต่ทว่าตึกแห่งนี้กลับใช้เป็นที่ชุมนุมของมือปราบติดลำดับจำนวนไม่กี่คนเท่านั้นผู้ใดก็มิอาจเข้ามาภายในบริเวณตึกไม้ด้านในสุดหลังนี้ได้ หรือต่อให้พวกมันคิดอยากมาแต่มิว่าจะมาอย่างไรก็มาไม่ถึง นี่จึงเป็นสถานที่อันพิสดารในสำนักมือปราบ ถูกเรียกขานว่า‘ตึกไร้ตัวตน’

             

            อวิ๋นเซ่อยังทอดสายตามองผ่านบรรยากาศโดยรอบตัวของตนลมหนาวหอบหนึ่งก็พัดพาเอาชุดคลุมของมันให้โบกสะบัดขึ้น ชุดคลุมสีแดงเลือดนก ชุดคลุมใหม่ที่มันเลือกสวมใส่หลังจากต้องถอดเครื่องแบบของมือปราบฝึกหัดเมื่ออยู่บนร่างของชายหนุ่มส่งเสริมให้คนมีสง่าราศีและมากไปด้วยบารมีความน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ตั้งแต่ต้นมิเคยมีมือปราบผู้ใดใส่ชุดคลุมสีอื่นนอกจากสีดำมาก่อน หรือต่อให้มีสีอื่นสวมทับอย่างน้อยก็ต้องมีสีดำเป็นที่ตั้ง แม้แต่เหล่ามือปราบติดลำดับที่มิถูกคุมเข้มเรื่องชุดคลุมแต่เพราะเอกลักษณ์และธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาของสำนักมือปราบทำให้พวกมันก็ยังเลือกที่จะสวมชุดคลุมดำทว่าอวิ๋นเซ่อในอีกความทรงจำ มันชมชอบในอาภรณ์สีแดง เพราะเหมาะกับลักษณะคนเช่นมันดีอาภรณ์สีแดงก็เปรียบดั่งการถ่ายทอดตัวตนของผู้สวมใส่ แสดงถึงโทสะอันเทียมฟ้าที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งสีแดงเปรียบดั่งเพลิงแค้น ผู้สวมใส่ก็เปรียบดังผู้ที่พร้อมจะปลดปล่อยความแค้น!

             

            สายตาคนถูกดึงรั้งกลับไปที่ตึกไร้ตัวตนเบื้องหน้าวันนี้มันต้องคำนับอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่เพื่อสำเร็จพิธีการเป็นมือปราบอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมปฏิบัติเหล่าคนที่มันก็มิรู้ว่าเป็นใคร แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นบุคคลที่มีตัวตนยิ่งใหญ่ในปฐพีทั้งสิ้นชายหนุ่มจึงมีความรู้สึกประหม่ามิน้อยที่จะได้พานพบ คนเหล่านั้นล้วนมีแต่คนเก่งกาจส่วนมันยังนับว่าอ่อนแอเป็นอย่างมาก เช่นนั้นมันจะได้รับแววตาที่เหยียดหยาม วาจาที่ดูถูกดูแคลนจากคนที่มันไม่รู้จักเหล่านั้นหรือไม่แต่จะว่ามิรู้จักเลยก็มิเชิง เพราะหนึ่งในหกมือปราบติดลำดับอย่างน้อยก็มีอยู่คนหนึ่งที่มันรู้จัก

             

            ภายในตึกไร้ตัวตน สำนักมือปราบ

            “อาจารย์ศิษย์น้องของพวกเราเป็นบุรุษหรือสตรี?…..เฮ้อ แต่ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ทำให้ข้าเสียตำแหน่งศิษย์คนเล็กไปเหมือนเดิม”เสียงกล่าววาจาอย่างซุกซนของสตรีเยาว์วัยนางหนึ่งดังขึ้น ซึ่งนั่นก็มิใช่ใครที่ไหนเป็นเสียงของซินเหยียน มือปราบลำดับหกนั่นเอง

             

            ท่านราชครูลูบเคราหัวเราะร่า

            “เป็นบุรุษหรือสตรีอีกประเดี๋ยวพวกเจ้าก็จะได้เห็นเองแต่ที่แน่ๆ มันใช้การได้กว่าพวกเจ้าทุกคน"

             

            มือปราบลำดับสี่ที่เอาแต่นิ่งเงียบ รินน้ำชาส่งให้อาจารย์มาโดยตลอดก็หยุดชะงักแล้วกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจ

            “ไม่ได้ยินคำว่าใช้การได้จากปากของอาจารย์มานานมากอดทำให้ข้าอยากเห็นศิษย์น้องผู้นี้ขึ้นมามิได้แล้ว”

             

            มือปราบลำดับสองหัวเราะลั่นอย่างพึงพอใจโดยมิกล่าววาจามือปราบลำดับห้าจึงกล่าวยิ้มๆ

            “ศิษย์พี่รองท่านหัวเราะอะไร หรือกำลังคิดวางแผนที่จะบังคับศิษย์น้องเล็กมาแข่งประลองสุรา”

             

            เสียงอันห้าวหาญกล่าวขึ้น

            “ข้าพอใจที่จะหัวเราก็หัวเราะ น้องห้าหรือเจ้าคิดอยากประลองสุรากับข้าแทน”

             

            มือปราบลำดับห้าโบกมือโดยเร็ว

            “ท่านคอทองแดงออกปานนั้น ข้าย่อมสู้ท่านมิได้.….มิลองท้าสู้ศิษย์พี่ใหญ่เล่า”

             

            เมื่อถูกกล่าวอ้างถึง บุรุษที่เอาแต่นั่งลำตัวตรงเป็นระเบียบก็กล่าวขึ้น

            “ฤทธิ์สุราเพิ่มโอกาสที่จะทำให้คนทำผิดกฎหมายบ้านเมืองมากขึ้นข้าเป็นผู้รักษากฎ ยังจะดื่มสุราให้เมามายได้อีกหรือ”

             

            มือปราบลำดับห้าทำท่ากระซิบกระซาบเมื่อปราบลำดับสอง

            “ข้ามิน่ากล่าวอ้างถึงศิษย์พี่ใหญ่เลยจริงๆ"

             

            “ข้าก็คิดจะเตือนเจ้าแล้ว แต่ไม่ทันการณ์"

            มือปราบลำดับสองเองก็พยายามกล่าวเสียงกระซิบกระซาบแต่ด้วยโทนเสียงค่อนข้างใหญ่แลสากกระด้างจึงทำให้ดูน่าขบขัน จนซินเหยียนที่กำลังนวดไหล่ให้อาจารย์ต้องหัวเราะคิกคักขึ้นมา

             

            ท่านราชครูมองดูเหล่าศิษย์เบื้องหน้าตนท่านก็ได้แต่ส่ายศีรษะทอดถอนใจ

            “พวกเจ้าควรที่จะวางท่าเป็นศิษย์พี่ตัวอย่างให้แก่ศิษย์น้องเล็กบ้างเพราะแบบนี้ข้าถึงได้บอกว่ามันใช้การได้กว่าพวกเจ้า”

             

            ตึก ตึก ตึก

            เสียงประตูไม้ถูกเคาะจากภายนอก พร้อมกับเสียงของอวิ๋นเซ่อดังมา

            “ขออนุญาตขอรับ"

             

            “เข้ามา"

            ท่านราชครูกล่าวเสียงกังวาน บรรยากาศภายในห้องโถงขนาดใหญ่ชั้นหนึ่งก็เงียบสงบลงทันทีทุกสายตาของเหล่ามือปราบทุกนายจับจ้องไปที่ประตูไม้ที่กำลังถูกผลักเปิด

             

            เสียงเอี๊ยดพร้อมกับร่างในชุดคลุมแดงก้าวเข้ามาอย่างมิช้ามิเร็วสิ่งแรกที่ปรากฏย่อมเป็นอาภรณ์แดงที่เด่นเป็นสง่า สิ่งที่สองเป็นท่วงท่าอากัปกิริยาที่องอาจห้าวหาญท่าทางของมันมิได้แสดงความพินอบพิเทาราวมุสิกที่กำลังเดินผ่านดงพยัคฆ์ แต่เป็นท่าทางของราชสีห์ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตัวหนึ่งจึงทำให้เพียงพบพานครั้งแรกเหล่ามือปราบติดลำดับทุกผู้ยังเป็นต้องผงกศีรษะชมเชยแลยอมรับในความน่าเกรงขามแต่ไม่โอ้อวดถือดีของคนผู้นี้

             

            เดินผ่านม่านเพลิงปราณ อาภรณ์แดงยิ่งขลับเข้ากันจนคล้ายไฟอเวจีอันสว่างไสวขุมหนึ่งดูดุดันแกร่งกร้าวแลพลิ้วไหวไปในตัว จนถึงตอนนี้มือปราบติดลำดับทุกผู้จึงได้เห็นใบหน้าของศิษย์น้องคนเล็กของพวกตนกันอย่างชัดตา

             

            มือของซินเหยียนที่กำลังบีบนวดไหล่ของอาจารย์เป็นต้องหยุดชะงักนัยน์ตาเบิกโพลงตื่นตะลึง เช่นเดียวกับมือปราบลำดับสี่ที่กาน้ำชาในมือถึงกับสั่นสะท้านเทน้ำชาราดลงบนมือของตนเองอย่างพลั้งเผลอ

             

            ส่วนมือปราบลำดับห้าดูแปลกใจอยู่บ้าง แต่พอได้นึกถึงเรื่องราวบางประการคนก็ผงกศีรษะยอมรับกับคำกล่าวของอาจารย์ที่ว่า มันล้วนใช้การได้กว่าพวกเจ้า

             

            มือปราบลำดับสองจ้องมองอวิ๋นเซ่อเนิ่นนานก่อนผงกศีรษะกล่าวเสียงดัง

            “อาจารย์ ท่านช่างตาแหลมคมจริงๆ ดูไปแล้วมันยังดีกว่าศิษย์น้องห้าหลายเท่า"

             

            มือปราบลำดับหนึ่งยังนั่งตัวตรง คนหันไปยกยิ้มให้แก่อวิ๋นเซ่อแสดงความยินดี

             

            ส่วนอวิ๋นเซ่อเมื่อได้เห็นหน้ามือปราบติดลำดับทุกผู้ได้อย่างชัดตาจากที่เคยรู้สึกประหม่าก็กลับกลายเป็นว่างุนงงสงสัยขึ้นมาแทน

             

            “อวิ๋นเซ่อ เจ้าเข้ามาตรงหน้าอาจารย์นี้”ซินเหยียนกล่าวขึ้น ท่านราชครู รวมถึงศิษย์พี่หลายคนก็ต่างหันขวับไปมองซินเหยียนพร้อมกล่าวถามแทบจะเป็นประโยคเดียวกัน

            “เจ้ารู้จักมัน”

             

            ซินเหยียนยังยกยิ้มซุกซนมิกล่าวตอบคำถามคนขยับกายเข้ามานั่งด้านข้างอาจารย์แล้วกล่าวอธิบายขึ้น

            “ธรรมเนียมการรับศิษย์ของพวกเรา เจ้าจะต้องคารวะด้วยน้ำชาตรงหน้าเริ่มจากผู้มีตำแหน่งลำดับหลังๆ ก่อน ค่อยไล่เรียงไปถึงอาจารย์ เข้าใจหรือไม่…..ตอนนี้ข้าจะเป็นคนเอ่ยแนะนำตั้งแต่ต้นจนจบพิธี ให้เจ้าจดจำไว้ด้วย เพราะหากเมื่อไหร่ที่อาจารย์รับศิษย์อีกหน้าที่นี้ต่อไปจะตกเป็นของศิษย์คนเล็กอย่างเจ้า”

             

            อวิ๋นเซ่อที่เดินมานั่งลงตรงกาน้ำชาที่ถูกจัดเตรียมไว้บริเวณกลางห้องก็ผงกศีรษะ

            “เข้าใจแล้ว”

             

            ซินเหยียนกล่าวสืบต่อ

            “เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เช่นนั้นก็เริ่มกันเถิด……คารวะศิษย์พี่ลำดับหก ซินเหยียน”

             

            อวิ๋นเซ่อรินน้ำชาลงยังแก้วดินเผาใบหนึ่งแล้วคุกเข่ายื่นคารวะแก่ซินเหยียน

            “คำนับศิษย์พี่หก"

             

            ซินเหยียนยกยิ้ม รับน้ำชาขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดแล้วกล่าว

            “ข้าแปลกใจมากที่เห็นเจ้าก้าวข้ามขีดความสามารถของตนได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ข้าชื่นชอบคนมิผิดจริงๆ และนับว่าเป็นเรื่องดีมิน้อย เจ้าอยู่ใกล้เคียงข้า ข้าจะได้กีดกันสตรีทุกนางที่เข้าหาเจ้าได้ง่ายดายยิ่งขึ้น”

             

            แค่กๆๆ ท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มกินไปก่อนหน้าออกมาก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            “เหยียนเอ๋อเอ๋ย เจ้าควรสำรวมไว้บ้างนั่นศิษย์น้องเจ้านะ"

             

            เหล่ามือปราบติดลำดับทุกผู้ได้ยินเช่นนั้นก็มิอาจที่จะอดกลั้นขำได้เสียงหัวเราะอย่างชื่นมื่นจึงดังไปทั่วตึกไร้ตัวตน

            “ที่จริงน้องหญิงมิเคยสนใจในบุรุษผู้ใดมาก่อน”

             

            “น้องเล็กนับว่าเจ้ายอดเยี่ยมยิ่งนักที่สามารถล่อลวงบุปผามายาดอกนี้ได้"

             

            “ฮ่าฮ่าฮ่า”

             

            ซินเหยียนถลึงตาใส่อาจารย์และเหล่าศิษย์พี่ของตน

            “หากยังล้อเลียนข้าอีก อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

             

            ทุกผู้ต่างเงียบเสียงลง ก่อนซินเหยียนจะผายมือไปทางบุรุษฉกรรจ์ใบหน้าคมคาย ผิวสีเหลืองแทน

            “คารวะศิษย์พี่ลำดับที่ห้า เฉินเฟิง”

             

            อวิ๋นเซ่อรินน้ำชาลงยังแก้วดินเผาอีกใบก่อนคุกเข่ายื่นคารวะน้ำชาแก่บุรุษตรงหน้า

            “ขอบพระคุณที่คืนนั้นให้ข้ายืมดาบ ศิษย์พี่ห้า”

             

            เฉินเฟิงรับน้ำชาขึ้นมาดื่มอย่างว่องไวก่อนกล่าวขึ้นกับอวิ๋นเซ่อด้วยความยินดี

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ผู้เหี้ยมหาญแห่งโรงเตี๊ยมไผ่เขียวคืนนั้นใครจะไปคิดว่าจะได้มาเป็นพี่น้องกันในวันนี้ ข้าดีใจจริงๆ ที่ได้เจ้าเป็นศิษย์น้องเล็ก”กล่าวยังไม่ทันจบคำ กระบี่ดำในมือของมันก็สั่นอึงอนขึ้นจนทุกผู้ยังต้องหรี่ตามาดูเป็นจุดเดียวเฉินเฟิงกล่าวสืบต่อ “เจ้าดู แม้แต่ดาบดำเล่มนี้มันก็ยังตื่นเต้นยินดี”

             

            พอคารวะศิษย์พี่ห้าเสร็จสรรพ ซินเหยียนก็กล่าวสืบต่อทันที

            “คารวะศิษย์พี่ลำดับที่สี่ หวังเยี่ยนเถา”

             

            อวิ๋นเซ่อยื่นคารวะน้ำชาแก่บุรุษที่ดูคล้ายสตรีเบื้องหน้า

            “คำนับศิษย์พี่สี่ ที่หอคณิกาหมื่นบุปผาท่านเล่นเอาข้าเกือบมิรอด มิคิดว่าวันนี้จะได้มีวาสนาร่วมเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับท่าน”

             

            แท้ที่จริงบุรุษคล้ายสตรีผู้ที่ทำให้อวิ๋นเซ่อเกือบตกตายผู้นั้นกลับเป็นถึงมือปราบลำดับสี่มันรับน้ำชาขึ้นมาดื่มรวดเดียวก่อนกล่าว

            “ศิษย์น้อง นับว่าเจ้าร้ายกาจจริงๆ ที่ฝ่าฟันจนมายืนอยู่จุดนี้ได้”

            หยุดเล็กน้อย บุรุษคล้ายสตรีมันได้นึกถึงคนผู้หนึ่งจึงครุ่นคิดขึ้นในหัวสมอง

            “ท่านเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”

             

            ซินเหยียนผายมือไปที่บุรุษสวมชุดคลุมซอมซ่อใบหน้าหยาบกร้าน แต่คมเข้มน่าชมมองมิน้อย ซึ่งด้านหลังของมันมีหมวกงอบห้อยคออยู่ อีกทั้งมันยังมีลักษณะเด่นคือดวงตาขวาที่ปิดอยู่ตลอดเวลาคล้ายคนตาบอดข้างเดียว

            “คารวะศิษย์พี่ลำดับที่สอง หลิวหู่”

             

            อวิ๋นเซ่อยกแก้วน้ำชายื่นคารวะแก่บุรุษตรงหน้าคับคล้ายคับคลาว่าเคยพบเจอกันที่ไหน ก่อนชายหนุ่มจะนึกขึ้นได้จึงกล่าวขึ้น

            “คำนับศิษย์พี่รอง ขอบพระคุณที่คุมเทียมเกวียนรถม้ามาส่งข้าที่เมืองหลวง”

     

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าอยากมาก็มา อยากไปก็ไปอย่าใส่ใจเลย แต่วันนี้นับว่าประเสริฐนักที่ได้ศิษย์น้องเช่นเจ้าเข้ามา หลังเสร็จงานนี้พวกเรามาร่ำสุราเลี้ยงฉลองกันเถิด”

            ก่อนกระดกดื่มน้ำชารวดเดียวหมด

             

            จากนั้นซินเหยียนก็ผายมือไปยังบุรุษผู้มีใบหน้าหลอเหล่าทั้งแฝงไว้ด้วยแววความสัตย์ซื่อยุติธรรม ก่อนจะกล่าวต่อ

            “และคารวะศิษย์พี่ลำดับที่หนึ่ง หลงเหว่ยชิ่ง”

             

            อวิ๋นเซ่อคารวะน้ำชาแก่ศิษย์พี่ใหญ่ ส่วนสายตาก็เหลือบมองศิษย์พี่ผู้นี้อยู่เนิ่นนานก่อนกล่าวขึ้น

            “คำนับศิษย์พี่ใหญ่ มิคิดว่ามือปราบที่มอบปณิธานการเป็นมือปราบให้แก่ข้าที่ธารน้ำหลังเมืองเกงฉานวันนั้นจนทำให้ข้ามายืนอยู่จุดนี้ได้จะเป็นถึงมือปราบลำดับที่หนึ่ง”

             

            หลงเหว่ยชิ่งยกยิ้ม ก่อนดื่มน้ำชาในมือจนหมด

            “ข้าคิดว่าเป็นวาสนาของเจ้าเองต่างหากใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มผู้อ่อนแอวันนั้น จะกลับกลายเป็นมือปราบลำดับเจ็ดที่เหี้ยมหาญได้โดยใช้เวลาไม่กี่ปีเจ้าทำให้ข้าเข้าใจในคำกล่าวของอาจารย์ขึ้นมาทันใด ศิษย์น้องเล็ก เจ้าช่างยอดเยี่ยมยิ่งนักสำนักมือปราบเราได้เจ้ามาเพิ่ม นับเป็นวาสนาโดยแท้”

             

            “ท่านชมเชยเกินไปแล้ว”

             

            หลังจากคารวะน้ำชาศิษย์พี่ทั้งหมดจนเสร็จสรรพก็ถึงคราวที่ต้องคารวะน้ำชาอาจารย์ ซินเหยียนเตรียมจะกล่าวสืบต่อ ทว่าอวิ๋นเซ่อบังเกิดความสงสัยจึงได้กล่าวถามขึ้นก่อน

             

            “แล้วศิษย์พี่สามเล่า?”

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน