โลหะล้ำค่าสีขาวแวววาวนั้นถูกนักเคมีเรียกว่าแพลทินัม(Platinum : Pt) หรือ 'ทองคำขาว’ เป็นโลหะที่หาได้ยากยิ่งกว่าทองคำ ทั้งไม่เป็นสนิมและทนทานต่อการกัดกร่อนทุกประเภท พื้นผิวมีความเงางามและแวววาวได้นานยิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์ ทั้งยังมีความแข็งแกร่งและมีจุดหลอมเหลวสูงกว่าทองคำทองแดงและเหล็กเสียอีก จึงทำให้มันมีราคาที่สูงค่ากว่าทองคำถึง 3 เท่าตัว
(เหล็กมีจุดหลอดเหลวที่ 1,538 °C : ทองคำขาว มีจุดหลอมเหลวที่ 1,768.3 °C)
หลังจากที่หยางไครับประทานเม็ดยาเขากิเลนแล้ว ภายในลมปราณดินปลูกย่อมเกิดความสั่นไหวและการขยับเคลื่อนของพื้นที่ทุกบริเวณ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นผ่อนคลายให้กับฐานรากอันส่งผลดีในแง่ของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของพลังลมปราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรื้อถอนและปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อฐานกายที่อาจส่งผลร้ายแรงแก่ผู้บ่มเพาะจนอาจจะทำให้เกิดธาตุไฟแตกขึ้นก็เป็นได้
แม้คุณสมบัติเหล่านี้จะมีประโยชน์แก่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปอย่างไม่อาจประมาณค่าได้ แต่สำหรับหยางไคแล้วถือมันเป็นแค่เพียงผลข้างเคียงที่มิได้มีความสลักสำคัญต่อตนสักเท่าใดนัก และในตอนนี้เขาใส่ใจกับมวลวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของกิเลนที่ถูกดูดซึมเข้ามาภายในพื้นที่พิเศษมากยิ่งกว่า
จึงรีบนำมวลวิญญาณจำนวนมากมายเหล่านั้นถมไปยังพื้นที่ว่างฝั่งขวา แล้วบีบอัดลงไปจนแน่นเพื่อรองรับพีระมิดหลังใหม่นั่นเอง
จากนั้นหยางไคซึ่งก่อนหน้านี้ได้เตรียมความพร้อมมาอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว และแม้หนุ่มน้อยจะยังไม่ทราบว่าโลหะชิ้นนี้จะต้องถูกเรียกชื่อว่ากระไร แต่ก็รีบใช้พลังความคิดควบคุมอุณหภูมิความร้อนที่ได้รับจากโสมวิเศษ จากนั้นไปจัดการกับโลหะกองแรกในทันทีที่เข้ามาถึง เพื่อหลอมละลายและการก่อสร้างตามรูปทรงพีระมิดฐานกลวงสี่เหลี่ยมตามอย่างที่เขาจินตนาการเอาไว้ในใจ
..
….
บัดนี้จึงปรากฏพีระมิดสีขาวขนาดใหญ่โตกว่าพีระมิดอาชาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับมีความแวววาวงดงามอันอมตะเหนือกว่าพีระมิดสีทองเหลืองอร่ามเสียด้วยซ้ำ และดูเหมือนจะทำให้แสงสว่างภายในพื้นที่มีการกระจายตัวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นหยางไคจึงทำการครอบพีระมิดสีทองหลังเก่าด้วยพีระมิดสีขาวหลังใหม่ แล้วเร่งอุณหภูมิให้สูงยิ่งขึ้น จึงส่งผลให้ทองคำหนัก 3 ตำลึงซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าก็เริ่มละลายเป็นสายน้ำสีทองแล้วไหลซึมออกมาจากฐานรากของพีระมิดสีขาวที่ครอบอยู่นั่นเอง
หยางไคจึงรีบแบ่งทองคำออกเป็น 3 ส่วน แล้วสร้างรูปทรงของมันกลับคืนสู่ทองคำหยวนเปาอันมีลักษณะคล้ายดังเรือสำเภาทองทั้ง 3 ตำลึง
…
…
ฝ่ายหนุ่มน้อยเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ เพราะนอกจากเขาจะไม่ต้องสูญเสียทองคำที่ได้เตรียมเอาไว้ถึง 12 ตำลึงแล้ว ยังสามารถนำทองคำที่เคยถูกใช้งานในที่แห่งนี้กลับคืนไป ด้วยคุณสมบัติสำคัญของทองคำบริสุทธิ์ที่ไม่ว่าจะถูกเผาเพื่อหลอมขึ้นมาใหม่อีกสักกี่ร้อยกี่พันครั้ง ทองคำก็ยังคงคุณค่าดังเดิมอยู่เสมอไม่เปลี่ยนเปลง
เมื่อการทดสอบได้ผลลัพธ์เกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้เช่นนี้แล้ว หยางไคก็เริ่มหล่อพีระมิดขนาดใหญ่โตจาก 'แพลทินัม' พร้อม ๆ กันทั้งสองหลัง เพราะเกรงว่าพลังความร้อนแรงจากโสมวิเศษจะหมดฤทธิ์ลงเสียก่อน
ซึ่งสำหรับพีระมิดสีขาวหลังที่สองที่สร้างมาทดแทนพีระมิดพยัคฆ์ที่ชำรุดนั้นมีขนาดใหญ่โตกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เนื่องด้วยหนุ่มน้อยนั้นเริ่มตระหนักได้ถึงความจำเป็นของทักษะโจมตีที่สามารถสยบศัตรูก่อนที่จะถูกศัตรูทำร้ายเข้าเสียก่อน
ส่วนพีระมิดหลังที่สามนั้น หยางไคกลับสร้างมันให้ใหญ่โตมากยิ่งกว่าพีระมิดทุกหลังที่เขาเคยสร้างมา เนื่องด้วยปราณกิเลนอันเป็นพลังลมปราณระดับ 3 นั้น มีจุดเด่นอยู่ที่การป้องกันตั้งรับ และหยางไคเองก็เหมือนบัณฑิตทั่วไป ซึ่งนิยมการหลีกเลี่ยงมากกว่าการปะทะจนเป็นนิสัย ยกเว้นจะถึงคราวจวนตัวมากจริง ๆ
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว หยางไคก็ทำการติดตั้งพีระมิดหลังที่สองครอบไปยังพีระมิดพยัคฆ์ จากนั้นใช้ความร้อนที่ต่ำกว่าเพื่อหลอมเอาทองคำจากพีระมิดทองคำหลังเดิมออกมาได้อีก 7 ตำลึง จึงสรุปได้ว่าหยางไคจะได้ทองคำติดมือกลับไปด้วยกันถึง 10 ตำลึง
จากนั้นจึงทำการติดตั้งพีระมิดหลังใหม่ขึ้นบนพื้นที่ว่างเปล่าที่ได้ถมและอัดแน่นเอาไว้จนสูงกว่าพื้นที่บริเวณอื่นโดยรอบ ทั้งยังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพีระมิดพยัคฆ์สักเท่าใดนัก
..จนเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง
มวลวิญญาณจำนวนมากก็แทรกซึมขึ้นมาพีระมิดหลังใหม่จนเต็ม จึงทำให้ระดับพื้นที่ตั้งของพีระมิดหลังที่สาม ณ เวลานี้ ก็มีระดับเดียวกันกับพีระมิดหลังอื่น ๆ อย่างแม่นยำนัก
เมื่อมวลวิญญาณเข้ามาประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว หยางไคก็เริ่มทำการบรรจุเคล็ดวิชาลมปราณกิเลน จากนั้นจึงเลือกใช้ทักษะ 3 ชนิดคือ #ระฆังทองคุ้มกาย ซึ่งเป็นทักษะที่เพิ่มการป้องกันการโจมตีทางกายภาพ ส่วนทักษะอันดับถัดไปคือ #กำแพงพลังวัตร ซึ่งเป็นทักษะที่เพิ่มการป้องกันการโจมตีจากพลังงานและธาตุพิเศษต่าง ๆ
โดยทักษะทั้งสองนั้น เป็นทักษะจำเพาะอันมีความโดดเด่นของลมปราณกิเลนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ส่วนทักษะสุดท้ายนั้นหยางไคเลือกใช้ทักษะระดับต่ำและทั่วไปเท่านั้นคือ #พื้นฐานท่าร่าง ซึ่งถูกบูรณาการขึ้นมาจากลมปราณทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ลมปราณอาชา ลมปราณพยัคฆ์ ลมปราณกิเลน และแม้แต่ลมปราณมังกรไฟที่มีท่าร่างอันโดดเด่นถึงเพียงใดก็ตาม
ซึ่งแม้หยางไคจะเห็นประสิทธิภาพ #ท่าร่างมังกรบิน ที่พี่ใหญ่หวงได้ใช้ออกมาเพื่อทะยานร่างขึ้นไปบนเสากระโดงเรือสำเภาเมื่อครั้งนั้น แล้วยังก้าวย่างขึ้นบนใบเรืออย่างแผ่วเบา ทั้งยังใช้ธาตุไฟเมื่อร่อนลงบนดาดฟ้าเรืออย่างนิ่มนวลสักปานใดก็ตาม
แต่เมื่อหยางไคได้เห็นวิชาตัวเบาที่เหล่าผู้อาวุโสเจ้าสำนักของพรรคกระยาจก หรือแม้แต่จางฉวนที่ใช้ออกมานั้น มันก็ช่างลึกล้ำพิสดารจนเกินไปนักจึงไม่อาจตัดใจได้ ทั้งยังมั่นใจว่าเขาน่าจะเรียนรู้และพัฒนาขึ้นไปได้อีก
และถึงแม้เขาจะต้องใช้เวลามากมายสักแค่ไรแต่ก็สมควรจะคุ้มค่ายิ่งกว่า หยางไคจึงได้ตัดสินใจครั้งสำคัญเช่นนี้เอง
ครั้นสำรวจความเรียบร้อยทุกอย่างดีแล้ว กอปรกับความเหนื่อยล้าจากงานหนักอย่างยาวนาน หยางไคจึงคลายสมาธิ แล้วออกไปพร้อมกับทองคำหยวนเปาจำนวน 10 ตำลึง โดยไม่ทราบเลยว่าจากวันแรกที่เขาเข้ามาบริหารพื้นที่ จนถึงวันนี้ที่ได้ออกมาแล้ว เวลาก็ได้ล่วงผ่านไปถึง 6 วัน 6 คืนเลยทีเดียว!!