ยามเฉิน(07.00-08.59น.)ของวันใหม่แม้งานประมูลจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ผู้คนก็ยังคงกล่าวถึงไม่มีทีท่าจะเงียบลงเลยสักนิดมันมีแต่จะโด่งดังขึ้นไปเรื่อยๆทั้งสิ่งของที่ทางหอภูติสรรค์นำเข้าประมูล
ทั้งการขายโอสถระดับสูง อาวุธ ชุดเกราะ และสมุนไพรทั้งจำนวนเงินทองมากมายต่างหลั่งไหลเข้าไปในหอประมูลและในตอนนี้หากถามหาสำนักที่ร่ำรวยที่สุดคงหนีไม่พ้นสำนักภูติสวรรค์ผู้ที่เป็นเจ้าของของหอประมูลแห่งนี้แน่นอน
เพียงแค่หนึ่งวันชื่อเสียงของสำนักภูติสวรรค์ที่จัดตั้งขึ้นไม่ถึงหนึ่งปีก็เป็นที่รู้จักกันเป็นวงกว้าง ทุกคนที่เข้าร่วมงานประมูลและได้เห็นสินค้าต่างๆพวกเขาต่างก็รอคอยวันที่หอประมูลแห่งนี้จะเปิดการประมูลใหญ่อีกครั้ง แม้จะมีการเปิดประมูลทุกๆเดือนแต่ก็ใช่ว่าจะมีของที่ล้ำค่าถึงเพียงนี้แม้ทุกอย่างที่ทางหอประมูลภูติสรรค์นำออกมาประมูลจะล้ำค่าแต่ครั้งนี้มันมีในสิ่งที่ทุกคนคิดว่าชาตินี้คงไม่อาจได้เห็นเช่น โสมหมื่นปี น้ำทิพย์ที่มีความเข้มข้นสูงไม่ถูกเจือจางเลยสักนิดและที่สำคัญโอสถทะลวงฟ้าระดับครึ่งก้าวเซียนที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนที่แม้แต่สำนักเทพโอถสก็ไม่สามารถหลอมขึ้นมาได้
รวมๆแล้วตอนนี้คงมีคนกล่าวถึงชื่อสำนักภูติสวรรค์คงไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวว่าไม่รู้จัก ส่วนคนรับทรัพย์อย่างชิงเซียนหลังจากได้รับรายงานเกี่ยวกับยอดรวมของเงินหลังจากหักต้นทุนแล้วก็นั่งยิ้มกว้างอย่างมีความสุข จนหลงเทียนที่เข้ามาพบเห็นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างหน่ายใจ
"อารมณ์ดีจริงๆ.....ตอนนี้เจ้าก็ร่ำรวยกว่าพี่แล้ว ทั้งทรัพย์สมบัติสิ่งของล้ำค่า ชื่อเสียง อำนาจบริวารหรือแม้แต่ความแข็งแกร่งเจ้าก็มีมากกว่าพี่....."พอเดินเข้ามาด้านในหลงเทียนก็กล่าวกับชิงเซียนทันที
"เจ้าค่ะข้าอารมณ์ดียิ่งนัก ว่าแต่ที่พี่หลงเทียนกล่าวเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ"ทำไมเขาพูดเช่นนั้นนะ หรือกำลังน้อยใจอยู่?แล้วทำไมหลังจากพี่หลงเทียนเลื่อนระดับมาถึงระดับเทพเซียนแล้วข้าถึงอ่านความคิดของเขาไม่ได้กันนะ?
"ที่พี่กำลังจะพูดคือ....เจ้ามีทุกอย่างที่เหนือกว่าพี่ทุกอย่างแล้วในตอนนี้ พี่ไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาพี่ไปสู่ขอเจ้าพี่ควรจะหาสิ่งใดไปสู่ขอเจ้าดีเพราะตอนนี้เจ้าก็มีทุกอย่างหมดแล้ว พี่ช่างเป็นบุรุษที่ไม่ได้ความยิ่งนัก..."แม้นางจะมีมากกว่าข้าในตอนนี้แต่ก็เพียงตอนนี้เท่านั้นแหละนะ ที่กล่าวไปเพียงเพื่อหยอกล้อนางเพียงเท่านั้น
"อืม.....ข้าก็ไม่รู้ว่าอยากได้อันใดด้วยสิ....อืม.....อา......ข้าคิดออกแล้วเจ้าค่ะว่าข้าอยากได้อันใดจากท่าน!"หึหึ จะแกล้งข้ารึ
"เจ้าอยากได้อันใดหากพี่หามาให้ได้พี่จะไม่รีรอรีบกล่าวมาเถิดเซียนน้อย"ข้าพูดจริงนะหากนางต้องการอันใดข้าพร้อมจะหามาให้นางได้ทุกเมื่อแม้แต่ชีวิตข้าก็ให้นางได้
"มันไม่ใช่สิ่งของที่หายากแต่มันก็ประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน"ข้ากล่าวอย่างช้าๆพร้อมทั้งสาวเท้าเดินไปหาพี่หลงเทียนอย่างช้าๆและหยุดเมื่อเข้าใกล้พี่หลงมากพอและกล่าวต่อ"นั้นก็คือ..."พอถึงตรงนี้ข้าก็หยุดพูดอีกครั้งและทำการยื่นใบหน้าไปใกล้ๆใบหูพร้อมกระซิบด้วยเสียงแหบพร่า"...ข้าต้องการเพียงหัวใจและ'ร่างกาย!'...ของท่านอย่างไรเล่า...งับ"กล่าวจบก็ปิดท้ายด้วยการงับเข้าที่ใบหูของหลงเทียนเบาๆ
แต่การกระทำเช่นนั้นก็ทำให้ร่างหนาสะดุ้งแล้วก็ยืนแข็งค้างอยู่เช่นนั้นและปฏิกิริยาเช่นนั้นมันก็ทำให้ชิงเซียนพออกพอใจเป็นอย่างมากแล้วร่างบางก็เดินออกไปเพื่อรวมกับคนอื่นที่รออยู่โถงกว้างทันที
"อ่า.....ข้าพ่ายแพ้ให้แก่นางอีกแล้วสินะ....หึหึ..."เมื่อได้สติหลงเทียนก็ยกมือขึ้นลูบใบหูที่ถูกนางปีศาจน้อยงับพร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดีไม่ได้รู้สึกเคืองแต่อย่างใดที่ตนแพ้ทางคนรักทุกครั้งที่เขาคิดจะแกล้งนาง ใช่! เขาพ่ายเเพ้แก่นางทุกครั้ง!
ยามซื่อ(09.00-10.59น.)ณ สนามประลองยุทธของสำนักมังกรคำรามหรือสำนักหลวงต่างก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่ต้องการเข้าร่วมชมในการประลองยุทธของสำนักต่างๆในครั้งนี้เพราะไม่ใช่จะมีการประลองยุทธยังที่แห่งนี้ทุกปี ด้วยสถานที่จะย้ายไปยังที่ต่างๆทุกปีและปีนี้ก็ถึงรอบของทวีปมังกรคำรามเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันในครั้งนี้
สนามประลองของสำนักหลวงนั้นใหญ่พอๆกับสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ล้อมลอบไปด้วยที่นั้งของผู้เข้าชมที่เรียงกันเป็นขั้นบันได สำนักต่างๆก็มีที่นั่งประจำเป็นของตัวเองตามที่มีป้ายชื่อบอกติดไว้
สำนักต่างๆได้พากันเข้ามาในส่วนของสนามประลองและตรงไปยังส่วนที่เป็นที่นั่งของพวกตนมีทั้งสำนักน้อย-ใหญ่ต่างก็ประจำที่และตอนนี้ก็พากันมาใกล้ครบแล้วเหลืออีกเพียงไม่กี่สำนักเท่านั้นนั่นรวมถึงสำนักจันทราโลหิตและสำนักภูติสวรรค์ด้วย
"อะไรกันนี้ก็ใกล้ได้เวลาเปิดพิธีแล้วยังมาไม่ครบกันอีกหรือ ข้ารึก็อุส่ารีบมานี่ข้าต้องมานั่งตากแดดรอพวกเขาเหล่านั้นรึ....ชิ"สตรีผู้นี้คือเจ้าสำนักบุปผาเหมันต์แม้อายุจะเข้าเลขแปดแล้ว แต่ก็ยังดูอ่อนเยาว์กว่าความเป็นจริงราวกับสตรีที่มีวัยเพียงสามสิบปลายๆเท่านั้นกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
"เอาน่ายายเฒ่าเจ้าก็รออีกนิดหน่อยจะเป็นไรไปและอีกไม่นานพวกเขาก็คงมาถึงแล้ว....."ชายวัยกลางคนที่ไม่ใช่วัยกลางคนกล่าวออกมาอย่างไม่จริงจังอันใดนักเขาเป็นถึงเจ้าสำนักวายุคลั่งและที่กล่าวออกมาอย่างใจเย็นนั้นเพราะเขาคิดว่ามาช้าก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนและเป็นพวกเขาเองที่มาถึงเร็วไป
"หยาบคาย....เจ้าน่ะสิตาเฒ่าลวงโลกอายุก็ปาเข้าไปจะแปดสิบอยู่แล้วยังจะมาใช้ร่างนี้อีกแต่อย่างไรเจ้ามันก็ตาแก่หนังเหี่ยวอยู่ดี....ฮึ"
"พวกเจ้าจะถกเถียงกันไปใยในเมื่อพวกเราก็เป็นตาแก่ยายแก่กันทั้งนั้น หากพวกเราไม่มียาดีหรือไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธป่านนี้หนังคงเหี่ยวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว! ยังจะมาเถียงกันให้อายผู้คนอีก"คนผู้นี้คือเจ้าสำนักเทพกระบี่และที่ทั้งสามพูดราวกับเป็นคนรู้จักกันและดูจะสนิทสนมกันนั้นเพราะทั้งสามเป็นสหายกันมาก่อนที่จะแยกย้ายกันไปร่ำเรียนยังสำนักต่างๆ
ในช่วงที่ทั้งสามพูดกันสำนักที่ยังมาไม่ถึงก็เริ่มเดินทางมาจนจะครบแล้วและแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมเข้าชมการประลองในครั้งนี้คือคนของราชวงศ์ต่างๆของแต่ละที่เช่นหยางหลงฮ่องเต้จากแคว้นหยาง เจียงเฉินฮ่องเต้จากแคว้นเจียงหรือแม้กระทั่งราชาเอริคของราชวงศ์เบนดริก ที่เป็นบิดาของลีโอคู่ค้าของชิงเซียนก็มา
และไม่นานกลุ่มของชิงเซียนก็มาถึง เมื่อทุกคนเดินผ่านผู้คนเพื่อไปยังที่นั่งของตนที่ถูกเตรียมไว้ให้ด้วยทั้งชุดอาภรณ์ที่ปกปิดหน้าตาทำให้ดูลึกลับมันเรียกสายจากผู้คนได้มากทีเดียวเพียงกลุ่มของชิงเซียนประจำที่กลุ่มของสำนักภูติสวรรค์ก็ปรากฏตัวและแน่นอนว่าทุกคนในที่นี้ต่างก็ให้ความสนใจคนของสำนักภูติสวรรค์เป็นอย่างมากและทุกคนก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีกเพราะทั้งสองสำนักที่พวกเขาสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งสองยิ่งมากเข้าไปอีก แม้ไม่ได้เข้ามาพร้อมกันแต่ก็มาในเวลาไล่เลี่ยกันหรือพวกเขามาพร้อมกัน?ทุกคนได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้และค่อยตามสืบทีหลัง
เพราะมันมีหลายอย่างที่ทำให้พวกเขาสงสัยเช่นเวลาที่สำนักภูติสวรรค์จัดตั้งขึ้นเป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับของสำนักจันทราโลหิตกลับคืนสู่ยุทธภพอีกครั้งทั้งที่ปลีกตัวตัดขาดจากยุทธภพมานานหลายปีทั้งสองนั้นปรากฏตัวไล่เลี่ยกันมากและที่พวกเขากลัวมากที่สุดก็คือกลัวว่าทั้งสองจะร่วมมือกันหากเป็นเช่นนั้นความยิ่งใหญ่คงหนีไม่พ้นมือของสองสำนักนี้เป็นแน่ หนึ่งสำนักมากไปด้วยทรัพยากรอีกหนึ่งก็มากไปด้วยกำลังคนมากฝีมือ
แต่คนเหล่านี้คงไม่คาดคิดแน่นอนว่าความจริงคือไม่จำเป็นต้องมีการร่วมมือของทั้งสองสำนักหรอกเพียงแค่ชิงเซียนต้องการและสั่งออกไปคนของนางไม่ถึงร้อยคนก็สามารถยึดครองสำนักใหญ่ๆเหล่านั้นได้ง่ายราวกับผลิกฝามือเสียอีก
"ช่างพากันมีความคิดที่เด็กน้อยยิ่งนัก...."ชิงเซียนที่เข้านั่งประจำที่ของตนแล้วพอนางได้ยินความคิดเหล่านั้นก็อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ แต่มันก็ไม่สามารถรอดพ้นหูของหลงเทียนที่สนใจและมองทุกการกระทำของนางได้
"เจ้าหมายถึงผู้ใดหรือเซียนน้อย?"หลงเทียนถามชิงเซียนผ่านปราณเพื่อไม่ให้ผู้ใดได้ยิน และนางก็ตอบผ่านปราณไปเช่นกันเพราะนางก็ไม่อยากให้พวกตาแก่ทั้งหลายได้ยินเช่นกัน
"ก็พวกสำนักใหญ่ๆน่ะสิเจ้าคะ พวกนั้นสงสัยความสัมพันธ์ของสำนักข้าและของท่านอาจารย์พวกนั้นกลัวว่าเราจะร่วมมือกันแล้วขึ้นเป็นใหญ่ในยุทธภพช่างไม่ต่างจากความคิดของเด็ก...ภัยร้ายแรงใกล้เข้ามาถึงแล้วยังจะมาห่วงแต่กลัวว่าอำนาจที่มีอยู่จะถูกคนอื่นแย่งชิงไป ข้าอยากรู้จริงๆหากเราปล่อยให้พวกมารเหล่านั้นมาถล่มที่นี่แล้วเราไม่ช่วยมันจะเป็นเช่นไร ฮึ!"ข้าตอบแบบไม่สบอารมณ์นิดหน่อย
"หึ....คนเหล่านี้ก็คงไม่เหลือแม้แต่ชื่อน่ะสิ แต่เราก็ต้องช่วยอยู่ดีเพราะไม่เช่นนั้นเราก็จะกลับไปที่ๆเป็นของเราไม่ได้....."
"ก็จริง....แต่ว่าเรื่องพวกกบฎเหล่านั้นล่ะพี่หลงเทียนไม่สนใจแล้วรึข้ายังไม่เห็นมีอันใดคืบหน้าเลยแล้วถ้าไม่รีบจัดการเมื่อถึงเวลาที่เราต้องไปจากที่นี่คนเหล่านั้นจะทำเช่นไร"ข้าถามอย่างสงสัยเพราะตอนแรกก็คิดว่าพี่หลงเทียนจะจัดการเองแต่เขาก็ไม่เห็นทำอันใดเลย
"ไม่จำเป็นแล้วหละ ตอนนี้หน้าที่ของเราคือเตรียมคนให้พร้อมกับศึกใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน ส่วนเรื่องราชสำนักหรือความเป็นไปของที่นี่ก็ให้คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้จัดการกันเองและเจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็กลับมาแล้วปล่อยให้พวกนั้นจัดการกันเองเถิด แม้เจ้ารองจะได้รับภารกิจเช่นเดียวกับเราแต่เจ้านั่นก็ยังต้องใช้ชีวิตในโลกใบนี้ต่อไปหลังจบศึกสงครามและหน้าที่ของพวกเรามีเพียงลงมาจัดการกับกองทัพมารและปัญหาวิบากกรรมของเราเท่านั้น ตามจริงเราควรจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยตั้งแต่หมื่นปีก่อนแล้ว แต่เพราะตาแก่นั่นส่งเจ้าไปผิดที่อย่างไรเล่า"คำกล่าวช่วงหลังๆหลงเทียนกล่าวออกมาไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก
ด้วยเพราะเขาเกิดและตายรอนางมานานมากเพราะเงื่อนใขในการผ่านเคราะห์กรรมครั้งนี้คือหยินหยางต้องรวมเป็นหนึ่งกลืนกินเหล่ามาร เพราะแบบนั้นไงพอไม่มีนางเขาก็ทำได้เพียงแค่ผนึกมารเหล่านั้นไว้และมันก็เป็นเช่นนี้ทุกๆพันปีที่พวกมารทำลายผนึกลงได้! และอีกไม่นานก็จะครบพันปีแล้ว!
"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"และทั้งสองก็เลิกสนทนากันแล้วก็กลับมานั่งนิ่งๆเช่นเดิมแต่ความจริงทั้งสองก็นั่งนิ่งๆแบบนี้นานแล้ว(ตามที่คนโดยรอบเห็น)
เมื่อทุกๆคนมาครบกันหมดแล้วก็มีชายวัยกลางคนเดินขึ้นไปยังเวทีกลางสำหรับใช้สำหรับการประลองและกล่าวเปิดงานตามลำดับขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นทันที
"ยินดีต้อนรับทุกท่านจากสำนักต่างๆ ข้ามีนามว่าหลี่หวังเฉาเป็นรองเจ้าสำนักมังกรคำรามและเป็นกรรมการการตัดสินในครั้งนี้เช่นกัน ปีนี้ถึงคราของทวีปมังกรคำรามเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประลองยุทธในครั้งนี้ หากติดขัดตรงไหนก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
วันนี้เรามีแขกเป็นคนของราชวงศ์ต่างๆมารับชมด้วยแม้ว่าจะมีคนกล่าวว่ายุทธภพและราชสำนักไม่เกี่ยวข้องแต่มันก็มีเพียงเส้นบางๆเท่านั้นที่คั่นกลางไว้เพราะทุกคนในราชสำนักก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์เก่าที่ได้รับการสอนสั่งจากสำนักต่างๆกันแทบทุกคนกันทั้งนั้นเพียงเมื่อจบไปบ้างก็เข้าไปรับใช้ราชสำนักหรือไม่ก็ไปท่องยุทธภพเท่านั้น
เอาล่ะนี่ก็ได้เวลาที่จะทำการแข่งขันแล้วข้าจะอธิบายกติกาการแข่งขันให้ทุกคนรับรู้และเป็นสักขีพยานกันโดยทั่วเพราะหากมีคนโกงการแข่งขันหรือเล่นไม่ซื่อทางเราจะตัดสิทธิ์คนผู้นั้นรวมถึงทุกคนในสำนักของคนๆนั้นด้วย!
วันแรกเราจะทำการแข่งขันหาสมุนไพรในมิติแยกเช่นทุกปีโดยสำนักไหนได้คะแนนรวมมากที่สุดสามอันดับแรกจะมีของรางวัลให้ อันดับสามจะได้โอสถทะลวงฟ้าระดับราชาสองเม็ดพร้อมทั้งสมุนไพรที่หาได้สองในสามส่วนอีกหนึ่งส่วนเก็บเข้าคลั่งสมุนไพรกลางของสภายุทธภพ"
ฮือฮา~~~~
"อย่าพึ่งเอะอะกันไปนั่นเพียงแค่อันดับสามเท่านั้น มาถึงอันดับสองก็เหมือนกับอันดับสามมีเพียงเพิ่มโอสถทะลวงฟ้าจากสองเม็ดเป็นห้าเม็ด ส่วนอันดับหนึ่งที่ชนะในครั้งนี้รางวัลคือโอสถตัดเขตแดนระดับราชาจักรพรรดิหนึ่งเม็ดพร้อมทั้งสมุนไพรที่หาได้ทั้งหมด!"เพียงทุกคนได้ยินชื่อโอสถจากปากของรองเจ้าสำนักมังกรคำรามก็พากันนิ่งค้างหลังจากนั้นก็เกิดเสียงดังแซงแซและความวุ่นวายทั่วบริเวณการจัดการประลอง
"โอ้! รางวัลกากจริงๆ นึกว่าจะมีอะไรดีๆซะอีก..."ชิงเซียนที่ฟังรายการของรางวัลก็กล่าวออกมาเซ็งๆ ถ้าผู้จัดงานได้ยินคงกระอักเลือดตายเป็นแน่เพราะจนกว่าพวกเขาจะติดต่อขอซื้อกับทางหอภูติสวรรค์ได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยมิหนำซ้ำยังแพงมาก!
อี้ฉางที่มาในฐานะผู้อาวุโสสำนักภูติสวรรค์ก็สังเกตุมองบุตรีตลอดก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ แม้จะนั่งห่างกันแต่ระดับของเขาไม่ใช่น้อยๆทำไมเขาจะไม่ได้ยินและผู้คนบริเวณนั้นที่มีระดับสูงๆต่างก็ได้ยินอย่างชัดเจนแต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าไอ้คำว่า "กาก"นั่นหมายถึงอันใดแต่คนที่รู้จักกับชิงเซียนมานานนั้นล้วนเข้าใจความหมายของคำว่ากากดี
"เซียนเออร์พ่อว่าเจ้าอย่าได้กล่าวเยี่ยงนั้นเลยแม้นเจ้าจะบอกว่ามันกากแต่นั่นมันก็ทำเงินให้เรามากกว่าล้านทองเลยนะ..."ฉางอี้กล่าวกับชิงเซียนผ่านปราณแต่ก็ไม่ได้จริงจังอันใดมากเพียงจะเย้าแย่บุตรีเพียงเท่านั้น
"จริงรึเจ้าคะ อ่า...แม้จะดูกากๆแต่ก็เป็นเงินสินะ เงิน เงิน เงิน ว่าแต่พวกท่านสบายดีนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้เข้าไปหาพวกท่านเลย"ข้าไม่ได้เห็นแก่เงินนะแม้ตอนแรกข้าจะไม่ค่อยใส่ใจมากเท่าไหร่แต่ถ้ามีไว้ก็อุ่นใจกว่านะ คิก คิก
"พวกพ่อสบายดีเจ้าไม่ต้องห่วง ทำทุกอย่างที่เจ้าต้องการเถิดพวกพ่อจะคอยเป็นกำลังและสนับสนุนเจ้าให้เอง"
"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้ารักพวกท่านที่สุดเลยเจ้าค่ะ บอกคนของเราเต็มที่นะเจ้าคะใครทำได้ดีข้าามีรางวัลให้เจ้าค่ะ"กล่าวจบชิงเซียนก็กลับไปสนใจบนเวทีต่อทันที
"ในเมื่อบัดนี้ก็ได้เวลาที่สมควรแล้วเชิญผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ลงมายังเวทีได้เลย เพราะจะมีเหล่าผู้อาวุโสค่อยส่งพวกเจ้าเข้าไปในมิติแยกเองและข้าขอย้ำเตือนทุกสำนักด้วยว่าหากมีศิษย์สำนักใดทำร้ายศิษย์ของสำนักอื่นๆถึงแก่ความตายหรือทำลายการบ่มเพาะของฝั่งตรงข้ามมันผู้นั้นจะได้บทลงโทษที่เท่าเทียมกันและตัดสิทธิ์ทั้งสำนัก!"หลี่หวังเฉาประกาศกร้าวด้วยจะให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาดเพราะนั่นถือเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือและอาจทำให้เกิดสงครามระหว่างสำนักได้และนั่นก็ไม่เป็นผลดีกับที่นี่เลยสักนิด
ศิษย์สำนักต่างๆพากันจับกลุ่มและลงไปยังเวทีจนทุกคนที่เข้าร่วมลงมารวมตัวกันจนครบและกลุ่มปิดท้ายก็คือกลุ่มของชิงเซียนแล้วอีกกลุ่มก็คือกลุ่มของสำนักภูติสวรรค์ที่นำมาโดยสี่จตุรเทพเเห่งภูติสวรรค์นั่นเอง
"เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็เข้าไปได้!...."สิ้นคำกล่าวของหวังเฉาผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่เปิดประตูมิติแยกก็ทำการเปิดประตูและทุกคนก็เริ่มก้าวเข้าไปในมิติทันทีเมื่อได้รับสัญญาณ
วาร์ปปป~~~
ฟึบๆๆๆ~~~
"อ่า....เรากำลังจะได้เจอกันแล้วนะ...นายหญิงของข้า...."