ซูเจินยุ่งอยู่กับการเตรียมขยายธุรกิจไปต่างประเทศ อีกทั้งช่วงสิ้นปี บริษัทของเธอจะมีการจัดแฟชั่นโชว์สำหรับคอลเลคชั่นในปีหน้า พอกลับถึงบ้านเธอก็แทบจะหมดแรงจนไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรแล้ว เย่ชิงเฉินก็ไม่ได้รบกวนเธอบ่อยนัก เขาปล่อยให้เธอพักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องทายาท พวกเขาไม่รีบเลยสักนิด คิดแค่ว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติจะดีที่สุด
ก่อนเข้านอน ซูเจินก็เปิดโน๊ตบุ๊กเพื่อเช็คอีเมล์ ซึ่งเธอทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ซูเจินกวาดตามองไปยังรายชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอ เพราะมีอีเมล์ส่งเข้ามาหาเธอเป็นจำนวนมาก เธอจึงเลือกอ่านเฉพาะอีเมล์เร่งด่วนก่อน
ซูเจินสะดุดตาเข้ากับอีเมล์ของกัวจิ้งหยวน นานมากแล้วที่เธอกับผู้ชายคนนั้นไม่ได้ติดต่อกัน แต่เพราะเธอไม่เคยเปลี่ยนอีเมล์ที่ใช้เลย ทำให้กัวจิ้งหยวนยังรู้อีเมล์ของเธออยู่
“ชิงเฉินคะ คุณยุ่งอยู่ไหม มาดูอีเมล์นี่กับฉันหน่อยสิ”
เย่ชิงเฉินก็กำลังเช็คอีเมล์ของตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่พอได้ยินเสียงเรียกของภรรยา เขาก็รีบเดินเข้าไปหา เพราะกลัวว่าภรรยาจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น
“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
“กัวจิ้งหยวนส่งอีเมล์มาหาฉันค่ะ พวกเราไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วนะคะ ทำไมมีอีเมล์เขาส่งมาหาฉันได้”
“คุณเปิดเข้าไปอ่านดูข้อความข้างในก่อนเถอะนะ ดูแล้วเขาก็ไม่ได้แนบไฟล์อย่างอื่นมา คงไม่ใช่ไวรัสหรอก”
ซูเจินฟังอย่างนั้นก็คลิกเข้าไปอ่านข้อความด้านใน เธอขมวดคิ้ว ก่อนที่จะพูดกับสามี “กัวจิ้งหยวนบอกว่าเขามีหลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องชายฉันจะมอบให้ เขานัดให้ฉันออกไปพบค่ะ”
เย่ชิงเฉินก็อ่านอีเมล์นั้นอยู่เหมือนกัน ก่อนที่เขาจะถามความเห็นของภรรยา “คุณคิดว่าเขาจะเชื่อถือได้ไหม”
ซูเจินนึกย้อนไปถึงอดีต กัวจิ้งหยวนที่เธอรู้จักในตอนนั้นเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง แต่เขาจะไม่ลงมือทำในสิ่งที่เขาไม่มั่นใจ คราวนี้เขาบอกว่าเขามีหลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องชาย เธอเชื่อว่าเขาต้องมีหลักฐานนั้นอยู่จริง เพียงแต่เธอยังไม่รู้ว่าสิ่งแลกเปลี่ยนหรือผลประโยชน์ที่กัวจิ้งหยวนต้องการนั้นมันคืออะไร
“กัวจิ้งหยวนเป็นคนเจ้าเล่ห์และโลภมากคนหนึ่งค่ะ ฉันเชื่อว่าเขาคงรู้ข้อมูลอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอุบัติเหตุของน้องชายฉัน เพราะตอนนั้นฉันนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่นาน พอฟื้นขึ้นมาน้องชายก็เสียชีวิตไปแล้ว ที่ผ่านมาฉันไม่ได้รู้สึกติดใจสงสัยอะไรนะคะ แต่พอกัวจิ้งหยวนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ฉันคิดว่ามันต้องมีเบื้องหลังของอุบัติเหตุครั้งนี้แน่ๆ ชิงเฉินคะ จะเป็นอะไรไหม ถ้าฉันอยากจะออกไปพบกับเขา”
“ผมจะไปพบเขากับคุณด้วย เดี๋ยวผมจะขอให้พี่ซีฮันไปคุ้มกันพวกเราด้วยครับ”
ซูเจินจึงตอบอีเมล์กลับไปหากัวจิ้งหยวน เพื่อแจ้งสถานที่นัดหมายให้เขารู้ และเธอยังบอกกับเขาอีกว่าการไปครั้งนี้จะมีแค่เธอกับเย่ชิงเฉินเท่านั้น
กัวจิ้งหยวนได้ยินเสียงแจ้งเตือน เขาก็เห็นว่าเป็นซูเจินที่ตอบอีเมล์กลับมา เขาจดจำสถานที่นัดพบและเตรียมเก็บหลักฐานนั้นใส่กระเป๋าไว้อย่างดี แต่กัวจิ้งหยวนก็ไม่ลืมที่จะส่งไฟล์ภาพของเขากับหลินจิงจือ และข้อความเสียงที่เขาจะนำไปมอบให้ซูเจิน ไปที่อีเมล์ของซูเจินอีกครั้ง เพียงแต่เขาตั้งเวลาส่งเอาไว้ด้วย หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับเขา เมื่อถึงเวลา อีเมล์ฉบับนี้ก็ยังจะถูกส่งไปที่ซูเจินเหมือนเดิม แต่หากพรุ่งนี้เขาได้พบซูเจินตามกำหนด เมื่อเขาส่งไฟล์ต้นฉบับให้กับมือเธอแล้ว เขาจะกลับมายกเลิกอีเมล์พวกนี้ก็ยังไม่สาย
คืนนั้นกัวจิ้งหยวนลงมือลบบันทึกการโทรทั้งหมด รวมถึงลบแอฟพลิเคชั่นต่างๆ บนมือถือออกไป และเขายังไม่ลืมที่จะถอดซิมการ์ดโทรศัพท์ทิ้งอีกด้วย เท่ากับว่าตอนนี้มือถือของกัวจิ้งหยวนไม่มีข้อมูลอะไรเหลืออยู่เลย และเขาก็ทำแบบเดียวกันนี้กับโทรศัพท์ของหลินจิงจือเช่นกัน
กัวจิ้งหยวนคิดว่าตัวเองลงมือรอบคอบและรวดเร็ว แต่มันก็ยังช้ากว่าหลงเฉาอยู่ก้าวหนึ่ง เพราะหลงเฉามีลูกน้องนักเลงอยู่มากมาย มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะมีคนพบกัวจิ้งหยวนเข้าสักคน เป็นเรื่องบังเอิญที่วันนี้ลูกน้องของหลงเฉามารับของผิดกฎหมายที่แถบชานเมืองพอดี นักเลงคนนี้เคยเห็นรูปของกัวจิ้งหยวนมาก่อน และเพราะกัวจิ้งหยวนใส่เพียงหมวกปิดบัง ลูกน้องของหลงเฉาก็จำเขาได้ในทันที หลังจากนั้นก็รีบโทรรายงานเรื่องนี้ให้กับหลงเฉา
เมื่อรู้ที่หลบซ่อนตัวของกัวจิ้งหยวน หลงเฉาก็สั่งให้ลูกน้องของเขาไปจัดการกับกัวจิ้งหยวนทันที หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้พบกับกัวจิ้งหยวนอีกเลย
รุ่งขึ้นซูเจินกับเย่ชิงเฉินเดินเข้าไปในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง โดยมีหยางซีฮันยืนดูสถานการณ์อยู่นอกร้าน ผ่านไปนานกัวจิ้งหยวนก็ยังไม่มา
“ผมคิดว่าวันนี้เขาคงไม่มาแล้วล่ะ”
“เขาอาจจะแค่กุเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกฉันก็ได้ค่ะ เราเสียเวลาอยู่ที่นี่นานแล้ว เรากลับกันเถอะ”
“คุณโอเคนะ เรารอเขาติดต่อมาอีกทีก็ได้”
“ไม่มีครั้งหน้าแล้วล่ะค่ะ ฉันให้โอกาสเขาแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” ซูเจินพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เดี๋ยวผมจะส่งคนไปสืบดูเรื่องของเขาอีกทีครับ จากอีเมล์ที่เขาส่งมาหาคุณ ผมคิดว่าเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก แต่วันนี้กลับไม่เห็นเขามาตามนัด มันน่าจะมีอะไรผิดปกติ”
“ถ้าอย่างนั้น คุณลองส่งคนไปสืบดูที่บ้านเขาด้วยก็ดีนะ ถึงแม้กัวจิ้งหยวนจะไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ แต่กับครอบครัวแล้ว เขาถือว่าเป็นลูกที่ดีคนหนึ่งเลยล่ะ”
ไม่กี่วันต่อมาก็มีรายงานข่าวผ่านหนังสือพิมพ์หลายสำนักว่ามีการปล้นบ้านและสังหารเจ้าของบ้านทั้งครอบครัว ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการยกพวกมาปล้น แล้วเกิดการต่อสู้กันขึ้น
หลินจิงจือก็ได้อ่านข่าวนี้เช่นเดียวกัน เธอไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับพ่อของเธอหรือเปล่า แต่ถึงจะเกี่ยวเธอก็ไม่สนใจ เธอดีใจมากเสียอีกที่กัวจิ้งหยวนไม่มีโอกาสที่จะกลับมาสร้างปัญหาให้เธอได้อีกแล้ว
“คุณคิดว่าเรื่องนี้มันบังเอิญเกินไปไหมคะชิงเฉิน” ซูเจินถามอย่างสงสัย เช้านี้พอเธอได้อ่านข่าวของกัวจิ้งหยวน เธอคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่จะมีคนยกพวกไปปล้นบ้านของกัวจิ้งหยวน บ้านในชุมชนแออัดอย่างนั้นจะมีทรัพย์สมบัติอะไรไปเข้าตาโจรได้
“ผมก็คิดว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญหรอกครับ หลังจากที่กัวจิ้งหยวนผิดนัดเราวันนั้น ผมก็สั่งให้คนไปสืบเรื่องของเขาทันที และผมยังส่งคนไปดูที่บ้านของเขาตามคำแนะนำของคุณด้วย ชาวบ้านแถวนั้นบอกมาว่าไม่กี่วันก่อนมีคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้านของกัวจิ้งหยวนอยู่หลายคน แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะแถวนั้นก็มีคนแปลกหน้าเข้าออกอยู่ตลอดอยู่แล้ว”
“คุณคิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาต้องการพบฉันหรือเปล่า”
“ผมว่าเป็นไปได้สูงทีเดียว แสดงว่าอุบัติเหตุที่เกิดกับพวกคุณต้องไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาๆ แน่”
“น่าเสียดายที่ตอนนี้กัวจิ้งหยวนไม่อยู่แล้วนะคะ”