จักรพรรดินีผู้สูงส่งเช่นนางจะหึงหวงได้อย่างไร
ซูฉางเซิงลูบคางดวงตาฉายแววประหลาดใจ ทว่านี่ก็เป็นเรื่องดีเช่นกันมันพิสูจน์ว่ากู้ชิงเกอเริ่มยอมรับเขาแล้ว
“พี่หญิง ข้าขอคารวะ ข้ามีนามว่าไป๋เยวี่ยเกอเจ้าค่ะ!” ไป๋เยวี่ยเกอพูดอย่างประหม่า พลางมองไปยังพี่หญิงผู้นี้ที่อายุไม่ต่างกันมากนักทว่ากลับดูมีบารมีใหญ่หลวงกว่า ในใจก็รู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง
“ผู้บริสุทธิ์...” กู้ชิงเกอขมวดคิ้วเล็กน้อยมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพึมพำเบาๆ แล้วละสายตาไป
นางรู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าผู้นี้เป็นบุคคลหายากมีจิตใจที่ใสสะอาดราวกับสายน้ำ บริสุทธิ์ไร้เดียงสา
สาเหตุที่อยู่เคียงข้างซูฉางเซิงคงเป็นเพราะเขาล่อลวงมานั่นเอง
“แนะนำให้รู้จักกันเสียหน่อย นางชื่อกู้ชิงเกอ ต่อไปจะเป็นพี่หญิงของเจ้าส่วนนางชื่อไป๋เยวี่ยเกอ เป็นน้องหญิงของเจ้า” ซูฉางเซิงหัวเราะเบาๆพลางแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน
พี่น้องหรือ
กู้ชิงเกอมองซูฉางเซิงด้วยสายตาเย็นชาเหมือนดูถูกเหยียดหยาม
“ไม่นึกเลยว่าเซียนฉางเซิงผู้สูงส่ง จะชอบเด็กสาวเช่นนี้” กู้ชิงเกอเย้ยหยันอย่างเย็นชา
กล่าวเช่นนี้นางก็อายุไม่ต่างกันมากนัก ทว่าสุดท้าย ซูฉางเซิงคนสารเลวผู้นี้กลับยังบังคับนางได้ลง
ดูเหมือนว่าในตอนนี้เขาคงจะคลั่งไคล้เด็กสาวกระมัง
หึ!
“ฮูหยิน เพิ่งผ่านไปไม่นาน เจ้าก็อยากจะ ‘โดนสั่งสอน’อีกแล้วหรือ” ซูฉางเซิงเข้าใจความหมายที่นางสื่อออกมาได้เป็นอย่างดีจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
นี่นางกำลังยั่วยุเขาหรือ
“อ๊ะ!”
ในวินาทีต่อมากู้ชิงเกอก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ร่างทั้งร่างของนางถูกซูฉางเซิงอุ้มขึ้นและพาเข้าไปในห้องเหลือไว้เพียงไป๋เยวี่ยเกอที่ยืนงงงวยอยู่ด้านนอก
ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
“ซูฉางเซิง...เจ้าสารเลว...อ๊า...อย่านะ...ฮือๆๆ...”
ในไม่ช้าใบหน้าเล็กๆ ของไป๋เยวี่ยเกอที่เคยงุนงงก็แดงก่ำขึ้น ดวงตาที่ใสราวกับหยกเบิกโตขึ้นรู้สึกเขินอายอย่างที่สุด
พวกเขากำลัง...
“ซูฉางเซิง...เจ้าคนสารเลว...”
...
หนึ่งวันต่อมากู้ชิงเกอเอามือยันกำแพง เดินออกมาจากห้องด้วยดวงตาแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทา พลางกัดฟันแน่น
“ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้ในสักวัน!”
เมื่อนึกถึงการถูกกระทำอย่างโหดร้ายจนต้องร้องไห้ออกมากู้ชิงเกอก็รู้สึกโกรธแค้นและเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง
ชีวิตนี้นางจะต้องถูกซูฉางเซิงกดขี่เช่นนี้ตลอดไปหรือ
“พี่หญิง ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงท่านร้องไห้มานานแล้วพี่ฉางเซิงยังพูดถึงการเป่าขลุ่ยอยู่ในห้องทว่าเหตุใดข้าจึงไม่ได้ยินเสียงขลุ่ยเล่า”
ขณะนั้นเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำให้สีหน้าของกู้ชิงเกอชะงักค้างทันใด
นางเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากเห็นไป๋เยวี่ยเกอมองนางด้วยความห่วงใย ดวงตาบริสุทธิ์เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่รู้จัก
กู้ชิงเกอ“....”
ไป๋เยวี่ยเกออยู่ที่นี่มาทั้งวันเลยหรือ
เช่นนั้นก็หมายความว่าเสียงร้องไห้ตลอดทั้งวันของนาง รวมถึงคำขอร้องต่างๆ ไป๋เยวี่ยเกอล้วนได้ยินทั้งสิ้น
กู้ชิงเกอพลันหน้ามืดเมื่อนึกถึงภาพลักษณ์ของตนเองที่พังทลายลง ก็เกิดความคิดที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาในใจ
“เยวี่ยเอ๋อร์ เรื่องเช่นนี้เจ้าจะเข้าใจในภายหลัง ตอนนี้ไม่ต้องรีบร้อน!”
ซูฉางเซิงเดินออกมาจากด้านหลังด้วยสีหน้าสดชื่นเมื่อเห็นใบหน้าของกู้ชิงเกอที่มืดครึ้ม เขาจึงพูดเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงขั้นตอนพิธีอภิเษกในภายหลัง ไป๋เยวี่ยเกอก็จะเข้าใจหลักการนี้เอง
“อ่อ!”
ไป๋เยวี่ยเกอพยักหน้างงๆ
บัดนี้นางเชื่อในคำพูดของซูฉางเซิงโดยไร้ข้อกังขา
“หึ!”
เมื่อเห็นซูฉางเซิงปรากฏตัวกู้ชิงเกอก็แค่นเสียงหึในลำคอ ราวกับนึกถึงท่าทีน่าอับอายของตนเองสายตาเย็นเยียบจ้องมองซูฉางเซิงอย่างดุร้าย
ราวกับคมมีดที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ผลต่อซูฉางเซิงเขาเห็นความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าวของจักรพรรดินีผู้นี้แล้ว
ภายนอกดูเหมือนเม่นทว่าภายในกลับอ่อนโยน ตราบใดที่สามารถฝ่าฟันความแข็งกร้าวภายนอกได้ ก็ควบคุมนางได้อย่างง่ายดาย
“เอาล่ะ ต่อไปก็ถึงเวลาที่จะช่วยเจ้ากระตุ้นร่างกายให้ยกระดับแล้วเจ้าคงไม่อยากอยู่ในระดับทะเลปราณตลอดไปใช่หรือไม่” ซูฉางเซิงพูดด้วยรอยยิ้มโดยไม่คิดจะยั่วยุนางอีก
“....”
เมื่อได้ยินเช่นนี้กู้ชิงเกอเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหน้าหนี แล้วเอื้อนเอ่ยถ้อยวาจาเบาๆ
“ขอบใจ!”
เสียงเบาหวิวยิ่งนัก
ทว่าซูฉางเซิงยังคงได้ยินอย่างชัดเจนรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก
เป็นคนเอาแต่ใจเสียจริงๆ
หลังจากนั้นซูฉางเซิงก็เตรียมที่จะลงมือเปิดใช้งานร่างกายให้กับกู้ชิงเกอด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้กู้ชิงเกอจึงถ่ายทอดวิทยายุทธหนึ่งบทให้กับเขา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเปิดใช้งานร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติ
ความลึกซึ้งของวิทยายุทธบทนี้ทำให้ซูฉางเซิงตกตะลึง
“นี่คือสิ่งที่ข้าคิดค้นขึ้นมาในชาติก่อนและยังเป็นเคล็ดวิชาต่อสู้อันทรงพลังอีกด้วย!”
เมื่อเห็นซูฉางเซิงตกตะลึงกู้ชิงเกอก็ยกยิ้มมุมปาก รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ
ในชาติก่อนนางคือจักรพรรดินีหมื่นภัยพิบัติ มีพรสวรรค์อันโดดเด่นและสร้างเคล็ดวิชามานับไม่ถ้วนทว่าวิชาที่ถ่ายทอดให้ซูฉางเซิงนี้ก็เป็นหนึ่งในระดับสูงสุดเช่นกัน
“น่าทึ่งจริงๆ สมกับเป็นฮูหยินที่รักของข้าหาผู้ใดเทียบ!” ซูฉางเซิงกล่าวชมเชยไม่ลังเล
ต้องยอมรับว่าเคล็ดวิชาที่กู้ชิงเกอถ่ายทอดให้มานั้นทรงพลังอย่างแท้จริง
ชื่อวิชานามว่าวิทยายุทธหมื่นภัยพิบัติ!
เป็นเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสูงสุดแตกต่างจากคัมภีร์ลับเก้าภัยพิบัติ ทว่าความลึกซึ้งนั้นหาได้ด้อยไปกว่ากันไม่
ยิ่งไปกว่านั้นวิทยายุทธบทนี้…
ไม่เพียงเป็นเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับสูงสุดเท่านั้นทว่ายังเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรอีกด้วย ใช้แทนที่คัมภีร์ดาวตกศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้อย่างสมบูรณ์มูลค่าเทียบเท่ากับคัมภีร์จักรพรรดิ
เขาคาดเดาว่ากู้ชิงเกอตั้งใจถ่ายทอดวิชานี้ให้กับเขา
นี่นางกำลังตอบแทนเขาหรือ
ซูฉางเซิงครุ่นคิดอยู่ภายในใจ
ในความเห็นของเขานี่น่าจะเป็นการตอบแทนที่กู้ชิงเกอมอบแก่เขาแทนคำขอบคุณที่รวบรวมทรัพยากรมาให้
จักรพรรดินีผู้หยิ่งผยองนางนี้ไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณผู้อื่น แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นสามีของนางก็ตาม
ช่างน่าสนใจจริงๆ!
ซูฉางเซิงยิ้มมุมปากมองกู้ชิงเกอด้วยสายตาที่เอ็นดู
“เหตุใดเจ้าต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นด้วย” กู้ชิงเกอรู้สึกหนาวๆร้อนๆ ในใจ รู้สึกอึดอัดกับสายตาของซูฉางเซิง จึงจ้องกลับอย่างดุร้าย
“ไม่มีกระไรนี่!”
“เรามาเริ่มกันเถิด!”
ซูฉางเซิงหัวเราะเบาๆในไม่ช้าสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้น รัศมีแห่งเซียนแผ่ออกมา
ตูม!
ซูฉางเซิงโบกมือวิหารอันยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้น นี่คือวิหารที่ระบบมอบให้เป็นรางวัลก่อนหน้านี้และเขาตั้งใจจะใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน ซึ่งสามารถปลดปล่อยพลังของเซียนได้
ปึง!
วิหารปรากฏขึ้นและย่อขนาดลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นวิหารธรรมดา จากนั้นซูฉางเซิงและคนอื่นๆ ก็เข้าไปข้างใน เพื่อป้องกันไม่ให้ปรากฏการณ์อันน่าตกตะลึงนี้ไปรบกวนทุกฝ่าย
ร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติเป็นร่างกายระดับสูงสุดครั้นเปิดใช้งานและฟื้นฟูแล้วปรากฏการณ์เช่นนั้นจะสั่นสะเทือนพื้นที่นับพันลี้เป็นอย่างน้อย
กระทั่งส่งผลกระทบต่อดินแดนเทพศักดิ์สิทธิ์และดึงดูดความสนใจจากผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน
เมื่อถึงเวลานั้นแม้แต่มหาเซียนก็จะปรากฏตัวขึ้น ซึ่งซูฉางเซิงยังไม่อาจต้านทานได้ถึงเพียงนั้นเป็นธรรมชาติที่เขาจะต้องระมัดระวัง
วึง!
ซูฉางเซิงโบกมืออีกครั้งวางค่ายกลคุ้มครองตระกูลที่ระบบมอบให้ จากนั้นภายใต้การแนะนำของกู้ชิงเกอ เขาก็วางค่ายกลสวรรค์มากมายติดต่อกัน
ค่ายกลแต่ละชั้นมีความซับซ้อนยิ่งกว่าค่ายกลเซียนในระดับเดียวกันและสามารถซ่อนความลับของสวรรค์และปกปิดปรากฏการณ์ต่างๆ ไว้ได้
ในที่สุดทุกอย่างก็พร้อมรวมถึงทรัพยากรต่างๆ ก็ถูกนำออกมาเตรียมไว้ทั้งหมดแล้ว
“โครม...”
ภายในวิหารแห่งนี้ซูฉางเซิง กู้ชิงเกอ และไป๋เยวี่ยเกอยืนแยกกันอยู่ตรงกลางห้องโถงเต็มไปด้วยทรัพยากรต่างๆ ที่ส่องประกายระยิบระยับ พลังปราณอันบริสุทธิ์พวยพุ่งหมอกเซียนลอยฟุ้ง ราวกับอยู่ในแดนมหัศจรรย์ งดงามราวดุจภาพวาด
“เริ่มกันเถิด”
ซูฉางเซิงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม