อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 77 ประกอบปืน

            เออร์วินเปิดโคมไฟก่อนจะตอบว่า

            “เพราะผมไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังมีคนจ้องมองกระจกเพื่อรอตำแหน่งของแมลงเกาะชะตาอยู่หรือเปล่าน่ะครับ ถ้าเขาจ้องมองอยู่เมื่อผมปาเจ้าแมลงนี่ออกไปพวกเขาก็อาจเดาได้ว่าผมอยู่ที่นี่ ก็เลยต้องดึงความสนใจของเขาไปทางอื่นก่อนครับ”

            นอร่ากับซิลวี่ได้ฟังต่างก็พากันทึ่งในความรอบคอบของเด็กคนนี้

            “นี่เธออายุเท่าไรกันแน่เนี่ย”

            เออร์วินยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ตำแหน่งริมฝีปากบนหน้ากาก

            “เด็กผู้ชายมีความลับเป็นเสน่ห์นะครับ”

            นอร่าหน้ากระตุกเมื่อได้ยินคำตอบของเขา

             

            แบรดที่ตอนนี้กลับนี้เรียกสติคืนจากการตกใจแล้วหันกลับมาสนใจที่กระจกในมือของตน ใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้เห็นว่ามีจุดสีทองชิดขอบด้านหนึ่งของกระจก

            ‘กลับมาบอกตำแหน่งแล้ว’ เขาคิดในใจก่อนจะหันทิศทางจนด้านหน้าเขาเป็นทิศทางเดียวกับที่จุดสีทองบอกก่อนจะมุ่งไปทางนั้น ระหว่างทางเขายังเรียกทหารที่กำลังทำการตรวจค้นแถวนั้นให้ไปแจ้งเจมส์กับคาทาริน่า

             

            เออร์วินเดินกลับมาที่ห่อผ้าของเขาก่อนจะหยิบของในนั้นออกมาอย่างละสองชิ้น แล้วตามด้วยหยิบกล่องสองใบออกจากถึงมิมติเทียม นอร่าเพ่งมองถุงมิติเทียมของเขาด้วยความสนใจ

            “เธอไม่ใช่คนของสมาคมการค้าไครอสจริงๆ เหรอ?”

            เออร์วินตอบโดยไม่มองเธอว่า

            “ไม่ใช่แน่นอนครับ”

            “แล้วถุงมิติของเธอมันคืออะไรขโมยมาเหรอ”

            เออร์วินนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า

            “นี่เป็นแค่ของลอกเลียนแบบเท่านั้นครับประสิทธิภาพเทียบไม่ได้เลยกับของจริง”

            นอร่าขมวดคิ้วพูดว่า

            “ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนว่ามีของปลอมลอกเลียนแบบถุงมิติเทียมด้วย”

            เออร์วอนเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เธอก่อนจะตอบว่า

            “การที่ไม่เคยได้ยินก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีอยู่จริงนะครับ”

            นอร่ายิ้มให้เขาแต่ไม่ได้พูดอะไรเออร์วินก็กลับมาทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อ นั่นก็คือการประกอบปืน ซึ่งชิ้นส่วนนั้นนอกจากจะเป็นชิ้นส่วนทั้งหมดที่เขาพึ่งได้มาจากแกรี่แล้วยังมีบางส่วนที่เขาหยิบมาจากในกล่องที่พึ่งเอาออกมาจากถึงมิติเทียม นอร่ากับซิลวี่มองการกระทำของเขาด้วยความสงสัยจนเมื่อเห็นว่าไม่เพียงนอกจากของในห่อผ้าที่รับมาพร้อมกับซิลวี่แล้วยังมีอย่างอื่นอีก นอร่าก็พูดในใจว่า

            “เด็กเจ้าเล่ห์”

            ถึงเธอจะยังไม่รู้ว่าเขาที่เขาสร้างนั้นคืออะไรแต่กลับพอเดาได้ไม่ยากว่า สิ่งที่เขาจ้างให้แกรี่ทำนั้นไม่ใช่ทั้งหมด นั่นหมายความว่าต่อได้ของพวกนี้ไปก็ใช้การไม่ได้อยู่ดี  เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้มีความละเอียดรอบคอบเกินเด็ก

            เออร์วินก้มหน้าก้มตาประกอบปืนลูกโม่กระบอกแรก เขารู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยที่ห่างเหินไปนานมาก หนึ่งในสิ่งที่เขาได้รับการฝึกฝนสมัยที่ยังเป็นตัวทดลองอยู่ในศูนย์วิจัยหนึ่งในสิ่งที่เขาได้รับการฝึกฝนก็คือ การเรียนรู้ระบบของปืนทุกชนิดต้องรู้ด้วยว่ากลไกลแต่ละอันคืออะไรทำงานยังไง และที่สำคัญคือเรียนรู้และฝึกฝนที่จะแยกชิ้นส่วนปืนและประกอบปืนอย่างรวดเร็ว

            ใช้เวลาไม่นานเขาก็ประกอบปืนลูกโม่กระบอกแรกเสร็จก่อนจะทำการเช็คด้วยการลั่นไกติดต่อกันหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าลูกโม่จะหมุนตามและนกจะสับตามปกติ ลองปลดลูกโม่ออกแล้วใช้มือหมุนเพื่อให้มั่นใจว่าลูกโม่ไม่ฝืดก่อนจะสะบัดลูกโม่กลับเข้าไป ง้างนกเพื่อเช็คเข็มแทงชนวนเป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นเขาก็ทำการประกอบปืนลูกโม่กระบอกที่สองแล้วทำการเช็คแบบเดียวกับกระบอกแรก เออร์วินพึงพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก

            เขารีบปลดเข็มขัดหนังที่เอวกับที่สะพายบ่าออกแล้วหยิบเข็มขัดหนังอีกเส้นออกมาจากถุงมิติเทียมมาคาดเอว แล้วหยิบกล่องออกมาอีกหนึ่งใบหยิบลูกกระสุน 9 มม. ออกมาแล้วบรรจุในปืนลูกโม่ทั้งสองก่อนจะนำปืนลูกโม่มาใส่ในซองปืนที่ทำจากหนังซึ่งอยู่ที่เอวซ้ายขวาข้างละหนึ่ง จากนั้นก็หยิบกระสุนปืนออกมาแล้วใส่มันลงช่องที่เข็มขัดจนมันเรียงเป็นแถวเต็มเข็มขัดหนัง ส่วนเข็มขัดหนังที่มีปืนกล่องพริกไทยอยู่ในซองเออร์วินยัดพวกมันทั้งหมดลงในถุงมิติเทียม แต่งหยิบออกมากระบอกหนึ่งมาทำการเช็คกระสุนก่อนประกอบให้เหมือนเดิมแล้วถือไว้โดยจับตรงส่วนลำกล้อง

            เออร์วินยืนขึ้นแล้วหันไปถามนอร่าว่า

            “ซิลวี่บอกว่าคุณสามารถพาผมออกไปจากเมืองนี้ได้?”

            นอร่าที่มองเขาประกอบปืนจนเพลินพยักหน้ายอมรับ เออร์วินสบตากับเธอแม้ว่าในตอนแรกเขาจะสงสัยในน้ำใจของเธอแต่เมื่อได้เห็นความจริงใจตอนที่เธอยื่นเงินให้เขาแล้วขอให้เขาสัญญาว่าจะเลิกเป็นนักล่าค่าหัว ในตอนนั้นเขารู้สึกได้ว่าทุกสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำก็เป็นเพราะว่าเขายังเป็นเด็กจริงๆ

            นอร่าไม่ตอบเขาแต่เธอเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเธออีกครั้งแล้วทาบฝ่ามือที่โต๊ะ วงแหวนเวทย์มนต์ปรากฏขึ้นใต้ฝ่ามือของเธอ วงแหวนเวทย์มนต์อีกวงหนึ่งปรากฏขึ้นบนผนังห้องก่อนที่ผนังจะเลื่อนออกเผยให้เห็นช่องทางลับ ตัวขนาดช่องทางลับกว้างพอแค่ให้คนหนึ่งคนเดินเข้าไป

            “นี่เป็นช่องทางลับที่ฉันไว้หนีตอนเกิดเหตุฉุกเฉินตัวบันใดจะขนาบไปกับผนังของหอห้วงฝันพาเธอลงไปยังชั้นใต้ดินที่เส้นทางนั้นจะพาเธอออกไปจากป้อมปราการแอสทราวิน เพื่อความมั่นใจฉันจะให้ซิลวี่พาเธอไป”

            เออร์วินเดินมายืนที่ปากทางเข้าช่องทางลับก่อนจะหันมาถามนอร่าว่า

            “คุณจะแก้ตัวยังไงหากถูกถามเรื่องที่ให้คนของคุณไปยั่วยวนทหารที่กำลังเฝ้าอยู่รอบโรงตีเหล็ก”

            นอร่ายิ้มหวานให้เขา

            “ตายดีที่เธออุตส่าเป็นห่วงฉันด้วยหรือนี่เป็นปลื้มเลยนะ” นอร่าตั้งใจหยอกล้อเขาอีกหน่อยแต่เห็นอีกฝ่ายเงียบไม่พูดไม่จอก็รู้ว่าเขากำลังซีเรียสเรื่องนี้ เธอจึงเปลี่ยนเป็นยิ้มเพียงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เรื่องนั้นเธอไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงหรอกฉันมีข้ออ้างและเหตุผลอยู่พร้อม ฉันเอาตัวรอกได้ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

            เออร์วินเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “ขอบคุณ ครั้งนี้ผมเป็นหนี้คุณ”

            นอร่าอึ้งเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาและพูดด้วยความเอ็นดูว่า

            “ไม่ต้องใส่ใจขนาดนั้นหรอกน่าแต่ถ้าเธอรู้สึกว่าเธอเป็นหนี้ฉันจริงๆ ล่ะก็” นอร่าหยิบถุงใส่เงินใบเดิมขึ้นมาพลางพูดว่า “รับเงินนี่ไปแล้วสัญญาว่าจะเลิกเป็นนักล่าค่าหัวก็พอแล้ว”

            เออร์วินทำเป็นไม่สนใจที่เธอพูดแต่หันไปพูดกับซิลวี่ว่า

            “รบกวนคุณช่วยนำทางด้วยนะครับ”

            ซิลวี่พยักหน้าตอบแล้วเดินผ่านเขาเข้าไปในช่องทางลับ เออร์วินมองไล่หลังซิลวี่แต่ก่อนที่เขาจะเดินตามเธอไปก็หันมาพูดกับนอร่าว่า

            “ขอบคุณครับ”

            นอร่าที่รู้ว่าเขาคงไม่เปลี่ยนใจเรื่องการเป็นนักค่าหัวแน่จึงได้แต่ยิ้มให้เขาอย่างเศร้าๆ เออร์วินคล้ายรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเธอผ่านแววตาคู่นั้น เขานิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “คุณนอร่าครับจากนี้ไปผมจะถือว่าคุณคือเพื่อนคนหนึ่งของผม ดังนั้นถ้ามาเรื่องเดือดร้อนอะไรมาขอให้บอกผมได้เต็มที่เลยครับ”

            “เอ๊ะ?” นอร่าอุทานออกมาเพราะเธอไม่นึกว่าเด็กคนนี้จะพูดเรื่องแบบนี้ออกมา ทั้งที่อายุของเธอคงมากพอที่จะเป็นแม่ของเขาได้ด้วยซ้ำแต่เด็กคนนี่กลับบอกว่าจะถือว่าเธอเป็นเพื่อนคนหนึ่ง

            “แล้วก็ผมยังมีอีกเรื่องหนึ่งขอให้คุณช่วยครับ” เออร์วินพูดด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของเขา

             

            นครไร้ราตรีคืนนี้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นต่อเนื่องเริ่มจากที่อยู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบจากท้องฟ้าพุ่งลงมา ตามด้วยกำลังทหารที่อยู่ๆ ก็ทำการตรวจค้นบ้านเรือนแต่ละหลังหรือร้านรวงแต่ละจุด นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับแต่การมาปกครองของมาร์ควิสราฟาเอล ชาวเมืองส่วนใหญ่ในตอนนี้ต่างรู้สึกหวาดกลัวและวิตกกังวลในสถานการณ์ที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนี้ โดยเฉพาะในเมืองที่ตอนนี้ยังเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าที่เดินทางมาแต่เพราะการอาละวาดของโจรผู้ร้ายที่เหิมเกริมมากขึ้นจากการล่านักล่าค่าหัวทำให้ต้องทนอยู่ที่เมืองนี้ไปก่อนไม่กล้าเดินทางไปไหน

            ตรงหน้าโรงจอดรถม้าของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งแบรดถือกระจกสายตาของเขาจดจ่ออยู่กับขบวนรถม้าตรงหน้า ตามการระบุตำแหน่งของวิญญาณแมลงเกาะชะตาในกระจกบ่งบอกว่าร่างของมันอยู่ข้างหน้านี้ แทนที่แบรดจะรีบเข้าไปเขากลับเลือกที่รออยู่ข้างหน้า กับคนๆ นี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักล่าค่าหัวแม้ว่าจะอยู่สุดขอบทวีปแต่ไม่ประมาทเป็นดี โดยเฉพาะตอนนี้สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสิ่งที่อีกฝ่ายครอบครองไม่ใช่ชีวิตของอีกฝ่าย

            แบรดยืนอยู่อย่างนั้นสักพักก็ได้ยินเสียงร้องขึ้น

            “แบรด!”

            เขาหันไปพบว่าเจมส์กำลังวิ่งมาหาเขาพร้อมกับทหารดราโกวิชหลายคนกำลังวิ่งตามเขามา เจมส์วิ่งมาหยุดตรงหน้าแบรดก่อนจะหยุดยืนหอบหายใจเล็กน้อย

            “มันอยู่ที่ไหน?” เจมส์ถามขึ้นในทันที

            แบรดชี้ไปที่โรงจอดรถม้าบอกว่า

            “สัญญาณบ่งบอกว่ามันร่างของแมลงเกาะชะตาอยู่ข้างในนั้น แล้วท่านคาทาริน่าล่ะ”

            แบรดเพิ่งถามจบก็มีแสงพุ่งลงมาจากบนฟ้ามายังด้านข้างของแบรด จนเมื่อแสงนั้นหายไปก็หายให้เห็นร่างงดงามในชุดเกราะมิธริลผมสีทองของเธอปลิวสยายให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน ตราสัญลักษณ์องศาสนจักรชัดเจนบนชุดเกราะเพิ่มความรู้สึกที่ดูศักดิ์สิทธิ์ให้กับเธอ เหล่าทหารที่มาพร้อมกับเจมส์กับทหารที่ยืนรออยู่ที่นี่กับแบรดต่างพาอ้าปากค้าง

            “ “ท่านคาทาริน่า” ” เจมส์กับแบรดต่างพูดพร้อมกัน คาทาริน่าเพียงแค่พยักหน้าให้พวกเขาทั้งสองก่อนจะถามว่า

            “ตัวแหน่งกลับมาแล้ว?”

            แบรดพยักหน้าชี้ไปที่โรงจอดรถม้า

            “อยู่ข้างในนี้ครับท่านคาทาริน่า”

            คาทาริน่าพยักหน้าก่อนจะมองไปที่โรงจอดรถม้าซึ่งตอนนี้มาคนหลายคนจ้องมองมาที่พวกเธอด้วยความหวาดระแวง พวกเขาต่างเป็นคนที่เหล่าพ่อค้าใช้ให้เฝ้าสินค้าต่างๆ ที่ไม่สำคัญมากและไม่สะดวกที่จะขนเข้าโรงแรม ตามจริงแล้วพ่อค้าส่วนใหญ่มักจะเลือกฝากรถม้าไว้กับสมาคมการค้าไครอส แม้จะมีค่ารับฝากที่สูงแต่ก็การันตีในเรื่องความปลอดภัยและความเชื่อใจ ทว่าในสถานการณ์ที่พ่อค้าไหลเข้าเมืองแต่ไม่มีออกนี้แม้แต่บริการรับฝากรถม้าของสมาคมการค้าไครอสเองก็รับไม่ไหวทำให้ต้องมีพ่อค้าหลายส่วนต้องนำรถม้าไปฝากไว้กับโรงจอดรถม้าของโรงแรมแทน แม้จะมีราคาที่ถูกกว่าแต่เรื่องความปลอดภัยและความสบายใจกลับไม่สู้ของสมาคมการค้าไครอส

            คาทาริน่าบอกเพียงสั้นๆ ว่า

            “นำไปเลย” ก่อนจะหันไปพูดกับพวกทหารของดราโกวิชว่า “รบกวนทุกท่านช่วยปิดล้อมสถานที่ไว้แล้วอย่าให้ใครออกไปได้” เป้าหมายคนนี้เคยหลบรอดเธอไปได้ครั้งหนึ่งเธอจึงไม่ต้องการให้มีครั้งที่สอง เจมส์

            เหล่าทหารต่างรับคำแล้วทำตามที่สั่งพากันกระจายกำลังออกไปจนตอนนี้เหลือเพียง คาทาริน่า แบรดแล้วก็เจมส์เท่านั้น เจมส์กระซิบถามเธอ

            “ท่านคาทาริน่าครับไม่ให้ทหารเหล่านี้ช่วยตรวจค้นจะดีเหรอครับ”

            “มีแมลงเกาะชะตาอยู่ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังคนขนาดนั้น และที่สำคัญเราไม่รู้ว่าของชิ้นนั้นอยู่กับเขาหรือเปล่า”

            เจมส์เข้าใจที่เธอพูดเพราะเขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าสิ่งของที่เขาได้รับมอบหมายให้มาเอานี้เป็นความลับที่มีเพียงแค่คาทาริน่าเท่านั้นที่รู้ว่าของชิ้นนั้นคืออะไร ดังนั้นยิ่งมีคนเห็นของชิ้นนั้นน้อยเท่าไรยิ่งดี

            แบรดมองกระจกในมือก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไปโรงจอดรถม้า ทั้งสามคนไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงของพวกคนที่เฝ้ารถม้า มีคนจำนวนไม่น้อยที่เมื่อได้เห็นสัญลักษณ์บนชุดเกราะมิธริลแล้วรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง พวกเขาไม่รู้ว่าคนของศาสนจักรทั้งสามนี้เป็นใครและมีความยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคนของศาสนจักรย่อมไม่ใช่อะไรที่พวกเขาจะมองข้ามได้ การที่พวกเขาเขาเหล่านั้นมีธุระที่นี่นั่นหมายความว่าอาจมีใครบางคนในคืนนี้ที่จะถึงคราวซวยแล้ว

            แบรดเดินนำทั้งสองคนเดินมาจนถึงรถม้ากลุ่มหนึ่งตัวรถม้าเหล่านี้ล้วนเป็นสีฟ้า คนที่เฝ้ารถม้าเหล่านี้เป็นชายฉกรรจ์สิบกว่าคน ตอนที่เห็นพวกคาทาริน่าเดินมาก็รู้สึกตึงเครียดจนเมื่อทั้งสามหยุดตรงหน้าพวกเขา คนที่ดูเป็นหัวหน้าเดินเข้ามารับหน้า

            “ท่านผู้สูงส่งไม่ทราบว่ามีอะไรให้พวกเรารับใช้”

            แบรดไม่สนใจชายคนนั้นหันกลับไปพูดกับคาทาริน่าว่า

            “ตามตำแหน่งเขาน่าจะอยู่เข้างในนี้ครับท่านคาทาริน่า”

            คาทาริน่าเมืองรถม้าเหล่านั้นก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินแซงหน้าเจมส์มายืนตรงหน้าหัวหน้าคนนั้น

            “ทางเรากำลังตามหาคนอยู่จึงอยากขอตรวจค้นในรถม้าของพวกคุณหน่อยรับรองว่าจะไม่ทำให้สินค้าเสียหาย”

            หัวหน้าคนนั้นดูลังเลขึ้นมา

            “เรื่องนี้...” เขาได้รับคำสั่งเจ้านายให้ทำหน้าที่เฝ้าสินค้าแต่การที่คนของศาสนจักรขอเช่นนี้จึงทำให้เขาลำบากใจ เจมส์ที่เห็นท่าทางนั้นจึงมีโทสะขึ้นมาเขาขึ้นเสียงใส่อีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ

            “เจ้าพวกชั้นต่ำท่านคาทาริน่าอุตส่าพูดดีๆ กับพวกเจ้าแล้ว...”

            “เจมส์!” คาทาริน่าพูดโดยไม่หันกลับมามองเขา เจมส์สงบลงทันทีถามกลับด้วยท่าทีที่สุภาพว่า

            “ครับท่านคาทาริน่า?”

            คาทาริน่าพูดกับหัวหน้าคนนั้นว่า

            “ต้องขอโทษแทนคนของข้าด้วยสำหรับการเสียมารยาท”

            หัวหน้าคนนั้นที่เห็นท่าทีโทสะของเจมส์ก็รู้สึกกลัวจนฉี่แทบราดแต่ยังรั้งเอาไว้ เขารีบพูดด้วยใจที่สั่นเทาไม่หยุดว่า

            “มะมะไม่เป็นไรครับท่าน”

            กับท่าทีของเขานี้เหล่าลูกน้องหรือแม้แต่คนที่กำลังคุ้มกันสินค้าในรถม้าของคนอื่นอยู่กลับไม่มีท่าทีคิดจะหัวเราะเลยแม้แต่น้อย สักพักก็มีเสียงดังขึ้นที่ทางเข้าโรงจอดรถม้าทุกคนต่างพากันหันกลับไปมองพบเห็นคนหลายคนเดินมา แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือสองคนที่แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดี คนหนึ่งผอมสูงแต่งกายตามแบบปกติของคนแถบนี้ดูแล้วว่าจะเป็นคนดราโกวิช อีกคนเป็นคนร่างอ้วนการแต่งกายดูแล้วน่าจะเป็นคนต่างถิ่น ทั้งสองรีบวิ่งมาด้วยท่าทีหืดจับมายืนตรงหน้าพวกคาทาริน่า ทันทีที่พวกเขาเห็นชุดเกราะที่เธอสวมต่างก็พากันหน้าซัดทันที ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของทั้งคู่

            ‘หรือว่าคนผู้นี้มาจากกลางทวีป’ กลางทวีปหมายถึงใจกลางทวีอาร์เคนัสซึ่งที่ตั้งของมหานครศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์กลางของศาสนจักรมานาแห่งนิรันด์ นามว่า มิราเคนัส

            เมื่อคิดได้ดังนี้ทั้งสองก็ตัวสั่นเทารีบพูดว่า

            “ท่านผู้สูงส่งข้าเป็นเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้” ชายร่างผอมชาวดราโกวิชพูดขึ้น

            “ท่านผู้สูงส่งข้าเป็นเจ้าของรถม้าขบวนนี้ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้” ชายร่างอ้วนที่เป็นคนต่างถิ่นพูดขึ้น


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน