ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่171 ปมในใจ (1)

    93 1-2

    ตอนที่171 ปมในใจ (1)

    หากมันกล้าหักแขนเซี่ยหลู่เฟิงนางจะหักแขนขวาที่เหลืออยู่ของมันทิ้งก่อน

    คมกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเข้าประหารฟันเข้าใส่ไหล่ขวาของไป๋หลี่เย่โดยตรงหวังตัดให้กุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเงาร่างประกายสีม่วงเข้าสกัดเอาไว้ก่อนปรมาจารย์เสวี่ยกระชากกระบี่ของตนคืนมาจากมือของไป๋หลี่เย่และเข้าเผชิญหน้ากับเซียถงโดยตรง สองคมโลหะกระบี่ประสานงา สะเก็ดไฟสาดกระเซ็นวูบวาบเผชิญหน้ากับปรมาจารย์เสวี่ยที่เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ม่วง นางไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากร่นถอยออกไปก่อนและหันไปตะโกนกับเซี่ยหลู่เฟิงว่า

    “ท่านพี่หากแขนของท่านถูกตัดทิ้ง แล้วจากนี้ต่อไป ท่านจะใช้สิ่งใดปกป้องฉีหมิงเยว่?”

    ทันทีที่ยินเช่นนั้นสีหน้านิ่งสงบดั่งที่ว่าปรงแล้วก็พลันหยุดชะงักคิดได้ แต่ระหว่างนั้นเอง จู่ๆก็มีประกายเย็นจากคมมีดสั้นในมือไป๋หลี่เย่ส่องสะท้อนเข้าตาพุ่งหาชั่วจังหวะนั้นเองในที่สุดเขาก็คิดได้และรีบชักกระบี่คาดเอวขึ้นมาสกัดกั้นมีดสั้นสีเย็นเยียบที่กำลังฟันแขนขวาของตน

    ร่างเงาสายหนึ่งพุ่งเข้าแทรกหยุดตรงหน้าระหว่างทั้งสองคมกระบี่ในมือเซี่ยหลู่เฟิงถูกปัดป้องสะท้อนออกไปส่วนไปหลี่เย่ถูกแรงกระแทกจากร่างตรงหน้าผลักกระเด็นจนเซล้มลง

    “องค์รัชยาทท่านมิทราบหรือว่าการเคลื่อนไหวเองตามใจชอบมันอาจส่งท่านไปปรโลกได้ทันทีหากไม่ระวัง?”

    ปรมาจารย์เสวี่ยหันคมกระบี่ยาวเบี่ยงออกจากฝั่งเซี่ยหลู่เฟิงและหันปลายกระบี่แหลมเข้าจ่อไปที่คอหอยของไป๋หลี่เย่แทน

    “ปรมาจารย์...ปรมาจารย์เสวี่ย!”

    นั่งอ้าขาสั่นทึมด้วยความหวาดกลัวสุดขีดไป๋หลี่เย่เงยหน้าจับจ้องไปที่ปรมาจารย์เสวี่ย สีหน้าซีดเซียวจัดราวกับแผ่นกระดาษ

    “มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ริอาจจับกระบี่ของข้าไปใช้โดยพลการและทั้งสามคนนั้นล้วนกลายเป็นกองกระดูกหมดแล้ว!”

    ปรมาจารย์เสวี่ยกล่าวตอบสีหน้าดูมืดมนไม่สู้ดีเลยสักนิด

    ไป๋หลี่เย่ขนลุกซู่วกระทั่งเสียวซ่านสะท้านถึงแก่นใน ริมฝีปากสีซีดสั่นพับ เร่งกล่าวขอโทษทันที

    “ท่านปรมาจารย์เสวี่ยข้าผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้ว!”

    ปรมาจารย์เสวี่ยมุ่นคิ้วขมวดเล็กน้อยและชักกระบี่ยาวในมือกลับออกมาเหลือบไปศีรษะหันไปมองเซียถงที่ตั้งท่าร่างกระบวนรอไว้อยู่แล้ว จู่ๆนางก็โผล่ออกมาท่ามกลางเงามืดมิดเข้าจู่โจมฉับพลัน

    หรี่สายตาแคบจับจ้องอยู่สักพักเบื้องลึกลงไปในแววตาของปรมาจารย์เสวี่ยเร้นแววประหลาดใจซุกซ่อนอยู่หนึ่งส่วนในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันทั้งความเร็วและความสามารถในการจู่โจมของนางกลับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากกระทั่งกระบวนการเคลื่อนไหวยังดูเด็ดขาด หวังพิฆาตให้ตายในทุกท่วงท่าหากให้เปรียบเทียบ...คงประดุจได้กับสัตว์ป่าเถื่อน

    แต่ทันใดนั้นเองระหว่างที่เซียถงและปรมาจารย์เสวี่ยกำลังยืนจ้องดูเชิงกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีบุคคลปริศนานาคนหนึ่งปรากฏขึ้นจากมุมมืดมิดที่ยากจะสังเกตเห็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของเขาผู้นี่คงเป็นใบหน้าที่น่ารังเกียจ คล้อยหลังโผล่ปรากฏเขาก็ตรงเข้าโจมตีใส่เซียถง ทั้งความเร็วและความแข็งแกร่งค่อนข้างสูงมากพัลวันกับเซียถงอยู่สักครู่ เมื่อเห็นว่าการลอบโจมตีของตนล้มเหลวจึงกระโดดออกมาตั้งหลัก ก่อนจะปราดพุ่งเข้าปะทะใหม่อีกระลอกหนึ่ง

    คล้อยหลังปะทะกันหลายกระบวนสิ่งหนึ่งที่เซียถงตระหนักทราบได้ทันทีคือระดับพลังลมปราณของเขาผู้นี้น่าจะใกล้เคียงกับนาง ทว่าความเร็วและกระบวนโจมตีกลับดูค่อนข้างแปลกตาเหลือเกินและยากต่อการรับมือมิใช่น้อย กอปรกับตอนนี้ยังมีปรมาจารย์เสวี่ยอยู่อีกคนหนึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เซียถงเสียเปรียบเต็มประตู ดังนั้นนางจึงยื่นมือไปคว้าตัวเซี่ยหลู่เฟิงและพังหน้าต่างกระโดดหลบหนีออกไปโดยไว

    “เราถอยก่อน!”

    สิ้นเสียงพูดจบไม่ว่าเซี่ยหลู่เฟิงจะเต็มใจหรือไม่ นี่กลับไม่ใช่เรื่องที่ต้องนำมาใส่ใจแล้วเซียถงกระชากคอเสื้อฉุดลากอีกฝ่ายจากออกไปทันทีและพอกระโดดหน้าต่างหลบหนีได้สำเร็จ เซี่ยหลู่เฟิงก็ผละตัวดิ้นหลุดออกจากมือเซียถงยืนอยู่ปลายระเบียงหน้าต่าง หันไปเอ่ยถามกับไป๋หลี่เย่คำหนึ่งว่า

    “องค์รัชทายาทที่เคยกล่าวว่า ใช้ชีวิตของข้าแลกเปลี่ยนกับชีวิตของฉีหมิงเยว่มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”

    “ข้าผู้นี้ต้องการชีวิตของเซียถงเท่านั้นมาแลก!หากต้องการช่วยฉีหมิงเยว่จริงๆ พรุ่งนี้จงมานัดพบกันที่ป่าสนพร้อมกับมัน!”

    ไป๋หลี่เย่จ้องหน้ากลับไม่มีกะพริบลดละทั้งยังก่นน้ำเสียงดุร้ายคำรามใส่ทั้งที่เมื่อครู่เกือบจะตัดแขนของเซี่ยหลู่เฟิงได้แล้วแท้ๆแต่ไม่เพียงทุกอย่างจะล้มเหลวเท่านั้นทว่ายังเกือบเซียถงโดนตัดแขนขวาที่เหลือไปอีกด้วยเหตุการณ์ในวันนี้ยิ่งเป็นการสลักรอยแค้นอาฆาตภายในใจของเขาให้ลึกล้ำเหลือคนาขึ้นไปอีก!

    สีหน้าการแสดงออกของเซี่ยหลู่เฟิงทวีความหมองหม่นขึ้นเป็นเท่าทวีในพริบตาหมุนตัวกลับและกระโดดจากริมระเบียงหน้าต่างไปทันที

    ไป๋หลี่เย่ยืนอยู่ตรงหน้าหน้าต่างบานนั้นเฝ้ามองร่างทั้งสองสายที่ค่อยๆ ลาลับ หายจากออกไปนอกหน้าต่าง ประกายความอาฆาตล้นทะลักพุ่งพรวดออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างชายใบหน้ารังเกียจผู้นั้นโค้งศีรษะคำนับให้อย่างสุภาพก่อนจะยืนอยู่เคียงข้างไป๋หลี่เย่พลางทอดสายตามองออกไปเช่นกันกล่าวน้ำเสียงลึกล้ำขึ้นว่า

    “เซียถงมีความโดดเด่นในเรื่องความคล่องแคล่วเพราะแบบนั้นแล้ว การจะจัดการนางให้สิ้นซากจึงเป็นเรื่องค่อนข้างลำบากแต่นี่หาใช่ปัญหาไม่เลย พรุ่งนี้ข้าจะเรียกพี่น้องของข้าเข้ามาเสริมอีกแรงพรุ่งนี้นางไม่รอดแน่นอน”

    “ใช่แล้วพรุ่งนี้ข้าจะวานให้แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วส่งยอดฝีมือเก่งๆมาค่อยซุมโจมตีบนภูเขาอีกแรงเช่นกัน คราวนี้เซียงถงมันต้องตาย!”

    ไป๋หลี่เย่พยักหน้า

    “ท่านองค์รัชทยาทอย่าได้กังวลไป คราวนี้พวกเราสามารถสังหารนังอัปลักษณ์น่าเกลียดทิ้งได้แน่นอน”

    ชายผู้มีใบหน้าน่ารังเดียจกล่าวเสริมอีกว่า

    “ข้าได้หยั่งเชิงฝีมือจนทราบถึงความตื้นลึกของนางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

    ปรมาจารย์เสวี่ยยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขาอีกทียืนมองทั้งสองที่ระเบิดหัวเราะอย่างชั่วร้ายและทันใดนั้นปลายคิ้วข้างหนึ่งของเขาพลันกระตุกขึ้นอย่างลับๆ

    แสงจันทร์เจ้าค้างตระหง่านทางทิศตะวันตกบรรดาจวนทั้งหลายในเมืองเฟิงหลี่เขตในยังมีหลายเรือนที่ยังไม่นอนจุดตะเกียงไฟอยู่ภายในสว่างไสว และหนึ่งในนั้นก็คือจวนของอัครมหาเสนาบดีเย่เขากำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ทว่าสายตากับจับจ้องอยู่กับบุคคลในเงามืดตรงหน้า

    “เจ้าหมายความว่าองค์รัชทายาทกับแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วจะร่วมมือกันเพื่อตั้งค่ายกลดักซุ่มโจมตีในป่าสนในวันพรุ่งนี้?ทั้งหมดก็เพื่อสังหารเซียถง?”

    เย่หลีเทียนเอ่ยถามขึ้น

    บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าภายใต้เงาดำพยักหน้า

    “ถูกต้องขอรับพวกมันตั้งใจจะใช้ฉีหมิงเยว่ที่จับมาเป็นตัวประกันเพื่อล่อเซียถงมาสังหารทิ้งในป่าสนท่านจะให้เรา...ลอบคอยช่วยเหลือนางอย่างลับๆ หรือไม่?”

    “ช่วยเหลือ? ช่วยทำไม? ในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าองค์รัชทายาทจะเป็นฝ่ายฆ่าเซียถงได้ หรือเซียถงจะเป็นฝ่ายฆ่าพวกมันทิ้งได้ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นด้านใด ข้าก็ล้วนแต่มีความสุขที่ได้เห็น”

    เย่หลีเทียนระบายยิ้มอ่อนลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นสาดแสงแพรวพราวส่องระยิบระยับ

    “แต่มิใช่ว่าท่านต้องการจะจัดการเซียถงด้วยตนเองหรอกรึ?นี่...อาจเป็นโอกาสดี...”

    บุคคลที่อยู่ตรงข้ามเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

    “หากองค์รัชทยาทฆ่านางทิ้งไปได้ต่อไปข้าก็ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องจัดการเซียถงให้เสียเวลาอีกต่อไป”

    เย่หลีเทียนยังกล่าวต่ออีกว่า

    “นอกจากนั้นถึงแม้ข้าจะช่วยเซียถงจัดการเรื่องในวันพรุ่งนี้ให้มันดูง่ายขึ้นแต่นางก็ไม่มีทางสำนึกบุญคุณขอบคุณข้าอยู่แล้ว ในครั้งล่าสุดที่ข้าลองช่วยนางก็ไม่แม้แต่รู้สึกประทับใจใดๆ ในตัวข้า แถมยังใช้โอกาสนี้หว่านเมล็ดความร้าวฉานหวังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับองค์รัชทายาทแตกหัก”

    “เช่นนั้นแล้ว...พรุ่งนี้จะทำอย่างไรดีขอรับ?”

    ชายคนนั้นเอ่ยถาม

    “ก็เพียงนั่งดูเสือสองตัวสู่กันบนภูเขาความขุ่นเคืองระหว่างองค์รัชทยาทกับเซียถง มันไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าอีกแล้วดังนั้นตัวข้าจะเคลื่อนไหวทำไมให้เหนื่อยเปล่า? พรุ่งนี้ข้าตั้งใจไว้ว่าจะดื่มชาพักผ่อนที่เรือนแห่งนี้พอผลลัพธ์ออกมาเมื่อใด พวกเราค่อยเดินทางไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทอีกครั้ง”

    เย่หลีเทียนสะบัดแขนเสื้อยาวรุ่มร่ามเล็กน้อยพลางหยิบถ้วยชาบนโต๊ะข้างตัวขึ้นมาริมจิบบางๆ

    คล้อยหลังจิมไปได้ทีหนึ่ง จู่ๆเย่หลีเทียนก็ปริปากถามขึ้นราวกับพึ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้

    “แล้วตอนนี้ท่านปู่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

    “นายท่านสุภาพแข็งแรงดีขอรับนายน้อยอย่าได้กังวลไปเลย อีกทั้งทางตระกูลยังฝากข้อความมาอีกว่าตราบเท่าที่นายน้อยต้องการกำลังเสริมก็จงบอกกล่าวพวกเขาพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่!”

    ชายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกล่าวตอบด้วยความเคารพรัก

    “อืม!”

    เย่หลีเทียนพยักหน่าพลางยกมือข้างหนึ่งเชิดสายตาขึ้นมองดูสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งที่เกี่ยวห้อยอยู่บนฝ่ามือของตนสร้อยข้อมือดังกล่าวทำมาจากด้ายเงิน ประดับประดาลูกปัดกลมขนาดจิ๋วอยู่เต็มเส้นโดยรวมแล้วเป็นเครื่องประดับที่วิจิตรงดงามยิ่ง เสมือนกับของหญิงสาวสวมใส่

    เหม่อมองสร้องข้อมือสีเงินเส้นนี้อยู่สักครู่สายตาคู่นั้นของเย่หลีเทียนพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่มในทันใด ทว่าผ่านไปชั่วครู่ฝ่ามือข้างนั้นกลับกำสร้อมคอมือสีเงินจนแน่น ข่มตาหลับด้วยความเจ็บปวดทรมานและเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สายตาคู่ดังกล่าวในยามนี้ก็เปี่ยมล้นไปด้วยความเกลียดชังและความชั่วร้าย

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน