ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 233 : ม่านประมูลปิดฉาก

จารึกที่ 233 : ม่านประมูลปิดฉาก : การแลกเปลี่ยนที่แสนแพง


เสียงระฆังแก้วใสกังวานดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ดับความตื่นเต้นและเพลิงแห่งความโลภที่คุกรุ่นอยู่ในโถงประมูลลับใต้ดาราให้มอดดับลง ผู้ฝึกตนในชุดคลุมปกปิดตัวตนต่างทยอยออกจากพื้นที่ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทว่าหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในค่ำคืนนี้ หาใช่เรื่องของสมบัติระดับสวรรค์ชิ้นใด แต่กลับเป็นเรื่องของ 'มหาเศรษฐีสติเฟื่อง' ในห้อง VIP หมายเลขหนึ่ง ที่กว้านซื้อสมบัติล้ำค่าราวกับซื้อผักปลา และยอมทุ่มเงินก้อนสุดท้ายเพื่อหินทับกระดาษไร้ค่าเพียงก้อนเดียว!


ภายในห้อง VIP หมายเลขหนึ่ง ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ประตูไม้หอมพันปีจะถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ซูเหม่ย นายหน้าสาวผู้งดงามก้าวเข้ามาพร้อมกับพนักงานระดับสูงที่ประคองถาดหยกบรรจุสมบัติทั้งสองชิ้นด้วยความระมัดระวังสูงสุด


"คุณชายเจีย... ยินดีด้วย ทั้ง 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' และ 'ศิลาดำนิรนาม' บัดนี้เป็นของท่านอย่างสมบูรณ์แล้ว" ซูเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเลื่อมใส ทว่าเมื่อนางลอบสังเกตเห็นริมฝีปากที่ซีดเซียวและหยาดเหงื่อที่ซึมชื้นรอบผ้าพันตาของอาเจีย ความกังวลก็ฉายชัดขึ้นมา "ท่านดูอ่อนเพลียมากนะเจ้าคะ ให้ข้าน้อยจัดเตรียมห้องบำเพ็ญเพียรพิเศษในหอสุวรรณดาราเพื่อหลอมยาเลยดีหรือไม่?"


"ขอบใจในความปรารถนาดีของแม่นางซูเหม่ย แต่ข้ายังมี 'หนี้สิน' บางอย่างที่ต้องสะสางก่อน" อาเจียตอบเสียงเรียบ พลางเอื้อมมือไปรับของทั้งสองสิ่ง และส่งมอบถุงศิลาปราณก้อนสุดท้ายในชีวิตให้แก่นาง มือของชายหนุ่มสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวดลึกๆ ในใจ "เครดิตห้าแสน กับเงินสดอีกสามแสนแปดหมื่นก้อน... หักลบกันแล้ว ข้ากับสมาคมของเจ้าไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก"


เมื่อซูเหม่ยและพนักงานล่าถอยออกไป อาเจียก็หันไปพยักหน้าให้นักพรตหมื่นอีแปะ


"ตาเฒ่า... ปิดกั้นสรรพเสียงและกลิ่นอายให้ข้าที"


นักพรตเฒ่าที่ปกติจะห่วงเงินยิ่งชีวิต เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของศิษย์ตัวดีและสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ก็พลันเปลี่ยนท่าที ชายชราตวัดแส้ปัดในมือเบาๆ ปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายที่ถูกบีบอัดจนบริสุทธิ์ พุ่งทะยานออกไปถักทอเป็นม่านพลังปิดกั้นห้องนี้ออกจากมิติภายนอกอย่างเงียบเชียบ การควบคุมพลังนั้นเฉียบขาดและแม่นยำระดับ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' "ทำใจให้สบายไอ้หนู! ต่อให้ใครหน้าไหนมาพังประตู ก็เข้ามาขวางเจ้าไม่ได้!"


ทันทีที่ม่านพลังทำงาน อาเจียก็ล้วงเอาพู่กันนิรันดร์ออกมาจากอกเสื้อ ทันทีที่ด้ามพู่กันสัมผัสกับอากาศ มันก็สั่นสะเทือนอย่างเกรี้ยวกราดประดุจสัตว์ร้ายที่ได้กลิ่นอาหารโอชะ!


(หอม... สิ่งนั้นคือส่วนเติมเต็มของข้า...)


คลื่นวิญญาณสั่นสะเทือนในห้วงจิตของอาเจีย มันมิใช่เสียงออดอ้อน แต่เป็นเจตจำนงที่แฝงไปด้วยแรงดึงดูด ปรมาจารย์มู่เฉินที่หลบซ่อนอยู่ในห้วงลึกประเมินสถานการณ์อย่างสุขุมและเยือกเย็น


(อาเจีย... ร่องรอยที่ตกค้างในศิลาดำก้อนนั้น คือสภาวะเดียวกับนาง หากเจ้าไม่นำมันไปหล่อเลี้ยงพื้นที่ว่างเปล่า พลังที่สูญเสียสมดุลจะตีกลับมาสูบปราณของเจ้าแทน จงรีบจัดการเสีย) มู่เฉินชี้แนะ


อาเจียกัดฟันแน่น น้ำตาตกในเมื่อนึกถึงศิลาปราณหมื่นก้อนที่เพิ่งละลายหายไป เขาวางหญ้าวิเศษไว้ข้างกาย แล้วชู 'ศิลาดำนิรนาม' ขึ้นเบื้องหน้า ปลายพู่กันนิรันดร์ที่ดูเหมือนขนอสูรธรรมดาทว่าแฝงไว้ด้วยสัจธรรมอันลึกลับ พลันแยกออกและแผ่ขยาย อาเจียสูดลมหายใจลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี ตวัดปลายพู่กันวาดสัญลักษณ์วงกลม (O) ลงบนอากาศอย่างแผ่วเบา โดยไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดให้ระคายหูสวรรค์


'กินเข้าไปซะยัยตัวผลาญเงิน... ขาดทุนย่อยยับเลยข้าคราวนี้'


ทันทีที่สัญลักษณ์วงกลมและปลายพู่กันสัมผัสกับศิลาดำ ก้อนหินประหลาดที่ขึ้นชื่อว่าศัสตราเซียนยังไม่อาจสร้างรอยขีดข่วน กลับสลายตัวกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาเข้มหม่นหมองในพริบตา! พลังงานเหล่านั้นถูกดูดกลืนเข้าไปในด้ามไม้ดึกดำบรรพ์อย่างตะกละตะกลาม


(อื้อ... วัฏจักรได้รับการเติมเต็ม...) อิสตรีตัวน้อยส่งเสียงครางแผ่วเบา พลางหลับตาลงนอนขดตัวอยู่ลึกสุดของแก่นไม้ ทิ้งให้พลังงานที่เหลือล้นจากการกลืนกิน ระเบิดพุ่งย้อนกลับมายังผู้ถือครองประดุจคลื่นความกดดันที่รุนแรง!


"อึก... อั่ก!"


อาเจียกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำใหญ่ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เตาหลอมปราณจำลองในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่งจนเกิดเสียงปริแตก! มันคือ 'ผลสะท้อน' จากการครอบครองและฝืนใช้พลังที่อยู่เหนือล้ำกว่าระดับบำเพ็ญเพียรของตนเอง เส้นชีพจรที่เคยแตกร้าวอยู่แล้วพลันฉีกขาดเพิ่มขึ้นราวกับผืนดินที่แห้งผากรอการพังทลาย ความเจ็บปวดแสนสาหัสพุ่งทะลวงเข้าสู่แก่นวิญญาณจนชายหนุ่มแทบสิ้นสติ


(ประคองสติไว้!) มู่เฉินรีบส่งพลังวิญญาณเซียนอันน้อยนิดของตนเข้าช่วยพยุงจิตสำนึกของอาเจียให้ตื่นรู้ (นั่นคือพลังที่บริสุทธิ์เกินไป ร่างกายกายเนื้อของมนุษย์เช่นเจ้ายังมิอาจรองรับการสะท้อนกลับได้ทั้งหมด!)


"ไอ้หนู! เจ้ายังหายใจอยู่ไหม!" นักพรตหมื่นอีแปะรีบพุ่งเข้ามาพยุงร่างของศิษย์รักที่ทรุดลงกับพื้น เมื่อเห็นเลือดที่เจิ่งนอง ชายชราก็ลืมความเสียดายเงินไปจนสิ้น "บอกแล้วไงว่าอย่าไปเล่นกับของประหลาด! เสียเงินแล้วยังต้องมาเสียเลือดอีก!"


"ไม่เป็นไรขอรับอาจารย์... ข้ายังทนไหว... อย่างน้อยก็คุ้มค่าเงินหมื่นก้อน" อาเจียกัดฟันฝืนยิ้มกะล่อน พลางเก็บพู่กันนิรันดร์ที่บัดนี้แผ่กลิ่นอายลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมลงอกเสื้ออย่างมิดชิด ชายหนุ่มหันหน้าไปทาง 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' ที่วางอยู่


"เหลือแค่สมบัติชิ้นนี้... ข้าก็จะได้ดวงตากลับคืนมาเสียที"


ทว่า... ในขณะที่อาเจียกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบโอสถวิเศษ โสตประสาทอันเฉียบคมของเขาก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและคุ้นเคยหลายคู่กำลังพุ่งตรงมาหยุดอยู่หน้าห้อง VIP หมายเลขหนึ่ง!


"ปัง! ปัง! ปัง!"


เสียงทุบประตูไม้หอมพันพีดังสั่นสะเทือน พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณห้าสายที่คุ้นเคยแผ่ซ่านออกมากระทบม่านพลังของนักพรตเฒ่า!

"อาเจีย! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ข้างใน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"


เสียงหวานใสทว่าเฉียบขาดของหลินชิงเสวี่ยดังก้องกังวานเข้ามา นางไม่ได้ใช้คำว่า 'ศิษย์น้อง' เพื่อวางมาดผู้คุมกฎอีกต่อไป ทว่าโสตประสาทของอาเจียกลับดักฟังความสั่นเครือและรอยสะอื้นที่พยายามซุกซ่อนไว้ในน้ำเสียงนั้นได้อย่างชัดเจน


"พี่อาเจีย! ฮือๆๆ... ท่านยังไม่ตายจริงๆ ใช่ไหม เปิดประตูให้หลิงเอ๋อร์เข้าไปเถอะนะ!" เสียงร้องไห้โฮของเฟิงหลิงเอ๋อร์ตามมาติดๆ ทำเอาหัวใจของคนเจ็บปวดหนึบ


"ไอ้สหายหน้าเงิน! รอดตายมาได้ก็มุดหัวอยู่แต่ในห้องรึ! ถ้าเจ้าไม่เปิด มู่หลางจะใช้กระบี่ฟันม่านพลังนี่ให้แหลกแล้วนะโว้ย!" เสียงยียวนของเฟิงอวี้หรานตะโกนสมทบ โดยมีเสียงกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝักครึ่งนิ้วของฉินมู่หลางดัง 'เชิ้ง' เป็นการข่มขู่ยืนยันคำพูดนั้น


ส่วนเย่ปิงอวิ๋น แม้จะไร้สุ้มเสียง ทว่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ทะลวงเข้ามา ก็เป็นสัญญาณเตือนชั้นดีว่า หญิงสาวผู้แสนเยือกเย็นก็หมดความอดทนแล้วเช่นกัน!


อาเจียหันใบหน้าที่ซีดเซียวเปื้อนเลือดไปทางนักพรตหมื่นอีแปะ พลางหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นและจนใจ


"ดูเหมือนว่า... ผลกรรมอย่างที่สองของข้า กำลังจะพังประตูเข้ามาถึงตัวแล้วนะขอรับอาจารย์"


มหาเศรษฐีตกอับผู้เพิ่งกระอักเลือดจากความหน้าใหญ่ใจโต สูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความเจ็บปวดที่ตันเถียน เขาพยายามปั้นรอยยิ้มกวนประสาทประจำตัวขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเตรียมรับมือกับ 'พายุแห่งความห่วงใย' จากบรรดาสหายและสาวๆ ที่พร้อมจะรุมประชาทัณฑ์เขาด้วยความคิดถึง!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน