ณ ภูเขาหิมะ
พรรคพวกของหยางสือจำนวน 10 คนต่างสวมชุดดำอำพรางตนพวกเขาพยายามออกตามหาท่านซูเยี่ยนที่ภูเขาหิมะอย่างเงียบๆเนื่องจากกลัวว่าทหารในวังจะมาได้ยินเข้าและเกิดการปะทะกันทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆแม้ว่าพวกเขาจะพากันตามหาท่านซูเยี่ยนจนทั่วทั้งภูเขาแล้วก็ยังไม่พบอดีตแม่ทัพอยู่ดี
“แม่นางผิงหลางเจ้าแน่ใจหรือว่าท่านซูเยี่ยนอยู่ที่นี่จริงๆ ” ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าว
เหวยเหนียงร้อนใจรีบพูดแทนผิงหลาง “สายรายงานว่าซูเยี่ยนมาที่นี่จริงๆนะเจ้าคะ”
“ในเมื่อแม่นางเหวยเหนียงเชื่อมากขนาดนั้นพวกเราจะลองตามหาดูอีกทีก็แล้วกัน” ชายชุดดำกล่าว
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงดีใจที่พวกเขาไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน
ชายชุดดำทั้งสิบคนยอมออกตามหาซูเยี่ยนต่อไปตามคำยืนยันของเหวยเหนียง
“เหวยเหนียง! เจ้ารออยู่ด้านนอกนะ ข้าจะไปช่วยพรรคพวกออกตามหาท่านซูเยี่ยนอีกแรง”ผิงหลางกล่าว
เหวยเหนียงพยายามใช้มือคลำหาเพื่อไขว่คว้าหาผิงหลาง
ผิงหลางจึงจับมือเหวยเหนียงไว้และกล่าวว่า “มีอะไรหรือเปล่า”
“ข้าจะลองเสี่ยงไม้ปวยเจ้าช่วยดูให้ข้าหน่อย” เหวยเหนียงควักเซ้งปวยหรือไม้ปวย1 ชุดประกอบด้วย 2 อันซึ่งมีลักษณะเป็นไม้โค้งหลังเต่า ด้านหน้าเรียบจึงทำให้ทั้งสองอันสามารถประกบเข้าหากันเป็นคู่ได้
“ได้สิงั้นพวกเราไปนั่งตรงใต้ต้นไม้เถิด” ผิงหลางคิดว่าตรงนั้นน่าจะเหมาะ
“ไปตรงจุดใกล้ภูเขาหิมะดีกว่าเพื่อความแม่นยำ”เหวยเหนียงกลัวทำนายพลาด
“ได้! ข้าจะพาเจ้าไปเอง”ผิงหลางยอมประคองพาตัวเหวยเหนียงไปตรงจุดดังกล่าว
พอถึงปากถ้ำผิงหลางก็เลยประคองเพื่อนให้คุกเข่าไปกับพื้น
เหวยเหนียงถือไม้ปวยในท่าพนมมือ จากนั้นก็ตั้งจิตอธิษฐานก่อนที่จะปล่อยลงพื้นและถามสหายว่า “ไม้ป่วยวางแบบไหน”
“หงายทั้งคู่” ผิงหลางกล่าว
“แสดงว่าท่านซูเยี่ยนมาที่นี่จริงๆ” เหวยเหนียงกำหนดไว้
“ข้าจะรีบเข้าไปตามหาเดี๋ยวนี้”ผิงหลางกำลังจะเดินเข้าไปในถ้ำเพียงลำพัง
“ให้ข้าไปด้วยเถิดข้าจะไปเสี่ยงไม้ปวยในแต่ละจุด หากคว่ำทั้งคู่ แสดงว่าซูเยี่ยนไม่ได้อยู่ที่นั่นแต่หากหงายทั้งคู่แสดงว่าเขาอยู่แถวนี้” เหวยเหนียงไม่อยากให้เพื่อนเสียเวลา
“แล้วถ้าอันหนึ่งคว่ำอันหนึ่งหงายล่ะ” ผิงหลางสงสัย
“แสดงว่าซูเยี่ยนเคยมาจุดนี้แต่ปัจจุบันไม่อยู่แล้ว” เหวยเหนียงกล่าว
“ก็ดีเหมือนกันจะได้หาท่านซูเยี่ยนได้เร็วขึ้น” ผิงหลางกล่าวเพราะในถ้ำแห่งนี้หนาวจัดไม่เหมาะที่จะอยู่นาน
แต่ที่อาจจะช้าไปหน่อยก็คือ ผิงหลางจะต้องค่อยๆประคองเหวยเหนียงเข้าไปภายในถ้ำด้วย
“ดีนะที่พวกเขาแบ่งแท่งเรืองแสงให้ข้าด้วยข้าจะได้มองเห็นทาง” ผิงหลางใช้แท่งเรืองแสงส่องนำทาง
“พอถึงทางแยกเมื่อไหร่เจ้าบอกข้าด้วยนะ ข้าจะเสี่ยงไม้ปวยให้” เหวยเหนียงกล่าว
“ถึงพอดี ตรงนี้ล่ะ” ผิงหลางหยุดเดินเพราะเจอสามแยก
ผิงหลางประคองเหวยเหนียงให้นั่งเสี่ยงไม้ปวยทีละช่องทางจนพบว่าไม้ปวยคว่ำอันนึงหงายอันนึงในช่องทางตรงกลาง หญิงสาวทั้งสองจึงเดินตรงไปข้างหน้า
แม้มันจะช้าไปเสียหน่อยที่ผิงหลางจะต้องคอยประคองเหวยเหนียงเดินเข้าไปในช่องทางต่างๆแต่เส้นทางที่พวกนางเดินไปนั้นเป็นเส้นทางที่ซูเยี่ยนเคยมาจริงๆนั่นจึงทำให้ทั้งสองเชื่อมั่นได้ว่าพวกนางไม่ได้หลงทางจนเสียเวลาไปเปล่าๆ
“ถึงช่องทางเล็กๆ แล้วเจ้าเสี่ยงไม้ปวยตรงนี้เถิด หากท่านซูเยี่ยนอยู่ที่นี่จริงๆ ข้าจะได้เข้าไปดูให้ช่องทางเล็กแบบนี้ เข้าไปสองคนไม่สะดวกหรอก” ผิงหลางกล่าว
“ได้สิ” เหวยเหนียงเสี่ยงไม้ปวยจนได้เป็นหงายทั้งคู่
ผิงหลางดีใจกอดเหวยเหนียง “ท่านซูเยี่ยนอยู่แถวนี้จริงๆถ้าเช่นนั้นข้าเข้าไปนะ”
“ฝากด้วยนะผิงหลาง” เหวยเหนียงรู้สึกมีความหวัง
แต่ทว่าพอผิงหลางคลานเข้าไปในช่องทางเล็กๆอยู่ดีประตูก็ปิดเอง
“เหวยเหนียงช่วยข้าด้วย! ประตูมันปิดเอง” ผิงหลางตะโกนด้วยความตกใจ
“รอก่อนนะข้าจะไปขอให้คนแถวนี้ช่วย” เหวยเหนียงในสภาพที่ตาบอดพยายามคลำทางแต่ทว่านางก็พลาดลื่นตรงทางลาดชันทำให้เหวยเหนียงกลิ้งตกลงไปด้านล่างของก้นภูเขาลึก “ว๊าย!ลื่น!”
“เกิดอะไรขึ้นเหวยเหนียงเจ้าเป็นอะไรไป” ผิงหลางได้ยินแค่เสียง เพราะประตูปิดอยู่นางไม่รู้เลยว่าเพื่อนสาวตกลงไปทางก้นภูเขาแล้ว
แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆดังนั้นผิงหลางจึงตัดสินใจคลานเข้าไปในช่องลับต่อไปเผื่อว่านางจะได้เจอท่านซูเยี่ยนและจะได้ช่วยกันหาวิธีเปิดประตูช่องทางลับต่อไป
พอเหวยเหนียงกลิ้งไปถึงก้นเขาเหวยเหนียงก็พยายามตั้งสติ นางพยายามคลำไปรอบๆ จนกระทั่งเจอร่างคนลักษณะน่าจะเป็นผู้ชายรูปร่างกำยำ พอคลำไปเรื่อยๆ จึงรับรู้ได้ว่าชายคนนี้ถูกแทงกลางอก เลือดอาบทั่วตัว
“ฮือฮือ ซูเยี่ยน! นี่เจ้าอย่างนั้นหรือ ใครกัน ที่อำมหิตฆ่าเจ้าตายอย่างอนาถเช่นนี้”เหวยเหนียงนึกไม่ถึงว่าซูเยี่ยนจะมีอายุสั้นในเวลานี้นางอยากหายตาบอดเพื่อที่จะได้ดูหน้าซูเยี่ยนเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นเหวยเหนียงก็กอดศพร่ำไห้ “เจ้าฟื้นขึ้นเถิดหากเจ้ารอดชีวิต ข้าจะบอกรักเจ้าทุกวันและยอมให้เจ้าดูแลข้าไปตลอดชีวิตข้าจะไม่ปากแข็งอีกแล้ว ข้าสัญญา เจ้าฟื้นขึ้นมาเถิดนะซูเยี่ยน”
“เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”
“ซูเยี่ยน! นั่นเจ้าอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงดีใจที่ได้ยินเสียงซูเยี่ยนแต่เมื่อนางคลำไปที่ร่างที่นางกอดอยู่ก็พบว่า ชายดังกล่าวยังคงหลับใหลไปตลอดกาลนั่นจึงทำให้นางรู้ว่าศพที่นางกอดอยู่ไม่ใช่ซูเยี่ยนนางก็เลยรีบปล่อยและลุกขึ้นยืน
“ข้าดีใจที่เจ้ายอมเผยความในใจเสียที”ซูเยี่ยนกล่าว
“นี่เจ้าแกล้งข้าอย่างนั้นหรือ”เหวยเหนียงไม่พอใจที่ฝ่ายชายไม่เผยตัวตั้งแต่แรก
“ข้าซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินนั่นข้าไม่อาจออกมาได้เพราะกลัวคนของฝ่าบาทจะมาที่นี่ข้านึกไม่ถึงว่าคนที่มาจะเป็นเจ้า” ซูเยี่ยนยิ้มดีใจที่เหวยเหนียงบอกรักเขา
"เอ่อเจ้าไม่ได้ยินใช่หรือไม่” เหวยเหนียงอาย
“เรื่องที่เจ้าบอกรักข้าและยอมให้ข้าดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ”ซูเยี่ยนจงใจย้ำ
"ที่ข้าพูดไปก็เพราะ…”เหวยเหนียงกำลังจะแก้ตัว แต่ทว่า
ซูเยี่ยนดึงหญิงสาวเข้ามากอดให้หายคิดถึงจากนั้นก็ฉวยโอกาสจูบนาง นานพอสมควรกว่าซูเยี่ยนจะยอมละจากนาง แล้วก็กระซิบข้างหูของหญิงสาวว่า “ไหนว่าเจ้าจะไม่ปากแข็งไงล่ะอย่ารอให้ข้าตายเสียก่อน ค่อยมาบอกรักต่อหน้าศพข้าเลยนะ”
เหวยเหนียงหน้าแดงจนทำอะไรไม่ถูกตอนนี้นางเขินมากก็เลยว่า “เจ้าก็ได้ยินหมดแล้วนี่”
“ข้ารักเจ้ามากนะเหวยเหนียงข้าเองก็อยากได้ยินเจ้าบอกรักข้าชัดๆ บ้าง” ซูเยี่ยนยังคงรอฟัง
“ถ้าข้าไม่รักเจ้าข้าก็คงไม่ตามหาเจ้าด้วยตัวเองแบบนี้หรอก ข้ารักเจ้ามากเช่นกัน พอใจแล้วหรือยัง ว่าแต่เจ้าถูกพิษมืดมิดหรือไม่ฮองเฮาทรงหลอกเจ้าให้ไปเก็บต้นพิษมืดมิดในถ้ำแห่งนี้พิษนั่นจะทำให้เจ้าตาบอดเหมือนกันกับข้า” เหวยเหนียงพยายามคลำไปที่ใบหน้าของฝ่ายชาย
ซูเยี่ยนจับมือของหญิงสาวและจูบหลังมือของนางเบาๆ จากนั้นก็กอดเหวยเหนียงอย่างทะนุถนอมและกอดไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อยเพื่อให้ความอบอุ่นแก่นางเนื่องจากเขาหิมะนั้นเย็นยะเยือกมาก แล้วเขาค่อยบอกนางว่า “ยังไม่ทันได้เก็บน่ะ”
“มีใครมาเก็บไปซะก่อน งั้นหรือ”เหวยเหนียงสงสัย
“ก็ไม่เชิงหรอก พอข้ามาถึงจุดนี้ข้ากำลังจะเก็บต้นที่เจ้าว่าเป็นพืชมืดมิดไปแล้ว แต่มีกลุ่มคนเดินเข้ามาข้าจำเป็นต้องหลบอยู่หลังโขดหินจนเห็นว่าฝ่าบาทได้เสด็จเข้ามาในจุดที่ปลูกพืชมีพิษพร้อมกับองค์ชายสามฝ่าบาทตรัสบอกกับองค์ชายสามว่านี่คือต้นอายุวัฒนะดังนั้นพระองค์จึงทรงแสร้งให้ทหารสวมถุงมือแล้วรีบเก็บหมดทุกต้นไม่มีเหลือนั่นจึงทำให้องค์ชายสามทรงหลงเชื่อและแอบขโมยมาต้นนึงพระองค์ทรงไม่อยากให้ฝ่าบาททรงทราบว่าพระองค์ขโมยสมุนไพรที่เข้าใจว่าเป็นของมีค่าไปดังนั้นองค์ชายสามจึงแอบเสวยแบบสดๆ ทั้งต้นและนั่นก็ทำให้องค์ชายสามทรงทอดพระเนตรไม่เห็นอะไรเลยในตอนนั้นฝ่าบาททรงหัวเราะอย่างสะพระทัยฝ่าบาททรงอำมหิตมากที่ทำร้ายพระอนุชาที่จงรักภักดีไปไม่เพียงเท่านั้นยังสังหารองค์ชายด้วยพระองค์เองอีกต่างหาก” ซูเยี่ยนมองเห็นฝ่าบาททรงดึงดาบจากทหารองครักษ์แล้วแทงไปที่กลางพระอุระขององค์ชายสามกับตาของตัวเอง
“ฝ่าบาททรงไม่ใช่คนแล้ว” เหวยเหนียงนึกไม่ถึง
“ตอนนี้ฝ่าบาททรงหวาดระแวงคนรอบข้างไปหมดเพราะคำยุยงของพระสนมเหมยหลิง”ซูเยี่ยนกล่าว
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” เหวยเหนียงสงสัย
“พระสนมเหมยหลิงก็เสด็จตามมาด้วยหลังจากที่ฝ่าบาททรงสังหารพระอนุชาเสร็จ พระนางก็ทรงกอดเพื่อปลอบฝ่าบาทและตรัสบอกว่าฝ่าบาทนั้นทรงกระทำดีแล้ว” ซูเยี่ยนเล่า
“พระสนมเหมยหลิง! หม่อมฉันเตือนพระองค์แล้วนะเพคะว่าอย่ากระทำความชั่ว จงเป็นพระสนมเอกที่ดีพระองค์ทรงจำไม่ได้อย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงรำพึงรำพันกับตัวเอง
“ความจริงคือพระสนมเหมยหลิงก็คือคนรักเก่าของฝ่าบาทสมัยก่อนองค์ชายรองทรงคบกับเหมยหลิงตั้งแต่ก่อนที่จะพบหมอดูหยุนฮวาหรือฮองเฮาองค์ปัจจุบันแต่เพราะตอนนั้นฝ่าบาทพระองค์ก่อนทรงมองออกว่าเหมยหลิงเป็นคนทะเยอทะยานนางยอมทำทุกอย่างเพื่อชิงอำนาจ ดังนั้นฝ่าบาทพระองค์ก่อนจึงทรงขัดขวางไม่ให้ทั้งสองคบกันเพื่อปกป้ององค์ชายรองเองแต่พอองค์ชายรองได้ขึ้นครองราชย์ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทรงถือโอกาสไปรับตัวเหมยหลิงให้มาอยู่ท้ายวังเพื่อให้ดูให้เหมือนว่าพระสนมเหมยหลิงคือพระสนมที่ถูกลืมแต่แท้ที่จริงแล้วพระสนมเหมยหลิงทรงกำลังรอการแต่งตั้งให้เป็นพระสนมเอกต่างหาก”ซูเยี่ยนเล่าความเป็นมา
“ข้ากับผิงหลางถูกต้มซะเปื่อยเลยแม้ข้าจะดูออกว่าพระสนมเหมยหลิงทรงมีความในพระทัยแฝงอยู่แต่ข้านึกไม่ถึงว่าพระนางจะทรงดำริการใหญ่เช่นนี้ข้าไม่น่าบอกตำแหน่งที่นั่งในงานเลี้ยงซึ่งเป็นตำแหน่งเสริมดวงความรักให้พระนางเลย”เหวยเหนียงนึกโทษตัวเอง
“ชะตาฟ้าลิขิตแล้วล่ะแต่ถึงเจ้าไม่บอกตำแหน่งดังกล่าวสักวันพระสนมเหมยหลิงก็ทรงได้รับการแต่งตั้งในสักวันอยู่ดี” ซูเยี่ยนคิดว่าคนเราฝืนชะตาไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอกยังไงพระสนมเหมยหลิงก็ทรงต้องเคารพยำเกรงฮองเฮาอยู่ดี” เหวยเหนียงคิดว่าศิษย์พี่น่าจะควบคุมพระนางได้
“แต่พระสนมเหมยหลิงทรงไม่ได้ต้องการแค่ตำแหน่งพระสนมเอกแต่ต้องการเป็นฮองเฮาต่างหาก” ซูเยี่ยนรู้เป้าหมายที่แท้จริงของพระสนมจากคำตรัสของฝ่าบาทพระองค์ก่อนจากนั้นซูเยี่ยนก็ถอนหายใจและกล่าวอีกว่า “ปล่อยให้กรรมตามสนองเองเถิดพวกเราคงยุ่งเกี่ยวไม่ได้”
“ท่านไม่เป็นอะไรข้าก็ดีใจแล้ว”เหวยเหนียงขอแค่ซูเยี่ยนปลอดภัยก็พอแล้ว
“ข้าจะแบกเจ้าขึ้นไปนะ” ซูเยี่ยนกล่าว
“ท่านจูงมือพาข้าเดินก็ได้นะ”เหวยเหนียงเกรงใจ
“พื้นน้ำแข็งมันลื่นนะให้ข้าแบกเจ้าดีกว่า สามีแบกภรรยา มันเป็นเรื่องธรรมดา” ซูเยี่ยนกล่าวยิ้มๆและย่อตัวให้เหวยเหนียงขี่หลัง
เหวยเหนียงค่อยๆคลำจนสามารถขี่หลังฝ่ายชายได้สำเร็จ
“พวกเราหย่าขาดกันแล้วเจ้าอย่าลืมสิ” เหวยเหนียงย้ำเตือนทั้งๆ ที่ตอนนี้นางเขินมาก
“หลังจากข้าช่วยท่านหยางสือกอบกู้บัลลังก์เสร็จข้าจะรีบแต่งงานกับเจ้าให้เร็วที่สุด ตกลงมั้ย” ซูเยี่ยนกล่าวคำมั่น
“เจ้าไม่รังเกียจที่ข้าตาบอดอย่างนั้นหรือ”เหวยเหนียงรับปากองค์ชายหกไว้แล้วว่าจะไม่บอกถึงเรื่องที่นางได้รับพิษปลอมให้คนอื่นฟังนางจำต้องปกปิดซูเยี่ยนไว้ก่อน
“ตอนข้าความจำเสื่อมเจ้ายังดูแลข้าเป็นอย่างดี แล้วข้าจะรังเกียจเจ้าได้อย่างไร” ซูเยี่ยนคิดว่าคนรักที่ยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยนั้นหายาก เมื่อเจอแล้วเขาต้องรักษาเอาไว้ให้ดี
“ข้ากลัวว่าจะเป็นภาระของท่านป้าและท่านป้าอาจจะไม่ยินยอม” เหวยเหนียงกังวล
“ไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิดหาทางแก้อีกทีดีมั้ย ถ้าข้ายืนกรานจะอยู่กับเจ้าใครก็ไม่อาจแยกเจ้าไปจากข้าได้” ซูเยี่ยนกล่าว
“ก็ได้! ตอนนี้พวกเรารีบขึ้นไปเถิดผิงหลางกำลังตกอยู่ในอันตราย” เหวยเหนียงนึกขึ้นได้
“นางมีวรยุทธ์ นางดูแลตัวเองได้”ซูเยี่ยนเชื่อมั่นในความเก่งกาจของผิงหลาง
“ข้าไม่แน่ใจว่าในช่องทางที่นางไปนั้นนางต้องเจอกับอะไร” เหวยเหนียงกังวล อยากจะทำนายก็ทำไม่ได้เพราะระหว่างที่กลิ้งตกลงมา ไม้ปวยได้หล่นหายในระหว่างนั้นด้วย
“เจ้ากอดข้าแน่นๆ นะข้าจะกระโดดขึ้นไปเดี๋ยวนี้” ซูเยี่ยนใจร้อนอยากขึ้นไปถึงข้างบนไวๆ
ซูเยี่ยนใช้กำลังภายในพาเหวยเหนียงขึ้นไปถึงด้านบนที่อยู่ตรงหน้าช่องทางเล็กๆได้สำเร็จ
“ถึงแล้ว ข้าจะวางเจ้าลงนะ”ซูเยี่ยนกล่าว
ซูเยี่ยนย่อตัวเพื่อให้เหวยเหนียงลงจากหลังเขาได้สะดวกมากขึ้น
“ช่องทางเล็กๆนี้เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ” เหวยเหนียงรีบถาม
“ประตูปิดอยู่น่ะข้าว่าน่าจะมีกลไก ข้าเจอแล้ว ตรงนี้มีก้อนหินแปลกๆ ด้วย” ซูเยี่ยนลองบิดก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือนั้นพอบิดไม่ได้ก็ลองกดลงไปจึงทำให้ประตูเปิดออก แล้วกล่าวว่า “เปิดได้แล้ว!ข้าจะรีบเข้าไปดูเดี๋ยวนี้ เจ้ารอข้าอยู่ข้างนอกและห้ามขยับตัวเด็ดขาด พอข้าพาผิงหลางออกมาได้ข้าจะเรียกเจ้าให้คลำและกดตรงมุมขวาบนสุดของประตูรู้มั้ย” ซูเยี่ยนกำชับ
“ข้าขอลองคลำก่อนนะ อ๋อตรงนี้นี่เอง” เหวยเหนียงคลำจนสามารถสัมผัสก้อนหินสำหรับเปิดประตูกลไกได้
“ข้าเข้าไปนะ” ซูเยี่ยนแอบกลัวว่าอดีตลูกน้องจะได้รับอันตราย
หลังจากซูเยี่ยนคลานเข้าไปในช่องทางเล็กๆประตูก็ปิดเอง แต่คราวนี้เหวยเหนียงไม่ตกใจขยับตัวแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้วเพราะนางอาจพลาดกลิ้งตกลงไปทางลาดชันอีก
ซูเยี่ยนคลานไปจนถึงปลายอุโมงค์แล้วเขาก็ทะลุออกมาอยู่ในห้องๆ หนึ่งภายในห้องจัดไว้สวยหรูแต่กลับมีกลิ่นอับเหมือนกลิ่นศพ
“ผิงหลาง! เจ้าอยู่ข้างในหรือไม่”ซูเยี่ยนตะโกนถาม
“ท่านซูเยี่ยนหรือเจ้าคะ”ผิงหลางดีใจเมื่อได้ยินเสียงอดีตแม่ทัพ
“เกิดอะไรขึ้น” ซูเยี่ยนสงสัยเมื่อเห็นผิงหลางทำท่าชะงักค้างและจ้องดูอะไรบางอย่าง
“ภายในมีศพทั้งหมดสี่ศพเจ้าค่ะผู้ชาย 2 ศพ และผู้หญิงอีก 2 ศพ”
ซูเยี่ยนมองตามก็เห็นศพซึ่งศพน่าจะเสียชีวิตไปแล้วประมาณหนึ่งวัน และเมื่อมองไปที่ศพจึงทำให้รู้ว่านั่นคือ…