Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 108 ธรรมเนียมสามกระบวนท่า

            เมี๊ยวว

            พยัคฆ์น้อยตรงหน้าของถังเฟยหู่ได้ร้องเสียงเล็กแหลมราวกับแมวออกมานี่ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขากลายเป็นแมวแทนที่จะพยัคฆ์เสียด้วยซ้ำไปพยัคฆ์น้อยตรงหน้าได้ก้าวเดินมาหาเขาและเข้าคลอเคลียกับขาของเขามันได้เอาหัวของมันไปถูไถบริเวณขาของเขาและร้องเสียงเล็กๆของมันออกมา

            ถังเฟยหู่ได้ก้มลงพร้อมกับลูบหัวของพยัคฆ์น้อยตรงหน้าซึ่งมันดูมีท่าทางที่ดีใจเป็นอย่างมากกับการกระทำนั้นพยัคฆ์น้อยได้ทิ้งตัวลงนอนกับพื้นพร้อมกับโชว์หน้าท้องของมันให้เจ้านายได้เห็นชายหนุ่มเองได้ทั้งลูบทั้งเกาท้องให้มันซึ่งดูมันยิ่งมีความสุขมากมายยิ่งนักกับการละเล่นเช่นนี้

            ถังจิวหลงที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยเขาได้ลุกขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปหาหลานชายตรงหน้า “เอาละ…อาการบาดเจ็บทางวิญญาณของเจ้าก็หายดีเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นนั้นก็เหลืออีกเรื่องที่ข้าเคยรับปากต่อเจ้าจิตวิญญาณอสรพิษมรกตของเจ้าในตอนนี้อยู่ในระดับไหนแล้วหรือ?”

            ถังเฟยหู่ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้เก็บพยัคฆ์ขาวตัวน้อยกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณและเรียกอสรพิษมรกตออกมาแทนละอองปราณสีเขียวพวยพุ่งออกจากร่างของเขา ละอองปราณเหล่านั้นหมุนวนรอบร่างกายของถังเฟยหู่ก่อนที่รวมตัวเข้าด้วยกันจนก่อเกิดรูปร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในพริบตานั้นเองที่จิตวิญญาณของเขาได้ก่อร่างจนเสร็จสิ้นอสรพิษมรกตได้ปรากฏร่างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ร่างของมันนับว่าใหญ่โตกว่าแต่ก่อนมากมายนัก มันได้ขดตัวอยู่รอบกายของเจ้านายซึ่งยืนอยู่ตรงกลาง

            ถังจิวหลงมองจิตวิญญาณอสรพิษอย่างสนอกสนใจ “จิตวิญญาณของเจ้าพัฒนาเข้าสู่ระดับสี่เป็นที่เรียบร้อยพลังของเจ้าสมควรที่จะสามารถเรียนเคล็ดวิชาเพลิงพิษได้แล้วซึ่งตามจริงแล้วหลังจากจิตวิญญาณของตระกูลเข้าสู่ระดับสี่แล้วก็มักจะสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองแต่การมีคนชี้แนะย่อมรวดเร็วกว่านัก” ถังจิวหลงชี้ไปยังจิตวิญญาณของตน

            ชายวัยกลางคนได้กล่าวต่อไป “เจ้ามองไปยังจิตวิญญาณของข้า อสรพิษมรกตของข้ากำลังพ่นเพลิงพิษออกมาเมื่อจิตวิญญาณของพวกเราตระกูลถังได้เข้าสู่ระดับสี่ภายในร่างกายของมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของต่อมพิษจนเกิดความพิเศษเหนือกว่าจิตวิญญาณพิษใดๆในใต้หล้า! จงดูเถอะ! นี่แหละความยิ่งใหญ่ของสกุลถัง!”

            ถังเฟยหู่จ้องมองเพลิงสีเขียวอันน่าพิศวงตรงหน้าอย่างสนใจเขาได้ฟังคำบอกกล่าวเกี่ยวกับกายาของจิตวิญญาณอสรพิษจากถังจิวหลงเป็นจำนวนมากรวมถึงยังรับทราบเคล็ดความลับของการฝึกเพลิงพิษจากลุงผู้นี้อีกมาก

            ถังเฟยหู่ลูบมือของตนไปยังส่วนหัวของอสรพิษมรกตเขาส่งจิตสัมผัสเข้าสู่ร่างกายของมันจิตของเขาดำดิ่งลงสู่ภายในหัวกะโหลกของอสรพิษมรกตได้อย่างเรียบง่ายโดยไม่มีการขัดขืนใดๆที่เบื้องหลังเบ้าตาทั้งสองข้างของอสรพิษคือต่อมพิษสีเขียวเข้มที่เต็มเปียมด้วยไอพิษอันแปลกประหลาด

            ชายหนุ่มสามารถสัมผัสได้ถึงต่อมพิษที่ถังจิวหลงได้บอกกล่าวไว้ซึ่งชายวัยกลางคนได้สังเกตอาการของหลานชายตรงหน้าก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าสามารถค้นพบต่อมพิษที่เขาได้บอกกล่าวไว้แล้วในตอนนั้นเองที่ถังจิวหลงโคจรปราณขึ้นและหงายฝ่ามือของตนขึ้นมา

            และในพริบตานั้นเองที่เปลวเพลิงสีเขียวได้ถูกจุดขึ้นมาบนฝ่ามือของเขาเปลวเพลิงสีเขียวลี้ลับได้ส่งอำนาจพลังปราณที่แปลกประหลาดออกมาจนถังเฟยหู่สามมารถสัมผัสได้ชายหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่านี่ก็คือเพลิงพิษเช่นกัน ถังจิวหลงได้กล่าวต่อไป “หลานชายจงดูเสียเถอะ นี่คือเพลิงพิษที่ข้าได้บอกไว้แต่เพลิงพิษของข้าถูกสร้างขึ้นจากปราณวิญญาณในขอบเขตหลอมรวมเมื่อผู้ฝึกตนถึงขั้นนี้จะต้องหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของตนในแหล่งกำเนิดปราณเพื่อสร้างปราณที่มีพลังของจิตวิญญาณ”

            มืออีกข้างของถังจิวหลงวาดออกไปด้านข้างปราณของเขาได้ชักนำสมุนไพรที่ถูกเก็บไว้ในห้องขึ้นมาสมุนไพรเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถังเฟยหู่ไม่เคยเห็นมาก่อนแต่จากการมองโดยคร่าวๆแล้วเขาสามารถบอกได้เลยว่าสมุนไพรเหล่านั้นมีพิษที่ร้ายแรงเป็นอย่างมากชายวัยกลางคนได้กวักมือเข้าหาตัวแล้วเรียกสมุนไพรเหล่านั้นเข้าสู่กองไฟในมือ

            เงาของสมุนไพรพลิ้วไหวในกองไฟสีเขียวเงาเหล่านั้นในกองไฟค่อยๆหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายในไฟนั่น และในเวลานั้นเองที่ถังจิวหลงเร่งเร้าพลังปราณของตนขึ้นเพื่อเป็นการโหมกระหน่ำเพลิงพิษให้รุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าในพริบตาเดียวไม่นานนักเพลิงพิษก็ค่อยๆมอดดับลงไปและในมือของถังจิวหลงก็ได้ปรากฏเม็ดยาสีดำอมเขียวขึ้น

            ชายวัยกลางคนได้สะบัดมือออกแล้วซัดเม็ดยานั่นให้แก่หลานชายถังเฟยหู่ก็คว้ามือออกไปและรับยาเม็ดนั้นมาไว้ในมือ ถังจิวหลงได้กล่าวออกมา “เพลิงพิษสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายแล้วแต่เจ้าของจะปรับใช้สำหรับข้าคือใช้มันในการปรุงยา อีกทั้งยังใช้เพื่อปรุงพิษได้อีกด้วย”

            ถังเฟยหู่สำรวจยาพิษในมืออย่างสนใจเม็ดยาสีดำอมเขียวในมือของเขานอกจากพิษของสมุนไพรที่ถูกนำมารวมตัวกันยังแฝงไว้ด้วยไอพิษอย่างเต็มเปี่ยมพิษของสมุนไพรภายในเม็ดยาถูกทวีคูณความรุนแรงขึ้นหลายเท่าด้วยชายหนุ่มคิดว่าคงเป็นเพราะผลของเพลิงพิษจากปราณวิญญาณเป็นแน่

            “เจ้าลองดูดซึมพิษนั่นเข้าไปในร่างด้วยปราณห้าพิษดูเจ้าลองเรียนรู้ด้วยร่างกายของเจ้าถึงแนวทางแห่งพิษของสกุลถังเจ้าจงสืบเสาะเข้าไปถึงแก่นแท้แห่งเพลิงพิษของจิตวิญญาณอสรพิษมรกตเมื่อเจ้าเรียนรู้แนวทางของเพลิงพิษ…เจ้าก็จะได้ครอบครองมัน” ถังจิวหลงจุดเพลิงพิษขึ้นมาอีกครั้ง เขาได้กระตุ้นญาณแห่งพิษภายในห้วงวิญญาณของเขาขึ้นมาและทำให้เพลิงพิษทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าถังจิวหลงได้วาดฟันมือออกไปกลายเป็นปราณดาบเพลิงพิษลอยขึ้นไปบนอากาศก่อนที่จะสลายหายไป “ในตระกูลสาขาของสกุลถังเรามักจะมีแนวทางการฝึกที่ไม่เหมือนกับตระกูลหลักที่จงหยวนเท่าไหรนัก”

            ในตอนนั้นเองที่ลมปราณวิญญาณของถังจิวหลงได้ปกคลุมร่างของเขาเพลิงสีเขียวได้ปกคลุมร่างแต่ก็ไม่ได้เผาผลาญกายของเขา “ในตระกูลสาขามักจะครอบครองวิชาปราณของตระกูลเพียงแค่สองถึงสามวิชาพวกเราจึงมักจะคิดค้นรวมถึงหาแนวทางการฝึกฝนที่ต่างออกไปเช่นเดียวกับข้าที่เปลี่ยนมาฝึกปราณในขั้นสูงขึ้นด้วยธาตุไฟซึ่งทำให้ข้าสามารถควบคุมเพลิงพิษได้เชี่ยวชาญมากขึ้น มีผลดีต่อการหลอมยาของข้า”

            ถังจิวหลงเก็บรวบรวมเพลิงพิษกลับไป “ในตอนนี้เจ้าคงฝึกปราณพิษอยู่สินะ เมื่อเจ้าสามารถใช้เพลิงพิษและเข้าสู่ขั้นหลอมรวมได้…ปราณห้าพิษจะเป็นส่วนสำคัญและเป็นรากฐานของการใช้เพลิงพิษ”

            ชายวันกลางคนได้ถ่ายทอดเคล็ดความลับของการใช้เพลิงพิษแก่ถังเฟยหู่อีกมากมายรวมถึงการหลอมสร้างยาและพิษอีกด้วยชายหนุ่มซึมซับความรู้เหล่านั้นไปอย่างเพลิดเพลิน แต่ท่านลุงของเขากลับยังมิได้ถ่ายทอดวิชาปราณที่เหนือกว่าระดับสี่ให้แก่เขานั่นเพราะสำหรับขอบเขตการฝึกตนในชั้นมนุษย์…นั่นยังคงจะสูงเกินตัวไปอยู่บ้าง

            หลังจากสอนสั่งเรื่องต่างๆมากมายไปแล้วถังเฟยหู่จึงได้ขอตัวกลับไปยังตำหนักของตนเองและได้บอกลาท่านลุงของเขาพร้อมกับเก็บจิตวิญญาณอสรพิษมรกตของตนกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณถังจิวหลงได้ปลดผนึกอาคมที่ปิดกั้นห้องปรุงยาออกแล้วเดินไปส่งหลานชายของตนที่หน้าประตู

            “กลับไปเจ้าลองศึกษาเพิ่มเติมกับอสรพิษของเจ้าดู” ถังจิวหลงตบไหล่ของหลานชายพร้อมกับเผยรอยยิ้มอย่างจริงใจออกมา “หากเจ้ามีปัญหาอันใดก็มาหาข้าได้หรือใครในสำนักที่สร้างความลำบากให้แก่เจ้าก็จงบอกข้า ฮ่าๆๆเจ้ารู้หรือไม่ว่าลุงของเจ้าก็มีอำนาจประมาณนึงในสำนักไม่ว่าใครต่างก็ต้องพึ่งฝีมือการปรุงยาของข้า!”

            ถังเฟยหู่พยักหน้ารับออกมา “ขอบคุณท่านลุงมากขอรับ” เขาประสานมือคาราวะตอบท่านลุงของเขาแต่ในตอนนั้นเองที่เขาได้นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาเขาได้หันกลับไปหาถังจิวหลงพร้อมกับถามออกไป “ท่านลุง…ท่านช่วยแนะนำข้าได้หรือไม่หากข้าต้องการใช้แต้มคุณูปการของสำนักเพื่อแลกเปลี่ยนอาวุธจิตวิญญาณข้าสมควรจะไปยังที่ไหน?”

            ถังจิวหลงลูบคางของตนเองพลางใช้ความคิด “ที่จริงเจ้าสามารถแลกเปลี่ยนในคลังอาวุธประจำตำหนักได้ที่ตำหนักที่สองแห่งนี้ก็มีเช่นกันแต่หากจะให้ข้าแนะนำยอดฝีมือในด้านอาวุธจิตวิญญาณของสำนัก…เจ้าสมควรจะไปยังตำหนักที่สี่เพื่อพบกับผู้มีสมญานามหัตถ์เหล็กกล้า…จิ่นเลี่ยง ผู้อาวุโสแห่งคลังอาวุธตำหนักที่สี่จงนำยาพิษของข้าไปแสดงแก่จิ่นเลี่ยง เขาจะรู้ในทันทีว่าข้าแนะนำเจ้าไป”

            ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะ “เช่นนั้นขอบคุณท่านลุงมาก ข้าขอตัวก่อน”

            ชายหนุ่มกล่าวเสร็จแล้วก็เร่งรีบตรงไปยังตำหนักที่สี่ในทันทีถังจิวหลงมองแผ่นหลังของหลานชายไปจนสุดสายตาจากนั้นเขาก็ได้เดินกลับเข้าไปภายในห้องปรุงยาอีกครั้งหนึ่งถังเฟยหู่ลงจากเขาของตำหนักที่สองและเดินทางต่อไปยังตำหนักที่สี่ชายหนุ่มได้เข้าไปภายในตำหนักแห่งที่สี่นั่นอย่างรวดเร็ว

            เมื่อผ่านประตูหน้าเขาก็เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อนระอุบางอย่างซึ่งต่างจากตำหนักทั้งหมดที่เขาเคยไปเยือนมาชายหนุ่มได้กวาดตามองออกไปก็เห็นศิษย์พี่ของตำหนักที่สี่แห่งนี้กำลังบ่มเพาะอยู่ในลานกว้างด้านหน้าของเขาพวกเขาเหล่านั้นกำลังบ่มเพาะปราณที่ดูแปลกไปอยู่บ้าง

            ถังเฟยหู่สามารถสัมผัสได้ถึงปราณธาตุวายุและอัคคีในห้วงอากาศอีกทั้งเขายังเห็นศิษย์พี่บางคนที่ยังฝึกซ้อมศาสตร์แห่งดนตรีด้วยกลองศึกขนาดใหญ่พวกเขาเหล่านั้นกำลังบรรเลงบทเพลงกรีธาทัพ

            ตึง! ตึง! ตึง!

            เสียงกลองศึกถูกบรรเลงออกมาอย่างฮึกเหิมปลายไม้กลองในมือทั้งสองข้างของศิษย์พี่เหล่านั้นลุกโหมด้วยเปลวเพลิงที่ผสานกับวายุทุกครั้งที่พวกเขาเหล่านั้นตีไม้กลองลงบนกลองหนังขนาดใหญ่ก็ได้บังเกิดปราณวายุอัคคีกระแทกกลับมาและกระจายออกไปรอบด้านในอากาศจนทำให้เกิดอากาศที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุดูเหมือนว่าแนวทางศาสตร์ดนตรีและการบ่มเพาะของตำหนักที่สี่จะมีแนวทางนอกรีตกว่าตำหนักอื่น

            “เร็วขึ้นอีก!” ศิษย์พี่คนหนึ่งที่ถอดเสื้อท่อนบนออกและแสดงมัดกล้ามอันเข้มแข็งได้กล่าวออกมาเสียงของเขาดังก้องราวกับเสียงของปีศาจไม่มีผิดหากสังเกตให้ดีๆดูเหมือนว่าศิษย์ทั้งหลายของตำหนักที่สี่ต่างก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากในความเห็นของถังเฟยหู่แล้ว พวกเขาเหล่านี้สมควรที่จะฝึกวิชาบ่มเพาะกายาเป็นแน่

            เฮ่! เฮ่! เฮ่!

            ศิษย์พี่เหล่านั้นที่กำลังรัวกลองรบอยู่ได้ร้องออกมาตามจังหวะการวาดไม้กลองในมือของพวกเขาในตอนนั้นเองที่ศิษย์พี่คนที่เป็นผู้นำได้สังเกตเห็นผู้มาใหม่ที่ทางประตูใหญ่เข้าตำหนักของพวกเขาชายหนุ่มคนนั้นจึงได้เดินเข้าไปหาถังเฟยหู่ผู้มาใหม่

            เมื่อชายผู้นั้นได้มายืนเบื้องหน้าถังเฟยหู่แล้วจึงทำให้ชายหนุ่มตาสีม่วงดำพึ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายมีรูปร่างที่ใหญ่โตราวกับยักษ์ปักหลั่นชายคนนี้มีความสูงเหนือกว่าถังเฟยหู่ไปถึงหนึ่งฉื่อเลยทีเดียว ชายคนนี้ก็คือลู่หลิน ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นเยาว์ของตำหนักที่สี่แห่งนี้ลู่หลินมองสำรวจถังเฟยหู่ก่อนที่จะประสานมือคาราวะออกไป

            “ไม่ทราบว่ามาที่ตำหนักที่สี่ของเรามีอะไรหรือไม่?” ลู่หลินกล่าวถาม

            ถังเฟยหู่เห็นเช่นนั้นจึงได้ประสานมือคาราวะตอบกลับไปเช่นกัน “เรียนศิษย์พี่ท่านนี้ ศิษย์น้องมีนามว่าถังเฟยหู่มาจากตำหนักที่หกข้าได้รับการแนะนำมาจากอาจารย์ลุงถังจิวหลงจากตำหนักที่สองให้มาพบอาจารย์ลุงจิ่นเลี่ยงเพื่อขอซื้อขายแลกเปลี่ยนอาวุธจิตวิญญาณศิษย์พี่ท่านนี้ช่วยบอกได้หรือไม่ว่าคลังอาวุธไปทางไหน”

            ลู่หลินเลิกคิ้วขึ้นพรางก้มลงมองสำรวจคนตรงหน้าอย่างสนใจ “ศิษย์น้องท่านนี้คิดจะพบอาจารย์ลุงหัตถ์เหล็กกล้าคงไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิด! พวกเราตำหนักที่สี่มีธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานคนนอกที่ต้องการจะเข้ามายังพื้นที่ของพวกเราจำต้องรับการโจมตีจากคนของตำหนักที่สี่ของเราสามกระบวนท่าก่อน! เจ้ากล้าหรือไม่!”

            เสียงของลู่หลินดังเป็นอย่างมากศิษย์ของตำหนักที่สี่บริเวณลานกว้างทางเข้าของตำหนักเริ่มจะสนใจแล้วพวกเขาต่างหันกลับไปมองยังลู่หลินที่กำลังพูดคุยกับผู้มาใหม่ที่ด้านหน้าประตูทุกคนต่างส่ายหน้าด้วยความละเหี่ยใจ บ้างก็ถอนหายใจด้วยความสงสารต่อคนผู้มาใหม่ที่ประตู

            “ศิษย์พี่ลู่หลิน เหอะๆๆ เขาคิดจะแกล้งแขกของตำหนักเราอีกแล้วหรือน่าสงสารเด็กหนุ่มผู้มาใหม่คนนั้นจริงๆศิษย์พี่ลู่มักชอบต่อยตีกับผู้อื่นด้วยกำลังจริงๆ แต่ก็ดี! หากศิษย์พี่ได้ใช้กำลังออกไปบ้างคงจะสบายใจแล้วฝึกพวกเราน้อยลง” หนึ่งในศิษย์ที่ซ้อมตีกลองศึกกับลู่หลินได้กล่าวออกมาซึ่งผู้คนที่เหลือโดยรอบต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วยพวกเขามองไปทางถังเฟยหู่อย่างเห็นใจและขอบใจ ดวงตาของพวกเขาซึมด้วยน้ำตา

            ทางด้านถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกแปลกใจกับธรรมเนียมประหลาดแบบนี้ของตำหนักที่สี่เป็นอย่างมาก “เอ่อ…ศิษย์พี่ท่านนี้คงมิได้ล้อข้าเล่นหรอกนะข้ามิอยากใช้กำลังสู้รบปรบมือกับท่านหรอกเพียงแต่ต้องการไปยังคลังอาวุธก็เท่านั้น”

            ลู่หลินกอดอกและยิ้มออกมา “ฮ่าๆๆ ถูกต้องแล้ว! เจ้ามิมีทางอื่นนอกจากรับการโจมตีจากข้าสามกระบวนท่า เตรียมรับมือ!” ไม่พูดพร่ำทำเพลงลู่หลินคลายมือออกจากการกอดอกพร้อมกับเหวี่ยงหมัดขวาของตนออกไป! หมัดข้างนั้นถูกปกคลุมเอาไว้วายุอัคคีที่หมุนวนรอบหมัดและกลายเป็นมายาปราณรูปกระทิงตนหนึ่ง!

            ถังเฟยหู่เห็นดังนั้นเร่งรีบโคจรปราณมรณะกระตุ้นรอยสักมารขึ้นมาบนแขนทั้งสองข้างใต้ร่มผ้าได้เกิดรอยสักสีดำวิ่งอยู่บนผิวหนังและแปรรูปกลายเป็นลวดลายเกล็ดปลาเรียงตัวกันอย่างหนาแน่นและสมจริงเป็นอย่างมากหมัดของลู่หลินปะทะเข้ากับแขนทั้งสองข้างของถังเฟยหู่ที่ยกขึ้นกันอย่างถนัดถนี่!

            เปรี้ยงงงงง!!

            เสียงหนึ่งดังขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณหมัดขนาดใหญ่ของลู่หลินผลักดันให้ร่างของถังเฟยหู่ให้ถอยหลังกลับไปแต่ชายหนุ่มได้เรียกใช้กายหยาบมารแห่งหมึกปีศาจที่บริเวณช่วงขาเพื่อต่อต้านแรงอันมหาศาลของอีกฝ่าย! ลู่หลินเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจที่คนตัวเล็กตรงหน้าสามารถรับหมัดของเขาเอาไว้ได้ศิษย์ที่เหลือของตำหนักที่สี่บริเวณนั้นก็ทำสีหน้าแปลกใจเช่นกันพวกเขาไม่นึกเลยว่าจะมีคนต่อต้านกำลังของศิษย์พี่ลู่หลินไว้ได้เสียงพูดคุยได้ถูกเล่าปากต่อปากไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักคนที่มามุงดูก็เพิ่มมากขึ้น

            ลู่หลินได้เผยรอยยิ้มออกมาอย่างชอบใจ “แข็งแกร่ง! ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งต่างจากรูปร่างผอมบางของเจ้ามากฮ่าๆๆๆ! ยิ่งน่าสนุกเข้าไปใหญ่!” ลู่หลินพลันโคจรลมปราณของตนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ลมปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีภายในกายลุกโหมขึ้นมาและวิ่งพล่านไปทั่วทั้งกายของเขา!

            ปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีนั้นคือวิชาลมปราณระดับสี่ขั้นกลางที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเจ้าตำหนักที่สี่ ซ่างกวงเหวินโดยมีพื้นฐานมาจากวิชาลมปราณเจ็ดสำเนียงของสำนักวิชานี้เหมาะกับศาสตร์แห่งดนตรีที่เร่งร้อนของตำหนักที่สี่โดยเฉพาะ ผสานไว้ด้วยซึ่งธาตุวายุและอัคคีอีกทั้งยังเหมาะกับเคล็ดฝึกกายอีกประเภทที่ถูกเรียกว่ากลองหนังมนุษย์ซึ่งเป็นเคล็ดบ่มเพาะกายาอันโหดร้ายใช้วิชาปราณที่เร่งร้อนในการทุบตีร่างกายผู้ฝึกเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแกร่ง!

            เบื้องหลังของลู่หลินปรากฏมายาปราณของกระทิงป่าตนหนึ่งกล้ามเนื้อของเขาแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า มือซ้ายของลู่หลินยื่นออกไปด้านหน้ามือขวาหงายขึ้นชิดอยู่ที่บริเวณเอวของเขา เท้าซ้ายอยู่หน้าเท้าขวาอยู่หลังและในพริบตานั้นเองที่ลู่หลินได้ออกหมัดของเขาออกไป! ลมปราณวายุอัคคีครอบคลุมอยู่บนหมัดทำให้บังเกิดพายุอัคคีปกคลุมแขนข้างขวานั้นเอาไว้!

            ปราณเจ็ดสำเนียงอัคคี หมัดเหล็กกล้าทลายศิลา!

            วิชาจู่โจมมาตรฐานของตำหนักที่สี่ถูกงัดออกมาใช้! หมัดเหล็กกล้าทลายศิลาเป็นวิชาจู่โจมอย่างหักโหมโดยไม่เน้นป้องกันเป็นเคล็ดการปล่อยหมัดตรงที่มีไว้เพื่อทำลายเป้าหมายให้เป็นจุลเท่านั้น!

            มอออออ!

            มายาปราณกระทิงเบื้องหลังของลู่หลินพวยพุ่งออกไปโดยทับซ้อนกับหมัดข้างนั้นหมัดนั้นพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อบดขยี้ร่างกายของถังเฟยหู่ให้แหลกเป็นเสี่ยง! หมัดข้างนั้นราวกับหอกเหล็กที่พุ่งจู่โจมออกไปอย่างรวดเร็วทุกอย่างแม้จะดูนานแต่ก็เกิดขึ้นในชั่วพริบตาหลังจากที่ถังเฟยหู่รับหมัดแรกเข้าไป

            เปรี้ยงงงงง!!

            หมัดเหล็กกล้ากระแทกเข้าใส่แขนของถังเฟยหู่อีกครั้งหนึ่งในครั้งนี้ร่างของเขาถึงกับถอยหลังไปถึงสามก้าวชายหนุ่มได้ใช้ความแข็งแกร่งของกายหยาบมารและกล้ามเนื้อกับกระดูกที่เคยผ่านเคล็ดฝึกกายของปราณเก้าเยือกแข็งเข้าต่อต้านอย่างสุดกำลังในครั้งนี้แม้แต่คนที่ชมดูอยู่โดยรอบยังรู้สึกตื่นเต้น

            “บ้าน่า!” ศิษย์ของตำหนักที่สี่คนหนึ่งได้กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น “คนผู้นั้นดูจากสัมผัสแล้วก็อยู่ในขอบเขตก่อเกิดขั้นที่หนึ่งเท่านั้น! ยังน้อยกว่าศิษย์พี่ลู่หลินตั้งหนึ่งช่วงชั้นใหญ่เลยแต่ร่างกายของเขากลับแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก!”

            ในตอนนั้นเองที่สหายด้านข้างของศิษย์คนนั้นได้กล่าวออกมา “ถูกของเจ้า! ร่างกายของชายคนนี้แข็งแกร่งมากข้าคิดว่าศิษย์พี่ลู่หลินพัฒนาฝีมือขึ้นมาตั้งหลายเท่าจนเทียบกับต๊กโกวฉิวหลงคนนั้นได้แล้วเชียว! ดูเหมือนว่าความฝันที่ตำหนักที่สี่จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจะมีอุปสรรคแล้ว…แต่สำหรับศิษย์พี่ลู่เขาคงรู้สึกสนุกเสียมากกว่า!”

            ลู่หลินยิ่งยิ้มอย่างสะใจออกมา! หัวใจของเขาเต้นโครมคราวราวกับกลองศึกเพราะความดีใจที่พบเรื่องน่าตื่นเต้นเช่นนี้!“ฮ่าๆๆๆ! น่าสนใจมากศิษย์น้อง! กล้ามเนื้อของเจ้าแกร่งกล้ายิ่งนัก! หากเจ้าผ่านหมัดต่อไปของข้าได้เจ้าก็จะได้พบอาจารย์ลุง!”

            ลู่หลินโคจรลมปราณเจ็ดสำเนียงอัคนีขึ้นมาอีกครั้งในครานี้บังเกิดลมปราณธาตุวายุอัคคีโหมกระหน่ำขึ้นปกคลุมร่างกายของเขาเอาไว้และก่อเกิดมายาปราณของกระทิงที่สร้างขึ้นจากปราณทั้งสองธาตุ!

            ลู่หลินตั้งกระบวนท่าหมัดเหล็กกล้าทลายศิลาอีกครั้ง! ดวงตาของลู่หลินเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเขาได้โคจรเคล็ดวิชาของวรยุทธ์กลองหนังมนุษย์ออกมากล้ามเนื้อทั้งร่างของลู่หลินเต้นขยับขึ้นลงอย่างโครมครามกับหนังกลองร่างทั้งร่างของเขาขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับกล้ามเนื้อที่โป่งพองขึ้นภายในห้วงวิญญาณของลู่หลินได้ปรากฏตรารูปยักษ์คำรามสีเขียวขึ้นนี่ก็คือสัญลักษณ์ของญาณแห่งพลัง!

            ลู่หลินได้กระตุ้นญาณแห่งพลังของตนขึ้น! พลังกายของเขายิ่งทวีคูณความร้ายกาจขึ้นอีกหลายเท่าเลยทีเดียวในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนว่าศิษย์คนอื่นในตำหนักเริ่มจะสังเกตเห็นสิ่งเหล่านั้นแล้วพวกเขาเริ่มต่างหน้าถอดสีเพราะสิ่งที่ลู่หลินกำลังทำ

            ในตอนนั้นเองที่ศิษย์คนหนึ่งของตำหนักที่สี่ได้ตะโกนขึ้น “แย่แล้ว! รีบหยุดศิษย์พี่ลู่เร็วเข้า! เขาเลือดขึ้นหน้าจนไม่สนใจเห็นผลแล้วหากหมัดนั้นถูกปล่อยออกไปเจ้าคนมาใหม่นั่นจะต้องตายแน่เลย! ระ..รีบหยุดศิษย์พี่ รีบไปตามผู้อาวุโสมาเร็วเข้า!”

            “ศิษย์พี่ลู่!!! หยุดนะ!!” ศิษย์คนนั้นพยายามวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับตะโกนออกไป

            ถังเฟยหู่ที่รับหมัดทั้งสองไปรู้สึกเจ็บแปลบรวมถึงชาไปแทบทั้งแขนเขาเร่งโคจรปราณมารไร้ลักษณ์ออกมาเพื่อเรียกใช้กายหยาบมารของแขนมารเพลิงออกมา! ดวงตาสีม่วงดำจดจ้องอีกฝ่ายพร้อมกับทำกระบวนท่าเลียนแบบอีกฝ่ายออกมาถังเฟยหู่กำลังตั้งกระบวนท่าหมัดเหล็กกล้าทลายศิลา!

            กระบวนท่านี้คือเคล็ดการจู่โจมที่ไม่ยากอันใดถังเฟยหู่เห็นเพียงครั้งเดียวก็สามารถเลียนแบบได้แล้วแขนข้างขวาของเขาลุกท่วมด้วยเพลิงโลหิตอีกทั้งมือข้างนั้นยังลอบโคจรฝ่ามือจันทรารวมศูนย์พร้อมกับกระตุ้นญาณแห่งสมุทรขึ้นมา! พลังสองธาตุตรงข้ามที่หักล้างกันถูกรวมไว้ในแขนข้างนั้นจนเกิดศาสตร์พลังแห่งการทำลายล้างขึ้น!

            “แหลกไปสะ!!” ลู่หลินตะโกนออกมาพร้อมกับปล่อยหมัดของตนออกไป!

            ถังเฟยหู่เองก็ได้ปล่อยหมัดของเขาออกไปเช่นกันหมัดของเขาซึ่งเต็มไปด้วยพลังในศาสตร์ทำลายล้างที่เขาได้ค้นพบจากการต่อสู้ในแดนลับทะเลปีศาจ! หมัดทั้งสองต่างพุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนไม่อาจหยุดยั้งได้!

            ศิษย์ของตำหนักที่สี่หลายคนได้พุ่งร่างเข้าไปอย่างรวดเร็วเพราะดูเหมือนว่าการเล่นสนุกของศิษย์พี่ลู่ออกจะเลยเถิดเกินไปหน่อย! แต่พวกเขายังคงเชื้องช้าเกินไปภาพของสองหมัดที่เข้าใกล้กันเรื่อยๆปรากฏชัดในดวงตาของพวกเขาบางคนถึงกับหลับตาปี๋เพราะไม่อยากเห็นสภาพของผู้มาใหม่ถูกหมัดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังของลู่หลินบดขยี้! ซึ่งภาพเหล่านั้นได้ปรากฏสู่สายตาของผู้ที่กำลังเฝ้ามองอยู่บนหลังคาของตำหนักเช่นกัน!

            ผู้ที่มองอยู่บนหลังคาถอยหายใจออกมา “เฮ่อ! ลู่หลิน! เจ้าตัวสร้างปัญหา ข้าจะลงโทษเจ้าให้เข็ดดูสิยังจะกล้าก่อเรื่องอีกหรือไม่!” ผู้ที่เฝ้ามองได้กล่าวออกมาพร้อมกับพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วเท้าของเขาที่ออกแรงถีบใส่หลังคาถึงกับทำให้หลังคาของตำหนักที่สี่บริเวณนั้นพังลงไปเป็นแถบ!

            ตู้มมมมมมมม!!

     

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน