บทที่ ยี่สิบสอง
หลังงานเลี้ยงจบลงคุณหนูคนสำคัญของสกุลมู่ก็หายไปก่อนที่จะได้บอกลาเสียอีกถ้าคิดผิวเผินคงคิดว่านางตัดใจจากสวีจ้าวหรงแล้ว เห็นชายหนุ่มไม่ไยดีตอบขนาดนั้นแต่เอาเข้าจริงแล้วนางดื้อรั้นกว่านั้นเยอะ
มู่จงซินจัดที่พักไว้ให้คนละเรือนแยกกันแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของจวนและอำนาจที่มีส่วนที่ปรึกษาโจวที่ตอนนี้ดึกดื่นก็ยังต้องมารับหน้าที่เป็ผู้นำทางให้แขกทั้งสองคน
“เรือนนี้เป็ของคุณชายหรง” มาถึงหน้าเรือนพำนักของสวีจ้าวหรงเป็คนแรกจัดให้เสียใหญ่โตสมกับที่คุณหนูเล็กของตระกูลหมายตา มู่จงซินก็ตามใจบุตรสาวนักขอแค่มู่ซิ่วฟางชอบไม่ว่าอะไรก็เห็นดีเห็นงามไปหมดถึงกับยอมให้มีแขกมาพักค้างคืนในจวน
“เชิญท่านพักผ่อนได้เลย” โจวเจิ้งฉีผายมือให้ร่างสูงได้เข้าไปในเรือนก่อนจะพาลู่อิงิเดินต่อไปเรือนรับรองต่อไป
“ขอตัวก่อน” เซียนน้อยก็เอ่ยลาเขาด้วยอีกคนแล้วเดินตามโจวเจิ้งฉีไป
“อีกไกลหรือไม่” นางเอ่ยถามคนที่อยู่ด้านหน้า
“ไม่ไกลคุณชาย ท่านเหนื่อยแล้วหรือ”
“เปล่าๆ ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านที่ปรึกษาพักเรือนไหนพรุ่งนี้ข้าก็จะไปจากเมืองผิงต๋าแล้ว เลยนึกถึงคืนแรกๆ ที่มาถึงที่นี่ตอนนั้นท่านพาข้าไปดื่มสุราที่หอเริงรมย์ ข้าเลยอยากเลี้ยงคืนบ้างอีกอย่างคุยกับที่ปรึกษาโจวก็ถูกคอนัก”
“ฮ่าๆ ข้าก็ชอบสนทนากับท่าน เช่นนั้นคืนนี้ไปคุยที่เรือนรับรองของข้าดีไหมเลี้ยวทางนี้ก็ถึงแล้ว” โจวเจิ้งฉีเอ่ยชวน
“ได้สิ” ลู่อิงิไม่ปฏิเสธ ตามโจวเจิ้งฉีเข้าไปถึงด้านในที่พักรอให้เขาจุดเทียนตามมุมห้องเรียบร้อยจนกลับมานั่งที่โต๊ะร่วมกัน
“เรือนนี้ท่านเ้าเมืองเก็บไว้ให้ข้าใช้พักผ่อนเวลาที่ไม่อยากเดินทางกลับที่พักที่นี่จึงมีของใช้ของข้าอยู่บ้าง” โจวเจิ้งฉีอธิบาย
“อ่อ ข้าลืมไปแล้วว่าท่านที่ปรึกษามาที่เมืองผิงต๋าเมื่อไรขอเสียมารยาทถามอีกครั้งได้หรือไม่ว่านานเท่าไรแล้ว”ระหว่างนางเอ่ยมือของโจวเจิ้งฉีก็เริ่มรินสุราส่งให้ลู่อิงิไปด้วยจากนั้นเขาทำท่าจะยกมือขึ้นลูบคางอย่างเคยชินเวลาเริ่มครุ่นคิดอะไรแต่อยู่ๆก็วางมันลง
“น่าจะเกินครึ่งปีมานิดหน่อยล่ะมั้งถ้าข้าจำไม่ผิด”
“อืมๆ แล้วท่านว่าจะไปจากที่นี่เมื่อไรล่ะ?”
“หื้อ? ทำไมหรือคุณชาย”คำถามนี้สร้างความสงสัยให้ที่ปรึกษาโจวจนถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองคนฝั่งตรงข้าม
“ว่าแต่โจวเจิ้งฉีเป็ชื่อจริงของท่านหรือเปล่านะ?”
ลู่อิงิเริ่มถามหลายๆเื่ที่ติดอยู่ในใจที่จริงที่เข้ามาในที่พักของที่ปรึกษาโจวไม่ใช่เพื่อจะพูดคุยเื่ทั่วไปอย่างที่อีกฝ่ายน่าจะเข้าใจแต่ว่านางมีเหตุผลมากกว่านั้น
“คุณชายหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ”
“เช่นนั้นข้าขอไม่อ้อมค้อม ท่านที่ปรึกษาเจ็บแขนไม่เห็นบอกกล่าวบ้างแผลเป็อย่างไร” ลู่อิงิมองที่บริเวณไหล่ขวาติดกับบ่าจุดที่คาดว่าน่าจะมีแผลลึกอยู่
“แผลอันใดเล่า คุณชายลู่ท่านพูดอะไร?”
“ก็แผลที่ถูกลูกธนูยิงเมื่อคืน!” ลู่อิงิเอ่ยขนาดนี้เขาก็ต้องรู้ได้แล้วว่านางหมายถึงอะไรแผลที่ได้จากการต่อสู้ที่สะพานตกปลา
“เข้าใจผิดแล้วข้าไม่ได้เป็อะไร ทำไมถึงคิดว่าข้าถูกธนูยิง”แต่อีกฝ่ายก็ยังพยายามแก้ตัวกับสิ่งที่ผู้เป็เซียนกล่าวหา ซึ่งนางอยากจะบอกว่ามันไม่ทันเสียแล้วลู่อิงิมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าคนตรงหน้าแท้จริงไม่ใช่คน
“ถ้าเช่นนั้นทำไมวันนี้ทั้งวันถึงไม่ใช่แขนขวาเลย”ั้แ่รินสุราก็ใช้มือซ้ายปกติรินเสร็จจะยกดื่มก็จะใช้มือขวาแต่วันนี้ก็ใช้มือซ้ายและที่แปลกที่สุดคือนิสัยลูบคาง พอจะยกแขนขวาทีไรก็ต้องพับเก็บเปลี่ยนมาใช้ด้านซ้ายลู่อิงิสังเกตเห็นหลายครั้งแล้ว
“ท่านช่างสังเกตจริงคุณชายแต่กับการแค่ใช้แขนซ้ายแทนขวาเองจำเป็ต้องโดนธนูยิงหรือ?” อีกฝ่ายยังไม่ยอมรับข้อสันนิษฐานของลู่อิงิอยู่ดีจนกว่าจะมีหลักฐานแสดงเป็ที่ประจักษ์หรือ
“ให้มีหลักฐานชัดเจนข้าย่อมไม่มี แต่ข้ารู้จากหลายเื่ปะติดปะต่อกันเช่นเมื่อวานปีศาจพรายน้ำพูดกับข้าหนหนึ่งว่าหน้าของมู่ซิ่วฟางแทบไม่อยากมองสิ่งนี้มันหมายความได้ว่าตัวมันอยู่ในจุดที่มองมู่ซิ่วฟางได้ตลอดอีกทั้งท่านก็มาถึงเมืองนี้ได้ไม่นานก็เกิดเื่ขึ้นจริงหรือไม่”จะมีที่ซ่อนใดเหมาะที่สุดไปกว่าใต้จมูกของผู้ค้นหา ยิ่งใกล้เท่าไรก็ยิ่งมองข้ามไม่ว่ามู่จงซินจะวางแผนอะไรเขาก็รู้ทันหมดแต่ก็ยกเว้นเมื่อคืนที่อาจจะผิดแผนไปเพราะมู่จงซินคงไม่ได้มาปรึกษาเขา
“และรู้ไหมวันนี้ตอนมู่ซิ่วฟางเดินมาทุกๆ ครั้ง ท่านก็หันหน้าหลบจริงๆท่านที่ปรึกษาได้สังเกตตัวเองหรือไม่?”
“ฮ่าๆ ข้าไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอทำอะไรแบบนั้นไป อาจจะทำไปตามสัญชาตญาณพอมีสิ่งไม่น่ามองเราก็ไม่อยากมองจริงไหมท่านเซียน”เสียงนุ่มทุ้มอย่างที่คุ้นชินหูเริ่มค่อยๆเปลี่ยนไปเป็แหบซ่าอย่างที่ได้ยินเมื่อคืน
“โจวเจิ้งฉี ข้ารู้ว่าเ้ามีเหตุผลบางอย่างที่ทำเื่ทั้งหมดนี้เรามีคุยกันดีๆ ก่อนได้ไหม” ลู่อิงิรีบชิงพูดก่อนที่พรายน้ำจะคิดหนีไประหว่างที่เขาเอ่ยนางััได้ถึงความริษยาและแค้นใจอย่างท่วมท้น
โจวเจิ้งฉีนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะพยักหน้ายอมรับข้อตกลงแล้วก็เป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อนด้วย “ตอนที่ท่านเซียนดำน้ำหาที่ซ่อนข้าอยู่ในทะเลข้ามีโอกาสนับไม่ถ้วนที่จับท่าน”
กล่าวจบมือใหญ่ของชายหนุ่มที่ยังคงมีิัเรียบเนียนก็ยกขึ้นมาใกล้ลู่อิงิมือนั่นเหมือนอยากจะััมาที่แก้มของนางแต่ก็หยุดนิ่งค้างกลางอากาศก่อนจะเปลี่ยนสภาพเป็ผิวที่พุพองดำคล้ำ“มีแต่การดูดพลังิญญาจะช่วยข้าได้แต่ิญญาพวกนั้นช่วยให้ข้าคงสภาพมนุษย์ได้เพียงเดือนเดียวเพราะิญญาพวกนั้นพลังต่ำแต่ถ้าได้ของท่านเซียนมาข้าจะอยู่ในร่างมนุษย์ได้อีกนาน”
“แต่เ้าก็ไม่ทำไม่ใช่หรือ ถ้าเมื่อคืนเพียงเ้าดึงข้าลงน้ำไปด้วยแผลธนูแค่นั้นหยุดเ้าไม่ได้อยู่แล้ว”เพราะเหตุนี้ถึงมั่นใจนักว่าปีศาจพรายน้ำไม่ใช่แค่จะดูดิญญาไปทั่วแต่ต้องมีเป้าหมายที่ทำแบบนั้น
“ช่างเป็กรรมของเาาวพรายน้ำ อัปลักษณ์โดยกำเนิด ทั้งที่ให้กำเนิดข้าแท้ๆแต่กลับรับไม่ได้ ทิ้งข้าไปั้แ่เด็กแต่สิ่งที่ข้าได้มาคือสามารถเห็นจิตใจแท้จริงของทุกคนการได้กินดอกไม้ที่ใกล้เน่าก็ไม่อร่อยแต่ถ้าได้ดอกไม้ที่งดงามเท่ากับเราทำลายสิ่งสวยงามไป”
ลู่อิงิรับฟังเื่ราวของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจพอคนตรงหน้าพูดจบนางก็คว้ามือนั้นมาแล้วจับด้วยสองมือ เมือกลื่นๆที่ััชวนให้นึกถึงการจับปลาที่อยู่ในน้ำดีที่อีกฝ่ายไม่ดิ้นหนีไม่เช่นนั้นคงจับไม่อยู่เริ่มแรกลู่อิงิใช้พลังเซียนส่งผ่านจากมือไปใส่ร่างตรงหน้าเพื่อรักษาแผลที่โดนยิงจากธนู
อาการเ็ปจนไม่อาจจะยกแขนขึ้นได้ค่อยๆทุเลาลงจนตัวปีศาจพรายน้ำรู้สึกได้มันจึงเริ่มขยับไหล่ขวาหมุนไปมาเพื่อตรวจสอบอาการของตนเอง
“ท่านทำเช่นนี้ทำไม?”
“ข้ารักษาได้แต่แผลาเ็ ไม่อาจช่วยเ้าเื่อื่นได้แต่เชื่อข้าเถอะว่ามันจะค่อยๆ เยียวยา”
“นี่ท่าน..พยายามจะทำดีเพื่อให้ข้าหยุดเื่การลักพาตัวหญิงสาวในเมืองงั้นหรือ?”
“แล้วได้หรือไม่ ถ้าพวกนางไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงก็..”
“ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะอย่างสะใจดังแทรกคำพูดของลู่อิงิให้หยุดลงเมื่อหัวเราะจนพอใจแล้วปีศาจพรายน้ำถึงพูดต่อ “ท่านเซียนไม่เห็นอย่างข้าพวกนางมีก็แต่รูปลักษณ์ที่งดงาม ภายในช่างมักมากหลอกลวง ดวงิญญาดำมืด”เป็อีกครั้งที่พรายน้ำเอ่ยเสียงคับแค้นและเหมือนจะเป็เช่นนี้ตลอดถ้านางยกเื่นี้มาพูด
“เข้าใจแล้วๆ แล้วเ้าจะทำแบบนี้ตลอดไปหรือ ถ้าเ้าเห็นจิตใจเ่าั้เ้าเห็นของตัวเองเป็อย่างไรบ้าง”
หลังคำถามนี้ร่างของที่ปรึกษาโจวเจิ้งฉีเงียบไปครู่หนึ่งเขามองจ้องลึกที่ตาของลู่อิงินิ่งงัน ใบหน้าสั่นน้อยๆไม่รู้เป็เพราะความโกรธหรือความเศร้า
“ข้าเห็น..ตัวเองอย่างที่ควรเป็”ั์ตาของชายหนุ่มเบี้องหน้าหลุกหลิกไปมามันเอ่อล้นด้วยเื่ราวที่กำลังจะปะทุออกมาทุกเมื่อ
“หรือว่า เ้าเคยมีความรัก เพราะความรักหรือ?” อย่างที่เล่าพรายน้ำตนนี้ไม่รู้จักผู้ให้กำเนิดตนลู่อิงิจึงมั่นใจเลยว่าเหตุผลมันจะต้องเป็เพราะความรักกับใครสักคนที่ทำให้ผู้หนึ่งเจ็บแค้นต่อโลกขนาดนี้
“ไม่มีสิ่งใดปิดท่านเซียนได้”สำหรับนางแท้จริงแล้วที่รู้มากต้องขอบคุณจากงานอดิเรกที่ชอบนอนดูซีรีส์ ประสบการณ์ในนั้นสอนนางมาดีส่วนของจริงนั้นเรียกว่าไม่มีเป็ของตัวเองสักเื่สิ่งที่เรียกว่าความรักทั้งยิ่งมาเป็เซียนด้วยแล้วข้อห้ามเื่ความรักนับเป็ข้อห้ามพื้นฐานของเซียนทุกตน ยิ่งรักมากก็ทุกข์มาก
“แต่ก่อนข้ามิใช่คนอัปลักษณ์ขนาดนี้ ข้าเพียงเป็เหมือนคนที่มีเนื้อตายจากความร้อนและแผลหนองจนคนไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยความรังเกียจวัยเด็กข้าใช้ชีวิตอย่างพรายน้ำก็ไม่เป็ด้วยซ้ำเพราะอยู่แต่บนพื้นดินเลยมักจะถูกขับไล่บ่อยๆ จนวันหนึ่งข้าได้เจอเขา..”แค่เพียงเล่าถึงวันวานใบหน้าของโจวเจิ้งฉีก็เปี่ยมความสุข สายตาเหมือนเห็นคนที่ตนรักอยู่ตรงหน้า“เขาช่างเป็เด็กชายที่สดใสจากจิตใจแท้ๆเขาช่วยเหลือข้าหลายครั้งจนเราสนิทและเติบโตด้วยกัน”
ฟังมาถึงเท่านี้ลู่อิงิก็รู้แล้วว่าจบไม่ดีแน่ๆถ้าจบดีคงไม่ทำให้ปีศาจพรายน้ำมาลักพาตัวหญิงสาวไปทุกๆ เดือนหรอกแต่นางก็ยังฟังต่อไปอย่างตั้งใจทั้งที่รู้ตอนจบเพราะนี่อาจจะเป็ครั้งเดียวที่พรายน้ำยอมเปิดใจเล่าเหตุผล
“อย่างที่มีคนเคยกล่าวคนที่จิตใจดีจะไม่คิดว่าจะมีคนมาทำร้ายเขาโตขึ้นเป็บุรุษดีพร้อมแต่กลับไม่รู้เลยว่าโดนผู้หญิงที่งามแต่กายนางมาบอกให้เขาไถ่ตัวให้ บอกรักเขาและอยากจะแต่งงานด้วย ยังไม่ถึงวันงานแต่งนางก็หอบสมบัติที่เขาได้ต่างหน้าจากมารดาหนีไปกับชายอื่นข้าทำอะไรไม่ได้อีกเพราะเอ่ยเตือนก็แล้วเหลือแต่ปลอบใจสุดท้ายข้าไม่ใช่คนที่เขารัก เขาปลิดชีพตัวเองเหลือไว้เพียงคำสั่งเสียสุดท้าย..”พรายน้ำหยุดเล่าเื่เพียงเท่านั้น เื่คำสั่งเสียนั้นเป็เื่ของนางกับเขาจึงไม่ได้พูดออกไป‘เรามีวาสนาเป็ข้าที่ตื้นเขิน’
ลู่อิงิเข้าใจแล้ว..มิน่าปีศาจพรายน้ำถึงจงเกลียดจงชังผู้หญิงที่มีรูปกายสวยงามนักเพราะเหตุจากคนที่คนรักถูกหลอกนี่เองจากนั้นก็คงเริ่มกินพลังิญญาเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์
“เมื่อครู่เ้าบอกว่าแต่ก่อนเ้าไม่ได้เป็เช่นนี้แสดงว่าสามารถเปลี่ยนได้หรือ?” สิ่งนี้เป็สิ่งใหม่ในนิยายไม่เคยมีบอก กล่าวแค่พรายน้ำที่สวีจ้าวหรงต้องเผชิญมีผิวเน่าเละอัปลักษณ์น่ากลัว ใครเห็นก็ใยิ่งกว่าศพ
“ใช่แล้ว ยิ่งเสพิญญามนุษย์ร่างจริงก็ยิ่งเน่า ข้าถึงได้บอกว่าตอนนี้ข้าเห็นสิ่งที่ควรเป็ข้าก็ดำมืดไม่ต่างจากสิ่งที่กิน” เช่นนั้นเื่นี้อาจจะมีทางแก้ถ้าเปลี่ยนมาแย่ได้ก็ต้องเปลี่ยนไปดีได้เช่นกัน
“สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปเ้าอย่าพึ่งใจร้อน แต่ข้าว่าเื่นี้แก้ไขได้ก่อนอื่นอย่าทำแบบนี้อีก ถึงพวกนางจะละโมบหลอกลวงแต่ก็ไม่คู่ควรที่จะให้เ้าทำกแบบนี้ถ้าเ้าสัญญาว่าจะไม่กินิญญาอีกข้าจะยกพลังเซียนให้ มันน่าจะช่วยรักษาได้”
“ท่านเซียน..!?” สีหน้าของที่ปรึกษาโจวเจิ้งฉีนิ่งไปไม่คาดคิดว่าจะได้ยินสิ่งนี้ แน่นอนพลังเซียนไม่ได้มีกันง่ายๆถ้ามีทุนเป็คนมีพลังเซียนอาจจะฝึกวิชาอีกสักสิบยี่สิบปีหรือถ้าไม่มีนางก็แก่ตายอย่างมนุษย์คนหนึ่ง นับย้อนไปนางก็อยู่มานานพอแล้วด้วย
“แต่ติดที่ว่าไม่ใช่ตอนนี้..ข้ามีภารกิจต้องทำแต่ไม่เกินหนึ่งปีแน่นอนขอให้สัญญา” เพราะภารกิจเก็บเศษดาวจากแก้วผลึกยังต้องทำอยู่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้ผ่านเื่นี้ไปก่อน
โจวเจิ้งฉีส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะยิ้มออกมา “ถ้าเป็คนอื่นข้าคงคิดว่าพูดจาหาทางรอดแต่ข้าเห็นความจริงเพราะฉะนั้นข้าเชื่อท่าน”
“เช่นนั้นเป็อันตกลงตามนี้” ลู่อิงิสำทับอีกรอบให้แน่ใจ
“หึ!” ชายหนุ่มตรงหน้าจู่ๆ ผุดลุกยืนขึ้นแล้วร่างมนุษย์ก็ค่อยๆเปลี่ยนร่างกลับเป็ปีศาจพรายน้ำทั้งตัว “ข้าแพ้พนันแล้วก่อนหน้าที่ข้ายื่นข้อเสนอนี้ถ้าท่านปฏิเสธข้าจะหาทางกินิญญาท่านให้ได้แต่ถ้าท่านยอมยกให้ข้าก็จะรับผลของมันและหยุดเื่ทั้งหมดนี้เพราะถ้าเขายังอยู่เขาก็คงบอกให้ข้าหยุดได้แล้ว”
หลังพูดจบร่างผิวดำคล้ำก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยแล้วขยับมือยกนิ้วชี้ชี้ไปที่หน้าอกตัวเองก่อนจะพรึมพร่ำเบาๆ ลู่อิงิจับความคำพูดได้ว่า“พันธนาการนี้จะผูกพันตราบนานตลอดกาล ข้าผู้นี้จะไม่กินพลังิญญาใดๆ อีกต่อไป”
“นั้น..เ้าทำอะไร” ลู่อิงิมองอยู่ก็เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“พันธนาการสัจจะ” นี่คือการทำพันธนาการสัจจะหรือ? ..ลู่อิงิเคยอ่านเจอว่าจอมมารคนก่อนที่เป็บิดาของสวีจ้าวหรงทำเพื่อให้สัญญานี้ว่าจะหยุดเื่การยึดครองสามภพเขาหยุดต่อสู้เพราะตัวเองเกิดรักมนุษย์เข้าอย่างจังแต่นั่นก็นำมาซึ่งเื่เศร้าในภายหลัง
ลู่อิงิไม่รู้ว่าการทำพันธนาการสัจจะทำอย่างไรหรอกแต่ผลของมันถ้าผิดสัจจะที่ตั้งไว้หัวใจจะถูกทำลาย
“แต่เ้าแน่ใจหรือ มันถอนไม่ได้นะ ถ้าผิดสัญญาเ้าก็จะตายนะ”
“ข้าแน่ใจ แต่ถึงไม่แน่ใจก็ถอนไม่ได้แล้ว” ก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดมารู้ก็ตอนที่ทำไปแล้วแก้ไขไม่ได้ที่เหลือก็เป็เื่ของปีศาจพรายน้ำที่จะไม่ทำลายสัจจะที่สร้างขึ้น“จากนี้ข้าไม่สิ่งใดที่จะอยู่ที่นี่อีกแล้ว ข้าต้องรีบจากไปก่อนฟ้าสาง”
อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนี้ก็หมายถึงเตรียมตัวบอกลา“เข้าใจแล้ว ก่อนไปเ้าบอกชื่อข้าก่อนได้หรือไม่”
“ฉินอัน เขาเป็ผู้มอบนามนี้ให้ข้า”
“ชื่อฉินอันหรือไพเราะนัก แล้วเ้าจะทำอย่างไรต่อถ้าเ้าไม่มีที่ไปจะเดินทางไปกับข้าก่อนก็ได้นะ”ลู่อิงิเอ่ยชวนอีกฝ่ายเพราะใจเกิดกลัวเหลือเกินว่าพรายน้ำจะถูกทำร้ายและขับไล่จากพวกมนุษย์อีกและนั้นจะทำให้กลับไปกินิญญาทำให้จนหัวใจถูกทำลาย
“ขอบคุณท่านเซียนแต่อย่าลำบากเลยข้าคงไปหาที่ฝึกบารมีเพื่อสักวันจะได้เป็เซียนกระมัง”ฉินอันเอ่ยมาไม่รู้ว่าพูดจริงหรือพูดเล่น
“อ่อจริงสิ! ข้านึกขึ้นได้ มีสิ่งหนึ่งอาจจะช่วยเ้าได้นะ”ลู่อิงิแง้มเปิดถุงเซียนที่แนบไว้ข้างเอวถุงที่ขนาดเล็กแต่เก็บของได้เยอะกว่าขนาด นางเอาไว้เก็บเฉพาะสิ่งสำคัญเท่านั้นซึ่งในนั้นมีสิ่งหนึ่งเป็กระปุกขนาดประมาณฝ่ามือนางหยิบออกมาส่งให้ปีศาจพรายน้ำ
“นี่คืออะไร?” อีกฝ่ายรับไปอย่างไม่เข้าใจจึงเอ่ยถาม
“มันเป็พวกเครื่องหอมประทินผิว แต่อย่าพึ่งคิดว่ามันธรรมดาในนั้นมีดอกหลันหลิ่งผสมอยู่ มันอาจจะช่วยเ้าได้ แต่ข้าก็ไม่รับรองนะอย่างไรเ้าค่อยๆ ทาผิวแล้วกัน”
“ดอกหลันหลิ่งหรือ มันคืออะไรท่านเซียน”
“เื่ยาว แต่สรรพคุณดีมากเื่ความงาม”ดอกหลันหลิ่งที่ได้มาจากสวีจ้าวหรงเดือนก่อนนู้น นางเอามาผสมกับที่ประทินผิวแล้วเก็บเอาไว้หวังว่าวันหนึ่งจะอาจจะมีประโยชน์กับคนที่ได้รับมากกว่ามาใช้รักษาแผลเป็ของตนเองอย่างไรมันก็อยู่ในจุดที่ไม่มีใครมาเห็นอยู่แล้วหรือบางจุดที่อยู่ด้านนอกก็ไม่ได้ใหญ่อะไร ถึงมีก็ไม่ได้ใช้ชีวิตลำบาก
“ขอบคุณท่านเซียนงั้นข้ามีอะไรจากบอกท่านอีกอย่างเช่นกัน”
“อะไรหรือ?”
“ตระกูลมู่เป็อย่างไรท่านก็เห็นด้วยตัวเองแล้ว เื่เศษดาวนั้น”
“อ่อ เื่นี้ข้ารู้ก่อนแล้ว” ลู่อิงิเอ่ยรับทันทีนางหยิบจับมาแทบทุกวันทำไมจะไม่รู้ เลยพยักหน้าเข้าใจเื่ที่อีกฝ่ายจะสื่อ
“สมแล้วที่เป็ท่านเซียน ข้าก็หมดเื่แล้ว จากไปในที่มาจากลาในที่ไปข้าขอตัว” ฉินอันคำนับโค้งจนตัวแทบจะแนบติดกันก่อนจะออกทางประตูหลังของเรือนไปนางก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะไปที่ใด เพียงแต่หวังว่าวันหนึ่งจะได้พบกันอีกและสิ่งนั้นจะหมายความว่าพรายน้ำรักษาคำพูดตนเองหรือดีไม่ดีอาจจะเป็ตอนที่ขึ้นมาเจอกันบน์ พรายน้ำกลายเป็เซียนก็ได้ลู่อิงินึกแล้วก็พอจะยิ้มออกมาได้
เซียนน้อยหมดเื่ที่เรือนหลังนี้แล้วก็ดับเทียนในห้องก่อนจะเดินออกมาเพื่อไปที่อื่นต่อจัดการคืนนี้ให้เสร็จๆ ไปเลย