Pioneer Era

    ตอนที่ 99 ปะทะบอสแห่งป่าคลั่ง

    ทำไมจ่าฝูงของจิ้งเหลนดำจึงกลายเป็นลิลลี่ เพื่อนรักของพวกโฮปไปได้?

    ถ้าจะกล่าวถึงที่มา คงต้องขอเล่าย้อนเหตุการณ์กลับไปสักเล็กน้อย

    ***วันที่ 33 เอนมูว์ทัวร์ ณ ช่วงเวลาหัวค่ำที่ดินแดนป่าคลั่งทางทิศใต้ของทวีป

    จ่าฝูงผู้ปกครองป่าคลั่ง [เกรทอนาจีส]



    “ (เกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินนี้กันแน่นะ...) ”

    ข้า ราชาแห่งป่าคลั่งกำลังตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บนยอดเนินแห่งราชัญอย่างหวาดระแวง

    ภายในป่าที่ต้องแย่งชิงต่อสู้ตลอดทั้งวันแห่งนี้ ไม่มีเวลาใดที่จะสามารถนอนหลับได้อย่างผ่อนคลาย

    แถมความที่วันนี้เกิดเสียงบางอย่างดังกระหึ่มคับฟ้ามาตั้งแต่ช่วงกลางวัน ข้าเลยสั่งให้ทุกคนตื่นตัวเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

    การคลายความระวังเพียงชั่วครู่ อาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตของตัวเอง



    *** ณ ช่วงหัวค่ำของวัน

    “ (... รู้สึกเริ่มสงบลงแล้ว) ”

    ข้าสัมผัสได้ถึงแรงสั่นของผิวดินที่กำลังเริ่มอ่อนตัวลงมา

    เสียงที่ดังกระหึ่มก็เริ่มเบาบางลง

    แบบนี้ค่อยรู้สึกเคลื่อนไหวได้อย่างสบายใจหน่อย

    “... รายงานความเสียหายมาซิ”

    “ครับท่าน! … ว่าแต่ จะให้รายงายเรื่องอะไรหรือครับ? ”

    “...”

    เออวะ

    ลืมไปเลยว่าพวกลูกน้องของข้ามัน [โง่]

    โง่ไม่พอ ยังคิดว่าตัวเองเก่งกาจจนไม่คิดจะปรับปรุงตัวเองกันอีกด้วย

    แถมที่พวกมันเลือดข้าเป็นจ่าฝูง ไม่ใช่เพราะว่าฉลาดกว่าตัวอื่น แต่เป็นเพราะมีร่างกายใหญ่กว่าชาวบ้านเท่านั้นเอง

    มาคิดดูตอนนี้ ถือว่าปาฏิหาริย์มากเลยนะ ที่ข้ายังสามารถปกครองพวกมันมาถึงทุกวันนี้ได้



    “ไม่เป็นไร พวกแกไปทำกิจกรรมประจำวันกันต่อเถอะ”

    “โอ๊ว เยส! ลาก่อนครับท่าน! ”

    ว่าแล้วฝูงของข้าก็เริ่มทำกิจกรรมประจำวันกันต่อ

    ซึ่งนั่นคือการปั้มลูก

    ประชากรในตอนนี้ของพวกเรามีราว… เออ… เอาเป็นว่ามีเยอะมากสุด ๆ

    ที่มีเยอะ เพราะข้ากำลังเตรียมการเพื่อบุกยึดในดินแดนเขตอื่นของป่าที่ขาดเจ้าป่าไป

    ก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเจ้าป่าเดิมของเขตอื่นถึงหายตัวไป แต่แบบนี้มันเป็นประโยชน์กับพวกเรามาก

    เพราะว่ามันช่วยทำให้พวกเรามีพื้นที่ออกล่าเพิ่มมากขึ้นอะนะ



    “พูดถึงเหยื่อแล้ว เจ้าตัวที่บินได้เมื่อตอนกลางวันตัวนั้น ดูน่าทานยังไงก็ไม่รู้”

    ข้านึกถึงเหตุการณ์เมื่อราวตอนกลางวัน

    มันเป็นช่วงเวลาที่ข้าเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากผิวดิน

    ในตอนนั้น ข้าบังเอิญเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่บินอยู่บนท้องฟ้า

    ท่ามกลางเหยื่อเหล่านั้น มีตัวหนึ่งที่มีผมสีเขียว เนื้อขาว ๆ ดูนุ่มลิ้น และตัวเล็กพอดีคำน่าทาน

    แต่เป็นเพราะยังสัมผัสได้ถึงแผ่นดินไหว ตอนนั้นข้าเลยไม่ได้ออกไปจับมันมากิน

    ตัดสินใจละ มื้ออาหารวันนี้เอาเป็นเจ้านั่นดีกว่า



    “หวังว่าคงยังไม่ได้บินออกไปจากเขตแดนของข้านะ”

    ข้าพึมพำกับตัวเอง แล้วเริ่มออกล่าหาเหยื่อ

    ข้าไม่คิดที่จะพึ่งลูกน้องตัวเองหรอก

    อาหารนะ มันต้องล่าด้วยตัวเอง ถึงจะเป็นการให้เกียรติต่อชีวิตที่เราฆ่าแล้วกินเข้าไปจริงปะ?

    “... กลิ่นมันมาทางนี้”

    ว่าแล้วข้าก็เริ่มใช้จมูกดมกลิ่น แล้วสร้างเมือกขึ้นรอบผิวเพื่อลื่นไถลออกตามหาเหยื่อสีเขียวตัวนั้น



    กลิ่นของมันนำทางข้ามาหยุดอยู่ตรงเนินหินทรงกลมโล่งกว้างแห่งหนึ่ง

    “ (.... ร่องรอยมันหายไปไหนกันนะ?) ”

    ไม่มีกลิ่นที่รุนแรงกว่ามากลบไปเสียด้วยสิ…

    หรือว่ามันจะบินสูงขึ้นไปเหนือพื้นมากกว่าที่คิดอย่างงั้นหรือ?

    ไม่ ไม่ ไม่

    เป็นไปไม่ได้หรอก

    ถ้าสิ่งมีชีวิตตัวไหนบินสูงเหนือพื้นเกินสิบห้าเมตร เป็นต้องถูกแสงสีแดงประหลาดเผาทั้งเป็นทันทีไม่ใช่หรือยังไง?

    แต่ว่าทำไมร่องรอยของมันถึงได้หายไป…



    “!! ”

    ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ มีแสงสีแดงเจิดจ้าส่องสว่างขึ้นมาตรงหน้า

    แสงสีแดงนั้นมีลักษณะเป็นพื้นที่ทรงกลมสมบูรณ์ออกมาจากแท่นหิน

    ภะ--- ภัยธรรมชาติ!?

    ข้ารีบถอยออกมาตั้งหลักเพื่อดูท่าทีของภัยธรรมชาติตรงหน้า

    “นี่มัน…”

    มีบางสิ่งปรากฏตัวขึ้น ณ ใจกลางวงแสงที่กำลังจะจางหายไป

    “ดอง~”

    ซึ่งสิ่งนั้นคือเหยื่อที่ข้ากำลังตามหาอยู่นั่นเอง

    เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ดีแฮะ



    ***



    ชีวิตคืออะไร?

    ถือกำเนิด เติบโต สืบทอดลูกหลาน แล้วแก่ตายลง

    นั่นคือชีวิตที่ข้ารู้จัก

    แต่เพื่อให้อยู่รอด ข้าจำเป็นจะต้องทำให้ตัวเองได้อิ่มท้อง

    หากว่าพ่ายแพ้คือถูกกิน แต่ถ้าชนะก็ได้มีชีวิตสืบต่อไป

    ผู้ที่พ่ายแพ้จะกลายเป็นเลือดเนื้อให้กับผู้ที่ชนะ

    สรุปคือเป็นการสละชีวิตตัวเองเพื่อต่อชีวิตให้กับอีกฝ่าย

    เพราะรู้สึกขอบคุณต่อเหยื่อที่ถูกล่ามาได้ ข้าจึงไม่คิดที่จะดูถูกเหยียดหยามให้กับเหยื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว



    ทุ่มสุดกำลังทั้งสองฝ่ายในการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แล้ว [ขอบคุณ] ที่มากลายเป็นอาหารให้กับเรา

    ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตตัวนั้นจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่ง ข้าก็มักจะถือว่าพวกเรานั้นเสมอภาค

    จะไม่มีมาถือโทษโกรธกันทีหลัง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างได้ทุ่มสุดชีวิตต่อสู้ให้แก่กันและกันไปแล้ว

    มันคือการให้เกียรติระหว่างผู้ล่าด้วยกันโดยธรรมชาติ

    ข้าคิดว่าชีวิตมันคือสิ่งนี้



    แต่ทว่าไม่ใช่กับเจ้านี่แน่ ๆ ...

    “มาสู้ตรง ๆ กับข้าสิวะ! ”

    ข้ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้ตัวเองปวดหัวอย่างหนัก

    “ดอง~”

    “ถ้าจับได้นะน่าดู! ”

    ข้านะเคยเดินทางไปทั่วทุกมุมของแผ่นดินนี้มาแล้ว

    ทั้งถูกรุม ถูกลอบโจมตี หรือแม้แต่การไล่ล่าเหยื่อที่เอาแต่หันหลังวิ่งหนี

    ข้าเจอมาทุกรูปแบบแล้ว

    แต่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต

    *ปูด~*

    ที่มาเจอเหยื่อ [ตด] ใส่หน้าข้าเล่นแบบนี้...



    มันไม่คิดที่จะสู้แล้วเอาแต่หยอกล้อกวนบาทาใส่

    บินในระยะที่เอื้อมไม่ถึง แล้วคอยตดใส่หน้าเป็นระยะ

    ข้าพยายามพ่นเมือกใส่มัน แต่เมือกเหล่านั้นกลับทะลุผ่านตัวมันไปอย่างน่าประหลาดแทน

    ข้าว่าข้าพ่นเมือกโดนมันแล้วนะ?

    *แพละ!? *

    “...”

    ในตอนนั้นเอง ที่มีอะไรบางอย่างซึ่งมีกลิ่นเหม็นลอยมาโดนใส่ใบหน้าของข้าเต็ม ๆ

    นี่มัน… [ขี้] นี่หว่า!?

    พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าให้ดีอีกครั้ง ก็พบว่าเจ้าบ้านั่นกำลังเปิดตูดพร้อมกับ [ทิ้งระเบิดชีวภาพ] ลงมาใส่หัวของข้าเป็นห่าฝน

    พูดตามตรงว่าไม่เคยเจอสิ่งมีชีวิตแบบไหนที่กวนบาทา และหยามเกียรติได้ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต



    “ข้าไม่ใช่เพื่อนเล่นแกนะโว้ย! ”

    ข้าพ่นเมือกชุดใหญ่โจมตีใส่มัน

    แต่แม่งเสือกทะลุผ่านตัวมันไปทั้งหมดซะอย่างงั้น!

    “@#$$$@$ ดอง ด่อง ด้อง~”

    ถึงจะฟังเสียงร้องของพวกมันไม่รู้เรื่อง แต่พอจะเดาได้เลยว่ากำลังเยอะเย้ยข้าอยู่แน่ ๆ

    นั่นไง มันหันตูดมาโบกเล่นใส่หน้าข้าแล้วไง…

    ตาย…

    ถ้าจับได้ ข้าจะกินให้ไม่เหลือแม้แต่กระดูกเลยคอยดูสิ!



    “ช่วยไม่ได้ ไม่อยากทำวิธีนี้เลยแฮะ”

    เพื่อที่จะเล่นงานศัตรูที่บินกวนประสาทอยู่บนท้องฟ้า คงจะต้องยอมทุ่มแรงกายสักหน่อย

    ข้าเริ่มหลั่งเมือกจำนวนมากออกมาทางผิวหนัง ย่อตัวลงต่ำพร้อมกับงอหางให้คล้ายสปริง

    แล้วใช้หางนั้นดันร่างของตนพุ่งกระโจนออกไปดั่งสายลม

    เร่งความเร็วให้ถึงขีดสุด พร้อมกับใช้เมือกเพื่อลดแรงเสียดทานรอบตัว

    และในตอนที่ความเร็วพุ่งขึ้นถึง ณ จุดสุดยอด

    "ฮึบ! "

    ข้าก็ใช้หางของตนกระแทกใส่พื้นเพื่อดีดตัวเองให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

    ความเร็วที่มากล้น คือความลับที่ทำให้ร่างกายของข้าโบยบินได้

    ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของการใช้ท่านี้ คือการที่ไม่สามารถควบคุมทิศทางการบิน กับต้องยอมเจ็บตัวในตอนที่ร่อนลงสู่พื้น

    "ดอง!? "

    เหยื่อของข้าดูตื่นตกใจมาก

    แต่ว่าแกหนีไม่ทันแล้วละ!

    ว่าแล้วข้าก็อ้าปากกว้างพร้อมที่จะกลืนมันลงไปทั้งตัว---



    *ฟิ้ว~*

    "..."

    ทำไมมีแต่อากาศ?

    ข้าเงยหน้ามองขึ้นไปมองร่างของเหยื่อที่ไม่บุบสลายข้างบน

    มันกำลังบินอยู่ข้างบนนั้นแน่นอน

    ร่างของมันเข้าปากของข้าไปแล้ว ไม่ผิดแน่

    แล้วทำไม…?

    "งั้นลองอีกรอบ! "

    ข้ากระโดดขึ้นท้องฟ้าเป็นรอบที่สอง

    สาม

    สี่

    …

    กระโดดกัดเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่รู้ว่าทำซ้ำไปกี่ครั้งแล้ว

    ทำจนเริ่มเหนื่อยหอบหายใจเจียนตาย

    แต่ก็ยังคงทำต่อไป

    เพราะมันคงไม่สามารถหลบการโจมตีที่รวดเร็วของข้านี้ไปได้ตลอดทั้งวันหรอก!

    แต่กระนั้น… จนแล้วจนรอด ข้าก็ยังไม่สามารถขบฟันลงบนเนื้อนุ่ม ๆ ของมันได้

    นี่มันบ้าอะไรกันฟะ!?



    ข้าเหนื่อยหอบจนนอนแผ่หราอยู่บนพื้น

    เหนื่อยชิบ… ไม่ไหวแล้ว…

    ในตอนนั้นเองที่ข้าสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง

    "... ร่างของมันหายไป? "

    ภาพของเหยื่อที่อยู่บนท้องฟ้ากำลังเลือนหายไป แล้วไปปรากฏขึ้นที่ตำแหน่งด้านข้าง ห่างออกมาราวสามเมตรแทน

    นี่มัน… เหมือนกับปรากฏการตอนที่ข้าออกล่าปลาในแม่น้ำเลยแฮะ

    แบบว่าทั้งที่เห็นอยู่ใกล้ ๆ แต่ตัวจริงกลับอยู่ลึกลงไป เลยทำให้กะระยะพลาดแบบนั้น

    นี่ข้าคนนี้ถูกมันหลอกอยู่เช่นนั้นหรือ?



    เสร็จกัน!

    ตอนนี้ข้าหมดแรงที่จะลุกขึ้นแล้ว

    เพราะการพุ่งตัวด้วยความเร็วสูงนั้น มันกินพลังกายข้ามาก

    แถมตอนที่ร่อนลงพื้นมันก็เจ็บมากด้วยเช่นกัน

    สรุปคือตอนนี้ข้าระบมไปทั่วทั้งร่างกายแล้ว

    เหยื่อตัวเล็กเริ่มบินลงต่ำมาหาข้า

    อ๊า… ไม่คิดเลยว่าจะมาพลาดท่าโง่ ๆ แบบนี้

    ข้าแพ้แล้ว…

    ข้าหลับตาทำใจยอมรับความตาย

    ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะเลือดและเนื้อของข้าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน

    ข้า จะมีชีวิตต่ออยู่ในร่างกายของมัน---



    ***ผ่านไปสิบนาที

    … ทำไมข้าถึงยังไม่ตาย?

    *ขูด ขีด*

    แล้วนี่มันคือเสียงอะไร…

    ข้าลองลืมตาตื่นขึ้นมาดู

    สิ่งที่ข้าเห็น ไม่ใช่ภาพของร่างกายที่ถูกกัดกิน

    แต่เป็นภาพของร่างกาย ที่กำลังถูกจับมัดจนแน่น

    จับมัดโดยไม่คิดใช้เพื่อกัดกิน แถมยังมาเริ่มใช้วัตถุประหลาดที่มีคม มาขูดเมือกตามร่างกายของข้าออกไปใส่วัสดุโปรงแสงประหลาดแทนซะอย่างงั้น



    นี่มัน…

    กวนบาทาตอนต่อสู้ไม่พอ ยังคิดที่จะล้อเล่นกับชีวิตข้าก่อนตายอีกเรอะ!?

    "นี่แก! "

    ถ้าจะปลิดชีพ ก็รีบปลิดชีพข้าเลยสิวะ!

    แต่มันไม่ทำ

    มันยังคงรีดเมือกออกไปจากร่างกายของข้าโดยไม่คิดที่จะหยุดมือตัวเอง

    รีดจนผิวหนังแห้งสาก แล้วก็รอให้หลั่งเมือกออกมาใหม่ตามธรรมชาติเพื่อรีดต่อไป



    เมื่อมันรีดจนพอใจ คราวนี้มันก็นำแท่งสีแดงประหลาดออกมาถือในมือ

    มันนำสิ่งนั้นมาขีดเขียนบนร่างกายของข้า…

    "... ฮึก"

    ร่างกาย… ร่างกายข้าไม่ใช่พื้นที่เอาไว้ใช้วาดเล่นนะ…

    ต้องหยามข้าอีกนานแค่ไหน ถึงจะสาแก่ใจเจ้ากัน?

    มันขีดเป็นเส้นสีแดงลากเชื่อมต่อจากจุดหนึ่งถึงอีกจุดหนึ่งอย่างร่าเริง

    เมื่อมันลากเส้นจนพอใจแล้ว มันก็หยิบถุงที่บรรจุผงสีขาวออกมา

    มันใช้ผงสีขาวนั้นทาไปบนผิวของข้า



    แป้งเหล่านั้นกำลังดูดเมือกของข้าออกไปจนแห้งสนิท

    ทรมาน…

    มันทั้งแสบ ร้อน และปวดร้าวจนข้าดิ้นทุรนทุราย

    แต่เพราะถูกจับมัดจนแน่น เลยไม่สามารถดิ้นพล่านเพื่อระบายความเจ็บปวดออกไปได้

    ไม่อาจแม้แต่จะกรีดเสียงร้องออกมาได้เพราะถูกมัดปากเอาไว้จนแน่น



    พอเล่นจนหนำใจแล้ว คราวนี้เลยหันมาทรมานกันต่ออย่างงั้นหรือ?

    เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้มันคืออะไร?

    สนุกกับการทรมานผู้แพ้ถึงเพียงนี้เลยหรือ?

    ข้ามองไปที่ [อดีตเหยื่อ] ตรงหน้าอีกครั้ง

    ในตอนนั้นเองที่ข้ารู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย

    ดวงตาของมัน… มิใช่ดวงตาของผู้ล่า

    มันไม่ได้มองข้าเป็นแม้แต่อาหารเพื่อประทังชีวิต

    แต่มองข้าด้วยสายตาเหมือนยามที่ข้ามองก้อนหินก้อนหนึ่ง

    มัน… ไม่ได้เห็นข้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเอาไว้เพื่อต่อชีวิตของมัน

    แต่มองเป็น… แค่สิ่งไม่มีชีวิต…

    เป็นแค่ก้อนหิน… เท่านั้น…



    ***ภูติน้อยที่มีความรัก [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    เพื่อจะขัดขวางกองทัพจำนวนนับล้านไม่ให้เคลื่อนทัพ ไพไรต์เลยเสนอแผนการที่ยอดเยี่ยมออกมาอย่างหนึ่ง

    นั่นคือการใช้งานเจ้าถิ่นของป่าคลั่ง

    ไพไรต์บอกฉันว่าเจ้าพวกนี้มันน่ากลัวแค่เรื่องความว่องไวกับพละกำลัง

    แต่พวกมันโง่มาก

    เพียงแค่เอาเมือกมาทาตัว พวกมันก็นึกว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว

    แถมในอดีต เคยมีคนไปบังเอิญเก็บศพของอดีตจ่าฝูงมันมาได้ เลยทำให้รู้ว่าถ้าใช้กระดูกคอของมันมาเป่าลม จะสามารถสร้างเลียนเสียงของพวกมันได้

    แถมพวกมันยังดันเชื่อว่าเสียงนั้นมาจากตัวจ่าฝูงจริง ๆ ซะอย่างงั้นอีกต่างหากด้วย



    พวกเราเลยคิดแผนการ ล่าตัวจ่าฝูง เพื่อเอาเมือกของจ่าฝูงมาใช้หลอกเรื่องกลิ่นตัวว่าเราคือตัวจ่าฝูง

    และเพื่อเลียนเสียงของจ่าฝูง จึงต้องใช้กระดูกคอของมันมาทำเป็นเครื่องเป่าเสียง

    ส่วนหนังของมันนั้น ถึงจะไม่จำเป็น แต่ไหน ๆ ก็ต้องฆ่าแล้ว เลยใช้แป้งทำให้หนังแห้ง แล้วเอามาทำเป็นผ้าคลุมตัวไปซะ

    ซึ่งตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการลอกหนังนะดอง

    ลงเส้นแนวตัดเรียบร้อย ที่เหลือก็แค่ลงดาบชำแหละเท่านั้นดอง~

    หนา นุ่มมือ เรียกว่าเป็นหนังที่มีคุณภาพดีใช้ได้ไม่เลวเลยดอง



    "ว่าแต่พวกไพไรต์นี่ก็ใจร้ายจริงดอง โยนงานโหด ๆ มาให้ฉันทำคนเดียวกันได้ลงคอนะดอง"

    ฉันบ่นกับตัวเองในตอนที่เริ่มลงมีดชำแหละตัวจ่าฝูง

    เพราะว่ามีคนไม่พอ ฉันเลยต้องมารับหน้าที่นี้ตัวคนเดียว

    ตอนนี้พวกไพไรต์กับพวกโนอาร์กำลังมุ่งหน้าไปดินแดนทะเลสาบไข่มุขเพื่อเปิดโบราณสถานอีกแห่ง

    ส่วนดิวซ์กำลังกลับไปที่เมืองเพื่อตรวจสอบสภาพปัจจุบันของทางฝั่งพวกฉัน

    เลยเหลือแค่ฉัน ที่ต้องมารับหน้าที่ล่าจ่าฝูงไป

    อย่างว่า คนที่สามารถใช้แผนล่อให้เหนื่อยได้อย่างปลอดภัยที่สุด คงมีแค่ฉันที่สามารถสร้างปรากฏการณ์มิราจได้นี่ละดอง



    กับเจ้านี่ ถ้าสู้โดยไม่มีข้อมูลถึงนิสัยและความโง่ของมันมาก่อน ฉันคงถูกมันกินไปแล้ว

    มันเคลื่อนไหวได้เร็วมากจนฉันมองตามไม่ทันเลยละ

    ฉันลองนับดูแล้ว ถ้าสู้กันตามแบบปกติโดยไม่ใช้ภาพหลอกตาช่วย ฉันจะถูกฆ่าไปแล้วถึง 60 ครั้งละดอง

    เพราะมีข้อมูลพร้อมมาจากไพไรต์ เลยทำให้สามารถคิดแผนนี้รับมือขึ้นมาได้

    ไพไรต์บอกว่าพวกมันมีนิสัยที่ดื้อด้าน และไม่คิดจะปล่อยเหยื่อที่เล็งเอาไว้ จนกว่าจะฆ่ามันได้

    ฉันเลยใช้ประโยชน์จากนิสัยนี้ กวนตีนล่อมันให้โจมตีภาพลวงจนเหนื่อยไปเอง

    ซึ่งมันก็ได้ผลจริง ๆ ด้วยละดอง~



    “เสร็จแล้ว! ชุดหนังจิ้งเหลนดำ กับขวดบรรจุเมือกของจ่าฝูง แล้วก็แตรกระดูกเสียงของจ่าฝูง! ดอง! ”

    ฉันรู้สึกชื่อชมกับผลงานตัวเองมากดอง

    ว่าแต่จะทำยังไงกับส่วนที่เหลือของตัวจ่าฝูงกันดีเนี่ยดอง?

    เนื้อของมัน… แหวะ! ดูยังไงก็ไม่น่าเก็บเอาไปกินอ๊ะดอง

    งั้นทิ้งกองเอาไว้ตรงนี้ ปล่อยให้มันกลายเป็นปุ๋ยของป่าไปแทนดีกว่าดอง

    ตอนนี้ มาให้ความสำคัญกับการควบคุมฝูงสัตว์คลั่ง เพื่อไปใช้ขวางเส้นทางเคลื่อนทัพของกองทัพชนเผ่ามนุษย์สัตว์กันก่อนดีกว่าดอง~



    ---และนั่น คือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานนี้---