ทำไมจ่าฝูงของจิ้งเหลนดำจึงกลายเป็นลิลลี่ เพื่อนรักของพวกโฮปไปได้?
ถ้าจะกล่าวถึงที่มา คงต้องขอเล่าย้อนเหตุการณ์กลับไปสักเล็กน้อย
***วันที่ 33 เอนมูว์ทัวร์ ณ ช่วงเวลาหัวค่ำที่ดินแดนป่าคลั่งทางทิศใต้ของทวีป
จ่าฝูงผู้ปกครองป่าคลั่ง [เกรทอนาจีส]
“ (เกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินนี้กันแน่นะ...) ”
ข้า ราชาแห่งป่าคลั่งกำลังตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บนยอดเนินแห่งราชัญอย่างหวาดระแวง
ภายในป่าที่ต้องแย่งชิงต่อสู้ตลอดทั้งวันแห่งนี้ ไม่มีเวลาใดที่จะสามารถนอนหลับได้อย่างผ่อนคลาย
แถมความที่วันนี้เกิดเสียงบางอย่างดังกระหึ่มคับฟ้ามาตั้งแต่ช่วงกลางวัน ข้าเลยสั่งให้ทุกคนตื่นตัวเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา
การคลายความระวังเพียงชั่วครู่ อาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตของตัวเอง
*** ณ ช่วงหัวค่ำของวัน
“ (... รู้สึกเริ่มสงบลงแล้ว) ”
ข้าสัมผัสได้ถึงแรงสั่นของผิวดินที่กำลังเริ่มอ่อนตัวลงมา
เสียงที่ดังกระหึ่มก็เริ่มเบาบางลง
แบบนี้ค่อยรู้สึกเคลื่อนไหวได้อย่างสบายใจหน่อย
“... รายงานความเสียหายมาซิ”
“ครับท่าน! … ว่าแต่ จะให้รายงายเรื่องอะไรหรือครับ? ”
“...”
เออวะ
ลืมไปเลยว่าพวกลูกน้องของข้ามัน [โง่]
โง่ไม่พอ ยังคิดว่าตัวเองเก่งกาจจนไม่คิดจะปรับปรุงตัวเองกันอีกด้วย
แถมที่พวกมันเลือดข้าเป็นจ่าฝูง ไม่ใช่เพราะว่าฉลาดกว่าตัวอื่น แต่เป็นเพราะมีร่างกายใหญ่กว่าชาวบ้านเท่านั้นเอง
มาคิดดูตอนนี้ ถือว่าปาฏิหาริย์มากเลยนะ ที่ข้ายังสามารถปกครองพวกมันมาถึงทุกวันนี้ได้
“ไม่เป็นไร พวกแกไปทำกิจกรรมประจำวันกันต่อเถอะ”
“โอ๊ว เยส! ลาก่อนครับท่าน! ”
ว่าแล้วฝูงของข้าก็เริ่มทำกิจกรรมประจำวันกันต่อ
ซึ่งนั่นคือการปั้มลูก
ประชากรในตอนนี้ของพวกเรามีราว… เออ… เอาเป็นว่ามีเยอะมากสุด ๆ
ที่มีเยอะ เพราะข้ากำลังเตรียมการเพื่อบุกยึดในดินแดนเขตอื่นของป่าที่ขาดเจ้าป่าไป
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเจ้าป่าเดิมของเขตอื่นถึงหายตัวไป แต่แบบนี้มันเป็นประโยชน์กับพวกเรามาก
เพราะว่ามันช่วยทำให้พวกเรามีพื้นที่ออกล่าเพิ่มมากขึ้นอะนะ
“พูดถึงเหยื่อแล้ว เจ้าตัวที่บินได้เมื่อตอนกลางวันตัวนั้น ดูน่าทานยังไงก็ไม่รู้”
ข้านึกถึงเหตุการณ์เมื่อราวตอนกลางวัน
มันเป็นช่วงเวลาที่ข้าเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากผิวดิน
ในตอนนั้น ข้าบังเอิญเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่บินอยู่บนท้องฟ้า
ท่ามกลางเหยื่อเหล่านั้น มีตัวหนึ่งที่มีผมสีเขียว เนื้อขาว ๆ ดูนุ่มลิ้น และตัวเล็กพอดีคำน่าทาน
แต่เป็นเพราะยังสัมผัสได้ถึงแผ่นดินไหว ตอนนั้นข้าเลยไม่ได้ออกไปจับมันมากิน
ตัดสินใจละ มื้ออาหารวันนี้เอาเป็นเจ้านั่นดีกว่า
“หวังว่าคงยังไม่ได้บินออกไปจากเขตแดนของข้านะ”
ข้าพึมพำกับตัวเอง แล้วเริ่มออกล่าหาเหยื่อ
ข้าไม่คิดที่จะพึ่งลูกน้องตัวเองหรอก
อาหารนะ มันต้องล่าด้วยตัวเอง ถึงจะเป็นการให้เกียรติต่อชีวิตที่เราฆ่าแล้วกินเข้าไปจริงปะ?
“... กลิ่นมันมาทางนี้”
ว่าแล้วข้าก็เริ่มใช้จมูกดมกลิ่น แล้วสร้างเมือกขึ้นรอบผิวเพื่อลื่นไถลออกตามหาเหยื่อสีเขียวตัวนั้น
กลิ่นของมันนำทางข้ามาหยุดอยู่ตรงเนินหินทรงกลมโล่งกว้างแห่งหนึ่ง
“ (.... ร่องรอยมันหายไปไหนกันนะ?) ”
ไม่มีกลิ่นที่รุนแรงกว่ามากลบไปเสียด้วยสิ…
หรือว่ามันจะบินสูงขึ้นไปเหนือพื้นมากกว่าที่คิดอย่างงั้นหรือ?
ไม่ ไม่ ไม่
เป็นไปไม่ได้หรอก
ถ้าสิ่งมีชีวิตตัวไหนบินสูงเหนือพื้นเกินสิบห้าเมตร เป็นต้องถูกแสงสีแดงประหลาดเผาทั้งเป็นทันทีไม่ใช่หรือยังไง?
แต่ว่าทำไมร่องรอยของมันถึงได้หายไป…
“!! ”
ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ มีแสงสีแดงเจิดจ้าส่องสว่างขึ้นมาตรงหน้า
แสงสีแดงนั้นมีลักษณะเป็นพื้นที่ทรงกลมสมบูรณ์ออกมาจากแท่นหิน
ภะ--- ภัยธรรมชาติ!?
ข้ารีบถอยออกมาตั้งหลักเพื่อดูท่าทีของภัยธรรมชาติตรงหน้า
“นี่มัน…”
มีบางสิ่งปรากฏตัวขึ้น ณ ใจกลางวงแสงที่กำลังจะจางหายไป
“ดอง~”
ซึ่งสิ่งนั้นคือเหยื่อที่ข้ากำลังตามหาอยู่นั่นเอง
เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ดีแฮะ
***
ชีวิตคืออะไร?
ถือกำเนิด เติบโต สืบทอดลูกหลาน แล้วแก่ตายลง
นั่นคือชีวิตที่ข้ารู้จัก
แต่เพื่อให้อยู่รอด ข้าจำเป็นจะต้องทำให้ตัวเองได้อิ่มท้อง
หากว่าพ่ายแพ้คือถูกกิน แต่ถ้าชนะก็ได้มีชีวิตสืบต่อไป
ผู้ที่พ่ายแพ้จะกลายเป็นเลือดเนื้อให้กับผู้ที่ชนะ
สรุปคือเป็นการสละชีวิตตัวเองเพื่อต่อชีวิตให้กับอีกฝ่าย
เพราะรู้สึกขอบคุณต่อเหยื่อที่ถูกล่ามาได้ ข้าจึงไม่คิดที่จะดูถูกเหยียดหยามให้กับเหยื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทุ่มสุดกำลังทั้งสองฝ่ายในการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แล้ว [ขอบคุณ] ที่มากลายเป็นอาหารให้กับเรา
ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตตัวนั้นจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่ง ข้าก็มักจะถือว่าพวกเรานั้นเสมอภาค
จะไม่มีมาถือโทษโกรธกันทีหลัง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างได้ทุ่มสุดชีวิตต่อสู้ให้แก่กันและกันไปแล้ว
มันคือการให้เกียรติระหว่างผู้ล่าด้วยกันโดยธรรมชาติ
ข้าคิดว่าชีวิตมันคือสิ่งนี้
แต่ทว่าไม่ใช่กับเจ้านี่แน่ ๆ ...
“มาสู้ตรง ๆ กับข้าสิวะ! ”
ข้ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้ตัวเองปวดหัวอย่างหนัก
“ดอง~”
“ถ้าจับได้นะน่าดู! ”
ข้านะเคยเดินทางไปทั่วทุกมุมของแผ่นดินนี้มาแล้ว
ทั้งถูกรุม ถูกลอบโจมตี หรือแม้แต่การไล่ล่าเหยื่อที่เอาแต่หันหลังวิ่งหนี
ข้าเจอมาทุกรูปแบบแล้ว
แต่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต
*ปูด~*
ที่มาเจอเหยื่อ [ตด] ใส่หน้าข้าเล่นแบบนี้...
มันไม่คิดที่จะสู้แล้วเอาแต่หยอกล้อกวนบาทาใส่
บินในระยะที่เอื้อมไม่ถึง แล้วคอยตดใส่หน้าเป็นระยะ
ข้าพยายามพ่นเมือกใส่มัน แต่เมือกเหล่านั้นกลับทะลุผ่านตัวมันไปอย่างน่าประหลาดแทน
ข้าว่าข้าพ่นเมือกโดนมันแล้วนะ?
*แพละ!? *
“...”
ในตอนนั้นเอง ที่มีอะไรบางอย่างซึ่งมีกลิ่นเหม็นลอยมาโดนใส่ใบหน้าของข้าเต็ม ๆ
นี่มัน… [ขี้] นี่หว่า!?
พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าให้ดีอีกครั้ง ก็พบว่าเจ้าบ้านั่นกำลังเปิดตูดพร้อมกับ [ทิ้งระเบิดชีวภาพ] ลงมาใส่หัวของข้าเป็นห่าฝน
พูดตามตรงว่าไม่เคยเจอสิ่งมีชีวิตแบบไหนที่กวนบาทา และหยามเกียรติได้ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
“ข้าไม่ใช่เพื่อนเล่นแกนะโว้ย! ”
ข้าพ่นเมือกชุดใหญ่โจมตีใส่มัน
แต่แม่งเสือกทะลุผ่านตัวมันไปทั้งหมดซะอย่างงั้น!
“@#$$$@$ ดอง ด่อง ด้อง~”
ถึงจะฟังเสียงร้องของพวกมันไม่รู้เรื่อง แต่พอจะเดาได้เลยว่ากำลังเยอะเย้ยข้าอยู่แน่ ๆ
นั่นไง มันหันตูดมาโบกเล่นใส่หน้าข้าแล้วไง…
ตาย…
ถ้าจับได้ ข้าจะกินให้ไม่เหลือแม้แต่กระดูกเลยคอยดูสิ!
“ช่วยไม่ได้ ไม่อยากทำวิธีนี้เลยแฮะ”
เพื่อที่จะเล่นงานศัตรูที่บินกวนประสาทอยู่บนท้องฟ้า คงจะต้องยอมทุ่มแรงกายสักหน่อย
ข้าเริ่มหลั่งเมือกจำนวนมากออกมาทางผิวหนัง ย่อตัวลงต่ำพร้อมกับงอหางให้คล้ายสปริง
แล้วใช้หางนั้นดันร่างของตนพุ่งกระโจนออกไปดั่งสายลม
เร่งความเร็วให้ถึงขีดสุด พร้อมกับใช้เมือกเพื่อลดแรงเสียดทานรอบตัว
และในตอนที่ความเร็วพุ่งขึ้นถึง ณ จุดสุดยอด
"ฮึบ! "
ข้าก็ใช้หางของตนกระแทกใส่พื้นเพื่อดีดตัวเองให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ความเร็วที่มากล้น คือความลับที่ทำให้ร่างกายของข้าโบยบินได้
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของการใช้ท่านี้ คือการที่ไม่สามารถควบคุมทิศทางการบิน กับต้องยอมเจ็บตัวในตอนที่ร่อนลงสู่พื้น
"ดอง!? "
เหยื่อของข้าดูตื่นตกใจมาก
แต่ว่าแกหนีไม่ทันแล้วละ!
ว่าแล้วข้าก็อ้าปากกว้างพร้อมที่จะกลืนมันลงไปทั้งตัว---
*ฟิ้ว~*
"..."
ทำไมมีแต่อากาศ?
ข้าเงยหน้ามองขึ้นไปมองร่างของเหยื่อที่ไม่บุบสลายข้างบน
มันกำลังบินอยู่ข้างบนนั้นแน่นอน
ร่างของมันเข้าปากของข้าไปแล้ว ไม่ผิดแน่
แล้วทำไม…?
"งั้นลองอีกรอบ! "
ข้ากระโดดขึ้นท้องฟ้าเป็นรอบที่สอง
สาม
สี่
…
กระโดดกัดเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่รู้ว่าทำซ้ำไปกี่ครั้งแล้ว
ทำจนเริ่มเหนื่อยหอบหายใจเจียนตาย
แต่ก็ยังคงทำต่อไป
เพราะมันคงไม่สามารถหลบการโจมตีที่รวดเร็วของข้านี้ไปได้ตลอดทั้งวันหรอก!
แต่กระนั้น… จนแล้วจนรอด ข้าก็ยังไม่สามารถขบฟันลงบนเนื้อนุ่ม ๆ ของมันได้
นี่มันบ้าอะไรกันฟะ!?
ข้าเหนื่อยหอบจนนอนแผ่หราอยู่บนพื้น
เหนื่อยชิบ… ไม่ไหวแล้ว…
ในตอนนั้นเองที่ข้าสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง
"... ร่างของมันหายไป? "
ภาพของเหยื่อที่อยู่บนท้องฟ้ากำลังเลือนหายไป แล้วไปปรากฏขึ้นที่ตำแหน่งด้านข้าง ห่างออกมาราวสามเมตรแทน
นี่มัน… เหมือนกับปรากฏการตอนที่ข้าออกล่าปลาในแม่น้ำเลยแฮะ
แบบว่าทั้งที่เห็นอยู่ใกล้ ๆ แต่ตัวจริงกลับอยู่ลึกลงไป เลยทำให้กะระยะพลาดแบบนั้น
นี่ข้าคนนี้ถูกมันหลอกอยู่เช่นนั้นหรือ?
เสร็จกัน!
ตอนนี้ข้าหมดแรงที่จะลุกขึ้นแล้ว
เพราะการพุ่งตัวด้วยความเร็วสูงนั้น มันกินพลังกายข้ามาก
แถมตอนที่ร่อนลงพื้นมันก็เจ็บมากด้วยเช่นกัน
สรุปคือตอนนี้ข้าระบมไปทั่วทั้งร่างกายแล้ว
เหยื่อตัวเล็กเริ่มบินลงต่ำมาหาข้า
อ๊า… ไม่คิดเลยว่าจะมาพลาดท่าโง่ ๆ แบบนี้
ข้าแพ้แล้ว…
ข้าหลับตาทำใจยอมรับความตาย
ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะเลือดและเนื้อของข้าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
ข้า จะมีชีวิตต่ออยู่ในร่างกายของมัน---
***ผ่านไปสิบนาที
… ทำไมข้าถึงยังไม่ตาย?
*ขูด ขีด*
แล้วนี่มันคือเสียงอะไร…
ข้าลองลืมตาตื่นขึ้นมาดู
สิ่งที่ข้าเห็น ไม่ใช่ภาพของร่างกายที่ถูกกัดกิน
แต่เป็นภาพของร่างกาย ที่กำลังถูกจับมัดจนแน่น
จับมัดโดยไม่คิดใช้เพื่อกัดกิน แถมยังมาเริ่มใช้วัตถุประหลาดที่มีคม มาขูดเมือกตามร่างกายของข้าออกไปใส่วัสดุโปรงแสงประหลาดแทนซะอย่างงั้น
นี่มัน…
กวนบาทาตอนต่อสู้ไม่พอ ยังคิดที่จะล้อเล่นกับชีวิตข้าก่อนตายอีกเรอะ!?
"นี่แก! "
ถ้าจะปลิดชีพ ก็รีบปลิดชีพข้าเลยสิวะ!
แต่มันไม่ทำ
มันยังคงรีดเมือกออกไปจากร่างกายของข้าโดยไม่คิดที่จะหยุดมือตัวเอง
รีดจนผิวหนังแห้งสาก แล้วก็รอให้หลั่งเมือกออกมาใหม่ตามธรรมชาติเพื่อรีดต่อไป
เมื่อมันรีดจนพอใจ คราวนี้มันก็นำแท่งสีแดงประหลาดออกมาถือในมือ
มันนำสิ่งนั้นมาขีดเขียนบนร่างกายของข้า…
"... ฮึก"
ร่างกาย… ร่างกายข้าไม่ใช่พื้นที่เอาไว้ใช้วาดเล่นนะ…
ต้องหยามข้าอีกนานแค่ไหน ถึงจะสาแก่ใจเจ้ากัน?
มันขีดเป็นเส้นสีแดงลากเชื่อมต่อจากจุดหนึ่งถึงอีกจุดหนึ่งอย่างร่าเริง
เมื่อมันลากเส้นจนพอใจแล้ว มันก็หยิบถุงที่บรรจุผงสีขาวออกมา
มันใช้ผงสีขาวนั้นทาไปบนผิวของข้า
แป้งเหล่านั้นกำลังดูดเมือกของข้าออกไปจนแห้งสนิท
ทรมาน…
มันทั้งแสบ ร้อน และปวดร้าวจนข้าดิ้นทุรนทุราย
แต่เพราะถูกจับมัดจนแน่น เลยไม่สามารถดิ้นพล่านเพื่อระบายความเจ็บปวดออกไปได้
ไม่อาจแม้แต่จะกรีดเสียงร้องออกมาได้เพราะถูกมัดปากเอาไว้จนแน่น
พอเล่นจนหนำใจแล้ว คราวนี้เลยหันมาทรมานกันต่ออย่างงั้นหรือ?
เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้มันคืออะไร?
สนุกกับการทรมานผู้แพ้ถึงเพียงนี้เลยหรือ?
ข้ามองไปที่ [อดีตเหยื่อ] ตรงหน้าอีกครั้ง
ในตอนนั้นเองที่ข้ารู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย
ดวงตาของมัน… มิใช่ดวงตาของผู้ล่า
มันไม่ได้มองข้าเป็นแม้แต่อาหารเพื่อประทังชีวิต
แต่มองข้าด้วยสายตาเหมือนยามที่ข้ามองก้อนหินก้อนหนึ่ง
มัน… ไม่ได้เห็นข้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเอาไว้เพื่อต่อชีวิตของมัน
แต่มองเป็น… แค่สิ่งไม่มีชีวิต…
เป็นแค่ก้อนหิน… เท่านั้น…
***ภูติน้อยที่มีความรัก [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
เพื่อจะขัดขวางกองทัพจำนวนนับล้านไม่ให้เคลื่อนทัพ ไพไรต์เลยเสนอแผนการที่ยอดเยี่ยมออกมาอย่างหนึ่ง
นั่นคือการใช้งานเจ้าถิ่นของป่าคลั่ง
ไพไรต์บอกฉันว่าเจ้าพวกนี้มันน่ากลัวแค่เรื่องความว่องไวกับพละกำลัง
แต่พวกมันโง่มาก
เพียงแค่เอาเมือกมาทาตัว พวกมันก็นึกว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว
แถมในอดีต เคยมีคนไปบังเอิญเก็บศพของอดีตจ่าฝูงมันมาได้ เลยทำให้รู้ว่าถ้าใช้กระดูกคอของมันมาเป่าลม จะสามารถสร้างเลียนเสียงของพวกมันได้
แถมพวกมันยังดันเชื่อว่าเสียงนั้นมาจากตัวจ่าฝูงจริง ๆ ซะอย่างงั้นอีกต่างหากด้วย
พวกเราเลยคิดแผนการ ล่าตัวจ่าฝูง เพื่อเอาเมือกของจ่าฝูงมาใช้หลอกเรื่องกลิ่นตัวว่าเราคือตัวจ่าฝูง
และเพื่อเลียนเสียงของจ่าฝูง จึงต้องใช้กระดูกคอของมันมาทำเป็นเครื่องเป่าเสียง
ส่วนหนังของมันนั้น ถึงจะไม่จำเป็น แต่ไหน ๆ ก็ต้องฆ่าแล้ว เลยใช้แป้งทำให้หนังแห้ง แล้วเอามาทำเป็นผ้าคลุมตัวไปซะ
ซึ่งตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการลอกหนังนะดอง
ลงเส้นแนวตัดเรียบร้อย ที่เหลือก็แค่ลงดาบชำแหละเท่านั้นดอง~
หนา นุ่มมือ เรียกว่าเป็นหนังที่มีคุณภาพดีใช้ได้ไม่เลวเลยดอง
"ว่าแต่พวกไพไรต์นี่ก็ใจร้ายจริงดอง โยนงานโหด ๆ มาให้ฉันทำคนเดียวกันได้ลงคอนะดอง"
ฉันบ่นกับตัวเองในตอนที่เริ่มลงมีดชำแหละตัวจ่าฝูง
เพราะว่ามีคนไม่พอ ฉันเลยต้องมารับหน้าที่นี้ตัวคนเดียว
ตอนนี้พวกไพไรต์กับพวกโนอาร์กำลังมุ่งหน้าไปดินแดนทะเลสาบไข่มุขเพื่อเปิดโบราณสถานอีกแห่ง
ส่วนดิวซ์กำลังกลับไปที่เมืองเพื่อตรวจสอบสภาพปัจจุบันของทางฝั่งพวกฉัน
เลยเหลือแค่ฉัน ที่ต้องมารับหน้าที่ล่าจ่าฝูงไป
อย่างว่า คนที่สามารถใช้แผนล่อให้เหนื่อยได้อย่างปลอดภัยที่สุด คงมีแค่ฉันที่สามารถสร้างปรากฏการณ์มิราจได้นี่ละดอง
กับเจ้านี่ ถ้าสู้โดยไม่มีข้อมูลถึงนิสัยและความโง่ของมันมาก่อน ฉันคงถูกมันกินไปแล้ว
มันเคลื่อนไหวได้เร็วมากจนฉันมองตามไม่ทันเลยละ
ฉันลองนับดูแล้ว ถ้าสู้กันตามแบบปกติโดยไม่ใช้ภาพหลอกตาช่วย ฉันจะถูกฆ่าไปแล้วถึง 60 ครั้งละดอง
เพราะมีข้อมูลพร้อมมาจากไพไรต์ เลยทำให้สามารถคิดแผนนี้รับมือขึ้นมาได้
ไพไรต์บอกว่าพวกมันมีนิสัยที่ดื้อด้าน และไม่คิดจะปล่อยเหยื่อที่เล็งเอาไว้ จนกว่าจะฆ่ามันได้
ฉันเลยใช้ประโยชน์จากนิสัยนี้ กวนตีนล่อมันให้โจมตีภาพลวงจนเหนื่อยไปเอง
ซึ่งมันก็ได้ผลจริง ๆ ด้วยละดอง~
“เสร็จแล้ว! ชุดหนังจิ้งเหลนดำ กับขวดบรรจุเมือกของจ่าฝูง แล้วก็แตรกระดูกเสียงของจ่าฝูง! ดอง! ”
ฉันรู้สึกชื่อชมกับผลงานตัวเองมากดอง
ว่าแต่จะทำยังไงกับส่วนที่เหลือของตัวจ่าฝูงกันดีเนี่ยดอง?
เนื้อของมัน… แหวะ! ดูยังไงก็ไม่น่าเก็บเอาไปกินอ๊ะดอง
งั้นทิ้งกองเอาไว้ตรงนี้ ปล่อยให้มันกลายเป็นปุ๋ยของป่าไปแทนดีกว่าดอง
ตอนนี้ มาให้ความสำคัญกับการควบคุมฝูงสัตว์คลั่ง เพื่อไปใช้ขวางเส้นทางเคลื่อนทัพของกองทัพชนเผ่ามนุษย์สัตว์กันก่อนดีกว่าดอง~
---และนั่น คือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานนี้---