“เปิดมิติ !”
ฟรึ่มมม… กระแสสีดำหมุนวนรุนแรงเล็กขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ฉีกกระชากอากาศออกเป็นช่องวงกลมขนาดใหญ่กว่าตัวคนเล็กน้อย.. ด้านหลังของช่องว่างนั้นเป็นสีดำสนิท ทำให้ไม่อาจคาดเดาได้ว่าหลังจากผ่านประตูนั้นไปแล้วพบกับสถานที่เช่นไร
พวกฟู่หลิงเหม่อมองการกระทำของผู้เป็นนายด้วยความเลื่อมใสอย่างสุดหัวใจ ดวงตาห้าคู่เชื่อมแสง หลังไหล่สั่นไหวด้วยความปลื้มปิติ เสี่ยวจิ้งเหลือบมาเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้เข้าก็นึกหมั่นไส้นัก
“หึ..ต่อให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปมายืนอยู่ตรงหน้า เกรงว่าเจ้าพวกนั้นยังไม่แสดงท่าทางดีใจถึงเพียงนี้ !”
แน่นอนว่าพวกฟู่หลิงย่อมได้ยิน พวกเขารีบเก็บสีหน้าปลาบปลื้มใจอย่างยากลำบาก นึกค่อนแคะพวกเสี่ยวจิ้ง ในใจว่าเป็นเพราะฝ่าบาทของพวกเขาเด่นเกินหน้าธิดาเทพยุทธ์ จึงทำให้เหล่าเทพอสูรไม่พอใจ … ทว่าทำอย่างไรได้เล่า มิใช่มีแต่พวกเทพอสูรที่นึกภาคภูมิใจในนายของตนได้…
เมื่อมีเรื่องให้คิดมากมาย พวกฟู่หลิงจึงหลงลืมไปหลายอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่เดิมแล้วอาวุธเวทย์ตราประทับของเยว่เทียนหงเป็นดาบสีดำสนิท อาวุธระดับเทพชิ้นหนึ่ง !
ทว่ามู่เชียนเองก็ไม่ดีกว่าพวกเขาเท่าไหร่นัก นางมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง.. ควบคุมตราประทับห้าพันชิ้นเพื่อสร้างเป็นอักษรจะต้องใช้สมาธิมากมายเพียงใดกัน.. เยว่เทียนหงกลับสามารถทำได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที !
ร่างสูงมองประตูมิติที่ค่อนข้างเสถียรบนท้องฟ้าอย่างพึงพอใจ.. ก่อนจะหันมาพยักหน้ากับร่างเล็กข้างกายด้วยสีหน้าเป็นเชิงขอให้นางลองดูบ้าง มู่เชียนยิ้มแหยออกมา ก่อนจะมองประตูสีดำสนิทบนฟ้าด้วยความลังเลใจ
“จะเป็นการข้ามขั้นเกินไปหรือไม่ ? ข้ายังไม่เคยควบคุมตราประทับจำนวนมากเช่นนั้นมาก่อนเลย”
“ข้าก็เหมือนกัน” เสียงทุ้มเอ่ยทำให้มู่เชียนชะงักไปด้วยความคาดไม่ถึง “เมื่อครู่ท่าน… ครั้งแรกหรือ ?”
“อืมมมม”
“………” เช่นนั้นนางยังจะพูดอะไรได้… มู่เชียนตัดสินเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าก่อนจะปล่อยตราประทับหมื่นกว่าชิ้นออกมาทันที
การปรากฏของตราประทับมู่เชียนต่างออกไป ไม่มีปรากฏการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นใดๆทั้งสิ้น ด้วยมีเพียงปราณระดับเหนือยุทธ์เท่านั้น ที่จะส่งผลต่อปราณในสภาพแวดล้อมได้..
แม้กระนั้น ผู้สูงส่งเช่นเยว่เทียนหงก็ยังสัมผัสได้ถึงสายลมแผ่วพลิ้ว และเส้นสายของแสงตะวันที่อ่อนโยนลง ปราณธาตุต่างๆในบรรยากาศอันเงียบสงัด กำลังยอบตัวลงแสดงความนอบน้อมต่อปราณอันยิ่งใหญ่ของหญิงสาวตรงหน้า… ปราณแห่งสายเลือดเทพผู้ครองมิติ !
ท่ามกลางตราประทับหลากสีแพรวพราวนับหมื่นชิ้น ตราประทับหลักอยู่ตรงกลางส่องแสงสว่างสีทองจ้า ดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก ภาพกำไลมิติปรากฏให้เห็นอยู่เลือนราง
“นั่นคือกำไลมิติของเจ้าสินะ….” เยว่เทียนหงเอ่ยขณะที่ดวงตาคมจ้องกำไลวงนั้นอย่างพิจารณา “ประตูมิติของข้าเชื่อมสู่ผลึกราตรีหิมะของข้า เจ้าก็ลองสร้างประตูมิติเข้าสู่กำไลชิ้นนั้นขึ้นบ้างสิ”
“แต่มันไม่จำเป็นนี่” การเข้าสู่มิติกำไลเพียงความคิดเดียวก็สามารถทำได้แล้ว นางยังจะสร้างประตูขึ้นอีกทำไม
“การบรรลุราชันย์ยุทธ์เจ้าต้องสามารถควบรวมตราประทับทั้งหมื่นกว่าชิ้นของเจ้าให้ได้ ดังนั้นจะมีอะไรง่ายไปกว่าการใช้มันสร้างอักษรเวทย์เล่า ทว่าหากเพียงอักษรเวทย์ทั่วไปไหนเลยจะต้องใช้ตราประทับมากมายเพียงนั้น การสร้างประตูมิติที่เป็นรูปธรรมขึ้นเป็นหนึ่งในเวทย์อักษรที่ซับซ้อนที่สุด ….ยิ่งต้องการเปิดทางเข้าสู่อาวุธระดับเทพยิ่งต้องใช้ประตูที่แข็งแกร่งมากพอจะรองรับอานุภาพของมัน ดังนั้นหากเจ้าสร้างทางเข้ามิติขึ้นมาได้ ก็เท่ากับเจ้าเข้าใกล้การบรรลุราชันย์ยุทธ์ไปอีกขั้นแล้ว”
…… มู่เชียนยังขมวดคิ้วมุ่นกับคำอธิบายอันซับซ้อนของเขา จนชายหนุ่มอดไม่ไหว ต้องเอื้อมมือมากดคิ้วนางให้คลายออกพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนปลอบใจ
“อย่ากังวลเลย กำไลมิติชิ้นนั้นเป็นของเจ้าย่อมไม่มีแรงต้านแม้แต่น้อย ก็แค่การเปิดมิติอย่างหนึ่งเท่านั้น ….ไม่ยากหรอก”
เห็นรอยยิ้มของเขา หญิงสาวก็พลันยิ้มออกมาเช่นกัน ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายมุ่งมั่น “อืมม.. ข้าจะทำให้เต็มที่”
มู่เชียนคิดอยากจะช่วยเขาให้หลุดพ้นจากกระจกรัตติกาลให้ได้โดยเร็ว หากวิธีนี้สามารถประหยัดเวลาได้ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ
หญิงสาวหลับตาลงเพ่งสมาธิไปที่ตราประทับหลากสีบนท้องฟ้า พลางนึกถึงการกระทำของเขาเมื่อครู่หมายจะลอกเลียนแบบ “ใช้แค่ห้าพันชิ้นก่อนก็พอ” แว่วเสียงทุ้มแนะนำมา ซึ่งมู่เชียนก็พยักหน้ารับรู้อย่างว่าง่าย
ตราประทับหนึ่งร้อยชิ้นแรกเรืองแสงขึ้นตอบสนองการควบคุมของนางจากนั้น สองร้อย… สามร้อย… ห้าร้อย… หนึ่งพัน… ตราประทับหลากสีที่ถูกควบคุมเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเข้าสู่สามพันชิ้น สีหน้าของหญิงสาวจึงเริ่มปรากฏความยากลำบากขึ้นอีกครั้ง แสงวูบวาบปรากฏขึ้นบนตราประทับสามพันชิ้นทั้งหมด ก่อนจะค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างช้าๆ
สามพันห้าร้อย… พรึ่บ.. แสงสว่างของตราประทับทั้งหมดหม่นลง ก่อนจะวูบดับไปทั้งหมด !
“ฟู่วว…” หญิงสาวถอนใจออกมา ‘ไม่ง่ายเลยจริงๆ’ มู่เชียนคิดก่อนทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นโดยไม่พูดจา การควบคุมตราประทับมากมายเช่นนี้เล่นเอานางหมดแรงเลยทีเดียว ทว่าเมื่อสูดลมหายใจ โคจรปราณไม่กี่ครั้ง ปราณในร่างของมู่เชียนก็ได้รับการเติมเต็มกลับมาจนสมบูรณ์ดังเดิม
หญิงสาวลุกขึ้นและทำเช่นเดิมอีกครั้ง คราวนี้นางสามารถควบคุมตราประทับหลายพันชิ้นนั้นได้เร็วขึ้นมาก ทว่าแสงสว่างเหล่านั้นก็กระพริบวูบวาบอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ชิ้นที่สี่พันห้าร้อย ก่อนจะดับวูบไป…
ท่ามกลางสายตาเอาใจช่วยของพวกเสี่ยวจิ้ง ฝั่งผู้ติดตามของเยว่เทียนหงกลับมีสีหน้าภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด
“ต่อให้มีตราประทับมากมาย ก็ยังต้องสามารถควบคุมให้ได้ด้วยสินะ” หู่ซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดอาลัยทว่ากลับปิดประกายยินดีในดวงตาไม่มิด ‘ภรรยาเก่งน้อยกว่าสามีสักหน่อยจะดีต่อชีวิตคู่มากกว่า’
“โธ่.. ช่วยไม่ได้ ต้องโทษที่ฝ่าบาทของเราทรงมีความสามารถมากเกินไป ” หู่ซานแสร้งโอดครวญเสียงดังดวงตาเหลือบไปทางเหล่าเทพอสูรวูบหนึ่งอย่างจงใจ ‘เห็นทรงเปิดมิติอย่างง่ายดาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ … รู้แล้วใช่หรือไม่ ?’
“... อย่างพวกเจ้าจะรู้อะไร…?” ราชเลขาฟู่เอ่ยเสียงแผ่ว “ฝ่าบาททรงเป็นถึงกึ่งเทพยุทธ์ โคจรได้ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ทว่าแม่นางมู่เป็นเพียงมหายุทธ์นะ…..พวกเจ้าคิดว่าข้าที่มีตราประทับสองพันชิ้นในร่าง ใช้เวลาเท่าไหร่ในการบรรลุราชันย์ ?”
หู่ซานและหู่ซื่อส่ายหน้า ส่วนหู่อีและหู่เอ้อที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ล้อมวงเข้ามาฟังด้วยความสนใจเช่นกัน ยิ่งเห็นใต้เท้าฟู่ผู้ยิ่งใหญ่มีสีหน้าท้อแท้อย่างแปลกประหลาด พวกเขาก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้น
“สองปีเชียวนะ.. กว่าข้าจะสามารถควบคุมตราประทับสองพันชิ้นในร่างได้พร้อมกัน ข้าใช้เวลาไปสองปี เต็มๆ !”
ข้อมูลนี้ทำให้กลุ่มของพวกตระกูลหู่ตกตะลึงอย่างมาก การควบคุมตราประทับยากเย็นเพียงนั้น ?! แล้วเมื่อครู่มู่เชียนใช้เวลาไปเท่าไหร่… สองนาทีถึงหรือไม่ ?!
“พวกเจ้าว่างมาก … ?”
“…………..” เสียงทุ้มที่เพียงเอ่ยปากก็บันดาลความเงียบสงัดในพริบตา.. คงไม่ต้องบอกว่าเป็นเสียงของผู้ใด
ยอดบุรุษทั้งห้าแห่งต้าเยว่ที่จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น ต่างก็รีบเก็บความรู้สึกหวาดหวั่นของตนเอง กระจายตัวแยกย้ายกันออกไป ทำหน้าที่สำรวจความเรียบร้อยในจุดที่ไกลกว่าเดิม
ดำรัสว่า ‘ว่างมาก’ คำนั้น …น่ากลัวเกินไปแล้ว
ในที่สุดหลังจากความพยายามครั้งที่สาม มู่เชียนก็สามารถควบคุมตราประทับห้าพันชิ้นได้ นางทดลองเปลี่ยนพวกมันเป็นอักษรเวทย์ง่ายๆซ้ำไปซ้ำมากว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็สามารถควบคุมมันได้อย่างคล่องแคล่ว ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายมุ่งมั่น ยามที่เริ่มบังคับมันให้โคจรเปลี่ยนเป็นอักษรขนาดยักษ์ เป็นครั้งแรก
ตราประทับหลากสีห้าพันชิ้นหมุนวนอยู่รอบตราประทับหลัก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอักษรเวทย์ที่ส่องสว่างเจิดจ้า และพุ่งเข้าหากำไลมิติที่อยู่ตรงกลางทันที
“เปิดมิติ !”
วูบบบบบ….. ช่องแสงหลากสีฉีกกระชากอากาศตรงหน้ากำไลมิติ เปิดเป็นช่องขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ใกล้เคียงกับประตูมิติของเยว่เทียนหง ด้านในนั้นมู่เชียนเห็นทุ่งสมุนไพรเขียวขจีและเรือนไม้ในมิติของนางปรากฏอยู่อย่างชัดเจน
“สำเร็จแล้ว !!” หญิงสาวหันมาเอ่ยกับเยว่เทียนหงด้วยความดีใจ ทั้งยังยื่นมือไปยึดชายแขนเสื้อของเขาไว้ ชี้ให้เขามองประตูมิติของนางด้วยความตื่นเต้น
เยว่เทียนหงมองมองเล็กที่ยึดแขนเสื้อของตนไว้ด้วยประกายวูบไหว ชายหนุ่มดึงมือเล็กข้างนั้นมากุมไว้โดยที่นางยังไม่รู้ตัว เพราะกำลังคิดถึงตราประทับอีกห้าพันกว่าชิ้นที่ยังลอยฟ่องอยู่บนฟ้าอย่างอิสระ
“แล้วอีกห้าพันชิ้นล่ะ ต้องสร้างประตูมิติอีกชิ้นหรือ?” มู่เชียนสอบถามอย่างไม่แน่ใจ ทว่าหากเป็นประตูสองบาน จะเรียกว่าควบคุมในเวลาเดียวกันได้อย่างไร ทว่ากลับมองไปเห็นชายหนุ่มที่ยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง ความอ่อนโยนในรอยยิ้มอันแสนงดงามนั้นทำให้นางเผลอมองตาค้างไปแวบหนึ่ง
“เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่ ?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ทำให้มู่เชียนพยักหน้าอย่างเหม่อลอย ความหลงใหลที่ปรากฏในดวงตาสีน้ำตาลนั้นทำให้เยว่เทียนหงรู้สึกพอใจอย่างมาก
“หึหึ.. ข้าก็เชื่อใจเจ้าเช่นกัน”
เยว่เทียนหงสะบัดมือวูบ ตราประทับสีดำสนิทอีกหนึ่งพันชิ้นปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
“เจ้านี่.. มีตราประทับหกพันชิ้นเชียวหรือ.. ?!” เสี่ยวจิ้งอุทานออกมาอย่างตกตะลึง
เขาใช้ตราประทับพันชิ้นนั้นวาดอักษรเวทย์เช่นเดียวกับที่ใช้ผสานก้อนหินและใบไม้ อักษรที่เดิมใช้หนึ่งร้อยตราประทับ … คราวนี้เขากลับสร้างจากตราประทับหนึ่งพันชิ้นใหญ่ ดังนั้นขนาดของมันจึงใหญ่กว่าเดิมถึงสิบเท่า
“ผสาน !”
อักษรเวทย์สีดำสนิทพุ่งเข้าใส่ประตูมิติของเยว่เทียนหง และมู่เชียนหมายจะหลอมรวมประตูทั้งสองให้เป็นหนึ่ง … ทว่าประตูที่เกิดจากตราประทับถึงห้าพันชิ้นจะถูกผสานด้วยตราประทับเพียงหนึ่งพันชิ้นได้อย่างไร ?!
เพียงประตูของเยว่เทียนหงยังพอถูไถใช้ความเหมือนของปราณเพื่อหลอมรวมกันได้ ทว่ากำไลเทพของมู่เชียนกลับต่างออกไป ประตูมิติของนางแสดงปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงต่ออักษรสีดำนั้น แรงกดดันจากอาวุธระดับเทพทำให้ประตูมิติของเยว่เทียนหงบิดเบี้ยวทันที
ผลึกราตรีหิมะของเยว่เทียนหงเป็นเพียงอาวุธระดับฟ้าเท่านั้น ทันทีที่ปะทะกับอาวุธระดับเทพของหญิงสาว ตราประทับของเยว่เทียนหงก็เป็นฝ่ายกระเด็นออกไป ทว่าเยว่เทียนหงกลับใช้เวทย์อักษรสีดำสนิทนั้นยันเอาไว้ ฝืนโคจรปราณทั้งหมดในร่างเพื่อเพิ่มความสามารถของอักษรเวทย์ขนาดยักษ์ด้านบนกระทำการผสานประตูมิติทั้งสองต่อไปอย่างมุ่งมั่น
“ท่านทำอะไรน่ะ ?” การกระทำของเยว่เทียนหงทำให้มู่เชียนทั้งงุนงงและตกใจอย่างมาก ยิ่งเห็นมุมปากของเขามีโลหิตสายหนึ่งไหลออกมาหญิงสาวยิ่งกระวนกระวายใจ ทว่าร่างสูงกลับมองนางพร้อมคลี่ยิ้มให้
“เชียนเชียน ช่วยข้าหน่อยสิ” เยว่เทียนหงเอ่ยปากขอความช่วยเหลืออย่างยากลำบาก ต่อเมื่อเห็นนางยังไม่เข้าใจเขาก็หัวเราะออกมาก่อนจะอธิบาย “ใช้ตราประทับที่เหลือของเจ้า… ช่วยข้าผสานประตูมิติหน่อยสิ …. ไม่เช่นนั้นตราประทับของข้าจะแตกสลายแล้วนะ…”
“อะไรนะ ?!” มู่เชียนตกใจอย่างมาก ตราประทับแตกสลายเป็นเรื่องใหญ่เพียงใด หากเบาก็เสียปราณที่ฝึกปรือมาชั่วชีวิตไป หากหนักก็คือพิการหรือตายได้ทีเดียว !
หญิงสาวหลับตาลงด้วยใจที่เต้นรัว รีบตั้งสมาธิรวบรวมตราประทับกว่าห้าพันชิ้นที่เหลือด้วยความหวาดหวั่นวุ่นวายใจ ก่อนจะด่าเขาออกมาอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ “เยว่เทียนหง เสร็จเรื่องนี้เมื่อไหร่ข้าจะอัดท่านให้ตายเลย !!”
มู่เชียนจงใจใช้ปราณอี้เจ๋อเข้าช่วยเพื่อหมายจะเพิ่มประสิทธิภาพของอักษรเวทย์ที่กำลังจะสร้าง ตราประทับหลากสีบนท้องฟ้าส่องสว่างขึ้นทีละชิ้นๆด้วยความเร็วที่เหนือกว่าทุกครั้ง
‘จะพลาดไม่ได้ ! ….ไม่ยอมให้ผิดพลาดเด็ดขาด !’
และเมื่อดวงตาสีน้ำตาลสว่างเปิดขึ้นอีกครั้งพร้อม ด้วยประกายแสงสีทองที่กระพริบพราวอยู่ด้านใน ตราประทับหลากสีกว่าห้าพันชิ้นก็ถูกนางควบคุมไว้แล้วอย่างสมบูรณ์ !
มู่เชียนเริ่มโคจรตราประทับกว่าห้าพันชิ้นนั้นให้เปลี่ยนเป็นอักษรเวทย์ขนาดยักษ์ อักษรผสานนางก็เคยใช้ ตราประทับห้าสิบชิ้นนางก็ควบคุมได้… ‘ก็แค่ผสานประตูมิติใช่หรือไม่ !’
“ผสาน !”
ชั่วพริบตาบนท้องฟ้าก็พร่างพราวด้วยประกายแสงเจิดจ้าของอักษรเวทย์หลากสีขนาดยักษ์ มันพุ่งเข้าหมุนวนรอบประตูมิติสองบานที่กำลังต่อต้านกัน ปฏิกิริยาบิดเบี้ยวของประตูมิติสีดำหยุดลงทันที
วู้มมมม… ประตูมิติทั้งสองวูบไหว ก่อนจะระเบิดออกเห็นเป็นแสงสีดำและแสงสว่างเจิดจ้าจนคนที่เฝ้ามองต้องหันหนีไป และเมื่อแสงนั้นจางไป ประตูมิติสีดำสลับทองก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ด้านหลังช่องประตูนั้นสามารถมองเห็นด้านในมิติกำไลของมู่เชียนได้อย่างชัดเจน
มู่เชียนพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะทรุดกายลงนั่งอย่างโล่งใจ หันไปอีกด้านก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังส่งยิ้มมาให้
“ยินดีด้วย เจ้าสำเร็จราชันย์ยุทธ์แล้ว อึ้ก.. !” เยว่เทียนหงกระอักเลือดออกมาครั้งหนึ่ง ทำให้หญิงสาวพุ่งร่างมาหาด้วยความตกใจ
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง !” หญิงสาวปล่อยปราณเข้ารักษาเขาอย่างร้อนใจ ทว่าชายหนุ่มกลับหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ ท่าทางของเขาทำให้นางอยากทุบให้หนักสักครั้ง แต่ก็กลัวว่าจะซ้ำเติมอาการช้ำในของเขามากขึ้น
“เชียนเชียน ตีข้าไม่ลงแล้วใช่หรือไม่ ?” เยว่เทียนหงถามอย่างรู้ใจ ทำให้หญิงสาวทุบเขาครั้งหนึ่งอย่างอดไม่ได้
“ท่านบ้าไปแล้ว ! ท่านทำให้ข้าตกใจแค่ไหนรู้หรือไม่ ?!”
“ตกใจอันใด ตราประทับข้าทำอะไรตราประทับของเจ้าไม่ได้แน่” นับแต่สามสี่วันก่อนเขาก็ลอบเปลี่ยนอาวุธเวทย์ในตราประทับของตนให้เป็นชิ้นที่อ่อนแอลงแล้ว “หากผิดพลาดจริง ก็แค่ทำลายตราประทับของข้าเท่านั้น”
คำพูดของเขาทำให้นางตกใจอย่างมาก “ได้อย่างไรกัน ไร้ตราประทับก็ไร้ปราณ หรือท่านไม่กลัวว่าจะกลายเป็นคนไร้ค่า ?”
“ถึงเวลานั้นต้องรบกวน ‘คนรัก’ ของข้าช่วยปกป้องข้าแล้ว”
เยว่เทียนหงเอ่ยคำหวานหน้าตาเฉย ทำให้มู่เชียนรู้สึกทั้งเขินทั้งซาบซึ้งใจ “ที่แท้ท่านตั้งใจเอาตราประทับของท่านมาให้กดดันให้ข้าบรรลุราชันย์ยุทธ์เร็วขึ้นงั้นหรือ ?”
“แน่นอนสิ เพื่อเจ้า…มากกว่านี้ข้าก็ทำได้”
….
“แหวะ…! หน้าหนาสิ้นดี.. มีแต่นางที่หลงเชื่อคนเจ้าเล่ห์นั่น ” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
“นั่นสิ .. ที่จริงก็แค่อยากเข้ามิติกำไลใจจะขาด แต่กลับเอ่ยเอ่ยว่าทำเพื่อนายหญิง เหลือทนจริงๆ !” ลวี่ซานถงเองก็เอ่ยขึ้นเสียงเบาด้วยความไม่พอใจ
ขณะที่พี่น้องชายทั้งสองลอบสาปส่งร่างสูงข้างกายนายสาวอยู่นั้น เทพอสูรสาวหนึ่งเดียวในที่นี้กลับมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มอย่างมาก
“อืมม… แต่ข้าว่าเขาก็ไม่เลวนี่… ทำให้ข้ารู้สึกดีจัง…”
“รู้สึกดีอันใด ?”
“ความรัก…” หลันอู่ซือหลับตายิ้มหวาน นางกำลังซึมซับความรู้สึกยามที่โลหิตของนายหญิงไหลผ่านจุดชีพจร ปราณอันนุ่มนวลอ่อนโยนนั้นเป็นแบบที่นางชอบ ง่ายต่อการดูดซับ ทำให้นางรู้สึกเปี่ยมด้วยพลัง…
อ้อ.. หากเพิ่มความอุ่นร้อนได้อีกนิดจะดีมาก…
“จริงสิ … นายหญิงจะเข้าหอเมื่อใด ?” หลันอู่ซือโพล่งขึ้นอย่างมีความหวัง ทำให้เทพอสูรหนุ่มทั้งสองคนตกใจจนตะโกนร้อง “เพ้ย !” ออกมาเสียงดัง
“เจ้ารีบๆหลับต่อไปเถิด !!” เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงประสานเสียงอัดอั้นขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง