“ข้าบอกให้เจ้าไปเตรียมก็ไปเถอะน่า” เฉาเฟิงควักเอาเงินก้อนหนึ่งออกมาส่งให้เสี่ยวเอ้อร์
การเตรียมน้ำเย็นเป็นเรื่องง่าย แค่เพียงตักน้ำจากบ่อขึ้นมาก็นำมาส่งที่ห้องพักของแขกได้ เสี่ยวเอ้อร์รีบเรียกสหายให้มาช่วยหิ้วน้ำด้วยความตื่นเต้น
หัวค่ำคืนนั้นเฉาเฟิงที่ได้แช่น้ำเย็นจากบ่อหลังโรงเตี๊ยมจึงค่อยระบายไฟในร่างกายออกไปได้
‘ไม่ได้ๆ ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสางข้าคงต้องรีบกลับเฉินม่าย’
ร่างผอมบางที่สวมเสื้อผ้าใหม่มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง เขาถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกใต้ดินในค่ายทหารเมืองเฉินม่ายได้สองวันแล้ว ตั้งแต่ออกจากที่นั่นเขาก็เร่งเดินทางไปยังเมืองจู๋หลิง
แม้จะรู้ว่าข้างหลังตนเองมีผู้สะกดรอยตามมาถึงสามคน ทว่าเขาก็มิได้หวาดหวั่น เด็กหนุ่มยกมือขึ้น เป่าปากเสียงดัง
หวี้ด!
บรรดาผู้แอบติดตามมารู้สึกตกใจ เสียงนั้นหวานแหลม ทำให้นกที่อยู่บนยอดไม้ตกใจบินขึ้นพรึ่บพรั่บ
“น่าจะกำลังส่งสัญญาณบอกพวกพ้อง เราต้องระวังตัวให้มาก” องครักษ์หน่วยหยกทมิฬทั้งสามที่สะกดรอยตามเด็กหนุ่มเผ่าหมาป่า ค่อยลดฝีเท้า
จู่ๆ เด็กหนุ่มที่พวกเขาเร่งตามอย่างใกล้ชิดก็หายไปในป่าเบื้องหน้า
“หายไปแล้ว นี่น่าจะเป็นเขตที่พวกมันซ่อนตัว” หนึ่งในองครักษ์เอ่ยขึ้น “พวกเราต้องตามเข้าไปไหม”
“ไม่ต้อง รักษาชีวิตให้ดี กลับไปรายงานหัวหน้า”
กล่าวจบองครักษ์หยกทมิฬทั้งสามก็พากันถอย แล้ววิ่งกลับไปยังที่ซ่อนม้า ควบกลับเมืองเฉินม่ายอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มรีบวิ่งขึ้นไปบนเนินเขา เมื่อเห็นผู้สวมชุดดำขลิบทองก็รีบวิ่งเข้าไปคุกเข่าคารวะ “พี่ใหญ่ ข้ามาแล้ว”
“เสี่ยวชุน เหตุใดจึงมีแต่เจ้าที่กลับมา”
“หัวหน้าสิบถูกอ๋องหยางจับไปขังคุกใต้ดินแล้วขอรับ” หมิ่นชุนรีบเล่าเรื่องที่ตนเองประสบมาให้กับพี่ชายต่างมารดาฟัง
หมิ่นฮุยผู้เป็นหัวหน้าเผ่าหมาป่ามองสำรวจร่างกายของน้องชายด้วยความเป็นห่วง “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่”
“พอข้าถูกเฆี่ยน ข้าก็แกล้งหมดสติ จึงมิได้บาดเจ็บมากนัก และพอพวกเขาจะใช้เหล็กเผาไฟนาบข้า ข้าจึงรีบสารภาพตามที่ท่านสอนเอาไว้”
“ดีมาก” ผู้นำเผ่าหมาป่าพยักหน้า “หัวหน้าสิบเล่า”
“เขายังมีชีวิตอยู่ หลังจากที่ข้าสารภาพคนพวกนั้นก็ลากเขาไปขังคุกห้องที่อยู่ลึกที่สุด และก็ปล่อยข้าออกมา”
“ข้าได้ยินเสียงเป่าปากของเจ้าก็เตรียมจะฆ่าคนที่ติดตามพวกเจ้ามา น่าเสียดายที่พวกมันรู้ตัวเร็ว ควบม้าหนีไปแล้ว” หมิ่นฮุยยกยิ้มมุมปาก
“ปล่อยเขาไปเถิด อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องย้อนกลับไปชิงตัวหัวหน้าสิบอยู่แล้ว ท่านค่อยฆ่าเขาทีหลังก็ได้” เด็กหนุ่มยิ้มเหี้ยมเกรียม
หมิ่นฮุยมองน้องชายต่างมารดาด้วยความพอใจ “สมแล้วที่เจ้าจะขึ้นเป็นผู้นำเผ่าหมาป่าคนต่อไป”
เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆ “ข้าทำตามที่ท่านสอนมาอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นอ๋องหยางคงไม่วางใจปล่อยข้าออกมา”
“ดี! เจ้าทำได้ดี”
“พี่ใหญ่ ให้ข้านำทางเลยหรือไม่”
หมิ่นฮุยพยักหน้า “ไปตอนนี้เลย หากว่าปล่อยให้พวกมันได้เตรียมตัว คงจะช่วยหัวหน้าสิบได้ยาก”
คนชุดดำกลุ่มใหญ่ควบม้าลงจะเนินเขาแห่งนั้น ตรงเข้าไปยังเมืองเฉินม่าย หมิ่นฮุยให้คนของตนซื้อเรือนลับสองหลังเอาไว้ชานเมืองสำหรับหลบซ่อน เขาแอบปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้ามาในเมืองเฉินม่ายอยู่หลายคราว
เมื่อมาถึงเรือนซ่อนตัว หมิ่นฮุยก็เรียกน้องชายและหัวหน้าหน่วยที่ติดตามตนทั้งสามคนมาวางแผน
“เสี่ยวชุน เจ้าว่าสตรีผู้นั้นพักอยู่บ้านเก่าสกุลหยาง เป็นญาติของอ๋องหยางอย่างนั้นหรือ” หมิ่นฮุยยังคงนึกถึงสาเหตุที่น้องชายของตนกับหัวหน้าสิบถูกคนของอ๋องหยางจับได้
“ข้าได้ยินว่าอย่างนั้น แต่หัวหน้าสิบคิดว่านางมีรูปโฉมงดงามอาจจะเป็นสตรีไร้สกุลที่อ๋องหยางแอบเลี้ยงไว้นอกบ้าน”
“ข้าก็บอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า อ๋องหยางเพิ่งแต่งพระชายามาจากเมืองหลวง สตรีที่เจ้าเห็นไม่น่าจะมีความสำคัญกับจวนอ๋องเท่าพระชายา”
หมิ่นชุนพยักหน้า “ข้าจำได้ แต่สตรีนางนั้นดูๆ ไปไม่เหมือนญาติอ๋องหยางเลยสักนิด ข้าเองก็คิดเหมือนหัวหน้าสิบ น่าเสียดายที่จับนางไม่ได้เพราะอ๋องหยางมาช่วยเหลือนางทันเสียก่อน”
หมิ่นฮุยยกยิ้มมุมปาก “สกุลหยางทำลายทัพของเผ่าหมาป่าหลายครั้งหลายครา หากข้าคิดจะทำให้อ๋องหยางเจ็บใจก็ควรจับพระชายาของเขาไปเป็นหญิงบำเรอของข้า”
“จับสตรีของท่านอ๋อง จวนอ๋องมีการดูแลอย่างรัดกุมรอบคอบ ท่านจะจับกุมนางได้อย่างไร”
หมิ่นฮุยได้ยินคำถามของน้องชายก็ยิ้มกว้าง “ข้าวางแผนมาสักพักแล้ว ก่อนที่เจ้ากับหัวหน้าสิบจะถูกจับ ก็ส่งคงไปจับตาจวนอ๋องเอาไว้ คืนนี้ข้ากับหัวหน้าหนึ่งจะไปจับพระชายา อ๋องหยางต้องตามไปช่วยนางอย่างแน่นอน เจ้า หัวหน้าสองกับหัวหน้าสาม บุกเข้าไปช่วยหัวหน้าสิบออกมา”
หมิ่นชุนเห็นด้วย “ดีเหมือนกัน หน่วยหยกทมิฬฝีมือกล้าแกร่งนัก หากอ๋องหยางตามไปช่วยพระชายา พวกเขาก็จะติดตามไปด้วย ข้าจะได้บุกเข้าไปได้โดยสะดวก”
“ถ้าอย่างนั้น อีกสองชั่วยามพบกันที่เนินเขาที่เดิม”
“ขอรับ พี่ใหญ่” หมิ่นชุนรับคำแข็งขัน
หมิ่นฮุยยกมือขึ้นตบบ่าน้องชาย “ข้าเชื่อฝีมือเจ้า ระวังตัวด้วยเล่า”
ณ จวนสกุลหยาง
หยางหลีเหว่ยนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับมารดาและชายารองทั้งสอง ในฐานะที่ตำแหน่งเท่าเทียมกัน สตรีทั้งสองต่างพยายามเอาอกเอาใจสามีอย่างเต็มที่
หวางฉินหยุนถือว่าบิดาของตนเองเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งใหญ่โตกว่าบิดาของหนานกงมี่ ในใจจึงทะนงอยู่มาก ครั้นนางมองไปยังหยางไท่เฟยก็เห็นมารดาของสามีมองมายังนางสองสามครั้งคล้ายจะพยายามให้นางเอาอกเอาใจอ๋องหยาง
“ท่านอ๋องเจ้าคะ ขาเป็ดตุ๋นรสชาติดีมาก ท่านลองสิเจ้าคะ” หนานกงมี่คีบขาเป็ดมาวางบนชามข้าวของอ๋อง หยางพร้อมรอยยิ้มประจบ
หวางฉินหยุนไม่ยอมแพ้ นางรีบลุกขึ้นตักน้ำแกงใส่ถ้วยแล้ววางไว้ตรงหน้าสามี “ท่านอ๋องเจ้าคะ น้ำแกงไก่นี้ข้าให้แม่ครัวทำตามสูตรพิเศษของสกุลหวางเลยเจ้าค่ะ ลองชิมนะเจ้าคะ”
“อืม” หยางหลีเหว่ยเหลือบมองใบหน้าของชายารองทั้งสองคล้ายไม่ได้ตั้งใจ
ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารจนข้าวหมดถ้วยแล้ววางตะเกียบ หยิบจอกน้ำชาขึ้นมาดื่ม
“ท่านแม่ขอรับ คืนนี้ข้าต้องออกไปตรวจค่ายทหารสักหน่อย มีนักโทษสำคัญถูกนำมาขังไว้ ข้าไม่ค่อยวางใจ”
หยางไท่เฟยถอนหายใจ ชะงักมือที่ถือตะเกียบ ต่อให้หญิงงามทั้งสองพยายามเชิญชวนอย่างไร บุตรชายก็ยังคงมิได้กระตือรือร้นจะร่วมหอห้องกับพวกนางอยู่ดี
“ตามแต่เจ้าเถิด”
สตรีทั้งสองได้แต่ก้มหน้านิ่ง การงานของบุรุษพวกนางไม่ควรยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง สตรีที่ดีล้วนต้องอยู่อย่างสงบเสงี่ยม พวกนางจึงทำตัวคล้ายไม่ได้ยิน
ชายหนุ่มมองชายารองที่สวยสดงดงามทั้งสองของตน หายใจเข้าไปลึกๆ คราหนึ่ง ยังไม่รู้ว่าตนเองจะอยากร่วมหอห้องกับพวกนางในวันใด
“คงต้องลำบากพวกเจ้าช่วยกันดูแลไท่เฟยให้ดีด้วย”
“เจ้าค่ะ ท่านอ๋อง” ทั้งสองนางรับคำ หน้าม่อยลงทันควัน ไม่ว่าจะแต่งหน้าแต่งตัวงดงามเพียงใด อ๋องหยางก็ยังคงทำตัวยุ่งภารกิจสำคัญอยู่ทุกวัน
หยางหลีเหว่ยนึกถึงพ่อตาทั้งสองของตน แม้ตระกูลหนานกงกับตระกูลหวางจะเป็นขุนนางสองสายที่มารดาของเขาหวังจะให้ช่วยเกื้อหนุนสกุลหยาง แต่หยางหลีเหว่ยก็ไม่วางใจผู้ใด
***************

