จุติมา

    บทที่ 34 ก้อนหินกับท้องฟ้า 1

    บทที่ 34

    ก้อนหินกับท้องฟ้า 1​​


    ภายในจิตใจบอบช้ำ ร่างอันบอบบางของเอวาไหลลงสายธารแห่งความมืดมิด ส่วนลึกสุดมีแสงสว่างวูบวาบไปมา เส้นผมสีฟ้าม้วนตามการหมุนตัวเข้าสู่จุดศูนย์กลาง หัวใจของเธอแทบจะแตกออกร่างอันเปลือยเปล่ามีรอยร้าวแล้วแตกกระจายเป็นเกร็ดน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่นเดียวกับความรู้สึกนึกคิดของเธอ


    ปรากฏแสงอาทิตย์เสียดสายตาจนเธอต้องยกมือขึ้นมาบดบังเอาไว้ เอวาเอียงคอมองไปรอบๆเห็นทุ่งหญ้าโล่งกว้างมีต้นไม้ใหญ่อยู่ด้านหลัง ร่างของเธอนอนแผ่อยู่บนพื้นภายในหัวยังคงงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ไกลกันนักเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆจำนวนมากวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลออกไป


    "แบร่!!" เอวาสะดุ้งตกใจเมื่อร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งกระโจนลงมาจากต้นไม้ใหญ่ เธอพยายามพยุงตัวขึ้นมานั่ง พร้อมกับความรู้สึกดูสับสน


    "อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ...ฉันนึกว่าเธอจะตกใจมากกว่านี้" เด็กน้อยเอามือขยี้ผมสีน้ำตาลหยักไปถึงท้ายทอย ดูเหมือนไม่ได้ทำความสะอาดมาพักใหญ่จนมันเริ่มเกาะกันแน่นเป็นปม


    "ฉันรอเธอตื่นอยู่ตั้งนาน" เธอบ่นอุบอิบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้


    "คือ...ที่นี่...คือที่ไหนอย่างนั้นเหรอ..." เอวายังคงไม่มั่นใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่


    "หืม...อืม..." คำถามนั้นมันทำให้เด็กหญิงผมหยักศกขมวดคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆที่สวมใส่ชุดคลุมสีขาวตัวเล็กในบริเวณนั้น เสื้อผ้าของเด็กหญิงตรงหน้ามันทั้งขาดและสกปรก แต่ของเด็กหญิงผมฟ้ากลับดูสะอาดสะอ้านถึงจะเป็นเสื้อผ้าลักษณะคล้ายกันก็ตาม


    "อืม...บ้าน!" เธอเหมือนนึกคำตอบไม่ออก ในความคิดของเธอคำนี้น่าจะดูใกล้เคียงที่สุด


    "ขอโทษที พอดีฉันจำอะไรไม่ค่อยได้ ภายในหัวมันมีแต่เรื่องแปลกๆ ไม่รู้อะไรคือความจริงหรือความฝัน..." แววตาของเธอลดลงต่ำจ้องมองผืนหญ้าที่ลู่ไปตามแรงลม


    "เอาแบบนี้!" เด็กน้อยท่าทางร่าเริงสูดลมหายใจเข้าลึก


    "ฉันจะพาเธอไปดูอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้เธอตกใจเมื่อกี๊" ไม่ทันจะตั้งตัวเธอก็คว้าข้อมือเอาไว้ เอวารู้สึกแปลกใจทำไมร่างของเธอถูกเด็กน้อยตัวเล็กฉุดขึ้นจากพื้นได้อย่างง่ายดาย ขาสองข้างวิ่งตามเด็กน้อยผมหยักศกไป เมื่อเธอลองสำรวจตัวเองเธอก็พบว่าขนาดตัวเธอเล็กพอพอกับเด็กตรงหน้า เส้นผมสีฟ้ายาวสลวยปิดบังวิสัยทัศน์จนเธอต้องเสยให้ไปอยู่ด้านข้าง


    "ว๊าว! สวยเหมือนกันนะเนี่ย" เด็กน้อยยิ้มร่าเมื่อมองเส้นผมสีฟ้าทัดข้างใบหู เธอรู้สึกเขินขึ้นมานิดหน่อยแต่กลบเกลื่อนโดยการวิ่งนำให้เร็วขึ้น


    "ก่อนอื่น...ฉันต้องไปเอาบางสิ่งบางอย่างมาก่อน..." เธอหันมายิ้มให้ ทั้งสองวิ่งผ่านเด็กหญิงจำนวนมากที่อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่ไกลออกไปเห็นบ้านไม้หลังเล็กมีรั้วไม้เตี้ยๆล้อมรอบ ถัดออกไปเป็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายโรงนาขนาดใหญ่ เมื่อใกล้ถึงเธอชะลอการวิ่งแอบอยู่หลังรั้วไม้เตี้ยๆสายตาสอดส่องไปรอบๆบริเวณนั้น


    "เดี๋ยวฉันรีบออกมา เธอรออยู่ที่นี่นะ...ถ้ามีใครมาเธอตะโกนบอกฉันด้วย..." ร่างเล็กๆกระโดดข้ามรั้วไป ก้มตัวลงต่ำวิ่งไปยังทางเข้า เธอยืนแนบลำตัวเข้ากับประตูมองซ้ายแลขวาอีกทีแล้วพาร่างย่องหายเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็ก


    เอวาไม่รู้จะทำอะไรดีได้แต่ยืนมองเด็กหญิงตัวเล็กทั้งหมดวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทุกอย่างที่นี่มันดูสดใสรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ อาจมีเธอเพียงคนเดียวที่รู้สึกหม่นหมองแปลกแยกจากคนอื่น สถานที่นี้มันคืออะไร มันดูสงบสุขเกินกว่าจะเป็นเรื่องจริง สำหรับเธออะไรคือความจริงหรือความฝันเธอเริ่มแยกไม่ออกระหว่างกำลังสับสนอยู่นั้นเอง


    "หยุดนะ!!!" เสียงโหวกเหวกดังออกมาจากภายในตัวบ้าน เด็กน้อยผมหยักศกใช้แขนสองข้างไขว้กันพุ่งตัวทะลุหน้าต่างออกมา เศษกระจกล่วงหล่นลงพื้นและบางส่วนติดตามแขนขาของเธอ


    "วิ่งเร็วคนสวย!" เธอรีบกระโดดข้ามรั้ว ลากแขนเด็กหญิงผมฟ้าที่กำลังยืนงงอีกรอบ เธอหันไปมองสตรีสวมชุดคลุมสีขาวยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูบ้านที่ทำได้เพียงตะโกนไล่ตามหลังมา


    "แกเข้ามาขโมยของในบ้านของฉันอีกแล้ว! ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องท่านผู้นั้นอย่างแน่นนอน!"


    "อย่าไปสนใจ" ใบหน้าของเด็กน้อยผมหยักศกดูเปี่ยมไปด้วยความสุข เมื่อภารกิจเล็กๆกำลังลุล่วงไปด้วยดี


    ทั้งสองวิ่งข้ามทุ่งโล่งมาได้พักใหญ่ สุดเส้นทางมีต้นไม้หนาทึบเด็กน้อยหันมองว่าไม่มีผู้ใดตามมาจึงหลบเข้าไปด้านใน พื้นที่บริเวณนี้มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมแบบหลวมๆ เอวามองทิวทัศน์โดยรอบมันให้ความรู้สึกว่าตัวเธอเล็กเพียงนิดเดียว ฝ่าเท้าของเธอเริ่มเจ็บเมื่อมองดูก็พบว่าเธอไม่ได้ใส่รองเท้ามันคงถูกอะไรตำเข้าตอนวิ่งเมื่อครู่ กลับไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใดทุกรอยแผลสมานตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงรอยบาดจากกระจกบนแขนของเด็กหญิงที่เดินนำหน้า


    "เดี๋ยวก็ถึงแล้วล่ะ..." เด็กหญิงผมหยักศก พาเด็กหญิงผมฟ้าข้ามลำธารที่ไหลผ่ากลางผืนป่าอย่างทุลักทุเล สิ่งที่เห็นข้างหน้ามันทำให้ทั้งคู่หัวใจพองโต


    มือเล็กๆฉุดเธอขึ้นมาบนก้อนหินก้อนที่ใหญ่ที่สุด วิวเบื้องหน้ามันเหมือนอยู่ในความฝันผืนฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตาจนมองไม่เห็นเส้นขอบฟ้า


    "อย่าเดินเข้าไปนะ!"


    เอวาถูกมือเล็กๆนั้นฉุดรั้งเอาไว้อีกครั้ง เมื่อสังเกตให้ดีเลยจากจุดที่ยืนเบียดกันอีกเพียงนิด ก็เป็นหน้าผาสูงชัน ทุกอย่างที่อยู่ใต้นั้นดูเล็กไปหมดแต่มันก็ดึงดูดเด็กหญิงผมฟ้าเป็นอย่างมาก แม้เบื้องบนจะดูสวยงามแผ่นฟ้าผืนใหญ่กำลังโอบล้อมโลกใบนี้เอาไว้แต่เบื้องล่างกลับมองเห็นควันไฟเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆตามจุดต่างๆ มีแสงวูบวาบเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งปลูกสร้างคล้ายพระราชวังขนาดใหญ่แต่กลับดูเล็กเท่าปลายนิ้วเมื่อยืนมองจากจุดที่พวกเธอยืนอยู่ มันกำลังทรุดตัวจมหายลงไปในพื้นดิน


    "ข้างล่างนั่นเกิดอะไรขึ้น?" เอวาอดสงสัยไม่ได้ แม้แผ่นฟ้าช่างสวยงามแต่ประกายไฟด้านล่างช่างขัดกับสภาพด้านบนนี้อย่างชัดเจน มันดูเหมือนทุกสิ่งกำลังล่มสลายโดยพวกเธอได้แต่นั่งมองจากอีกส่วนของโลกที่แยกตัวออกมาอย่างสิ้นเชิง


    "ไม่รู้สิ...รู้เพียงว่าถ้าซักวันเราโตขึ้น ก็ต้องลงไปอยู่แถวนั้น" นิ้วเล็กๆชี้ลงไปด้านล่าง


    "หรืออาจจะแถวๆนั้น อืม...แต่ช่างมันเถอะ!" ว่าแล้วเธอก็ล้วงมือเข้าไปด้านหลังหยิบขวดสีเขียวมีน้ำบรรจุอยู่ข้างในออกมา เธอพิจารณามันอยู่พักหนึ่งก่อนดีดฝาออกกระดกขวดซดด้วยความกระหายดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่หาดูไม่ได้ทั่วไป ใบหน้าของเด็กน้อยผมหยักศกเริ่มแดงเรื่อเพราะฤทธิ์ของสุรา เธอเหล่มองเด็กหญิงผมฟ้าที่นั่งกอดเข่าชิดกันอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังถูกภาพเบื้องล่างสะกดสายตาคู่นั้นเอาไว้


    "คือ...ซักหน่อยมั้ย?"


    เอวาส่ายหน้าเบาๆ เธอกำลังจมกับความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย


    "ยิ้มหน่อยสิองค์หญิง..."


    "เมื่อกี๊ว่ายังไงนะ!" เอวาหันมาทันควันคำนี้มันติดอยู่ในหูเธอซึ่งไม่ได้ยินมาพักใหญ่ ในหัวเริ่มวิงเวียนอีกครั้งหนึ่ง


    "ก็...ก็...นั่นไงๆ!" เด็กหญิงผมหยักศกชี้ขึ้นลงมือไม้สั่นพยายามกลบเกลื่อน เกรงว่าจะพูดอะไรผิดไปจนเสียบรรยากาศ


    "นั่นๆ ข้างล่างนั่น มาเธอร์เล่าให้ฟังว่ามันมีเมือง แล้วๆๆ... ทุกคนในเมืองก็เชื่อฟังคนเพียงคนเดียว ใช่ๆๆ ราชินีไง" เธอดูทำตัวไม่ถูกกระดกขวดสีเขียวอึกใหญ่ย้อมใจ


    "ไม่เห็นจะเกี่ยวกับองค์หญิงตรงไหนเลย..." เอวาถอนหายใจเหม่อมองไปยังฟากฟ้า


    "เส้นผมของเธอไงล่ะ!"


    "เส้นผมฉันทำไมเหรอ?" เอวายิ่งฟังยิ่งงงกับคำพูดของเด็กหญิงที่เหมือนมีอาการแปลกๆมาสักพักหนึ่ง ใบหน้าของเธอดูมึนเมาได้ที่โหนกแก้มแดงก่ำ ดูพูดจาไม่รู้เรื่องจับใจความไม่ได้จนน่าโมโห


    "นั่นไงๆๆ ก็นั่นไงล่ะ!" คราวนี้เธอชี้นิ้วไปยังฟากฟ้าที่แผ่ออกตรงหน้า


    "ข้างบนนั่น! ก็ต้องมีราชินี! แล้วๆๆๆ เส้นผมของเธอเป็นสีฟ้า เพราะฉะนั้น..." คราวนี้เด็กหญิงผมหยักศกทำใบหน้าจริงจัง เอวาตั้งใจฟังที่เธอพูดเป็นอย่างดีมองลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังพยายามอธิบายคำพูดของตัวเอง


    "เธอมาอยู่ตรงนี้...ต้องเป็นองค์หญิงที่มาจากบนท้องฟ้าอย่างแน่นอน! ฉันมั่นใจ!" เธอสูดลมหายใจเข้าลึกดั่งคำพูดนั้นช่างหนักแน่น ถึงแม้มันจะดูมั่วซั่วไปหมด


    ไม่มีคำพูดใดใดออกจากปากเอวามันอาจไม่ใช่คำตอบที่เธออยากได้ยิน แต่ก็ทำให้เธอเกิดรอยยิ้มขึ้นมาบ้างบวกกับท่าทางดูน่าตลกของเด็กหญิงที่นั่งชิดข้างๆ ซึ่งดูเหมือนเธอจะเริ่มประหม่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปหรือเพราะรอยยิ้มจากเด็กหญิงผมฟ้าที่ดูบริสุทธิ์ก็ไม่สามารถตอบได้