หลังจบสิ้นการก่อกบฏขององค์ชายสี่ได้หนึ่งสัปดาห์ทั่วทั้งอาณาจักรหงส์เพลิงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะตระกูลใหญ่อย่างตระกูลตงและอีกหลายๆ ตระกูลที่เข้าร่วมการก่อกบฏขององค์ชายสี่ในครั้งนี้ล้วนถูกกำจัดจนสิ้นเฟิ่งหยูไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการลงโทษแม้แต่อย่างใดเขาปล่อยให้เป็นหน้าที่การตัดสินใจของกษัตริย์ผิงลู่
ส่วนหงส์เพลิงและวิหคเพลิงอมตะทั้งสองตัวกลับไปอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูปรึกษากับกษัตริย์ผิงลู่ องค์ชายผิงอานและองค์ชายเหวินเทียนถึงเรื่องราวที่เขาได้ทราบมาจากผู้อาวุโสเหยียนไท่และผู้อาวุโสอู่หวังฉี
“หากเป็นจริงดังที่เจ้าพูดมาก็นับว่าเป็นอันตรายต่อโลกของเราเป็นอย่างมากข้าพร้อมให้การสนุนเจ้าอย่างเต็มที่”
“ขอบคุณฝ่าบาท ข้าขอให้องค์กษัตริย์จัดกำลังพลของพระองค์เพื่อข้าจะได้นำพวกเขาไปฝึกฝนร่วมกันกับกองกำลังของข้าเมื่อถึงเวลาพวกเขาจะได้กลับมาช่วยคุ้มครองอาณาจักรหงส์เพลิง”
“เจ้าจะเอาพวกเขาฝึกฝนอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ ข้ามีสถานที่ ที่ดีเหมาะสำหรับการฝึกฝนพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดหนาแน่นกว่าที่นี่หลายสิบเท่า”
“มีสถานที่เช่นนั้นด้วยหรือ? เช่นนั้นข้าขอเข้าร่วมด้วย” องค์ชายผิงอานพลันเอ่ยขึ้นมา
“ได้สิ องค์ชายท่านจะได้ฝึกฝนกองทัพของท่านด้วยตัวของท่านเอง”
“เสด็จพ่อข้าต้องขออนุญาตท่าน การเตรียมการในครั้งนี้ลูกขอรับผิดชอบเรื่องของการคัดเลือกคนเอง”
“ได้สิ หากเจ้าต้องการเช่นนั้นข้าเองก็ไม่มีเหตุผลใดจะขัดเจ้าดีเสียอีกกองกำลังของเราจะได้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เจ้าเองก็จะได้ฝึกฝนในสถานที่ดีๆ ข้าอนุญาตให้เจ้ารับผิดชอบงานนี้”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
“ข้าเองก็ต้องรีบกลับไปปรึกษาพระบิดาของข้าเพื่อจัดเตรียมกำลังพลเข้าร่วมฝึกฝนกับพวกท่านเช่นกันงานนี้พวกเราต้องร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่แค่อาณาจักรของพวกเราแต่เป็นทุกอาณาจักรต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่สิต้องเป็นทั้งสามทวีปต้องร่วมมือกันแล้วพวกเราจะแจ้งพวกเขายังไงกัน” องค์ชายเหวินเทียนกล่าวสนับสนุน
“เรื่องนั้นไว้ค่อยว่ากันทีหลังตอนนี้พวกเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อนส่วนอีกสี่อาณาจักรข้าต้องเดินทางไปอยู่แล้วหลังเสร็จงานก็คงจะได้ทราบว่าจะมีใครเข้าร่วมกับเราอีกหรือไม่......?”
“ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็ต้องขอตัวไปเตรียมกำลังพลเช่นกัน....”
“เช่นนั้นก็ดี พวกเราเจอกันอีกหนึ่งอาทิตย์ที่อาณาจักรเมฆาหวนที่เมืองจินเฟิงของข้า ข้าจะรอพวกท่านที่นั่น ข้าเองก็ต้องเตรียมคนของข้าเช่นเดียวกัน”
“ดี อย่างนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์เจอกันที่เมืองจินเฟิง”
ทุกคนต่างพากันกล่าวอำลา และแยกย้ายกันไป
“นับเป็นโชคของเจ้าที่มีเพื่อนที่ดีเช่นนี้ผิงอานเจ้าต้องรักษามิตรภาพนี้ไว้ให้ดี พวกเขารีบมาช่วยเมื่อเจ้ามีภัยแต่กลับไม่เรียกร้องสิ่งใด นี่แหละที่เรียกว่ามิตรภาพ”
“ขอรับเสด็จพ่อข้าเองก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะยอมเสี่ยงภัยมาช่วยเหลือพวกเราถึงเพียงนี้แถมยังให้พวกเราไปร่วมฝึกกับกองกำลังของพวกเขาในสถานที่ที่ข้าคิดว่าน่าจะเป็นสถานที่ลับของอาณาจักรของพวกเขา”
“แล้วเจ้าคิดว่าจะจัดคนไปจำนวนเท่าไหร่”
“ท่านพ่อคิดว่ายังไงบ้างหากข้าจะนำกำลังพลไปสักหนึ่งแสนนาย”
“เอาสิ ข้าสนับสนุนพวกเจ้าอย่างเต็มที่ขาดเหลืออะไรก็แจ้งมาข้าจะให้คนจัดเตรียมไว้ให้พวกเจ้าเอง”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
หลังจากเฟิ่งหยูและผู้ติดตามทั้งสามรวมถึงองค์ชายเหวินเทียนกลับไปยังอาณาจักรเมฆาหวนพวกเขาทั้งสองแยกย้ายกันเฟิ่งหยูเดินทางด้วยค่ายกลมิติไปยังเมืองจินเฟิงทันทีส่วนองค์ชายเหวินเทียนก็รีบกลับไปเมืองหลวงอัสตาน่าเช่นเดียวกัน
เฟิ่งหยูมาถึงเมืองจินเฟิงเขารีบเรียกประชุมเหล่าขุนนางทันทีเช่นเดียวกับทางด้านอาณาจักรเมฆาหวนเมื่อองค์ชายเหวินเทียนกลับไปถึงก็อธิบายเรื่องราวต่างๆให้กับกษัตริย์เหวินฉิง และเรียกประชุมเหล่าขุนนางทันทีเช่นกัน
ทางด้านอาณาจักรเมฆาหวนได้ข้อสรุปเป็นที่แน่ชัดว่าให้องค์ชายเหวินเทียนนำกำลังพลจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นนายเข้าร่วมฝึกในครั้งนี้โดยองค์ชายเหวินเทียนก็ไม่ได้ปฏิเสธแม้แต่อย่างใด
ทางด้านเมืองจินเฟิงเฟิ่งหยูได้จัดการสั่งให้ทุกคนเข้าร่วมประชุมรวมถึงตระกูลเฟิ่งของเขาด้วย
“ท่านผู้อาวุโสจางเหว่ยข้าต้องการให้สำนักเทพดาราของพวกท่านปรับปรุงคุณภาพเรือรบของพวกเราให้ดีมากที่สุดเท่าที่พวกท่านจะทำได้ส่วนพลังงานนั้นให้ท่านเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณระดับสูงแทน จะสิ้นเปลืองหน่อยแต่หากมันสามารถป้องกัน และช่วยเราสู้รบได้อย่างมีประสิทธิภาพก็นับว่าคุ้มค่าอยู่ส่วนเรื่องของหินวิญญาณระดับสูงข้าจะเป็นคนจัดหาให้พวกท่านเอง”
“ได้ขอรับท่านเจ้าเมือง นอกจากเรือรบแล้วอาวุธชุดเกราะ และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่จำเป็นข้าจะให้พวกเขาพัฒนาขึ้นมาเอง”
“นี่เป็นสมุนไพรที่สามารถนำไปหลอมโอสถระดับแปดและระดับเก้าท่านช่วยส่งไปยังหุบเขาโอสถด้วยก็แล้วกัน”
เฟิ่งหยูหยิบแวนมิติวงหนึ่งยื่นให้กับผู้อาวุโสจางเหว่ย
“เช่นนั้นก็ดี ข้าต้องรบกวนท่านด้วย จริงสิจ้าวหยวนท่านช่วยเชิญผู้อาวุโสโหย่วซิน โหย่วจือ และโหย่วอี้มาที่นี่ตอนนี้ด้วย”
“ได้ขอรับท่านเจ้าเมือง”
ไม่นานโหยวซิน โหย่วจื่อ และโหยวอี้ ก็มาถึงห้องโถงที่ประชุมพวกเขาทั้งสามเมื่อมาถึงเมืองจินเฟิงต่างตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของเมืองนี้แล้วพวกเขายิ่งตกตะลึงมากขึ้นเมื่อรู้ว่าเฟิ่งหยูเป็นเจ้าเมืองจินเฟิงที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้
“คารวะนายน้อย” ทั้งสามกล่าวพร้อมกัน
“ผู้อาวุโสโหย่วซิน ข้าขอถามท่านหน่อยเหมืองแร่ของพวกท่านเป็นเหมืองขนาดใด สามารถส่งมอบแร่ให้พวกเราได้มากขนาดไหนในแต่ละเดือน”
“นายน้อย เหมืองแร่ของพวกข้าเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่สามารถผลิตแร่ได้เท่าไหร่นั้นพวกเรายังไม่สามารถระบุได้ เพราะพวกเรามีจำนวนคนไม่เพียงพอและยังไม่เคยขุดกันอย่างจริงๆ จังๆ เลยแต่แร่ที่พวกเราได้มานั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เก็บไว้ในตระกูลก็น่าจะมีอยู่ประมาณหนึ่งล้านจิน (หนึ่งจินเท่ากับห้าร้อยกรัม)ได้ขอรับ”
“ดี เช่นนั้นท่านเป็นตัวแทนของตระกูลโหย่ว และทำสัญญากับเมืองจินเฟิงของเราในการขุดแร่ให้กับเมืองจินเฟิงของเราแต่เพียงผู้เดียวได้หรือไม่ส่วนค่าตอบแทนพวกเรายินดีจ่ายให้ท่านอย่างยุติธรรมแน่นอน”
“ท่านเจ้าเมืองแร่ที่ตระกูลโหย่วขุดนั้นคือแร่อะไรอย่างนั้นหรือ”
“ท่านลุงเทียน แร่ที่ตระกูลโหย่วขุดได้คือหินวิญญาณ” เฟิ่งหยูหยิบหินวิญญาณระดับสูงขึ้นมาส่งให้กับเฟิ่งเทียน
“หินวิญญาณระดับสูง?”
“อะไรนะหินวิญญาณระดับสูงอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ เป็นหินวิญญาณระดับสูง”
“ผู้อาวุโสโหย่วซินท่านไม่ต้องห่วงเรื่องแรงงานในการขุดและกองกำลังคุ้มครองข้าจะส่งกำลังไปคุ้มครองเหมืองแร่ และคนงานไปขุดแร่เองตระกูลของพวกท่านเพียงแค่คัดเลือกและแยกแร่แต่ละชนิดและส่งมาให้ทางเมืองจินเฟิ่งของเราส่วนแบ่งท่านต้องการยังไงก็ให้ท่านคุยกับท่านลุงเฟิ่งเทียนก็แล้วกัน”
“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา ข้าสามารถเป็นตัวแทนของตระกูลทำสัญญากับพวกท่านได้เลยเพราะผู้นำตระกูลได้มอบหมายงานนี้ให้แก่ข้าโดยตรงพวกเราได้รับการช่วยเหลือจากนายน้อยตระกูลของพวกเรายินดีที่จะช่วยเหลือนายน้อยตลอดไปอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี ท่านลุงท่านจัดการหาคนงานและนำทหารไปคุ้มกันเหมืองแร่แห่งนี้พวกท่านตกลงส่วนแบ่งกันเองก็แล้วกันและรีบจัดเรือรบไปประจำการที่เหมืองแร่ด้วยก็แล้วกันหากข้าไปติดตั้งค่ายกลมิติที่อาณาจักรจันทร์เสี้ยวแล้วข้าจะติดตั้งค่ายกลมิติที่ตระกูลโหย่วของพวกท่านด้วยเพื่อจะได้ติดต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้น”
“ขอบคุณนายน้อย”
“จ้าวหยวน ลู่ฟาง หลิวอัน จิวเจิ้น เฉินกวง และซิวซิว พวกท่านไปจัดเตรียมกำลังพลจำนวนหนึ่งล้านนายพวกเราจะไปฝึกฝนกันอีกครั้ง ครั้งนี้ยาวนานยิ่งนัก เอาเฉพาะคนที่สมัครใจและเต็มใจเท่านั้น”
“ขอรับท่านเจ้าเมือง”
“ท่านพ่อ ท่านนำคนตระกูลเฟิ่งของเราทุกคนไปฝึกร่วมด้วย”
“ทุกคนอย่างนั้นหรือ?” เฟิ่งหยูลังเลนิดหนึ่ง
“เว้นท่านแม่ ท่านอย่าบังคับเขาเด็ดขาด แต่ให้พาไปด้วยแล้วก็โหวจื่อกับมังกรน้อยก็ให้ไปด้วย...”
“ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายพวกท่านสามารถนำบุตรหลานของพวกท่านเข้าร่วมการฝึกฝนนี้ได้ด้วยเช่นกันหากพวกเขาต้องการเข้าร่วมกองกำลังของเมืองจินเฟิงของเรา”
เกิดเสียงพูดคุยไปทั่วห้องโถงใหญ่ นี่นับเป็นโอกาสอันดี ที่พวกเขาจะสามารถนำลูกหลานของพวกเขาเข้าร่วมกับเมืองจินเฟิงแห่งนี้พวกเขาต่างรู้ดีว่าเฟิ่งหยูให้อะไรกับพวกเขายังไง หากคนมีความสามารถผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะมากตามผลงานแม้แต่ยากจกยังได้รับโอกาสให้กลายเป็นเศรษฐีเพราะเพิ่งหยูมาแล้ว
แล้วจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีได้อย่างไรเมื่อเฟิ่งหยูเจ้าเมืองของพวกเขาเอ่ยปากออกมาเช่นนี้
“เอาหละพวกท่านทั้งหลายขอบคุณที่พวกท่านช่วยกันทำงานเพื่อเมืองจินเฟิงของพวกเรา โอสถทิพย์พวกนี้ข้ามอบเป็นของรางวัลให้แก่พวกท่านจ้าวหยวนท่านนำไปแจกให้กับพวกขุนนางทั้งหลายที่มาในวันนี้และที่ไม่ได้มาท่านก็เก็บไว้ให้พวกเขาด้วย”
เฟิ่งหยูหยิบแหวนมิติให้กับจ้าวหยวน
“ท่านเจ้าเมือง โอสถทิพย์นี้มีผลเป็นเช่นไรอย่างนั้นหรือ?”
“มันเป็นโอสถระดับเจ็ดที่ข้าหลอมกลั่นเอง มันช่วยรักษาอาการบาดเจ็บภายในได้อย่างรวดเร็วและที่สำคัญคือสามารถช่วยยืดอายุขัยของพวกเจ้าได้คนละสามสิบปี”
“เอาหละในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ข้าก็ขอปิดการประชุมไว้เพียงเท่านี้”
เฟิ่งหยูพูดจบเขาจึงเดินออกไปจากห้องประชุม ปล่อยเหล่าขุนนางพูดคุยกันต่อและรอรับโอสถกันอย่างใจจดใจจ่อเพราะอายุขัยของพวกเขาแต่ละคนนั้นก็เยอะ ยิ่งเป็นขุนนางที่ไม่ได้ฝึกยุทธ์พวกเขายิ่งต้องการโอสถทิพย์นี้เป็นอย่างมาก เพราะสามารถยืดอายุไขเพิ่มให้พวกเขาได้ถึงสามสิบปี