ทะลุไปในโลกนิยายพร้อมระบบเกมทำสวน

    ตอนที่ 46 ไปโรงเรียนกับเพื่อนเฉยๆ ค่ะ

    ตอนที่ 46 ไปโรงเรียนกับเพื่อนเฉยๆค่ะ

            ม่านฟ้ากำลังวิ่งออกกำลังกายตอนเช้ากับเจ้าสุดหล่อ เสียงโวยวายของเจ้าสุดหล่อปลุกทุกคนให้ตื่นได้เป็นอย่างดี เมื่อวิ่งกลับมาถึงบ้าน มันก็รีบไปดื่มน้ำพร้อมเอาถุงหมูแดดเดียวไปให้ลุงสมยศแกะให้ ลุงสมยศเอ็นดู เขสป้อนหมูแดดเดียวให้เจ้าสุดหล่อ เขารักมันเสียยิ่งกว่าลูกอีก พระยาเดชาดำรงศักดิ์ดูทีวีพร้อมดื่มกาแฟยามเช้าตามปกติ วันนี้มีคนแปลกหน้ามาที่บ้าน ม่านฟ้าที่เช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วถามพระยาเดชาดำรงศักดิ์ว่าเขาเป็นใคร

            ม่านฟ้ามองไปยังแขกผู้มาใหม่ ชายคนนี้น่าจะอายุประมาณยี่สิบกลางๆ

            “นี่คือขุนพศิน เขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของฉัน ช่วงที่ฉันไม่อยู่ในเมืองหลวงสยาม เขาจะเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆแทนฉันทั้งหมด”

            สมยศเสริม “เขาพึ่งมาเข้าสังกัดนายท่านใหญ่ได้สองปีครับ”

            ม่านฟ้าไหว้สวัสดี “สวัสดีค่ะพี่พศิน”

            ขุนพศินรับไหว้ “สวัสดีครับคุณหนูม่านฟ้า”

            ขุนพศินหน้าคมเข้มแต่รูปร่างบางไปหน่อย เขาวิ่งประสานงานให้กับท่านตาได้เกือบปีแล้วท่าทางจะทำงานเก่ง คงจะตัดสินแค่ภายนอกไม่ได้ 

            “พี่พศินมาหาท่านตาถึงนี่ คงจะเหนื่อยแย่เลย มีที่พักหรือยังคะ?”

            “ผมจะพักโรงแรมในตัวเมืองจังหวัดครับ”

            ม่านฟ้าพยักหน้า จากนั้นเธอก็ถามท่านตากับลุงสมยศว่า ปีใหม่นี้พวกเขาอยากจับสลากของขวัญไหม ทั้งสองบอกว่าได้เตรียมของขวัญเป็นเงินสดให้ทุกคนเป็นของขวัญแล้ว

            โห…พวกเขาเป็นสายเปย์นี่หว่า

            ม่านฟ้าไปอาบน้ำแล้วมาทำกับข้าว วันนี้มีแขกทำกับข้าวมากหน่อยละกัน 

            บนโต๊ะมีต้มยำกุ้งตัวโตๆ มันคือของโปรดของพระยาเดชาดำรงศักดิ์ที่ชอบทานอาหารทะเลเป็นพิเศษ ตามด้วยหมูคั่วเกลือ ส่วนผัดเครื่องแกงไก่สะตอของโปรดเธอเอง นอกนั้นก็เป็นผัดผักรวมและไข่เจียวปู

            ขุนพศินเบิ่งตาเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นคุณหนูม่านฟ้าเสิร์ฟอาหารหรูกว่าในเมืองหลวงซะอีก นับว่าเขามีบุญจริงๆที่ได้กินของแพง ตัดสินใจไม่ผิดที่ย้ายมาทำงานกับพระยาเดชาดำรงศักดิ์ แค่กุ้งตัวใหญ่เท่านี้ เขาก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีบุญได้ซื้อกินกับเขาบ้างไหม ยังมีไข่เจียวที่ใส่เนื้อปูแน่นๆอีก ขุนพศินพยายามเก็บอาการดีใจให้ได้มากที่สุด แต่คุณหนูม่านฟ้าคนนี้เห็นนะ

            พระยาเดชาดำรงศักดิ์มองกับข้าวตรงหน้าอย่างมีความสุขแล้วเริ่มกิน ลุงสมยศตักผัดเครื่องแกงไก่สะตอใส่จานข้าว เมื่อกินไปคำแรก พวกเขาก็เหมือนได้ไปสวรรค์

            “ฝีมือของคุณหนูอร่อยมาก ขนาดไม่ได้ทำบ่อยๆ ยังอร่อยเหมือนเดิม”

            ช่วงนี้ที่บ้านพึ่งพาอาหารของแม่ครัวในโรงอาหาร พอเธอตื่นมา เธอก็มักจะถูกลุงผินกับน้าพายหิ้วไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่อยู่เป็นประจำ

            ม่านฟ้าเห็นขุนพศินตักกับข้าวอย่างเกรงใจ เธอจึงบอกเขาว่า กินเยอะๆ ในครัวยังมีอีก วันนี้ทุกคนได้กินข้าวคนละสองจาน หลังมื้อเที่ยงผ่านไปทั้งสามคนก็ไปคุยเรื่องงานในบ้าน ส่วนเธอเข้าสวนไปปรึกษาวิรุณว่าจะนำผลไม้ชนิดใดบ้างไปขายที่งานปีใหม่ ต่อมาเธอเข้าไปในโกดัง

            แก้วบอกกับม่านฟ้าว่า “คุณพระพายขอให้คุณหนูเอาข้าวออกมาระบายยี่สิบตันครับ ทางใต้ประสบภัยน้ำท่วมอีกแล้ว”

            “เข้าใจแล้วมีอะไรอีกไหม?"

            “ช่วงใกล้ปีใหม่ คนในเมืองหลวงอยากได้องุ่นไร้เมล็ด สตรอเบอรี่และกีวี่ครับ ทั้งสามอย่างนี้คุณพระพายจะเอาไปขายให้พวกคนใหญ่คนโตที่มีจัดงานฉลองที่บ้าน รวมถึงร้านอาหารหรูและโรงแรมหรู”

            ม่านฟ้าจัดการตามคำขอ เสร็จแล้วเธอก็ปั่นจักรยานไปบ้านลุงผินต่อ วันนี้เธอนัดมะเฟืองกับมะไฟไว้ว่าจะไปหา เมื่อมาถึงบ้านลุงผิน เธอก็พบว่ามะเฟืองมีขอบตาแดงจากการร้องไห้

            “เกิดอะไนขึ้นมะเฟือง?” ม่านฟ้าปรี่เข้าไปหาเพื่อนอย่างเป็นห่วง มะเฟืองพยายามไม่ร้องแต่น้ำตาเธอไหลไม่หยุดจึงเช็ดน้ำตาไม่หมดสักที

            มะไฟหน้าตึง “วันนี้มะเฟืองไปทำรายงานกลุ่มกับเพื่อนๆในห้องเรียนตอนเช้า โดนพวกเขาแขวะมา พวกเขาไม่พอใจที่มะเฟืองได้กินขนมดีๆเพราะมีพ่อเป็นผู้ใหญ่แถมมีเพื่อนสนิทรวยน่ะสิ”

            “ทุกคนรุมแขวะเธอเหรอ?”

            “อื้ม… มันเป็นความผิดของฉันเหรอม่านฟ้า ทำไมทุกคนถึงเกลียดฉันล่ะ?”

            ม่านฟ้าถอนหายใจ สงสัยเพื่อนเธอจะถูกเหยียดด้วยสายตาพร้อมกับคำพูดจาที่เป็นด้านลบมาตลอดช่วงเช้า

            “มันเป็นใคร? ไม่สิ…ต้องบอกว่ามีใครบ้าง เธอพูดชื่อมาให้หมด" ม่านฟ้าใช้สายตากดดัน

            มะเฟืองตัวสั่นเมื่อโดนม่านฟ้ากดดันใส่ 

            “ตาล ต้นหญ้า ฟ้า ขวัญและก็เกด เธอคงจะไม่ไปหาเรื่องพวกเขาหรอกนะ”

            “ครูบังคับให้ห้องเธอทำเป็นงานกลุ่มไหม?”

            “ทำเดี่ยวก็ได้ แต่มันจะเหนื่อยกว่า มันเป็นคะแนนสะสม ช่วงปีใหม่มีวันหยุดเยอะใช่ไหมล่ะ? ครูเลยให้พวกเราทำรายงาน”

            “ออกมาทำเดี่ยวเลย เดี๋ยวมะไฟกับฉันจะช่วย” 

            “ทำไมรวมฉันไปด้วยล่ะ?” มะไฟโวยวาย การบ้านฉันก็เยอะจะตายอยู่แล้วนะ!

            ม่านฟ้าไม่สนคำโวยวาย “ไปๆ ออกไปกับฉัน ไปบอกพวกนั้นว่าเธอจะทำรายงานคนเดียว”

            “ว่าแต่พวกนั้นอยู่ไหนล่ะ?” 

            “คงอยู่ที่โรงเรียน พวกนั้นคงไปเฝ้าพวกทวีสินนั่นแหละ”

            “เฮอะ! บ้าผู้ชาย” มะไฟรังเกียจเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้มาก น่าเสียดายที่เขา เจนและต้นข้าวอยู่คนละห้องกับมะเฟือง ไม่งั้นคงไม่ต้องมาโดนแกล้งแบบไร้สาระอย่างนี้ มะไฟรู้จักทวีสิน เขาเองก็เป็นเพื่อนเจ้านั่น ทางบ้านทวีสินมีฐานะที่ร่ำรวยเพราะบ้านขายเฟอร์นิเจอร์ หน้าตาก็ดี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ทั้งในโรงเรียนและเด็กจากหมู่บ้านอื่นต่างก็ปลื้มทวีสินทั้งนั้น 

            ม่านฟ้าทำท่านึก ใครวะ?

            ต่อมาม่านฟ้าก็พาแฝดบุกมาที่โรงเรียน มะไฟบอกว่าพวกทวีสินชอบมาเล่นบอลทุกวันที่สนามกีฬาหลังโรงเรียน มะไฟจับมือมะเฟืองพาเดินไปด้วยกัน  ม่านฟ้าเดินตามหลังทั้งสองคน

            มะไฟพูดกับมะเฟือง “เธอกลัวพวกนั้นเหรอ?”

            “ฉันไม่ได้กลัวพวกนั้น ฉันแค่เสียใจที่เคยเห็นพวกเขาเป็นเพื่อน แต่พวกเขาไม่เคยเห็นฉันเป็นเพื่อน”

             จิตใจดีเกินไปแล้วพี่สาวของผม

            “แล้วพี่ทำหน้าเครียดทำไม?”

            “ฉันกลัวม่านฟ้าจะเล่นงานพวกนั้นปางตายน่ะสิ อย่าลืมสิ ว่าพวกเราเรียนมวยมาจากท่านพระยาเดชาดำรงศักดิ์ มือเท้าพวกเราสามคนหนักกว่าพวกเธอตั้งเยอะ”

            มะไฟส่ายหัว “ไม่ปางตายหรอกน่า เรื่องแค่นี่เอง อย่างมากก็แค่อับอายต่อหน้า…” มะไฟหันไปมองทางทวีสินอย่างชั่วร้าย มะเฟืองมองตาม

            ถ้าแค่นั้น…ก็คงได้แหละ

            ทวีสินหยุดพักจาการเตะบอลพอดี เขาเห็นมะไฟกับมะเฟืองมาด้วยกัน

            เขาทักทายทั้งสองพี่น้อง

            “เฮ้! ทำไมพวกเธอมาที่นี่ได้ล่ะ? มะไฟมาเตะบอลกันไหม?”

            “แกเตะตั้งแต่บ่ายไม่เหนื่อยรึไง? ร้อนขนาดนี้ยังจะเล่นอีก”

            ทวีสินยักไหล่ ใบหน้าเขาประดับด้วยรอยยิ้มกว้างอยู่เสมอ ทวีสินเห็นว่ามีคนอยู่ข้างหลังทั้งสองคน เขาจึงเพ่งสายตา มองออกไปว่าเป็นใคร มะไฟขยับตัวออกไปให้ทวีสินเห็นม่านฟ้าได้ชัด

            ทวีสินเห็นม่านฟ้าก็หน้าแดงอย่างเขินอาย 

            สวยมาก! เขาไม่เคยเจอใครที่สวยขนาดนี้มาก่อน เขาเคยไปในเมืองหลวงสยามบ่อยๆ ก็ยังไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่สวยมีอย่างออร่าขนาดนี้มาก่อน

            ม่านฟ้ามองมะไฟที่กำลังส่งยิ้มอย่างชั่วร้ายมาให้เธอ ม่านฟ้ากลอกตาใส่ให้ไปเขาทีหนึ่ง

            มะเฟืองแนะนำ “นี่คือม่านฟ้า เพื่อนสนิทเราเองแหละ”

            ทวีสินบางอ้อ คนดังในจังหวัดสิงขรเลยนะ ใครบ้างไม่เคยได้ยินชื่อนี้ พ่อแม่ของเขาใช้ให้ลูกน้องไปซื้อผลไม้ที่ร้านม่านฟ้าในตลาดทุกวัน

            “ม่าน นี่ทวีสิน เขาคือคนดังของโรงเรียนเราเลยนะ”

            ม่านฟ้าพยักหน้าแล้วยิ้มเล็กน้อย ทวีสินถึงกับตาค้างไปเลย แค่ยิ้มนิดหน่อยก็ทำให้ใจสั่นแล้ว แต่ม่านฟ้าเป็นหลานของพระยาเลยนะ ใครจะกล้ายุ่ง?

            มะไฟหัวเราะ “เฮ้ยไอ้สิน! ไหนว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนทำให้แก่หวั่นไหวได้วะ นี่แกเขินม่านฟ้าเหรอ?”

            ทวีสินผลักมะไฟอย่างเขิน ๆ “หนวกหูน่า ไม่ใช่แค่ฉันที่เขินโว้ย”

            พูดเสร็จทวีสินก็ทำปากโบ้ยไปทางกลุ่มเพื่อนๆที่เล่นบอลด้วยกัน

            มะไฟชะงักค้าง เขาหันไปมองคนอื่นๆแล้วชี้หน้าด่า

            “พวกแกใจง่ายเกินไปแล้ว”

            “แกมันตัวประหลาดต่างหาก สวยขนาดนี้ พวกฉันเป็นเพื่อนไม่ลงหรอก”

            กลุ่มเพื่อนที่เตะบอลพูดเป็นเสียงเดียวกัน

            ม่านฟ้าสวยระดับนางฟ้าชัดๆ

            มะเฟืองหัวเราะ “มะไฟเห็นม่านฟ้าจนชินแล้วน่ะ”

            ม่านฟ้าสวยจริงนั่นๆแหละ แต่ไม่อวยเพื่อนหรอกนะ แค่นี้ม่านฟ้าก็ชอบทำตัวหน้าหมั่นไส้มากเกินพอแล้ว

            ม่านฟ้าขอบคุณใบหน้าศัลยกรรมนี้และครีมบำรุงผิวที่เธอได้ทำขึ้นมา ม่านฟ้าจับใบหน้าตัวเอง ตอนโตเธอยังจะสวยได้อีก มะเฟืองเห็นเพื่อนกำลังหลงตัวเองอย่างรู้ทัน เธอสะกิดเพื่อนให้สติกลัยมา  สติค่ะซิส∼

            ม่านฟ้ารีบเปลี่ยนท่าทางเป็นปกติ เธอเหลือบไปเห็นตาล ต้นหญ้า ฟ้า ขวัญและเกด พวกเธอกำลังจ้องมองมาทางม่านฟ้าอย่างไม่พอใจ ม่านฟ้าลอบขำใจ เด็กน้อยเอ้ย ยังไม่สิบห้าด้วยซ้ำก็มานั่งเฝ้าผู้ชายข้างสนามซะแล้ว นี่ขนาดฮอร์โมนยังไม่มาเต็มที่นะ

            ทั้งห้าคนเดินตรงมาทางทวีสิน ทวีสินกำลังชวนคุย

             “วันนี้ทำไมพวกเธอมาล่ะ ฉันถามไปแล้วนะ?”

            ม่านฟ้าตอบแทนทั้งสองคน “เราพามะเฟืองมาคุยคนกลุ่มที่อยู่ข้างหลังเธอน่ะ”

            ทวีสินและเด็กผู้ชายคนอื่นๆหันไปมองทั้งห้าคน พวกเธอคือกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ชอบทวีสิน

            ต้นหญ้ารู้ว่าถูกกล่าวถึง เธอเชิดหน้า “อยากคุยกับพวกเรา แต่มายืนคุยกับทวีสินเนี่ยนะ”

            ม่านฟ้าพูด “ทำไมคุยไม่ได้ล่ะ? เพื่อนกันทั้งนั้น มะไฟกับมะเฟืองเป็นเพื่อนกับทวีสินนี่ เขาจะมาคุยหรือจะมาเล่นด้วย ก็ไม่แปลกอะไร ผิดกลับใครบางคน ไม่ได้เป็นอะไรเลยนี่สิ”

            ต้นหญ้า “ฉันพูดกับมะเฟือง เธอมายุ่งอะไรด้วย”

            “ยุ่งสิ ก็มะเฟืองเป็นเพื่อนฉัน ฉันได้ยินว่ามีคนบางคนไม่พอใจที่เพื่อนฉันมีพ่อเป็นผู้ใหญ่และมีเพื่อนสนิทที่รวยอย่างฉัน” ม่านฟ้าชี้ตัวเอง ฉันนี่แหละเพื่อนสนิทที่รวย

            “คนที่เธอพาดพิงมันฉันไม่ใช่รึไง?”

            “อ้อ…เรื่องแค่นี้ถึงกับให้คนอื่นมากออกหน้าแทนเลยเหรอ” ต้นหญ้ามองมะเฟืองอย่างดูถูก

            มะไฟกับกลุ่มทวีสินไม่พอใจ 

            มะเฟืองพูดอย่างไม่สนใจสายตาอีกฝ่าย “เฮอะ! ม่านฟ้าคือเพื่อนของฉัน นี่่คือคนที่สมควรเรียกว่าเพื่อน พวกเธอไม่เคยเห็นฉันเป็นเพื่อน แค่อิจฉาฉัน ในเมื่อไม่ชอบฉัน พวกเธอจะมาชวนฉันให้ร่วมกลุ่มด้วยทำไม?”

            ขวัญพูดทำเสียงใสซื่อ “ก็พวกฉันสงสาร เราเห็นเธอไม่มีกลุ่ม ก็เลยชวน พวกเราแค่หวังดีนะ เธอคงโกรธพวกเราเรื่องเมื่อเช้าล่ะสิ พวกเราก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เธอจะคิดจริงจังทำไมล่ะ?”

            “นั่นสิ ที่พวกเราพูดก็เรื่องจริงทั้งนั้น” อีกสามคนสนับสนุนเต็มที่

            ม่านฟ้าแสยะมุมปาก “ใช่ ที่พวกเธอพูดไป มันเป็นเรื่องจริง แต่มันก็ไม่แปลกที่จะมีคนอิจฉามะเฟือง น่าสงสารจริงๆที่ตัวเองไม่มีอะไรให้อวดแล้วมาโทษคนมีให้อวดว่าผิด”

            เด็กหญิงทั้งหึคนทำสีหน้าเหมือนอยากจะตบม่านฟ้าเต็มที่

            ม่านฟ้าขยับฝีเท้าเข้าไปทางกลุ่มต้นหญ้า “ไหนลองบอกซิ? ว่าพวกเธอมีสิทธิ์อะไรมาชวนเพื่อนฉันเข้ากลุ่มเพื่อให้พวกเธอได้มากลั่นแกล้งได้อย่างอิสระตามใจชอบ ทำไมเศษดินเศษทรายอย่างพวกเธอไม่เจียมตัวอยู่ในที่ตัวเอง ใช้พวกเข้ามากรังแกคนอื่น คงคิดว่าตัวเองเจ๋งพองั้นสิ? คนเก่งเขาไม่ต้องใช้พวกมากลั่นแกล้งแบบนี้นะ มันล้าสมัยแล้ว พวกเธอไม่รู้เหรอจ๊ะ? แค่พวกเธอเอาเวลาว่างมานั่งดูพวกทวีสินเล่นบอล ไม่ไปช่วยพ่อแม่ทำงานก็เทียบก็มะเฟืองไม่ได้แล้ว ฉันว่า…พวกเขาน่าจะเสียเงินเปล่านะ แหม…อุตส่าห์ให้เรียนหนังสือ แต่ดูทรงพวกเธอแล้ว ท่าทางพ่อแม่พวกเธอต้องพึ่งตัวเองแล้วในยามแก่ เพราะลูกสาวแบบนี้ไม่สามารถฝากชีวิตไว้ได้”

            พวกกลุ่มต้นหญ้าน้ำตารื้นแล้วมองไปพวกกลุ่มทวีสิน พวกเธออับอายมากที่ท่านฟ้ามาว่าพวกเธอต่อหน้าทวีสิน

            ทวีสินส่ายหัว มะเฟืองเป็นเพื่อนของเขาเช่นกัน เขารู้ดีว่ามะเฟืองเป็นแบบไหน เธอไม่สมควรได้รับแบบนี้ ส่วนเพื่อนของเขามองกลุ่มต้นหญ้าอย่างรังเกียจ เด็กใส่แว่นชื่อเทียนพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่พวกเธอกลั่นแกล้งมะเฟือง  

            “แม้ว่าบ้านพวกเราจะรวย แต่พวกเราก็ช่วยพ่อแม่ทำงานนะ พวกเธอดูม่านฟ้าสิ เป็นถึงหลานของท่านพระยาที่มาจากเมืองหลวงสยามเลยนะ เป็นฉัน ฉันก็คงอายที่ทำตัวขี้เกียจเหมือนกัน หลังเตะบอลเสร็จแล้ว พวกเราทุกคนต้องกลับไปเรียนรู้งานและกิจการที่บ้านกันทั้งนั้นแหละ”

            มะเฟืองพูดเสริม “คนที่บ้านของพวกเธอ มาเอาต้นองุ่นที่ม่านฟ้าเพาะไว้ไปปลูก พวกเขากำลังหาเงินให้พวกเธอมีความสุขไม่ลำบากในอนาคต แต่พวกเธอเอาเวลามารังแกฉันและอิจฉาฉัน แทนที่จะรู้จักช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ฉันเป็นลูกผู้ใหญ่แต่ก็คิดหาเงินช่วยครอบครัวอยู่ตลอด ถ้าพ่อแม่ฉันส่งเรียนสูงๆไม่ได้ ฉันก็ต้องออกมาทำงานเหมือนคนอื่นๆ  ฉันเสียใจที่เห็นพวกเธอเป็นเพื่อน ไม่คิดเลยว่าจะแย่ขนาดนี้ ฉันบอกพวกเธอเลยละกันว่าฉันจะทำรายงานเดี่ยว ขืนทำงานกลุ่มกับพวกเธออีกต่อไป คะแนนของฉันก็คงได้ไม่ดี เพราะพวกเธอแค่หาข้ออ้างมาทำรายงานที่โรงเรียนเพื่อแกล้งฉันแล้ะมาเพื่อดูผู้ชาย”

            ม่านฟ้าหัวเราะท่าทางเหมือนนางมารร้าย “เป็นฉัน ฉันคงไม่ยืนรอให้คนมาด่าและมาแฉตัวเองอย่างนี้หรอก สมกับเป็นพวกมีสมองไว้คั่นหลังหูซะจริง”

            มะไฟ มะเฟือง ทวีสินและคนอื่นๆทำหน้าแปลกๆเมื่อได้ยินคำด่าประโยคสุดท้ายของม่านฟ้า พวกเขาแอบสะดุ้งกับประโยคนั้น

            “ไม่ได้โดนด่าเองยังรู้สึกเจ็บเลย” มะไฟพูด

            มะเฟืองหัวเราะ “ปากเธอยิ่งกว่ามีดอีก”

            ม่านฟ้ายักไหล่ เธอเดินหันหลังจากไป ไม่สนใจเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้อีก

            “เสียเวลาจริงๆ มะไฟ มะเฟือง ไปเรียนมวยกับท่านตาของฉันดีกว่า นี่ก็ได้เวลาแล้ว”

            มะเฟืองร้องโวย “อดกินเค้กที่ร้านพี่แพรเลยอ้า∼”

            หลังจากนั้น เรื่องรายงานของมะเฟืองก็ได้ม่านฟ้าช่วยเหลือ ม่านฟ้าได้จัดทริปให้มะเฟืองไปหาข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองหลวงสยามพร้อมตัวแถมอย่างมะไฟไปด้วย มะไฟบอกจะช่วยทำรายงานอย่างเต็มใจทันที ทริปนี้มีท่านขุนพศินพาไป ลุงผินกับป้าขวัญจึงไม่กังวลเรื่องความปลอดภัย

            ตอนออกเดินทาง ม่านฟ้าทำกุ้งชุบแป้งทอดให้ขุนพศินไปกล่องใหญ่เผื่อหิวระหว่างทาง เธอขอบคุณน้ำใจที่เขาอาสาพาไปส่งที่นั่นและพามาส่งกลับมาที่หมู่บ้านด้วย

            ม่านฟ้าจึงชวนขุนพศินให้อยู่เที่ยวปีใหม่ที่นี่ ขุนพศินซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหลแหน่ะ เมื่อเห็นกุ้งตัวโต้…โต ในกล่องข้าว

            ม่านฟ้าไม่ได้ไปด้วยเพราะมีงานที่สวน เธอดีใจที่มะเฟืองจะมีรายงานดีๆส่งครูในหลังปีใหม่และพวกเราทั้งสี่คนจะได้กลับมาเจอกันในงานปีใหม่ที่สวนม่านฟ้าอีกครั้ง

     

     

     


    คล้ายกับเรื่องทะลุไปในโลกนิยายพร้อมระบบเกมทำสวน ที่คุณอ่าน