อี้เฉินเขาเองก็ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปพร้อมกับการหยั่งรู้ของเขา เกรงว่ายามนี้จะไม่สามารถทำอะไรที่บุ่มบ่ามได้อีกต่อไป กลุ่มคนทวีปมืด พวกเขาต้องระวังตัวเป็นพิเศษมากขึ้นกว่าเก่าอีกหลายเท่า เกรงว่าการขยับตัวคราวหน้า เขาจะทำการใดคงจะเป็นเรื่องยากแล้วกระมัง
ยังดีที่เขาพอได้สมุนไพรที่ช่วยในการเพิ่มพูนการหยั่งรู้ขึ้นมาบ้าง น่าจะพอปิดขั้นพลังไปได้อีกสักระยะ เมื่อเวลาครบกำหนด5วัน ใกล้จะมาถึง อี้เฉินก็เปิดเปลือกตาขึ้นมาจ้องมอง หลินจีในทันใด
ครั้นหลินจี ที่สัมผัสถึงความไม่ปลอดภัยของร่างกายนางได้ นางออกจากการ ปิดขั้นพลังของนางโดยพลัน ก่อนจะจ้องมองอี้เฉินด้วยสายตาดุร้าย ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้กระทั่งความตาย อยู่ในกรอบสายตาของนางเสียด้วยซ้ำ ก่อนนางจะเอ่ยเสียงเรียบออกมา “เจ้าทำเช่นนี้คิดว่า มันจะช่วยสงครามในขั้นพลังเทพสวรรค์ได้จริงหรืออี้เฉิน สงครามขยายใหญ่ไปกว้างไกลแล้ว สิ่งที่เจ้าทำก็แค่เศษผง เถ้าธุลี บนกองทรายกองใหญ่ของพวกเราก็เท่านั้น”
อี้เฉินยกฝ่ามือถูคางอยู่เล็กน้อย กับคำพูดของหลินจี “แล้วอย่างไรหลินจี แม้ข้าจะเป็นเศษผง เถ้าธุลี แต่ข้าก็มีความหวังที่อยากปกป้อง คนที่ข้ารัก มันผิดด้วย เช่นนั้นหรือ”
หญิงสาวได้ยินขำออกมาน้อยๆ “ข้าก็ไม่ได้เกลียด ความโอหัง ของเจ้าหรอกนะอี้เฉิน แต่ดินแดนเทพไม่มีความหวังอีกต่อไป เจ้าเอาเช่นนี้ไม่เล่า เจ้าไปอยู่กับข้าดีหรือไม่ ข้าจะมอบทุกสิ่งให้กับเจ้า แม้กระทั่งการฝึกฝนที่ดีที่สุด”
“ฮ่าๆ สาวน้อย เจ้าเหยียบย่ำ ความยึดมั่นของข้ามากเกินไปแล้วกระมัง แม้ดินแดนเทพจะไร้ซึ่งความหวัง อิสรภาพ ข้าก็หวังว่าจะตายไปพร้อมกับมัน”
หลินจีที่เห็นความดื้อรั้นของ อี้เฉิน นางส่ายหัวออกมาน้อย ๆ ก่อนบอกกล่าวถึงเรื่องราวของแม่น้ำสีทอง ที่อี้เฉินมองทอดยาวออกไป “เจ้าคงเห็นมันแล้วสินะ แม่น้ำสีทองที่พร่างพราวเต็มไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลา ทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับห้วงจักรวาลที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวทอแสงประกาย”
อี้เฉินพยักหน้าขานรับคำหญิงสาว “มันคือสถานที่ใดกันแน่ เจ้าช่วยเล่ามันให้ข้าฟังได้หรือไม่”
หญิงสาวในกรอบสายตา เอ่ยตอบออกมาอย่างไม่มีลังเล “มันก็คือเส้นทางไปยังดินแดนจักรพรรดิที่ถูกตัดขาด ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้คิดย่างกายลงไปภายในแม่น้ำสีทอง นั้นเป็นอันขาด ผู้ที่คิดจะหนีข้ามผ่านไปยังอีกดินแดนหนึ่ง ต่างก็ถูกช่วงชิงเวลา จนชีวิตดับสูญ อีกทิศทางหนึ่งอันไกลโพ้น ก็มีทะเลมืดที่กลืนกินจิตใจ …ยามนี้พวกเจ้าเหล่าคนดินแดน เทพ ก็ไม่ต่างอะไร กับการอยู่ภายใต้กรงขัง ขนาดยักษ์”
อี้เฉินได้ยินเขาถึงกับสูดลมหายใจเข้าไปลึก หัวใจสั่นสะท้านไม่น้อย ก่อนเอ่ยบอกกล่าวตัวหญิงสาว ให้เตรียมพร้อม เมื่อเวลา5วันใกล้จะครบกำหนด
“ข้าจะส่งเจ้าออกไปตามที่สัญญา หวังว่าเจ้าจะระวังตัวให้ดีหลินจี ไม่เช่นนั้น ข้าอาจจะไปหาเจ้าถึงภายในห้องส่วนตัว ของเจ้าอีกคราก็เป็นได้”
หลินจีครั้นได้ยิน นางหน้าแดงน้อยขึ้นมาในทันใด เมื่อจดจำยามที่ชายหนุ่มผมขาว เข้าไปภายในห้องส่วนตัวของนาง ก่อนนางจะผ่อนลมหายใจออกมายาว แล้วเก็บโทสะกลับไปโดยพลัน เมื่อเห็นอี้เฉินรักษาสัญญา โบกฝ่ามือ แหวกห้วงมิติ ส่งตัวนางออกไปด้วยตนเอง
“เช่นนั้นข้าลาขาดแล้วนะ อี้เฉิน” ทว่าในใจลึกๆ ของหลินจีก็มีความเสียดายในศักยภาพ ของอี้เฉินไม่น้อย แม้พวกเขาจะเป็นศัตรูกัน แต่ด้วยศักยภาพที่สูงล้ำ ของอี้เฉิน วันหน้าเขาต้องได้เป็นตระกูลราชันอย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนนางจะสืบฝีเท้าเข้าไปภายในห้วงมิติ จากลาจากสถานที่ ที่อี้เฉินซ่อนตัว ในทันใด
อี้เฉินเขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรที่บุ่มบ่ามอีกต่อไป เขาคิดจะใช้ช่วงเวลานี้ปิดขั้นพลัง ไปอีกสักระยะ หมายมั่น หยั่งรู้วิชาที่ตนเองมี ยกระดับไปอยู่ระดับสูง เข้าใจวิชาจนไปถึงแก่นแท้ แล้วสลักสร้าง ญาณ วิเศษ ของตนเองขึ้นมา
...ทว่าเมื่อหลินจี ถูกปล่อยตัวออกไป ไม่ถึงวัน เหมือนว่าคนของจักรวรรดิมืด ต่างก็พากันเคลื่อนไหว ควานหาตัวอี้เฉินกันให้ควัก จนทั่วทุ่งโล่งโลหิต รอบบริเวณเกิดการสั่นไหวไม่หยุด พร้อมกับความเดือดดาลของเหล่านักรบ แม้แต่อี้เฉินยังรับรู้ได้ถึงความเดือดดาลบ้าคลั่งนั้น เขาถึงกับกล่าวพูดพึมพำออกมา “การที่ข้าปล่อยเจ้าไป ไม่รู้ว่าข้าคิดผิดหรือถูกกันแน่หลินจี”
ด้านหลินจี ที่กลับไปพร้อมกับผู้อาวุโสในตระกูลของนาง นางไอจามออกมาน้อยๆ ในทันใด “ใครนินทาข้าอยู่กัน หรือข้าจะเป็นหวัดกันเล่า”
ชายหนุ่มที่เป็นผู้อาวุโส เขานำเสื้อมาคุมกายให้หญิงสาว เมื่อเห็นหิมะเริ่มตกโปรยปราย เข้าฤดูหนาวขึ้นมากะทันหัน “องค์หญิงอากาศเปลี่ยนแปลงไวมาก ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท”
หลินจี พยักหน้า ก่อนบอกกล่าว ชายหนุ่มที่เป็นผู้อาวุโส “ข่าวคราวที่ข้าถูกจับตัวไป เจ้าอย่าได้แพร่งพรายให้ท่านพ่อของข้ารับรู้” ขั้นพลังจักรพรรดิถือเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ แม้แต่จักรวรรดิมืดทั้ง3ก็ยังมีอยู่เพียง10องค์เท่านั้น หลินจีนางไม่อยากให้สงครามขยายใหญ่ เพราะท่านพ่อของนาง
ชายหนุ่มที่เป็นผู้อาวุโส พยักหน้า “แต่เกรงว่าจะไม่ทันการณ์แล้วกระมัง องค์หญิงหลินจี เหมือนว่าเทพสวรรค์ จะแห่มายังสถานที่แห่งนี้กันไม่น้อย ไม่ช้าทุ่งโล่งโลหิต เขตที่ราบสูง ชิงไห่จะถูกพวกเราเหยียบย่ำจนจม พสุธาแล้วกระมัง”
****
ทิศทางป้อมปราการทมิฬ เองก็เกิดความวุ่นวายไม่แพ้กัน จากข่าวคราวของกลุ่มนักรบ ที่กลับไปสมทบกับกลุ่มคนตระกูล อี้ ส่งข่าวคราวกลับมาจากสงครามมหาทวีป รายงานเรื่องเรือเหาะลำหนึ่งที่พังเสียหาย ถูกค่ายกลเคลื่อนย้าย หายไปยังเขตแดนศัตรู
ทำให้นักรบที่จะไปเข้าร่วมสงครามได้ยินข่าวลือ ต่างก็อกสั่นขวัญแขวน หากเป็นพวกเขาถูกส่งออกไปท่ามกลางศัตรู ใครเล่าจะหัวใจไม่สั่นสะท้าน
ไม่นานข่าวคราวก็แพร่กระจายออกไป ดั่งรองเท้าติดปีก เหล่านักรบต่างก็พากันพูดคุยออกมาไม่ขาดปาก “พวกเจ้ารู้หรือยัง ว่ามีเรือเหาะลำหนึ่ง ถูกค่ายกลเคลื่อนย้ายถูกส่งออกไป เขตแดนศัตรู เรื่องนี้ได้รับการยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน”
...กลุ่มคนสวมชุดคลุมดำภายในมุมมืด ที่ได้ยินข่าวคราวนี้ พวกเขาต่างก็นั่งกันไม่ติดอีกต่อไป จัดการประชุมลับขึ้นมาในทันใด หากเกิดการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง ความผิดนั้น จะไม่สาวมาถึงตัวพวกเขางั้นหรือ
ก่อนน้ำเสียงชายหนุ่มสวมชุดคลุมดำ จะยกยิ้มภายในมุมมืด ก่อนบอกกล่าวเหล่าผู้อาวุโสออกไป “พวกเจ้าไม่ต้องใส่ใจ เราไม่ได้ทิ้งหลักฐานอย่างไร พวกเขาก็ไม่อาจสาวมาถึงตัวพวกเราได้” ก่อนที่ร่างวูบไหวของเขา จะหายออกไปจากจวนรับรอง
หลินเฟยที่รับรู้ข่าวคราวของอี้เฉิน น้ำใสบริเวณห่างคิ้วของนาง ไหลริน ออกมาเปรอะเปื้อน ใบหน้างามล่มเมืองของนางในทันใด ก่อนนางจะเช็ดน้ำตาที่ไหลรินของนางออก ทว่าเธอพยายามจะเก็บอาการมากถึงเพียงใด แต่นางก็ไม่อาจหักห้าม ความห่วงหาอาทร ที่มีต่ออี้เฉินได้
ก่อนที่ชายหนุ่มนามว่า วังจิน แห่งตระกูลวัง จะสืบฝีเท้าเข้ามา ภายใน จวนรักษาเข้ามาพูดคุย รักษากับหลินเฟย อยู่บ่อยครั้งในยามนี้ บุรุษหนุ่มที่มาเกี้ยวพาราสี หญิงงามต่างก็ต้องหลบเลี่ยงให้ คุณชายวังจิน ลูกของจ้าววังมังกรผู้นี้
ด้านทะเลทราย ซินเจียง ติดกับทะเลมืด หยงหย่วน ที่แปลว่าทะเลชั่วนิจนิรันดร์ ต่างก็เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ พวกเขาเหล่าผู้ฝึกฝน ต่างก็ต้องรับมือกับ ความชั่วร้ายที่ร่างกายดำสนิทดุจหมึก คืบคลานออกมาจากทะเลมืด ออกมาโจมตีไม่ขาดสาย แถมฆ่าสังหาร เท่าใดก็ดูท่าจะไม่หมดไม่สิ้นเสียที
ทว่าเมื่อพวกเขาเหล่าผู้สูงส่ง ที่รับรู้ข่าวคราวอี้เฉิน เข้ามายังสนามรบ ต่างก็พากันเนื้อเต้น ไม่ว่าจะเป็นราชันน้อยเหรินเจี๋ย ราชัน10ทิศจ้าวเฟิง องค์ชายชิงไป๋ยี่ องค์ชายซือจงเทียน พวกเขาเองก็อยากจะแข่งขันกับอี้เฉิน อีกครา
ทว่ายามนี้ คงจะมีแค่พวก ซีเผิง ซีเยว่พร้อมกับสัตว์อสูรทั้งสองตัวของนาง หลี่หยวน แห่งตำหนักหยินหยาง จิ้งจอกน้อยหงส์เหมิง แห่งสำนักเซียนสวรรค์ ที่อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงกับข่าวคราว ของอี้เฉิน ที่พวกเขาได้รับกลับมา
แต่ที่เป็นกังวลที่สุดในยามนี้ คงจะหนีไม่พ้น เยว่ชิงเซียน ที่ใบหน้าเย็นชาของนาง ที่รับรู้ข่าวคราวของอี้เฉิน ถึงกับทำให้ใบหน้าเย็นชาเยือกเย็นของนาง พลันสลายหายไปโดยพลัน พร้อมกับสายตา ที่มองทอดยาวออกไป ในทิศทาง เขตที่ราบสูง ชิงไห่ อย่างไม่วางตา