“คุณพูดเสียอย่างกับว่าอยู่มาเป็ร้อยปีเลยค่ะ”ธามิณียิ้มล้อๆ เพราะหน้าตาของเขาอายุไม่น่าจะเกิน 30 หรอกมั้ง
เรียวปากหนาของศนิกดยิ้มราวกับเย้ยหยันในชะตากรรมของตัวเอง
“หลายร้อยปีต่างหากเธอรีบกินได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะพาเธอกลับ”
ธามิณีมองศนิอย่างไม่อยากเชื่อครั้นเธอจะถามต่อก็เกรงใจดวงตาวับๆ ที่พร้อมจะวาร์ปพาเธอไปทิ้งกลางหิมะที่เขาพูดมาเป็ความจริงหรือว่าอยากแกล้งให้เธอกลัวกันแน่ ถ้าเขาอยู่มาหลายร้อยปีตอนนี้ที่เธอเห็นคือใบหน้าที่แท้จริงของเขาซึ่งซ่อนความแก่ชราเอาไว้หรือเปล่านะถ้าอย่างนั้นเธอควรเรียกเขาว่าคุณหรือพี่ชาย ไม่สิน่าจะเรียกว่าคุณปู่ดีกว่าถึงจะไม่ถูกเข้าใจว่าลามปาม
ธามิณีเดินไปที่หน้าต่างเพื่อยืนมองหิมะที่กำลังโปรยปรายในระหว่างที่ศนิออกไปจากห้องโดยที่เขาไม่ได้บอกว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ โชคดีไม่น้อยที่เป็วันเสาร์เธอไม่มีเรียนและงานพิเศษก็อยู่่บ่าย เขาคงพาเธอกลับประเทศไทยทันกระมังหากการมาง่ายเพียงพริบตาเดียว การกลับไปคงใช้เวลารวดเร็วปานกัน เพียงแค่เธอไม่รู้ว่าต้องใช้วิธีไหนถึงจะทำแบบนี้ได้
การมีชีวิตที่ยาวนานคงทำให้เขาต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆใช่ไหม ช่างน่าสนใจว่าก่อนหน้านี้เขาไปอยู่ที่ไหนมาบ้างเขาได้เที่ยวรอบโลกแล้วหรือยังนะบางทีอาจหลายรอบแล้วก็ได้เพราะเขาบอกว่าอยู่มาหลายร้อยปี เสียงเปิดประตูทำให้ธามิณีหันไปมองแล้วยิ้มให้เขาที่กำลังกลายเป็คุณปู่ที่หน้าเด็กที่สุดในโลก
“ธามขอถามสักอย่างได้ไหมคะ”
“ได้”ศนิจะไม่ตอบก็ได้ แต่ยัยเด็กนี่คงถามอยู่ดี ต่อให้ในอนาคตเธออายุ 60 ปีก็ยังเด็กมากสำหรับเขาอยู่ดี
“คุณปู่ชื่ออะไรคะ” ธามิณีเม้มปากชักไม่แน่ใจ คงต้องอธิบายสักหน่อย“ก็คุณปู่บอกว่าอยู่มาหลายร้อยปี”
ศนิอยากจะถอนใจดังๆแต่เปลี่ยนใจเปิดประตูแล้วโอบไหล่พาธามิณีเข้ามายังอีกด้านเขาอยู่มานานจนป่านนี้แล้วความอดทนย่อมนานพอๆ กับที่ต้องอยู่มานานนั่นเอง
“ฉันมาส่งเธอแล้ว”
เพียงแค่เปิดประตูแล้วเดินมาอีกด้านก็กลับบ้านได้แล้วทำไมเธอไม่รู้สึกเวียนหัวเหมือนตอนที่เขาวาร์ปอย่างเมื่อคืนเลยล่ะ จริงๆแล้วมันก็ต่างกันนิดหน่อย เมื่อคืนเธอถูกวาร์ปจากกลางหิมะเข้ามาในห้องคราวนี้เขาเปิดประตูเพื่อย้ายมาอีกที่ หากมีตัวกลางอย่างประตูก็จะทำให้เธอไม่รู้สึกเวียนหัวใช่ไหมนะ
ธามิณีมองศนิอย่างทึ่งๆเื่แบบนี้คงธรรมดาเป็เื่ปกติสำหรับเขา แต่สำหรับเธอ หากทำแบบนี้ได้คงดีเธออยากรู้ว่ามีประตูขึ้นไปบน์ไหม เธอจะได้เปิดประตูบานนั้นไปหาพ่อกับแม่
“แล้วที่ธามถามล่ะคะ”
“ฉันให้ถามแต่ฉันไม่ได้บอกว่าจะตอบ หวังว่าเราจะไม่พบกันอีก” ศนิหันหลังกำลังจะกลับไปทางประตูบานเดิม
ธามิณียื่นมือออกไปคว้าแขนของร่างสูงใหญ่เพราะคำพูดนั้นของเขาทั้งที่เธออยากพบเขาในยามเหงา ยามมีความสุขเพราะเขาทำให้เธอรู้สึกว่าการมีชีวิตช่างมีค่า อีกทั้งเขายังเป็ปริศนาที่เธออยากหาคำตอบ อย่างน้อยเขาก็ทำให้ชีวิตของเธอไม่ว่างเปล่า
“ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้นคุณเกลียดธามหรือคะ”
ศนิหันมาไม่ทันคิดว่าการสบตาที่แฝงความเศร้าของธามิณีจะทำให้เขาเกิดคำถามว่าเคยมีใครสักบนโลกใบนี้มองเขาแบบนี้มาก่อนไหม คำตอบคือไม่เคยเขาทำให้เธอเศร้าอย่างนั้นหรือ ตอนไหนกัน
“เปล่าการที่เราพบกันนั่นหมายความว่าเกิดเื่บางอย่างที่อาจถึงชีวิตเธอไม่สมควรมาตายเพราะฉัน”
สายตาเศร้าๆของธามิณีเปลี่ยนเป็สดใสที่มาพร้อมกับรอยยิ้มทันทีศนิขมวดคิ้วมองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาทีก่อนจะหันหน้าไปแล้วก้าวเดินต่อพร้อมๆ กับประตูค่อยๆ ปิดลง
“ธามก็ไม่อยากให้คุณตายเหมือนกัน”ธามิณีป้องปากะโออกไป
เขาจะได้ยินไหมธามิณีไม่แน่ใจนัก แต่เธอได้ยินทุกคำว่าเขาไม่อยากให้เธอตายไม่ใช่เพราะเกลียดจึงไม่อยากพบกันมันน่าอุ่นใจเพราะไม่ว่าเธอจะอยู่ในอันตรายกี่ครั้ง เขาจะมาช่วยให้เธอพ้นจากอันตรายในทุกครั้งเขาทำแบบนี้เพราะอะไรกันแน่ อะไรที่ทำให้เขาต้องมาหาเธอ หากถามเขาคงไม่ตอบเธออยู่ดี ว่าแต่เธอจะได้คืนเสื้อเขาเมื่อไหร่เพราะมัวแต่คิดอะไรไปมากมายทำให้เธอลืมคืนเสื้อให้เขา
ธำรงค์ได้ยินเสียงปิดประตูจากชั้นบนของบ้านที่สาวใช้จะถูกห้ามขึ้นไปหากท่านอยู่จึงเดินขึ้นไปดูเขาเห็นร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้าต่างห้อง ทำให้รู้ว่าท่านกลับมาแล้วแต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กำหนดย้ายที่อยู่ของท่านคืออีกประมาณ 7 ปีข้างหน้า แล้วบ้านหลังต่อไปที่ท่านจะไปอยู่ไม่ใช่ประเทศไทยอีกด้วยแต่เขากลับเห็นท่านกลับมาทั้งที่ไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อนอีกทั้งสีหน้าของท่านก็ราวกับมีเื่ให้คิดจนเคร่งเครียด
“ท่านกลับมาแล้วผมควรกังวลใจไหมครับ” ธำรงค์ถามสีหน้าเป็กังวล
“ไม่มีอะไรหรอกไม่ต้องหนักใจ ผมแค่แวะมาเท่านั้น”
ธำรงค์ฟังแล้วค่อยคลายความกังวลก่อนจะขอตัวไปสั่งให้พ่อครัวเตรียมอาหารไว้ให้ท่านศนิยังครุ่นคิดทั้งเื่ที่เคยเป็ ‘ความลับ’มาตลอด ในตอนนี้มันไม่ได้เป็ความลับอีกต่อไปแล้ว เขาที่ไม่เคยมีจุดอ่อนจนกระทั่งสองร้อยกว่าปีก่อน หลังจากละเมิดกฎ์จุดอ่อนของเขาก็เกิดขึ้นทันทีและเป็แบบนั้นเรื่อยมา
“ใครที่ทำแบบนั้นใครที่รู้ความลับนี้”
การที่เขาถูกผลึกกาลดึงให้ไปช่วยธามิณีนั้นเขาพบเจอมาหลายครั้งแล้วแต่ศนิเพิ่งได้รู้เมื่อคืนก่อนว่าผลึกกาลสามารถพาธามิณีมาปกป้องเขาจากอันตรายได้เช่นกันมันเสี่ยงมาก หากธามิณีไม่แข็งแรงพอ เธอจะตายเพราะผลข้างเคียงจากการที่ผลึกกาลถูกใช้งาน
แสงสีม่วงจากพระเสาร์ที่เ้าตัวจงใจอำพรางไว้ทำให้มองด้วยสายตามนุษย์ย่อมไม่เห็นยกเว้นมนุษย์เพียงคนเดียวที่ได้ผลึกกาลแต่สายตาของเทพอย่างพระยมย่อมไม่หลุดรอดไปจากการสังเกตการณ์มาตลอดพระเสาร์มักไปอยู่สถานที่ใหม่เพื่อปกปิดตัวตนอย่างน้อย 10 ปีต่อการเดินทาง แต่คราวนี้เพียง 3 ปีก็กลับมายังบ้านหลังเดิม ทั้งที่ไม่ควรเป็แบบนั้นเหตุผลที่เป็เช่นนั้นช่างเป็ปริศนา
“แปลกจนน่าสงสัย”
แต่เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะถามความสงสัยจากพระเสาร์โดยตรงได้จากกาลก่อนเขากับพระเสาร์ก็ไม่นับว่าเป็สหายต่อกันได้ด้วยซ้ำอีกทั้งเหตุผลที่พระเสาร์ถูกลงโทษก็เพราะเขาเช่นกันแต่การที่จะรู้ว่าเหตุใดถึงเกิดเหตุการณ์นี้ก็ไม่ยากเกินกว่าพระยมจะสืบหาได้
พระเสาร์กดยิ้มที่มุมปากเมื่อรู้ได้ว่าแสงจันทร์หายไปราวกับใครสักคนมาปิดบังไว้แม้ว่าแท้จริงแล้วดวงจันทร์กำลังเข้าสู่ม่านหมอกของก้อนเมฆแต่เขารู้ว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้น และสหายสนิทกำลังเดินทางมาซึ่งใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นชุดที่สหายเทพใส่ก็ทำให้ศนิถึงกับก้มหน้ากลั้นหัวเราะนี่คือเทพที่กำลังจะไปเดินแบบบนรันเวย์กระมัง ทั้งเสื้อสูททั้งเสื้อคลุมตัวยาวแม้กระทั่งหมวกและรองเท้า ใครจะคิดว่านี่คือเทพราหู
“เราควรแปลกใจหรือใมากกว่ากันที่เห็นท่านกลับมาที่นี่เร็วกว่าคาดหมาย” พระราหูขมวดคิ้วพลางนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารอย่างกับเตรียมไว้รอ
“มีคนลอบทำร้ายเราคราวนี้เราเจ็บหนักถึงกับหลั่งเื ทั้งที่มันเป็ความลับมาตลอด 200 กว่าปี” ศนิเอ่ยเพราะความลับของเขามีเพียงเทพไม่กี่องค์ที่รู้หนึ่งในนั้นคือพระราหูแต่เหตุการณ์นี้ทำให้ศนิรู้คำตอบสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างเขากับธามิณีโดยมีผลึกกาลเป็ตัวกลางคือ ‘เื’ นั่นเอง
“อย่าบอกนะว่าเ้าสงสัยเรา”
“เปล่าเราเชื่อว่าท่านไม่มีทางหักหลัง” การที่มีอาวุธบางอย่างทำร้ายเทพกึ่งมนุษย์ได้ควรเป็ความลับการล่วงรู้ว่าอาวุธคือสิ่งใดย่อมไม่ง่าย แต่เวลานี้ได้มีผู้ล่วงรู้แล้ว
พระราหูพยักหน้าพลางหยิบขนมปังมาทาเนยการเป็เทพไม่ได้มีความหิวใดๆ แต่การกินก็เพียงเพื่อรู้รสเท่านั้นคิดเสียว่าคนเตรียมจะได้ไม่เสียน้ำใจ
“ถ้าอย่างนั้นท่านสงสัยใคร”
“เทพกึ่งมนุษย์ที่แก่นิญญาน่าจะสลายไปแล้ว”แม้จะเป็การคาดเดาของศนิ แต่ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้กับเทพที่ถูกลงโทษเช่นเดียวกับเขาหรือหากไม่ใช่เหตุผลนี้ก็คงเหลือคำตอบเดียว “หรือไม่ เราคงใกล้ดับขันธ์แล้วกระมัง”
สีหน้ารื่นรมย์ของพระราหูเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินว่าดับขันธ์ ดวงจิตของเทพกึ่งมนุษย์จะแตกสลายไม่อาจกลับมาเป็เทพได้อีกทำได้มากสุดแค่รวบรวมดวงจิตเท่านั้น ซึ่งยากเกินจะกล่าว
“เป็ไปไม่ได้”
“เป็ไปได้สิเราไม่ใช่เทพ เราคืุ์กึ่งเทพ อดีตก็เคยมีมาก่อนที่เทพซึ่งถูกลงโทษอย่างเราสุดท้ายจะดับขันธ์เมื่อถึงเวลาหนึ่ง”
สำหรับศนิแล้วการกลับไปเป็เทพจะมีเพียงเขาได้ผลึกกาลอีกครึ่งกลับคืนมาเพื่อแก้แค้นเท่านั้นหากไม่ได้ผลึกกาลมา การเป็ดวงจิตที่แตกสลายไม่รู้เื่ราวใดๆอีกก็ดีอยู่เหมือนกัน
“เวลาของท่านยังไม่มาถึงเร็วนักหรอก”
ไม่มีใครรู้คำตอบว่าแท้จริงแล้วเวลาใดที่ศนิจะเดินทางไปสู่การดับขันธ์หากการลงโทษดำเนินไปยาวนานกว่านี้ เวลานั้นอาจจะมาถึงได้ศนิไม่ได้ยี่หระต่อการดับขันธ์เพราะเขาไม่ได้มีสิ่งใดให้ห่วงหามาั้แ่แรกเวลานี้ยังคงเช่นเดิม เพียงแต่เขาอยากรู้ว่าหากมันไม่ใช่เหตุผลนี้ใครกันเล่าที่รู้ความลับนั้นและสามารถทำร้ายเขาได้
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ
อัมราน_บรรพตี