อีกสองปีจะถึงเวลาที่ต้องกลับสู่ฉางอัน แต่กว่าพี่ชายสายตรงอย่างจั๋วเจาชุ่ยจะมาถึงก็เป็่ปลายเดือน คนในสกุลโหยวส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่าตัวเองต้องยินดี...แต่จริงๆ แล้วยินดีหรือไม่ยินดีกันแน่นะ...ถ้าจะว่ากันตามเหตุผลแล้ว ญาติสนิทที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ก็ควรจะต้องมีความรู้สึกเฝ้ารอคอย แต่ทว่า...
จั๋วเจาเจียเติบโตที่สกุลโหยว ั้แ่จำความได้ คนในสกุลโหยวดีกับนางมาก ถึงแม้หลังจากเติบโตมาแล้วจะค่อยๆ เข้าใจในเื่นี้ดีขึ้น ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็ผลพลอยได้มาจากโหยวจี้ แต่บางส่วนก็มาจากสาเหตุที่ว่าตัวนางเองเป็หลานสาวสายตรงของสกุลจั๋ว อย่างน้อยที่ผ่านมานางก็ไม่เคยต้องเอาใจใครมาก่อน...ที่ผ่านมา คนใกล้ชิดเป็ฝ่ายเอาอกเอาใจนาง...
แต่จดหมายจากสกุลจั๋ว มีแต่ส่งให้ปานซื่อมาโดยตลอด ไม่เคยมีสักฉบับที่ส่งหานางเป็การส่วนตัว...อีกอย่างจดหมายเ่าั้ ถึงแม้ปานซื่อมักจะให้นางอ่านตลอด แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าในจดหมายจะมีเนื้อความถามไถ่ถึงตัวนางเลย
เป็กังวลว่าตนเองยังไม่ได้ปักปิ่น หรือว่า...ไม่ได้ใส่ใจกันแน่นะ
โหยวซั่วก็เป็ถึงลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวงของโหยวเซี่ยน! ส่วนตนเองก็เป็เพียงแค่หนึ่งในลูกสาวสายตรงของบิดามารดาเท่านั้น
อนึ่ง จากคำพูดที่ว่าคนไม่อยู่ชาเย็นชืด[1] หลายปีที่ผ่านมานี้ตนเองก็เติบโตในสกุลโหยวมาโดยตลอด ไม่เคยได้พบหน้าพ่อแม่ที่แท้จริงสักครั้ง พี่ชายสายตรงคนนี้เติบโตในจวนิ่ผิงโหว น่าจะได้รับการประคบประหงมเอาอกเอาใจเช่นกัน...น้องสาวแปลกหน้าอย่างตนนี้ เขาจะรู้สึกรักและใกล้ชิดสนิทสนมหรือไม่นะ
จั๋วเจาเจี๋ยกลับมาถึงในเรือนด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง เห็นโหยวชั่นสวมรองเท้าไม้ออกมาต้อนรับจากระเบียงทางเดิน เดินย้ำเท้าเสียงดัง บุ้ยปากบ่นมาตลอดทาง “ท่านย่าลำเอียงเหลือเกิน! ทุกครั้งที่มีเื่ต้องให้เ้าอยู่ฟังคำแนะนำทุกที แต่กลับไม่ให้ข้าฟังด้วย!”
“นั่นก็เพราะคนในสกุลจั๋วมีมากมายหลายแบบคละเคล้ากันไป ท่านยายกลัวว่าข้าจะปรับตัวไม่ได้เมื่อต้องกลับไปอย่างกะทันหันในอนาคต ดังนั้นจึงคอยตักเตือนข้าอยู่เสมอ เผื่อวันหน้าจะได้ไม่ต้องเผลอทำเื่น่าขบขันออกไป” จั๋วเจาเจี๋ยถอนหายใจ เหลือบมองนางแล้วพูดต่อ “แต่ท่านพี่น่ะไม่เหมือนกัน ท่านเติบโตในบ้านของตัวเอง กับสกุลไป๋ก็คุ้นเคยกันเป็อย่างดี ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน ท่านยายก็เลยไม่ต้องเป็ห่วงท่านพี่”
โหยวชั่นไม่ทันรู้สึกตัวว่านางกำลังขมวดคิ้วอย่างหนัก พูดด้วยความโมโห “คำพูดนี้ปลอบใจข้าไม่ได้หรอก อันที่จริงท่านย่าน่ะรักเ้ามากกว่า...เห้อ ช่วยไม่ได้ ท่านย่ามีหลานสาวห้าคน แต่มีเพียงท่านอาคนเดียวที่เป็ลูกสาวแท้ๆ ถ้าเทียบกับเ้าซึ่งเป็หลานยายเพียงคนเดียวที่เติบโตอยู่เคียงข้าง พวกเราซึ่งเป็หลานย่าไม่อาจสู้ได้หรอก”
รีบพูดต่อเหมือนได้คืบจะเอาศอก “เ้าอยู่ที่นี่เหมือนพรากเอาความรักของหลานสาวอย่างพวกข้าไป คิดบ้างไหมว่าจะชดใช้ความผิดให้ข้าได้อย่างไร” แม้จะแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน แต่น้ำเสียงเจือไปด้วยความเ็ป
จั๋วเจาเจี๋ยกระพริบตาปริบๆ “ท่านพี่ ข้าขอโทษ!”
โหยวชั่นนิ่งรออยู่ครู่หนึ่ง เห็นนางไม่พูดอะไรอย่างอื่นอีกจึงถามขึ้นว่า “นี่เรียกว่าการชดใช้ความผิดแล้วหรือ”
“นี่ไม่ใช่การชดใช้ความผิด คงไม่ต้องให้ข้าทำพิธีคำนับแบบสามหมอบเก้ากราบ[2]หรอกนะ” จั๋วเจาเจี๋ยบุ้ยปากถาม “ท่านพี่มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ”
“เ้านี่นะ!” โหยวชั่นส่ายศีรษะ แกล้งทำเป็พูดอย่างคับแค้นใจ “เจาเจี๋ยนับวันยิ่งไม่น่ารักเสียแล้ว! เมื่อก่อนตอนเ้ายังเด็ก มีอะไรเ้าก็จะพูดกับข้าทุกเื่ เดี๋ยวนี้พอข้าไปอยู่ที่บ้านสกุลไป๋เพียงไม่กี่วัน กลับมาเ้าก็ไม่ยอมบอกข้าเสียแล้ว! ยังมาถามอีกว่าข้ามีธุระอะไร...หากไม่มีกิจอันใดก็ไม่สามารถมาหาเ้าได้แล้วหรือ”
“แต่ข้ากลับรู้สึกว่าท่านพี่ไปอยู่ที่บ้านสกุลไป๋หลายวัน กลับมาแล้วน่ารักขึ้นมาก” จั๋วเจาเจี๋ยบุ้ยปากตอบ “ทุกวันนี้มีทักษะการออดอ้อนที่น่าพึงพอใจมากขึ้น ถ้าให้คนสกุลไป๋บางคนมาเห็นเข้า อาจจะรู้สึกว่าคนที่น่ารักที่สุดในแผ่นดินนี้คือท่านพี่ก็ได้นะเ้าคะ!”
บางคนที่นางพูดถึงก็คือไป๋จื่อจิ้งคู่หมั้นคู่หมายแต่เด็กของโหยวชั่น
โหยวชั่นหน้าแดงระเรื่อ พูดด้วยความโมโห “พูดจาเหลวไหล!”
จั๋วเจาเจี๋ยเบี่ยงตัวหลบแล้วค่อยอธิบาย “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเป็คุณชายคนไหนเสียหน่อย อาจจะเป็คุณหนูสกุลไป๋ก็ได้ ทำไมท่านพี่ต้องหน้าแดงด้วยล่ะ แล้วยังจะหยิกข้าเสียอีก”
“เชอะ! เ้านึกว่าข้าไม่รู้จักจิตใจอันชั่วร้ายของเ้าอย่างนั้นหรือ” โหยวชั่นวิ่งไล่ตามนางเข้าไปในเรือนจนมาถึงในห้องถึงเพิ่งจับได้ แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อไปหมดแล้ว บิดตัวจั๋วเจาเจี๋ย้าให้นางขอโทษ
จั๋วเจาเจี๋ยย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว “ท่านพี่ต่างหากที่เขินไปเอง!”
“ข้าเขินตรงไหน ข้าไปอยู่เป็เพื่อนคุณหนูสี่สกุลไป๋เท่านั้น!” โหยวชั่นสางปอยผมที่สยายออกมา แล้วทำท่าจะนั่งลงข้างๆ นาง นางเพิ่งสังเกตเห็นว่าจั๋วเจาเจี๋ยอารมณ์เหมือนไม่ค่อยเท่าไร จึงไม่ถือสาหาความเื่การขอโทษอีก พูดอย่างจริงจัง “ข้าพูดธุระจริงๆ เลยแล้วกัน เดือนหน้าคุณหนูสี่สกุลไป๋ก็จะออกเรือนแล้วมิใช่หรือ ตอนนี้นางกำลังหนักใจอยู่ ชวนให้พวกเราไปอยู่เป็เพื่อนนางล่วงหน้าหลายวันหน่อย เมื่อหลายวันก่อนนางยังกำชับมาเป็พิเศษให้ชวนเ้าไปด้วย เ้าจะว่าอย่างไรล่ะ”
“ถึงตอนนั้นพี่ชายของข้าน่าจะมาถึงแล้ว หากทิ้งเขาคนเดียวเอาไว้ที่นี่...” จั๋วเจาเจี๋ยยังพูดไม่ทันจบ โหยวชั่นก็จับแขนนางเขย่าไม่หยุด “เห้อ เ้าอย่าเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านเลย พี่ชายสกุลจั๋วของเ้าไม่ใช่หลานยายของสกุลโหยวหรอกหรือ ท่านยายรักเ้ามากขนาดนี้ พี่ชายได้พบกับครอบครัวเป็ครั้งแรก แล้วจะละเลยเขาได้อย่างไร ในบ้านมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กอยู่เต็มไปหมด ยังจะกลัวไม่มีใครมาต้อนรับขับสู้เขาอีกหรือ”
จั๋วเจาเจี๋ยพูดอย่างเฉื่อยชา “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปเสียหน่อย! เพียงแต่ว่า ท่านพี่บอกว่าล่วงหน้าหลายวัน แล้วมันกี่วันกันเล่า อย่างไรก็คงจะทันพี่ชายของข้ามาถึงใช่ไหม”
“พี่ชายจากสกุลจั๋วจะมาถึงตอนสิ้นเดือน พอเขามาถึงพวกเราค่อยไปที่บ้านสกุลไป๋!” โหยวชั่นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ครุ่นคิดแล้วกำชับอีกครั้ง “ตอนเ้าไปก็อย่าแต่งตัวให้มันสดใสมากนักละ!”
“เอ๊ะ” จั๋วเจาเจี๋ยเหลือบมองนางด้วยความแปลกใจ
โหยวชั่นพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตอนนี้คุณหนูสี่สกุลไป๋กำลังกังวลใจมาก ข้างกายจะต้องมีคนคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา นางเองก็ไม่ชอบพูดคุยกับสาวใช้ ดังนั้นเด็กสาวจากหลายสกุลที่เป็ญาติๆ กันต่างก็ตอบตกลงที่จะไปอยู่เป็เพื่อนนาง ปัญหาคือถึงแม้นางจะเป็คนที่หน้าตาสะสวย แต่มักจะดูท่าทางซังกะตาย เหมือนอย่างเ้ากับคุณหนูสกุลเมิ่งที่หน้าตาสะสวยน่ารักแล้วยังแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสอีก เมื่อไปยืนอยู่ข้างๆ นาง พอถึงเวลาก็คงกลบรัศมีความงดงามของเ้าสาวจนหมดสิ้น ระวังพี่สาวสี่สกุลไป๋จะโกรธเ้าไปทั้งชาติ!”
“แต่ในเมื่อต้องอยู่เป็เพื่อนจนนางออกเรือน คงจะไม่ได้ให้แต่งแต่ชุดสีเรียบหรอกนะ” จั๋วเจาเจี๋ยตอบอย่างไม่พอใจ “ยังจะมาว่าข้ากับคุณหนูสกุลเมิ่งอีก คราวก่อนที่ท่านใส่ชุดกระโปรงเฮอจื่อสีแดงทับทิมปักลวดลายผีเสื้อกับดอกไม้ไปหานางมันไม่สดใสตรงไหน”
“ข้าเองก็ไม่ได้เกิดมาหน้าตาดีเหมือนเ้ากับคุณหนูเมิ่งเสียหน่อย” โหยวชั่นได้ยินดังนั้นก็ลูบคลำใบหน้าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว พูดด้วยน้ำเสียงปนความเศร้า “แต่ข้าไม่ชอบคุณหนูสกุลเมิ่ง ถึงแม้นางจะเป็ญาติผู้น้องของพี่สะใภ้รอง แต่เทียบกับพี่สะใภ้รองไม่ติดเลย เย่อหยิ่งเกินไป หากพูดถึงฐานอำนาจของสกุลเมิ่งก็ดูธรรมดาทั่วไป ไม่มีอะไรนอกจากการที่บิดาเป็ไท่โส่วของม่อหลิง แต่นางกลับทะนงตนในอำนาจของบิดา เที่ยวกดหัวคนอื่นไปทั่ว!”
นางมีใบหน้ากลมมน ขนตาเรียวยาว ดวงตาสดใส ฟันขาว น่ารักมากกว่าสวย ส่วนจั๋วเจาเจี๋ยเป็แบบฉบับของสาวน้อยผู้มีหน้าตาอ่อนเยาว์และงดงามราวกับดอกไม้ผลิบาน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad
[1] เป็การเปรียบความสัมพันธ์ของผู้คนที่จืดจางไปตามกาลเวลาเมื่อจากลา
[2] เป็การคำนับแบบจีนโดยคุกเข่าลงเอาหน้าผากแตะพื้น