เมื่อได้ยินแบบนี้ อาหญิงใหญ่จิ่งก็เข้าใจทันทีว่าหลิวชุนฮวาไม่ได้สนใจเป็นตายร้ายดีของจิ่งเยี่ยนกุยเลยสักนิด มิเช่นนั้นสิ่งที่ควรจะถามควรจะเป็นอายุเท่าไหร่ มีใครในครอบครัวบ้าง ไม่ใช่ถามแต่เรื่องตำแหน่งและสินสอด
หากหลิวชุนฮวาเป็นห่วงจิ่งเยี่ยนกุยจริง อาหญิงใหญ่จิ่งอาจจะต้องคิดดูอีกที แต่เมื่อเห็นท่าทีของหลิวชุนฮวาในตอนนี้ อาหญิงใหญ่ก็เข้าใจทุกอย่าง “เป็นหัวหน้าหน่วยงาน มีพื้นเพดีมาก ว่ากันว่าในครอบครัวยังมีคนรู้จักอยู่ในเมืองใหญ่ของมณฑลด้วย”
“ไม่ขอปิดบัง ท่านผู้นำท่านนี้ หลังจากที่เมียตายไปแล้ว มีหลายคนอยากจะส่งลูกสาวของตัวเองไปให้เขามากมาย แต่เขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์ ไม่ได้มองแค่คนที่สวยและอ่อนเยาว์ ฉันว่าเยี่ยนกุยจะต้องเข้าตาเขาอย่างแน่นอน”
เมื่อฟังจากคำพูดของเธอ หลิวชุนฮวาก็เข้าใจความหมายเช่นกัน พอเมียของท่านผู้นำตายก็มีคนอยากจะส่งคนไปให้เขา นั่นหมายความว่าอะไร? หมายความว่าท่านผู้นำท่านนี้เป็นคนบ้ากาม!
ท่านผู้นำเป็นหัวหน้าในหน่วยงาน แถมยังมีคนรู้จักในเมืองใหญ่อีก นี่แสดงว่าเขามีพื้นเพลึกซึ้ง
หลิวชุนฮวารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง นี่มันประกอบสร้างคนที่พร้อมจะทรมานจิ่งเยี่ยนกุยโดยเฉพาะ! ผู้นำที่เจ้าชู้และคงจะเป็นคนหลายใจมากด้วย เมื่อเขาเอาใจจิ่งเยี่ยนกุยได้ไม่กี่ปีก็เขี่ยทิ้งไปแน่นอน แบบนี้เธอจะได้ทั้งเงิน แถมยังทำลายจิ่งเยี่ยนกุยไปได้ทั้งชีวิต นี่มันเหมือนกับการค้าขายที่คุ้มที่สุดในโลก!
ส่วนทางด้านตระกูลฟาง หลิวชุนฮวาคิดว่าตระกูลฟางเก่งกาจที่สุดแค่ในหมู่บ้าน ถึงฟางชิงสือที่เป็นผู้อำนวยการจะถือว่าสุดยอดแล้ว แต่เมื่อเทียบกับในเมืองใหญ่ก็ไม่นับว่าเป็นอะไร
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลฟางก็เป็นแค่คนนอก ไม่มีพี่น้องคอยช่วยเหลือ เมื่อเทียบกับผู้นำใหญ่ๆ แบบนั้น ฟางเสียนจือถึงแม้จะชอบจิ่งเยี่ยนกุยมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะคนพวกนั้นสามารถบีบให้ตระกูลฟางยอมแพ้ได้ในพริบตา
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยกลายเป็นคนของผู้นำใหญ่แล้ว แค่เธอใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรนิดหน่อย จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็แต่งงานเข้าตระกูลฟางได้ไม่ยาก
เธอรีบพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ ฉันจะขอบคุณอาหญิงใหญ่เป็นอย่างดีเลย!”
อาหญิงใหญ่จิ่งก็ยกยิ้มแล้วพูดว่า “ยังไงซะฉันก็เป็นอาของเยี่ยนกุย เห็นหลานสาวกำลังหลงทาง ก็ต้องช่วยดึงกลับมาหน่อย รอให้หลานแต่งงานไปแล้ว ลดทิฐิลงบ้าง ชีวิตก็จะสุขสบาย”
ทั้งคู่ต่างก็คิดแผนการอยู่ในใจ ไม่มีใครคิดเลยว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเห็นด้วยหรือไม่ ราวกับว่าเมื่อพวกเธอกำหนดเรื่องนี้แล้ว ยังไงจิ่งเยี่ยนกุยก็จะเชื่อฟังแต่โดยดี
หลังจากตกลงเรื่องของจิ่งเยี่ยนกุยเสร็จ ทั้งคู่ก็รู้สึกอารมณ์ดี หลิวชุนฮวาจึงฉวยโอกาสพูดเรื่องอยากให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเข้าไปเรียนในเมือง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เธอก็ยังลากจิ่งเยี่ยนกุยออกมาว่าร้ายอีกครั้ง “เมื่อวานเสี่ยวเยวี่ยไปสอบเข้าโรงเรียนในเมือง ท่านผู้อำนวยโรงเรียนคนนั้นก็รู้จักกับเยี่ยนกุยพอดี ไม่รู้ว่าเยี่ยนกุยไปพูดอะไรกับท่านผู้อำนวยการของโรงเรียน โรงเรียนถึงได้จงใจออกข้อสอบยากๆ เพื่อแกล้งเสี่ยวเยวี่ยจนสอบไม่ผ่าน”
“อาหญิงใหญ่อยู่ในเมือง อาเขยก็ทำงานในหน่วยงาน เป็นคนมีหน้ามีตา มีคนรู้จักมากมาย เสี่ยวเยวี่ยก็เรียนเก่ง แต่คุณภาพการสอนของโรงเรียนในอำเภอไม่ดี เธอจะต้องไปเรียนในเมืองให้ได้ก่อนถึงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เสี่ยวเยวี่ยยังเป็นคนที่รู้จักบุญคุณ จะต้องดูแลอาหญิงใหญ่อย่างดีแน่”
บ้านของอู๋ต้าเฉิงก็เป็นผู้นำระดับเล็กในเมืองใหญ่ ไม่ได้มีเส้นสายมากนัก แต่การจัดแจงที่เรียนให้คนรู้จักก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องยาก
อาหญิงใหญ่จิ่งรีบตกลงทันที “ช่วงนี้ต้าเฉิงไปทำงานต่างจังหวัด รอเขากลับมาฉันจะบอก เสี่ยวเยวี่ยเป็นหลานสาวของฉัน ทั้งเรียนเก่ง แถมยังฉลาดอีก ฉันจะเมินเฉยได้ยังไง! เรื่องนี้วางใจได้เลย สำเร็จแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำยืนยัน หลิวชุนฮวาก็ดีใจอย่างมาก รีบพูดจาประจบประแจงอาหญิงใหญ่จิ่งทันที
อาหญิงใหญ่จิ่งฟังแล้วรู้สึกสบายใจ นึกถึงสามีที่ช่วงหลายปีมานี้พยายามทุกวิถีทางเพื่อเลื่อนตำแหน่ง เมื่อมีโอกาสที่จะได้รู้จักกับผู้นำระดับสูงขึ้นไปอีก เธอจึงรู้สึกเบิกบานในใจ จึงชวนหลิวชุนฮวาและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างนอก
หลังจากกินเสร็จ หลิวชุนฮวาก็พาจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับหมู่บ้านอิ๋นซาน ตอนที่มาเธอกังวลใจมาก แต่ตอนกลับเธอก็ดีใจจนเหมือนดอกไม้กำลังผลิบาน
เธอบอกกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยว่า “อย่าเห็นแค่ว่าวันนี้อาหญิงใหญ่พูดง่ายแบบนั้นปกติหล่อนไม่เคยสนใจพวกเราเลยสักนิด นอกจากจะกลับมาเยี่ยมบ้านปีละครั้งในช่วงปีใหม่ ที่เหลือก็ใช่ว่าจะกลับมาอีก!”
“เมื่อก่อนตอนมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วไปขอความช่วยเหลือ หล่อนก็ชอบทำหน้าบึ้งเหมือนลา”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับคิดเรื่องอื่น “แม่ แม่ว่าผู้นำที่อาหญิงใหญ่จะแนะนำให้จิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนแบบไหน? อายุเท่าไหร่?”
หลิวชุนฮวาหัวเราะเยาะ “ความสามารถมีแค่ไหนคงไม่รู้ แต่ฟังจากน้ำเสียงที่อาหญิงใหญ่พูดวันนี้ คนนั้นต้องมีอายุมากกว่าสี่สิบปีขึ้นไป แล้วก็คงจะเป็นคนเจ้าชู้ ถ้าจิ่งเยี่ยนกุยแต่งงานไปแล้วได้ลำบากแน่”
“แต่จิ่งเยี่ยนกุยก็หมั้นกับฟางเสียนจือแล้ว เรื่องนี้อาหญิงใหญ่ต้องรู้ไม่ช้าก็เร็ว คงไม่พอใจแน่” จิ่งเสี่ยวเยวี่ยพูดถึงความกังวลใจ “ถ้าหล่อนเกิดไม่พอใจ แล้วเรื่องโรงเรียนของหนูจะทำยังไง?”
หลิวชุนฮวายิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง แม่จัดการเอง อาหญิงใหญ่คงไม่สะดวกที่จะพาฝ่ายชายมาดูตัวที่หมู่บ้าน เรื่องนี้ก็ต้องผ่านมือแม่อยู่ดี ถึงตอนนั้นแม่จะถ่วงเวลาหล่อนไปก่อน หล่อนจะเข้าใจความหมายของแม่ แล้วต้องจัดการเรื่องโรงเรียนของหนูให้ก่อนแน่นอน”
“แม่ไม่กลัวอาหญิงใหญ่โกรธเหรอคะ” จิ่งเสี่ยวเยวี่ยถามอีก
หลิวชุนฮวาหัวเราะเบาๆ “อาหญิงใหญ่ทำเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีเจตนาดีอะไรอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นก็อย่าไปพูดถึงเรื่องของคนอื่นเลย การจัดการเรื่องของตระกูลฟางอาจจะยุ่งยากกว่า แต่ลูกก็รู้ว่าคนในบ้านอาหญิงใหญ่มีอำนาจขนาดไหน! คาดว่าผู้นำระดับสูงที่อยู่เหนืออาเขยใหญ่คงจะมีอำนาจมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเกิดว่าเขาถูกใจจิ่งเยี่ยนกุย อาจจะแย่งตัวไปเลยก็ยังได้”
เมื่อได้ฟังดังนั้น จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็รู้สึกสบายใจขึ้น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “แม่นี่รอบคอบจริงๆ”
หลิวชุนฮวาพูดด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย “จริงๆ แล้วถ้าจิ่งเยี่ยนกุยเชื่อฟังแม่แล้วลงไปทำงานที่ทางใต้เพื่อหาเงินให้แม่นะ ตัวมันเองก็คงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่มันดันอยากจะก่อเรื่องที่บ้าน แถมยังทำให้ครอบครัวแตกแยกอีก ไหนจะทำให้แม่เสียชื่อเสียง แม่เลยไม่อยากทนอีกแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นบทเรียนให้มันแล้วกัน”
เพราะเรื่องนี้ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยจึงรู้สึกดีขึ้นมาก คลายความโกรธจากเรื่องที่ถูกจิ่งเยี่ยนกุยฉีกหน้าต่อหน้าคนมากมายเมื่อวานไปได้ส่วนหนึ่ง
หลังจากสองแม่ลูกหลิวชุนฮวาออกไปไม่นาน อู๋ต้าเฉิงก็กลับมา อาหญิงใหญ่จิ่งก็รีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้เขาฟัง “นี่เป็นโอกาสที่ดีเลยนะ จิ่งเยี่ยนกุยคุณก็เคยเห็นแล้ว รูปร่างหน้าตาหาคนเทียบได้ยาก ไม่ว่าในอำเภอไหนก็หาคนที่สวยกว่าหล่อนไม่ได้แล้ว!”
“คุณแค่ส่งหล่อนไปให้อวี๋ซือเหยี่ย เรื่องนี้จะต้องสำเร็จแน่นอน พอเรื่องสำเร็จ และเขามีความสุขแล้ว ตำแหน่งของคุณได้เลื่อนอีกขั้นแน่”
อู๋ต้าเฉิงคิดทบทวนถึงรูปร่างหน้าตาของจิ่งเยี่ยนกุยอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย