ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๖๙ วานรน้อยเวรุงกะ (re-edition)

            ปรากฏการณ์วิญญาณมังกรสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วแผ่นดินชมพูทวีป ข่าวเหตุการณ์พิสดารถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ตำนานราชันมังกรผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นโอริสาได้หวนกลับมาอีกครั้งแล้ว

            ที่เมือง ‘ชลเขต’ เมืองสำคัญด้านการค้าทางตอนเหนือของแคว้นอโยธยา ตั้งอยู่จุดบรรจบของสองแม่น้ำใหญ่เป็นคุ้งน้ำเชื่อมต่อระหว่างอีกสองแคว้นคือมัธยปุราและโอริสา

            ท่าเรือหลายแห่งจอดด้วยเรือสำเภาสินค้านับร้อยๆ ลำ ทั้งยังมีตลาดย่านการค้าอันใหญ่โตเป็นศูนย์รวมสินค้านานาชนิด กรรมกรกุลีกุจอแบกหาม พ่อค้าวาณิชทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้งวันคลาคล่ำด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศเป็นที่วุ่นวายอึกทึกเมืองหนึ่ง

            ร้าน ‘ธาราเทพโภชนา’ เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ เรือนไม้สองชั้นสี่คูหาด้านหนึ่งติดถนนด้านหนึ่งติดแม่น้ำ จำหน่ายอาหารเลิศรสรองรับลูกค้าได้หลายร้อยคน ในเวลาใกล้เที่ยงเช่นนี้โต๊ะเกือบร้อยตัวแทบหาที่ว่างไม่ได้

            .. เสียงสนทนาของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่นั่งดื่มกินทำลูกค้ารอบบริเวณให้ความสนใจ

            “ท่านพี่ ! ทราบข่าวใหญ่จากโอริสนครหรือไม่” เสียงของชายแต่งกายราวพ่อค้าผู้หนึ่ง

            “ข่าวคราวอันใดหรือ ..” เสียงของชายชาวยุทธจักรรูปร่างสูงใหญ่มีหนวดเคราเฟิ้มอีกผู้หนึ่ง

            “นั่นสิ .. ข่าวอันใดทำท่านกระตือรือร้นเช่นนี้ ..” เสียงกล่าวถามด้วยความสนใจของชายรูปร่างผอมที่นั่งร่วมโต๊ะ

            พ่อค้าผู้นั้นกล่าว “นี่พวกท่านไม่ทราบข่าวกันเลยหรือ ..”

            “ใช่ข่าวกระบี่วิญญาณมังกรหรือไม่ ข้าเคยได้รับฟังมาบ้าง” เสียงชายอ้วนโต๊ะด้านข้าง พวกมันขึ้นล่องแคว้นโอริสาและอโยธยาเป็นประจำต่างคุ้นเคยกันและกัน

            “มิผิด .. สหาย ..” พ่อค้าผู้นั้นกล่าวตอบ แล้วจึงกล่าวว่า “ข้านี้เพิ่งกลับมาจากโอริสนคร .. มีเหตุการณ์ที่ทำผู้คนทั้งเมืองแตกตื่นกันทั่วหน้า ตั้งแต่เบื้องล่างจนถึงเบื้องสูง .. ล้วนไม่มีข้อยกเว้น”

            ผู้คนอีกโต๊ะหนึ่งหยุดรับประทานอาหารแล้วยกมือทั้งสองขึ้นคารวะ มันกล่าวด้วยมารยาทว่า “ข้านี้กำลังจะเดินทางไป ... ท่านพี่รบกวนช่วยเล่าความ ...”

            การแลกเปลี่ยนข่าวสารของพ่อค้าชาวยุทธจักรถือเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเมืองใหญ่เช่นนี้ ยิ่งเป็นศูนย์รวมข่าวสารชั้นยอด

            พ่อค้าผู้นั้นคารวะตอบแล้วจึงกล่าวให้ได้ยินกันโดยทั่วกันว่า

            “เมื่อสิบกว่าคืนก่อน .. กลางดึกสงัดของราตรีกาล เกิดเสียงดังกัมปนาท ราวผืนฟ้าจะถล่มลงมา”

            “พร้อมการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง .. เหมือนผืนแผ่นดินจะพลิกกลับ .. ปลุกผู้คนตื่นทั่วทั้งพระนคร”

            “ข้านี้ตกใจสะดุ้งตื่นจากนิทรา .. เมื่อออกไปดูพบว่าที่เบื้องนอกมีแสงสีเรืองรองพุ่งขึ้นจากพระราชวังหลวง .. ลำแสงเป็นลำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า .. ช่างงดงามราวแสงจากสวรรค์”

            พ่อค้าผู้นั้นสายตาส่องประกาย วาจาถ่ายทอดจนเห็นภาพ ทำผู้คนรอบข้างให้ความสนใจ

            “.. แล้วเป็นเช่นไรต่อ” ชายชาวยุทธจักรไว้เคราที่นั่งร่วมโต๊ะกล่าวถาม

            พ่อค้าผู้นั้นจึงเล่าต่อ

            “ภายในราชวังหลวงเกิดความอลหม่าน .. ทหารราชองครักษ์ แลกรมเมืองต่างระดมกำลังกันออกมา”

            “ลำแสงนั้นปรากฏอยู่ราวครึ่งชั่วโมงแล้วจึงสงบลง .. คงเหลือแต่รังสีศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมพระราชวังหลวง”

            “ลำแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นยังคงอยู่ .. ยิ่งในยามค่ำคืนยิ่งเห็นได้ชัดเจน”

            “... พวกท่านรู้หรือไม่ เป็นเพราะสิ่งใด”

            .. เปี๊ยะ ! เสียงตบมือของชายอ้วน แล้วจึงโพล่งตอบ “.. กระบี่วิญญาณมังกร ! .. กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ในวิหารมังกรบุราณกลางพระราชวัง”

            ฮือออออออ .... เสียงครางอย่างแตกตื่นของผู้คนในร้านอาหาร

            ทุกผู้คนทั้งแผ่นดินต่างรับรู้ ‘กระบี่วิญญาณมังกร’ คือกระบี่วิเศษ ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์สุดยอดของแคว้นโอริสา

            ชาวยุทธจักรมีเคราผู้เดิมกล่าวเสริม “กระบี่วิญญาณมังกรเป็นสิ่งวิเศษคู่บ้านคู่เมืองของโอริสา คงอยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์”

            ชาวยุทธจักรอีกผู้หนึ่งถาม “เป็นเช่นไร .. พี่ท่าน ..”

            ชาวยุทธจักรมีเคราผู้นั้นกล่าวเล่าราวผู้รอบรู้

            “กระบี่วิเศษที่ผู้คนภายนอกมิเคยได้เห็น ว่ากันว่าเป็นของปฐมกษัตริย์”

            “ปฐมกษัตริย์ .. ราชันมังกร แห่งราชวงศ์มหาเทวา .. ตำนานแห่งแคว้นที่มีมากว่าสามพันปี”

            “และกระบี่ถูกบรรจุอยู่ในวิหารใจกลางพระราชวัง เป็นกระบี่สร้างด้วยผลึกแก้วมีขนาดสูงใหญ่กว่าห้าสิบศอก”

            ห้าสิบศอก ! กระบี่สูงห้าสิบศอก !!!

            ฮือออออออ .... เสียงของผู้คนภายในร้านอาหาร พวกมันอุทานด้วยความตื่นตะลึง

            .. กระบี่อันใดมีขนาดใหญ่โตเช่นนี้ .. จะมีผู้ใดสามารถถือได้ .. ใช่กล่าวเกินจริงหรือไม่

            รอจนเสียงอุทานเงียบหาย พ่อค้าต้นเรื่องกล่าว “มิผิด ! ท่านทั้งหลาย ..” แล้วจึงกล่าวว่า

            “กระบี่วิเศษที่สงบนิ่งมากว่าสามพันปี แต่กลับแสดงพลังออกมา พวกท่านทราบหรือไม่เป็นเพราะเหตุใด ..”

            ทุกคนภายในร้านอาหารเงียบกริบ พ่อค้าผู้นั้นยิ้มแล้วจึงกล่าวต่อ

            “นั้นต้องย้อนไปถึงตำนานของราชันมังกรเมื่อสามพันปีก่อน ..”

            “ราชันมังกรผู้รวบรวมแผ่นดินแคว้นโอริสา กล่าวว่าเป็นโอรสเทวาจากสวรรค์ มีพลังยุทธ์เวทเลิศภพจบแดน”

            “แต่ท่านผู้นี้กลับหายสาบสูญไปตั้งแต่วัยฉกรรจ์ ทิ้งราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ให้ทายาทราชวงศ์ได้ปกครองสืบมา”

            “มีเรื่องเล่าว่า .. หากท่านราชันมังกรหวนคืนกลับสู่แผ่นดิน กระบี่วิญญาณมังกรนั้นจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง”

            ฮือออออออ .... เสียงครางของผู้คนในร้านอาหาร พวกมันกำลังฟังอย่างออกอรรถรสราวรับฟังนิทานเรื่องหนึ่ง

            “นั่นนน ! นั่นหมายความว่า .. ราชันมังกรในตำนานหวนกลับมาแล้ว” เสียงชายผู้หนึ่งโพล่งขึ้นมา

            ฮือออออออ .... เสียงครางอีกครั้งของผู้คนในร้านอาหาร

            “มิผิด ! ฮา” พ่อค้าต้นเรื่องกล่าวตอบ

            “แล้วเป็นเช่นนั้น .. จริงหรือไม่ ..” ไม่รู้เสียงกล่าวถามจากโต๊ะใด ทำเสียงภายในร้านอาหารเงียบลงอีกครั้ง

            พ่อค้าต้นเรื่องยืนขึ้นยกมือขึ้นคารวะ มันแสดงท่าทางราวเป็นผู้รอบรู้แล้วจึงกล่าวว่า

            “ก่อนจากมา ข้าได้รับข่าวสารลับว่า มีบุคคลผู้หนึ่งเดินทางเข้าราชวังหลวง”

            “อาจเป็นเชื้อสายแห่งราชวงศ์ แต่คนผู้นี้ไม่เคยถูกบรรจุอยู่ในทำเนียบบุคคลในราชวงศ์มาก่อน”

            “ต่างคาดการว่า .. บุคคลผู้นี้อาจเป็น ราชันมังกร ผู้หวนคืนกลับมา ...”

            ฮือออออออ .... เสียงครางดังขึ้นเป็นระยะๆ เสียงผู้คนต่างวิพากษ์

            “.. ข่าวสารนี้แพร่กระจายไปตามแคว้นต่างๆ แล้ว”

            “.. ผู้ครองแคว้นทั้งใหญ่น้อยต่างส่งสารขอเข้าคารวะท่านมังกรเรืองโรจน์”

            “.. เพื่อสยบข่าวลือไม่พึงประสงค์ ทางโอริสาคงต้องจัดงานชุมนุมใหญ่ภายในเร็ววันนี้ เป็นแน่ ..”

            การวิพากษ์เรื่องราวยังดำเนินต่อ .. ที่มุมหนึ่งของร้านอาหารมีบุรุษผู้หนึ่งรับฟังอย่างจดจ่อ

            บุรุษผู้นี้ลักษณะดังชาวยุทธ์มีรูปร่างสูงโปร่งริมฝีปากไว้หนวดเรียวยาว แต่งกายธรรมดาด้วยเสื้อผ่าสีทึบโพกศีรษะด้วยผ้าทอมองคล้ายกับนักเดินทาง ...

            มันชำระอัฐแล้วรีบออกจากร้านอาหารในทันใด .. บุรุษผู้นั้นคือ ... สุเรน

             

            ณ พิภพสัตว์อสูร ...

            สติของอุทัยค่อยๆ ฟื้นคืน ร่างกายกลับมาสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง พลังปราณเต็มเปี่ยมไปทั่วทั้งอณูของชีพจร มันสัมผัสได้ถึงความอุ่นสบายกำลังโอบล้อมทั่วร่างกาย

            เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองแก้ผ้าแช่อยู่ในแอ่งหินขนาดใหญ่บรรจุด้วยของเหลวชนิดหนึ่ง ของเหลวสีส้มร้อนแรงคือหินหลอมเหลวใต้พื้นพิภพ กำลังเดือดพล่านเคลื่อนไหวเป็นกระแสไหลวนส่งไอฟุ้งฉุนกึก

            อุทัยถึงกับสะดุ้ง ! ความอุ่นสบายที่รู้สึกมาจากหินหลอมเหลวเหล่านี้ ดูท่าทางคงไม่ร้อนแรงดังลักษณะที่เดือดปุดๆ ของมัน

            เมื่อเงยหน้าขึ้นมองพบเห็นแต่สีขาวโพลน รอบข้างเป็นหุบเขาสูงชันปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ลมภูเขากระโชกรุนแรงน้ำแข็งโปรยปรายปลิดปลิวเป็นสาย แค่มองดูยังรู้สึกหนาวเย็นจนกรามบนและล่างกระทบกันดัง .. กึกก กึกก .. กักก กักก ..

            .. หินร้อนหลอมเหวเดือดพล่าน .. กับดินแดนน้ำแข็งเย็นยะเยือก เมื่อร้อนและเย็นกระทบกันก่อเกิดเป็นไอน้ำฟุ้งกระจายไปทั่ว

            .. ทั้งสองสิ่งแตกต่างกันสุดขั้วแต่กลับมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างไม่ควรเป็นไปได้

            หรือ .. ทั้งหมดเป็นเพียงภาพมายา

            หรือ .. มันยังหลับฝันอยู่ในเรือนพักคนงานสำนักตักสิลา

            แล้วค่อยๆ หวนคำนึงทบทวนเรื่องราว ยกมือขึ้นคลำหาผลึกที่ประดับบนหน้าอก .. ผลึก ‘วัตวสะมาร’ หายไป .. สิ่งนั้นไม่คงอยู่แล้ว !!!

            อุทัยสงบจิตใจค้นหาบางสิ่งในห้วงคำนึง .. เจอแล้ว !

            .. ภายในจิตวิญญาณเกิดการขยายตัวของมวลมิติแผ่ออก กลายเป็นห้วงจักรวาลกว้างใหญ่โดยไร้ที่สุด แสงหลากสีจากดวงดาวบ้างเป็นเส้นสายบ้างเป็นกลุ่มก้อนส่องระยับอยู่ทั่ว

            .. ที่ไกลออกไปพบเห็นเงาร่างของบุพอสูรนั่งขัดสมาธิลอยอยู่อย่างสงบ

            .. นี่เราสามารถเข้ามาในมิติของบิดาอสูรได้หรือนี่ .. อุทัยกล่าวกับตนเอง

            อุทัยถอนจิตออกจากมิตินั้น แล้วจึงส่งสายตาสอดส่องไปทั่ว .. แต่ก็ไม่พบบุคคลอื่นอีก ..

            อุทัยหารู้ไม่ว่า .. มันเป็นผู้นำพลังอสูรกลับมายังพิภพแห่งนี้ พลังอสูรบรรพกาลที่ระเบิดออกจากดวงวิญญาณได้หวนคืนสู่ผืนแผ่นดิน หยดน้ำในลำธาร และละอองอณูของอากาศ

            ถึงแม้พลังนั้นเหมือนน้อยนิดเมื่อเปรียบเทียบกับพิภพอันยิ่งใหญ่ แต่นั่นคือแก่นพลังอสูรอันบริสุทธิ์ที่เข้าไปกระตุ้นแกนพลังแห่งพิภพให้ขับเคลื่อนหมุนวน

            .. ไม่รู้ผ่านไปอีกนานเท่าไร .. อุทัยลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

            มันลุกขึ้นเดินออกมาจากบ่อหินหลอมเหลวสีส้มที่กำลังเดือดปุดๆ เท้าสัมผัสกับพื้นที่เป็นชั้นน้ำแข็งเรียบราบ ความร้อนจากร่างกายกระทบถูกความหนาวเย็นรอบข้างเกิดเป็นเสียงซู่ซ่าพร้อมไอน้ำฟุ้งกระจาย

            “!!!” อุทัยมองเห็นบางสิ่งตั้งไว้บนโขดหินด้านหน้า

            เป็นผ้าผืนถูกพับเอาไว้ .. ผ้าทอหยาบสีหม่นที่ญานินดาเคยใช้คลุมร่างกาย

            ด้านบนวางไว้ด้วยดาบสั้น ‘สยบจักรภพ’ สีดำสนิทของมัน “หรือเป็นนางเตรียมเอาไว้ให้ .. แต่เอ ... นางไปไหนเสียแล้ว” อุทัยกล่าว

            มันมองหาญานินดาแต่ก็ไม่พบเจอผู้ใด เมื่อพิจารณาสิ่งของพบว่ามีชั้นเกล็ดน้ำแข็งปกคลุม .. คงถูกวางไว้นานแล้ว

            ... จุดที่ยืนอยู่คือยอดเขาสูงปกคลุมด้วยน้ำแข็งหิมะ น้ำแข็งละลายเป็นสายน้ำค่อยๆ รวมตัวกันไหลลงสู่เบื้องล่าง .. อุทัยเดินไปตามลำธารนั้น

            ลำธารไหลผ่านชะง่อนหินเกิดเป็นน้ำตกสายเล็กๆ อุทัยไม่รอช้าวางสิ่งของไว้ แล้วตรงเข้าไปสู่สายน้ำตก

            น้ำใสสะอาดบริสุทธิ์เย็นเยียบไหลผ่านผิวหนังอันร้อนแดง ความร้อนนั้นทำน้ำแปรเปลี่ยนเป็นไอกระจายฟุ้งออกเป็นวงกว้าง

            .. อุทัยรู้สึกสุขสดชื่นเย็นสบาย สมองปลอดโปร่งกระปรี้กระเปร่า ... แต่

            “!!!” อุทัย มีบางสิ่งผิดปกติ !

            เงาสีขาวแล่นผ่านวูบหนึ่ง .. ผ้าผืนและสิ่งของมันอันตรธานหายไปแล้ว ..

            อุทัยแสร้งเป็นไม่สนใจ .. สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ลอบแอบมองมา มันแอบอยู่หลังโขดหินใหญ่ห่างไปกว่าสามสิบก้าว

            .. เจ้าสิ่งนั้นสูงยังไม่ถึงครึ่งแข้งของอุทัย ตัวผ่ายผอมมีขนสีขาวบริสุทธิ์ปกคลุมทั่วตัว แขนขาลีบหางยาวม้วนเป็นวงใบหน้าสีดำดวงตากลมโตมีประกายอัคคีสีแดง

            มันคือวานร ! .. วานรตัวน้อย ! ..

            อุทัยท่าร่างวูบวาบ .. ร่างอันเปล่าเปลือยมายืนอยู่บนก้อนหินก้มมองลงมาด้วยความสนใจ

            เจ้าวานรตัวนี้ซุกซนอยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งรอบตัว กำลังก้มหน้าก้มตาพยายามดึงดาบสยบจักรภพออกจากฝัก .. มันเงยหน้าขึ้นมาพบเจออุทัยจ้องมองอยู่ ..

            .. เจี๊ยกกกก !!! .. เจ้าวานรน้อยตกใจสะดุ้งร้องอุทาน

            มันหน้าตาเหลอหลา .. ราวหัวขโมยถูกเจ้าทรัพย์จับได้พร้อมของกลาง

            .. ว๊าบบบ ! วานรน้อยหายไปในบัดดล .. มันรวดเร็วดังสายลมกระโดดทีเดียวไปอยู่บนก้อนหินอีกก้อนห่างไปห้าสิบก้าวแล้ว

            .. เจี๊ยกกกก !!! .. เจ้าวานรน้อยร้องเสียงหลง .. ไม่รู้อุทัยติดตามมาอยู่บนก้อนหินก้อนนั้นตั้งแต่เมื่อใด

            .. ว๊าบบบ ! วานรน้อยกระโดดหนีอีก คราวนี้กระโดดสองทีห่างจากจุดเดิมกว่าร้อยก้าว

            อุทัยครุ่นคิด ‘เจ้าลูกลิงตัวนี้รวดเร็วยิ่งนัก!’ .. มันนึกสนุกใช้ท่าร่างตามติดไม่เลิกรา

            .. เจี๊ยกกกก !!! .. เจี๊ยกกกก !!! .. เสียงวานรน้อยร้อง .. มันแลบลิ้นใส่แล้วจึงกระโดดหนีต่อ

            .. ตุ๊บบบ ! วานรน้อยกระโดดหนีอย่างไกล มาหยุดยังก้อนหินใหญ่

            .. เจี๊ยกกกก !!! มันต้องตกใจอีกครั้งเมื่อพบเห็นอุทัยมายืนอยู่ด้านหลังของมัน

            .. ฟึ๊บบบ ! วานรน้อยกระโดดขึ้นกิ่งไม้ใหญ่

            .. จั๊กกกกก !!! อุทัยนั่งอยู่บนกิ่งไม้ด้านข้างมัน

            วานรน้อยถือดาบสยบจักรภพกระโดดหนีไปมานับสิบครั้ง แต่ก็อุทัยติดตามราวกับเงาจนไม่สามารถสลัดหลุดได้

            .. จ๊ากกกก !!!!! เจ้าวานรร้องเสียงหลงแหกปากดังลั่นหางของมันถูกกระชากดึงเอาไว้ .. มันโมโหจนน้ำลายไหลยืด นำดาบสั้นในมือขว้างใส่อุทัยอย่างแรง

            ฮา ! ฮา ! เสียงหัวเราะของอุทัย พร้อมยกแขนซ้ายขึ้น

            .. หมับบบ ! มือซ้ายคว้าจับดาบไว้อย่าง่ายดาย แล้วจึงนำปลอกดาบเคาะหัวเจ้าวานรแสนซน

            .. โป็กกก !!! เสียงดังชัดเจน เจ้าวานรน้อยถึงกับตาเหล่น้ำตาเล็ด .. มันเดินโซซัดโซเซ .. แล้วจึงถูกอุทัยจับยกขึ้น

            .. เจี๊ยกกกก !!! .. เจี๊ยกกกก !!! .. เจี๊ยกกกก !!! .. วานรน้อยพยายามดิ้นหลบหนีแต่ก็ไม่สามารถ

            เสียงร้องของเจ้าวานรน้อยดังไปทั่วทั้งภูเขา

            .. โอ๊กก ! โอ๊กกกกก !!! เสียงคำรามดังมาแต่ไกล เงาร่างสีขาวกระโดดโลดแล่นพุ่งตรงมาจากตีนเขาอย่างรวดเร็ว

            .. ฟิ๊ววววว ฟิ๊ววววว .. ตุ๊บบบบ ... ร่างวานรอสูรตัวยักษ์ใหญ่สีขาวหยุดยืนบนพื้น .. เป็นราชันคองอเวจีนั่นเอง

            .. เจี๊ยกกกก !!! .. เจ้าวานรน้อยดิ้นหลุดจากอุ้งมือกระโดดเข้าไปหาราชันคองอเวจี

            .. จั๊กกก ! จั๊กกก ! เจี๊ยกกก ! .. ฮะ บะ ฮะ .. มันกระโดดเหย่งๆ ชี้มือชี้ไม้มายังอุทัย ราวเด็กน้อยกำลังฟ้องร้องต่อบิดา

            .. โป็กกก !!! เสียงดังฟังชัด ราชันคองอเวจีนำมะเหงกเขกหัว เจ้าวานรน้อยนำมือขึ้นกุมกบาลรู้สึกเจ็บจนน้ำหูน้ำตาไหล

            ราชันคองอเวจีชันเข่าแล้วกล่าวต่ออุทัย “นายท่านตื่นแล้ว!”

            “เจ้าเวรุงกะ บุตรตัวนี้มิได้ความ .. ให้มาเฝ้าคอยรับใช้ แต่กลับมาสร้างความรำคาญแก่นายท่านแล้ว ..”

            ราชันคองอเวจีส่งสายตาตำหนิเจ้าวานรน้อยซึ่งเป็นบุตรของมันเอง วานรน้อยมีชื่อว่า ‘เวรุงกะ’ เป็นคองอเวจีเยาว์วัย มีนิสัยซุกซนดื้อด้านสร้างความเบื่อหน่ายแก่บิดาตลอดมา

            เจ้าเวรุงกะครางหงิงๆ ทำท่าประท้วงจับใจความได้ว่า ‘ผู้ใดจะไปรู้ ! .. บิดาให้คอยเฝ้ารอ บุตรอสูรบรรพกาล .. แต่ข้ามิเจอนายท่านอสูร กลับมีเพียงสิ่งมีชีวิตคล้ายวานรแก้ผ้าเล่นน้ำตกอยู่ เพียงนึกสนุกหาเรื่องเล่นแก้เหงาเท่านั้น’

            .. กรรร ! ราชันวานรคำรามใส่เจ้าวานรน้อย .. ยกมือทำท่าจะตบกบาลผู้บุตรของมันที่ไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ..

            “เอาล่ะ .. เอาล่ะ .. อย่าไปถือสาเจ้าลิงน้อยนี่เลย” อุทัยกล่าวอย่างไม่นำพา แล้วถามต่อว่า “ข้าหลับไปนานเท่าไร”

            ราชันคองอเวจีตอบว่า “เพียงเก้าสิบราตรีเท่านั้น .. เก้าสิบ .. ไม่ขาดไม่เกิน ..”

            “!!!” อุทัยหน้าเหวอ นอนหลับชั่วครู่กลับใช้เวลาถึงเก้าสิบคืน มันถามต่อ

            “แล้วเจ้าพบเห็นสตรีผมสีแดงที่มากับข้าหรือไม่” อุทัยกล่าวถามถึงญานินดา มันแปลกใจที่ไม่พบเห็นนาง

            “สตรีปักษาผมสีชาด .. นางไปแล้ว !” ราชันคองอเวจีกล่าวสีหน้านิ่ง ”.. นางบินจากไปแล้ว !”

            แต่ .. คำตอบนี้ทำอุทัยสมองอื้ออึง ... ญานินดา .. นางจากมันไปแล้ว ! .. เป็นไปได้อย่างไรกัน !!!