หนึ่งชั่วโมงผ่านไปอาหารก็ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อย
ซูเจี๋ยนรีบมานั่งรอที่โต๊ะทานอาหารโดยอัตโนมัติกวาดตาชื่นชมผลงานจากการลงมือลงแรงของอันอี่เจ๋อ
มีไข่ผัดมะเขือเทศจานหนึ่ง เนื้อเส้นผัดพริกเขียวจานหนึ่งแล้วก็ยังมีต้มซี่โครงหมูใส่หัวมันอีกถ้วยหนึ่ง มองดูแวบแรกรูปลักษณ์ของอาหารทุกจานนั้นดูดีเอามากๆ
ซูเจี๋ยนบุ้ยปากอย่างผิดหวัง
อันอี่เจ๋อยื่นตะเกียบคู่หนึ่งส่งมาให้ :“เป็อะไรไป”
เพราะไม่มีโอกาสได้เยาะเย้ยนายก็เลยไม่มีความสุขไงล่ะ!
ซูเจี๋ยนฝืนเค้นหัวเราะแห้งแล้งออกมา : “ไม่มีอะไร” จากนั้นก็ยื่นตะเกียบไปทางจานอาหารอย่างหงุดหงิด
หลังจากคีบไข่ผัดมะเขือเทศเข้าปากไปคำหนึ่งซูเจี๋ยนก็ดูตื่นเต้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“ไข่ผัดมะเขือเทศจานนี้ของคุณ....ใส่เกลือลงไปเยอะแค่ไหน”
อันอี่เจ๋ออึ้งงันไป : “ไม่ได้ใส่เกลือใส่น้ำตาลเป็หลัก..... หรือว่า——”
ซูเจี๋ยนกระหยิ่มยิ้มย่องยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น : “เดาได้เลยคุณคงสับสนเกลือกับน้ำตาลล่ะสิท่า”
อันอี่เจ๋อ : “……”
จากนั้นซูเจี๋ยนก็หันปลายตะเกียบไปทางเนื้อเส้นผัดพริกเขียวแล้วก็มีสีหน้าครุ่นคิดซับซ้อน
อันอี่เจ๋อมองดูอีกฝ่ายเงียบๆ
ซูเจี๋ยนพลันเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น : “พริกเขียวยังไม่ค่อยสุก”
อันอี่เจ๋อยกถ้วยต้มซี่โครงหมูใส่หัวมันชามนั้นออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ซูเจี๋ยนแปลกใจขึ้นมาทันที : “ทำอะไรของคุณ”
อันอี่เจ๋อตอบเสียงเรียบ : “ต้มถ้วยนี้ไม่ต้องลองชิมแล้ว”
ซูเจี๋ยนคิดในใจ : โอกาสดีที่จะได้เยาะเย้ยนายอยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้วฉันจะปล่อยไปได้ยังไง! คิดได้แบบนี้แล้วก็พลันยื่นมือไปแย่งถ้วยต้มซี่โครงหมูมาจ้วงช้อนตักใส่ปากซดเข้าไปคำหนึ่งอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ได้แต่อมน้ำซุปช้อนนั้นไว้ในปาก จะกลืนก็กลืนไม่เข้าจะคายก็คายไม่ออก
สุดท้ายหลังจากฝืนกล้ำกลืนของเหลวในปากลงไปได้อย่างยากลำบาก ซูเจี๋ยนก็เอ่ยถามขึ้น :“นี่คุณใส่น้ำตาลลงไปในต้มซี่โครงหมูแทนเกลือเหรอเนี่ย”
อันอี่เจ๋อพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน
ซูเจี๋ยนมีความสุขสุดๆหากถามว่าเขาซูเจี๋ยนคนนี้ชอบทำอะไรเป็ที่สุดน่ะหรือ? ก็ย่อมต้องเป็การโจมตีเ้าศัตรูหัวใจอันอี่เจ๋อคนนี้น่ะสิ!เขาซูเจี๋ยนชอบมองดูอะไรเป็ที่สุดน่ะหรือ? ก็ย่อมต้องเป็สีหน้าปั้นยากของเ้าศัตรูหัวใจอันอี่เจ๋อหลังจากที่โดนโจมตีจนแตกพ่ายน่ะสิ!
อันอี่เจ๋อ ต่อให้นายสูง หล่อ รวย แล้วยังไงล่ะ? ต่อให้นายเป็ประธานกรรมการได้ั้แ่อายุสามสิบแล้วจะนับเป็อะไร? ยุคนี้สมัยนี้ ผู้ชายคนไหนทำกับข้าวไม่ได้ก็ไม่ใช่ผู้ชายในฝันแล้ว!
ซูเจี๋ยนรู้สึกว่าในที่สุดตัวเองก็หาจุดอ่อนของอันอี่เจ๋อเจอแล้วจึงตื่นเต้นดีใจไม่หยุด ฉีกยิ้มกว้างจนมุมปากแทบถึงใบหูอยู่รอมร่อ
อันอี่เจ๋อเห็นอีกฝ่ายดื่มน้ำต้มซี่โครงหมูเสร็จก็แย้มยิ้มเต็มใบหน้าดีอกดีใจขนานใหญ่ปานนี้ ก็อดงุนงงสงสัยไม่ได้ : “ดีใจอะไรขนาดนั้น”
“อ๋า?” ซูเจี๋ยนได้สติกลับมา มองเห็นอันอี่เจ๋อกำลังมองตนด้วยแววตาแปลกประหลาดแน่นอนว่าย่อมไม่กล้าบ่งบอกความคิดในสมองของตนออกไปตามตรงจึงได้แต่หาเหตุผลมากลบเกลื่อน : “ฉันคิดว่าต้มซี่โครงถ้วยนี้ก็ไม่เลวเลยดื่มลงไปแล้วก็คล่องคอมาก”
อันอี่เจ๋อวางท่าเคร่งขรึมอีกครั้งจากนั้นก็ผลักชามต้มซี่โครงหมูมาให้ : “ในเมื่อเธอชอบงั้นก็ให้เธอหมดเลยแล้วกัน”
ซูเจี๋ยน : “……”
อันอี่เจ๋อผุดลุกขึ้นยืน กล่าวเสียงเรียบ :“ฉันสั่งอาหารจากข้างนอกเข้ามาดีกว่า”
ซูเจี๋ยนรีบหยุดเขาไว้ทันที : “ไม่ต้องไม่ต้อง! ในเมื่อทำมาแล้วก็กินกันเถอะไม่งั้นก็เสียดายของแย่!”
หลังจากอันอี่เจ๋อยอมวางโทรศัพท์แล้วทรุดกายลงนั่งแล้วซูเจี๋ยนก็สาละวนตักอาหารให้เขาอย่างกระตือรือร้น : “นี่คนทำอาหารน่ะเหนื่อยที่สุด คุณต้องทานเข้าไปให้เยอะๆ ล่ะ!”
อันอี่เจ๋อมีท่าทางลังเล ลองชิมไปคำเล็กๆจากนั้นก็วางตะเกียบลง ไม่กล่าววาจาออกมาแม้แต่คำเดียว
ที่ฝั่งตรงข้าม ซูเจี๋ยนแย้มยิ้มเบิกบานไปถึงหัวคิ้วั์ตาแล้ว
อันอี่เจ๋อ : “นี่ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
ซูเจี๋ยนมีสีหน้าเหรอหราไปทันที : “อ๋า?”
อันอี่เจ๋อชี้ไปยังจานอาหารที่ตัวเองทำออกมา :“ฉันทำอาหารไม่สำเร็จ เธอก็ดีใจขนาดนี้เลย?”
ซูเจี๋ยนรีบส่ายหน้ารัวๆ แสดงท่าทางว่าตัวเองใสซื่อบริสุทธิ์ใจ
อันอี่เจ๋อกลับพ่นลมหายใจเบาๆ ออกมาอย่างดูแคลน :“เด็กน้อยจริงๆ”
ซูเจี๋ยนอยู่ไม่สุขขึ้นมาทันที : “ใครเป็เด็กน้อยกัน!” ป๊ะป๋าคนนี้เป็ผู้ชายตัวโตๆคนหนึ่ง อายุอานามก็เกือบสามสิบได้แล้วนะเฟ้ย นายแก่กว่าฉันก็แค่ปีเดียวเท่านั้นมีอะไรให้โอ้อวดมิทราบ
“ปีนี้เธอแค่ยี่สิบเอ็ดเองนะ”เสียงทุ้มของอันอี่เจ๋อกล่าวตอบ
เอ๋? ซูเจี๋ยนรู้สึกว่าเหนือความคาดหมายจึงตกตะลึงอยู่บ้างสาวน้อยซูเป็ครูโรงเรียนมัธยม อย่างน้อยก็ต้องจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแล้วสิต่อให้เพิ่งจบปีนี้พอดี แต่อายุยี่สิบเอ็ดนี่ก็จะเด็กเกินไปหน่อยแล้ว! หรือว่า เธอจะเป็พวกเรียนข้ามชั้น?
ทันใดนั้นซูเจี๋ยนก็อัดอั้นตันใจขึ้นมาเล็กน้อยแม้การได้ย้อนวัยจะถือเป็โชควาสนา แต่จู่ๆ ได้กลับมาย้อนวัยด้วยวิธีนี้ก็ไม่อาจทำใจให้รู้สึกดีได้จริงๆ
อย่างไรก็ตามด้วยใบหน้าอ่อนเยาว์ของสาวน้อยซูคนนี้ ก็ไม่อาจบ่งบอกอายุแท้จริงได้แต่แรกแล้วแม้ว่าตอนนี้จะอายุยี่สิบเอ็ดแล้ว แต่ก็ยังดูอ่อนกว่าวัยอยู่มากทั้งหัวคิ้วั์ตายังมีความสดใสน่ารักต่อให้แกล้งปลอมตัวเป็เด็กมัธยมปลายอายุสิบห้าสิบหก ก็ยังสามารถทำได้แบบไม่มีปัญหา!
พูดไปแล้วแบบนี้ก็เท่ากับว่าอันอี่เจ๋อไปหาเด็กสาวที่อ่อนกว่าตัวเองตั้งเก้าปีมาแต่งงานด้วยไม่ใช่หรือไงกัน?
อันอี่เจ๋อเอ๊ยอันอี่เจ๋อกลายเป็ว่านายชอบแบบนี้นี่เองสินะ.....เฮะๆๆๆๆ
ซูเจี๋ยนยกนิ้วกลางกับนิ้วชี้ขึ้นมาลูบไล้ปลายคางชำเลืองมองอันอี่เจ๋อแล้วหัวเราะอย่างมีเลศนัย : “นี่คุณชอบแบบพวกโลลิสินะ”
อันอี่เจ๋อมองตอบกลับมาด้วยแววตาว่างเปล่า
ซูเจี๋ยนแสดงสีหน้า ‘พี่ชายฉันเข้าใจดีหรอกน่า’ ออกมาทั้งยังกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้าอกเข้าใจ : “ผู้ชายก็แบบนี้ล่ะนะตอนอายุสิบแปด ก็ชอบสาวอายุสิบแปด จนอายุยี่สิบแปด ก็ยังชอบสาวอายุสิบแปดอยู่นั่นเองต่อให้จะอายุสามสิบแปดหรือสี่สิบแปด หรือต่อให้ถึงหนึ่งร้อยแปดเด็กสาวอายุสิบแปดก็ยังเป็ที่รักใคร่ที่สุดตลอดกาล! ไม่เห็นมีอะไรต้องปิดๆบังๆ นี่นา ถึงยังไงสาวน้อยโลลิก็มีข้อดีอยู่ตั้งสามอย่าง น่ารักขบเผาะ, เปราะบางนุ่มเนียน แถมยังผลักล้มได้ง่ายอีกต่างหาก ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้นแหละ!”
อันอี่เจ๋ออับจนถ้อยคำผ่านไปครึ่งค่อนวันจึงค่อยเอ่ยปากขึ้นมาได้ : “หลังจากเธอเสียความทรงจำไปนี่ดูเหมือนจะ.....เปิดเผยจริงใจขึ้นเยอะเลยนะ”
ซูเจี๋ยนรู้สึกหนาวะเืขึ้นมาวูบหนึ่งหรือว่าเ้านี่จะเกิดสงสัยอะไรขึ้นมาแล้ว?
ชั่วขณะนั้นจึงเลียบเคียงถามออกไปอย่างระมัดระวัง: “แล้ว.... ก่อนหน้านี้ฉันเป็ยังไงเหรอ”
อันอี่เจ๋อ : “ก่อนหน้านี้เธออบอุ่นอ่อนโยนแล้วก็เรียบร้อยกว่านี้มาก”
ซูเจี๋ยนได้แต่ตอบกลับในใจ : นั่นก็เพราะคุณผู้หญิงคนก่อนหน้านี้เธอเป็กุลสตรีโดยเนื้อแท้ทั้งร่างกายและจิตใจน่ะสิส่วนไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าแกตอนนี้น่ะ กลับเป็ชายแท้ที่ต้องแกล้งทำเป็ผู้หญิง!ป๊ะป๋าคนนี้ก็เป็ผู้ชายอกสามศอกคนหนึ่งนะว้อย! จะให้ไปหาความอบอุ่นอ่อนโยนและเรียบร้อยจากที่ไหนมาให้แกมิทราบ?
ซูเจี๋ยนกระแอมกระไอ กล่าวว่า : “อันที่จริง นิสัยตอนนี้แหละถึงจะเป็ตัวตนจริงๆ ของฉัน ก่อนหน้านี้น่ะเพราะว่าแม่ป่วย ในใจฉันก็ย่อมต้องกังวลจนไม่เป็อันทำอะไรจะเปิดเผยจริงใจแบบนี้ได้ที่ไหนล่ะยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกับคุณด้วยเป็ธรรมดาที่ต้องสงวนท่าทีเอาไว้บ้าง ตอนนี้ฉันเสียความทรงจำไปหมดแล้วก็ต้องกลับเป็ตัวของตัวเองแบบนี้แหละ”
เห็นอันอี่เจ๋อยังครุ่นคิดไม่ยอมตอบคำในใจของซูเจี๋ยนก็รู้สึกหนักอึ้งเป็กังวลขึ้นมา เกรงว่าตนจะเผลอเผยพิรุธออกไปดังนั้นจึงรีบร้อนกล่าวเสริมไปอีก : “ที่จริงแล้วคุณน่ะไม่เข้าใจผู้หญิงเอาซะเลยถ้าไม่ได้อยู่ต่อหน้ากลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคยก็ย่อมต้องทำตัวแตกต่างเป็ธรรมดาอยู่แล้ว! ยังเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า: คนไม่รู้จักคิดว่าฉันเป็สาวน้อยวัยใสธรรมดาๆคนที่รู้จักคิดว่าฉันเป็สาวน้อยเรียบร้อยมีการศึกษามีแต่เพื่อนสนิทที่สุดเท่านั้น ที่จะรู้ว่า แท้จริงแล้วฉันก็เป็แค่สาวน้อยเซ่อซ่าคนหนึ่ง!”
อันอี่เจ๋อยังครุ่นคิดอยู่อีกครู่หนึ่งจากนั้นก็จ้องมองอีกฝ่าย : “งั้นตอนนี้พวกเราก็นับว่าเป็เพื่อนสนิทที่สุดได้แล้วล่ะสิ?”
ซูเจี๋ยนส่งเสียงออกมาอย่างงงงัน : “หา?”
อันอี่เจ๋อพลันผุดลุกขึ้น โทรศัพท์สั่งอาหารจากข้างนอกเข้ามาทาน
คราวนี้ซูเจี๋ยนไม่ได้รั้งเขาไว้อีกเพราะถึงอย่างไรจุดประสงค์ที่จะเย้ยหยันกลั่นแกล้งอีกฝ่ายก็บรรลุเป้าหมายไปอย่างงดงามแล้วดังนั้นก็ไม่จำเป็ต้องไปเสี่ยงชีวิตฝืนกล้ำกลืนกินผลงานอันเหนื่อยยากของอันอี่เจ๋อลงไปในท้องอีก
หลังจากอมยิ้มร่าเริงนั่งฟังอันอี่เจ๋อโทรสั่งอาหารอยู่ครู่หนึ่งซูเจี๋ยนรู้สึกอารมณ์ดีปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างมาก ชั่วขณะนั้นเองในสมองก็มีแสงสว่างจ้าวาบผ่านเพิ่งจะทำความเข้าใจประโยคเมื่อครู่ของอันอี่เจ๋อได้กระจ่างแจ้งก็ตอนนี้เอง
——งั้นตอนนี้ พวกเราก็นับว่าเป็เพื่อนสนิทที่สุดได้แล้วล่ะสิ?
กย๊าาา! อันอี่เจ๋อ!แกน่ะสิสาวน้อยเซ่อซ่า! บ้านแกเป็สาวน้อยเซ่อซ่ากันหมดทั้งบ้าน!