หวังไคไท่ตบบ่าอันเจิง “ไม่ต้องเป็นห่วงตอนนี้ทั้งในและนอกวังหลวงมีการดูแลอย่างเข้มงวด คงไม่เกิดเรื่องผิดพลาดอะไรหรอกอีกอย่าง หินพวกนี้ตอนอยู่ที่โรงจวี้ฉ่างเจ้าก็ดูหมดแล้ว หากมีจริง ๆมันก็คงเป็นกล่องนั่น ต่อให้แคว้นโยวจะมีความซื่อสัตย์แค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์และคงไม่กล้ายื่นมีดให้ราชาหรอกเจ้าแค่สังเกตกล่องนั่นก็ได้แล้ว”
อันเจิงพยักหน้า เขาเพิ่งจะเดินออกไปก็ถูกฟางเต้าจือรั้งไว้“ให้เจ้า”
อันเจิงหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นของชิ้นเล็กมากดูแล้วราวกับเป็นปากกาขนนกแท่งหนึ่ง
“เป็นของที่บิดาข้าเคยใช้”ฟางเต้าจือพูดเสียงเบาราวกับไม่มีความพิเศษใด ๆ อันเจิงกล่าวขอบคุณและไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษเขาถือปากกาแท่งนั้นไว้กลางมือ
อันเจิงเดินไปบนแท่นเวที แล้วยืนตรงหน้าราชามู่ฉางเยียน
ราชามู่ฉางเยียนประทับยืนขึ้น จากนั้นก็ทรงลากมืออันเจิงเดินไปยืนหน้าขุนนางทุกคน“ก่อนหน้านี้พวกเจ้าต่างรู้ว่ามีคนช่วยกู้หน้าข้าที่โรงจวี้ฉ่าง แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่เขาอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น?”
ความจริงแล้วทุกคนต่างรู้ดีแต่เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เข้ากับราชา ทุกคนจึงแสดงสีหน้าราวกับตกใจไม่น้อย
ราชามู่ฉางเยียนตรัสต่อ “เคยมีคำกล่าวว่านักรบอายุน้อยดูแล้วอันเจิงก็คือนักรบผู้กล้าแห่งแคว้นเยี่ยน อายุน้อยใฝ่เรียนรู้และมีใจช่วยแคว้นเยี่ยนสร้างผลงาน ตอนนี้ยังเข้าสำนักวรยุทธ์ชางอีกข้าคิดว่านี่ยังไม่พอ อีกไม่นานข้าจะรอดูเขาในงานเทศกาลใบไม้ร่วงด้วย ดีหรือไม่?”
“ขอบพระทัยที่ทรงชมพ่ะย่ะค่ะแต่แคว้นเยี่ยนมีผู้มากพรสวรรค์นับไม่ถ้วน ด้วยความสามารถอันน้อยนิดที่กระหม่อมมีการเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงก็เห็นจะยากอยู่เหมือนกัน”
ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลเสียงดัง“ข้ารู้ ตอนนี้แคว้นเยี่ยนมีหนุ่มมากพรสวรรค์มากมาย ไม่ต้องพูดถึงที่อื่น เพียงแค่ในเมืองฟางกู้ก็มีหลายคนที่ตราชื่ออยู่ในใจข้าแล้วซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติง เฟิงเสี่ยวหยางแห่งสำนักไท่ซ่างเต้าและเนี่ยชิงแห่งสำนักวรยุทธ์ชาง ทุกคนต่างเป็นผู้มากพรสวรรค์ที่เจอได้ในรอบร้อยปีตอนนี้มีอันเจิงเพิ่มมาอีก ราชาแคว้นเยี่ยนอย่างข้าจะไม่มีความสุขได้อย่างไร?”
เหล่าขุนนางแคว้นเยี่ยนชูกำปั้นขึ้นมาทันที“สวรรค์คุ้มครองแคว้นเยี่ยน สวรรค์คุ้มครองราชา!”
เห็นได้ชัดว่าราชามู่ฉางเยียนทรงมีความสุขมากจากนั้นก็ทรงชี้ไปบนเวที “ขุนนางแห่งแคว้นโยวบอกว่าหากผ่าก้อนหินเหล่านี้แล้วเจออะไรก็จะมอบให้ข้า แต่ข้าว่ามันดูไม่ค่อยสนุกเอาอย่างนี้ดีกว่า อันเจิง...เจ้าขึ้นไปดูหน่อย จากนั้นก็บอกว่าด้านในคืออะไรหากเจ้าพูดผิดข้าจะลงโทษเจ้า”
เมื่อเห็นสายพระเนตรของราชามู่ฉางเยียนอันเจิงรู้ดีว่าพระองค์ก็ทรงเป็นกังวลเช่นเดียวกัน จึงให้เขาขึ้นไปดูก่อนว่าด้านในมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ก้อนหินเหล่านี้ ตอนอยู่ที่โรงจวี้ฉ่างอันเจิงก็ดูหมดแล้วและแน่ใจว่าด้านในไม่มีอะไรแต่เวลานี้ชาวโยวยกมาถึงตำหนักวิหารสวรรค์ แน่นอนว่าต้องมีเหตุผลอื่นแน่
อันเจิงพยักหน้า“อย่างนั้นกระหม่อมก็เสียมารยาทแล้ว”
เขาเดินไปยังแท่นเวที ส่วนชายชุดแดงก็มีแววตาประหลาดเหมือนเขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอันเจิงจะต้องขึ้นมา แต่กลับไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย
“คุณชายอัน เจอกันอีกแล้วนะ”ชายสวมชุดแดงยกมือคารวะ
อันเจิงยกมือคารวะตอบ “เจอกันอีกแล้ว”
“ก้อนหินเหล่านี้ก่อนหน้านี้คุณชายอันก็ดูหมดแล้วสิ?”
อันเจิงพยักหน้า “ใช่แล้ว”
ชายชุดแดงถาม “อย่างนั้นด้านในมีอะไรคาดว่าคุณชายอันก็คงจะรู้ดีอยู่แล้ว”
อันเจิงส่ายหน้า“ยังต้องดูอย่างละเอียดอีกครั้ง”
ชายชุดแดงผายมือออกไปทำท่าเชื้อเชิญ “เช่นนั้นก็เชิญคุณชายอันดูได้เดิมทีความสามารถของคุณชายอันก็ทำให้ข้ายกย่องมากอยู่แล้ว ครั้งนี้มีโอกาสได้ดูอีกครั้งก็นับว่าเป็นวาสนาของข้า”
อันเจิงไม่กล้ามั่นใจจนเกินไปหลังจากเดินไปถึงก้อนหินเหล่านั้นเขาก็ดูอย่างละเอียด โดยเฉพาะก้อนหินที่ขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรเขาเดินวนอยู่หลายรอบแต่กลับดูไม่ออกว่าด้านในคืออะไร ไม่ว่าจะมองอย่างไร อันเจิงก็แน่ใจว่าด้านในไม่มีกลิ่นอายของหยกแห่งวิญญาณเลยสักนิดแต่มีกลิ่นอายของเยาโซ่วที่ถูกเปลี่ยนพลังต้นกำเนิดด้วยโอสถวิญญาณ อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งในใจกลับรู้สึกสับสนขึ้นมา หากเสี่ยวช่านอยู่ด้วยก็คงดีแต่ทว่าเหตุการณ์ตรงหน้าก็ไม่ควรให้เสี่ยวช่านโผล่หน้ามาอยู่ดี
“ไม่มี” อันเจิงชี้ไปยังก้อนหินที่ใหญ่เท่าลูกแตงโม
ช่างผ่าหินของตำหนักวิหารสวรรค์เดินเข้ามาจากนั้นก็ผ่าหินด้วยความชำนาญ ปรากฏว่าด้านในก็ไม่มีหยกแห่งวิญญาณจริง ๆ
ผู้คนด้านล่างต่างตะโกนว่าดีมากและอันเจิงก็ได้ยืนยันความสามารถของตัวเองอีกครั้ง
ชายชุดแดงยืนปรบมืออยู่ด้านข้างราวกับเขาชื่นชมความสามารถของอันเจิงอย่างจริงใจ
“คุณชายอัน ข้ายังยืนยันคำเดิมหากเจ้ายินยอมไปแคว้นโยวละก็ จะต้องมีรายได้มากกว่าอยู่ที่นี่หลายเท่าข้าคิดว่าทุกคนต้องเข้าใจดีเจ้าเพียงคนเดียวก็สามารถหารายได้เข้าแคว้นเป็นกอบเป็นกำแล้ว”
คำพูดนี้ของเขาชัดเจนมากแต่การพูดตรงไปตรงมาในสถานการณ์แบบนี้ สำหรับอันเจิงก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก
ราชาและไทเฮาประทับนั่งอยู่ไม่ไกล ฉะนั้นจึงทรงได้ยินทุกคำพูดของชายชุดแดงราชามู่ฉางเยียนทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย ส่วนไทเฮาก็ทรงมีรังสีสังหารปรากฏขึ้นมาในพระเนตร
อันเจิงยิ้มพลางพูดขึ้น “ไม่ทราบว่าท่านนี้เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนหรือไม่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แคว้นโยวมีจิตรกรท่านหนึ่ง พู่กันเขาราวกับมีเวทมนตร์เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูของจักรวรรดิต้าซี แม้แต่องค์จักรพรรดิก็ยังทรงชมไม่ขาดปากหลายครั้งที่ทรงส่งคนไปขอภาพวาดมา แน่นอนว่าคนในจักรวรรดิต้าซีมีความมั่นใจสูงฉะนั้นทุกครั้งที่ไปหาจิตรกรท่านนั้น เขามักพูดว่าการอยู่แคว้นโยวจะมีอนาคตไม่ดีหากไปอยู่จักรวรรดิต้าซีต้องได้ผลตอบแทนที่ดีแน่นอน ครั้งแรกผ่านไป ครั้งที่สองผ่านไปเมื่อพูดหลายครั้งเข้า ราชาแคว้นโยวกริ้วหนักจึงทรงหาข้ออ้างตัดหัวของจิตรกรท่านนั้น”
สีหน้าชายชุดแดงเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องจากนั้นก็หัวเราะ “แน่นอนว่าเรื่องของจิตรกรท่านนั้นข้าต้องรู้อยู่แล้วแต่เพราะเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีบางอย่าง สุดท้ายจึงต้องตายอย่างไม่สมเหตุสมผล”
อันเจิงยิ้มแล้วพูด “ข้าก็กลัวว่าอนาคตต้องตายอย่างไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน”
ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลเสียงดัง“อันเจิง...เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ใช่ราชาแคว้นโยว”
อันเจิงหันกลับไปโค้งตัวลง “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาพยักพระพักตร์อย่างอดไม่ได้ในใจคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่ได้น่ารังเกียจมากนัก พระนางไม่ได้ทรงมีความรู้สึกดีๆ ต่อแคว้นโยว ต่อให้ครั้งนี้แคว้นโยวจะนำของดีแค่ไหนมาถวายก็ตาม พระนางทรงเกลียดชังแคว้นโยวจนไม่อาจมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้เพราะอันเจิงมักจะช่วยกู้หน้าแคว้นเยี่ยน ฉะนั้นความรู้สึกที่ไทเฮาซูชิงนวนมีต่ออันเจิงจึงเริ่มเปลี่ยนไป
อันเจิงไม่ได้สนใจชายชุดแดงเขายื่นมือออกไปชี้หินทั้งสามก้อน “ไม่มี ไม่มี และยังคงไม่มี”
ช่างผ่าหินในตำหนักวิหารสวรรค์ผ่าทั้งสามก้อนทั้งหมดนี้ก็ไม่มีหยกแห่งวิญญาณ
ผู้คนด้านล่างเริ่มชื่นชมขึ้นมา หญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับบิดาของตนต่างก็มีแววตาเปล่งประกายไม่ว่าจะเป็นยุคไหน เหล่าหญิงสาวก็มักจะหวั่นไหวไปกับผู้กล้าเสมออันเจิงที่ดูสุขุมแต่กลับมีความแน่วแน่ มักทำให้คนอื่นหลงใหลได้ง่าย ๆ
ขณะนี้เหลือเพียงแค่ก้อนหินขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรเท่านั้นอันเจิงเดินกลับไปมองก้อนหินอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปกดก้อนหินสุดท้ายก็ส่ายหน้า “ทูลฝ่าบาท ก้อนหินนี้กระหม่อมดูไม่ออก”
“ดูไม่ออก?”
ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไปเล็กน้อย“ยังมีก้อนหินที่เจ้าดูไม่ออกด้วยหรือ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ให้คนอื่นลองขึ้นมาดูพวกเจ้าใครมั่นใจว่าตัวเองรู้ก็ขึ้นมาดูได้เลย”
อันเจิงขยับไปด้านข้าง ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปยังก้อนหินก้อนนั้นเขายังคงรู้สึกว่ามีอะไรที่แปลกไป
ผู้คนบางส่วนเริ่มขึ้นไปดูจากนั้นต่างก็ส่ายหน้าแล้วจากไป สุดท้าย แม้แต่เหล่าอาจารย์ที่ไม่ออกตัวมานานหลายปีก็ขึ้นมาด้วยเช่นกันต่างล้อมก้อนหินดูอย่างละเอียดแต่กลับไม่แน่ใจว่าคืออะไร ส่วนหนึ่งคือดูไม่ออกอีกส่วนคือคิดว่าด้านในไม่มีหยกแห่งวิญญาณแต่เพราะกิริยาของอันเจิงทำให้พวกเขาลังเลขึ้นมา ในเมื่ออันเจิงบอกว่าดูไม่ออกฉะนั้นพวกเขาจึงไม่กล้ารับประกันว่าเป็นอะไร
ไทเฮาซูชิงนวนตรัสขึ้น “ถือว่าแปลกมากก้อนหินธรรมดาเพียงก้อนเดียว ถึงจะใหญ่ไปหน่อยก็เถอะ ผู้มีความรู้มากมายขนาดนี้ยังดูไม่ออกหลี่ชางหลี่ ข้ารู้ว่าเจ้าพอมีความรู้เกี่ยวกับด้านนี้อยู่บ้าง เจ้าลองไปดูสิ”
หลี่ชางหลี่รีบทูลขึ้น “กระหม่อมมีความสามารถน้อยนิดจะกล้าขึ้นไปขายหน้าได้อย่างไร? แต่กระหม่อมได้ยินมาว่าคุณชายซูแห่งสำนักต้าติงมีพลังเก่งกาจทั้งยังมีสายตาเฉียบคม กระหม่อมว่าลองให้เขาขึ้นมาดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
สีพระพักตร์ไทเฮาซูชิงนวนดูดีขึ้นมาบ้างในพระทัยทรงคิดว่าหลี่ชางหลี่เข้าใจพูด
“อย่างนั้นก็ให้ซูเฟยหลุนขึ้นมาดู?” ซูไทเฮาทรงหันไปทอดพระเนตรราชามู่ฉางเยียนแล้วตรัสขึ้น
แน่นอนว่าราชามู่ฉางเยียนต้องไม่ทรงคัดค้าน“อย่างนั้นก็ให้เขาขึ้นมาดู”
ราชามู่ฉางเยียนจะไม่ทรงรู้ได้อย่างไรตอนนี้ไทเฮาทรงเห็นว่าอันเจิงโด่งดัง ฉะนั้นจึงตั้งใจให้ซูเฟยหลุนขึ้นมากดทับอันเจิงเอาไว้หากเขาทำได้ ชื่อเสียงที่มีก็จะยิ่งโด่งดังและเป็นหน้าเป็นตามากขึ้น
ท่ามกลางผู้คนมากมายซูเฟยหลุนเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ เขาถวายคำนับ จากนั้นก็หันไปยกมือคารวะอันเจิง“คุณชายอัน”
อันเจิงยกมือคารวะกลับ “คุณชายซูเชิญ...”
ซูเฟยหลุนพูดอย่างจริงจัง“ในเมื่อเจ้าดูไม่ออก ข้าก็ดูไม่ออกเช่นกัน”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันไปถวายคำนับไทเฮาอีกครั้งก่อนจะเดินกลับไป
ขณะนี้งานเลี้ยงเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไทเฮาทรงกำพระหัตถ์แน่นสายพระเนตรเต็มไปด้วยความกริ้วโกรธ ซูเฟยหลุนทำให้พระนางทรงผิดหวังมาก ทรงอยากใช้สถานการณ์นี้ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมแต่เขากลับไม่ใส่ใจเลยสักนิด
เมื่อซูเฟยหลุนเดินจากไปรอบด้านก็จมเข้าสู่ความเงียบ
มู่ฉางเยียนแย้มพระโอษฐ์ก่อนตรัสขึ้น“ในเมื่อไม่มีใครดูออก คาดว่าหินก้อนนี้คงมีความพิเศษบางอย่าง เช่นนั้นผ่าออกเลยดีกว่าหากด้านในมีของวิเศษจริง ๆ นั่นก็ถือเป็นความโชคดี เป็นบารมีของแคว้นเยี่ยน”
ช่างผ่าหินรีบเดินเข้าไปแล้วออกแรงฟันมีดลงไปบนก้อนหินเปรี๊ยะ มีดที่ใช้ผ่าก้อนหินแตกทันที
โดยปกติแล้ว มีดที่ใช้ผ่าก้อนหินก็ไม่ได้หลอมขึ้นจากวัสดุธรรมดาเช่นมีดของช่างผ่าหินในตำหนักวิหารสวรรค์ มีดนี้ถือเป็นของล้ำค่าชิ้นหนึ่งแต่ครั้งนี้ เมื่อออกแรงผ่าลงไปที่ก้อนหิน มีดกลับแตกทันทีเขาไม่เคยเจอก้อนหินที่แข็งขนาดนี้มาก่อน
“เปลี่ยนมีด” ช่างผ่าหินมีเหงื่อไหลออกมาศิษย์ของเขารีบออกไปนำมีดเล่มใหม่มาให้ทันที
ผ่าอีกครั้ง
มีดหัก!
แต่บนก้อนหินไม่มีรอยแตกเลยแม้แต่น้อย
อันเจิงสงสัยเป็นอย่างมาก เขาขมวดคิ้วมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แปลกที่ก้อนหินนี้จะดูประหลาด เดิมทีเขาก็รู้สึกว่าด้านในไม่มีอะไรนั่นเป็นเพราะก้อนหินหนาและแข็งแกร่งเกินไป มันบดบังกลิ่นอายด้านในจนหมดมีดที่ผ่าลงไปหักทั้งสองเล่ม ดูแล้วก้อนหินนี้ก็ถือว่าเป็นของมีค่าแล้วล่ะ
“เปลี่ยนอีก!”
ช่างผ่าหินเปล่งเสียงสั่นเทาออกมา คำพูดนี้เจือไปด้วยความเสียดายสำหรับช่างผ่าหิน มีดถือเป็นชีวิตจิตใจของเขาเลยทีเดียวเปลี่ยนมีดติดต่อกันสองครั้ง สำหรับเขามันคือการสูญเสียครั้งใหญ่มีดเล่มที่สามถูกส่งออกมา และนั่นก็เป็นมีดเล่มสุดท้ายของช่างผ่าหินท่านนี้แล้ว
เปรี๊ยะ...มีดผ่าหินแตกอีกครั้ง
“ดูท่าคงจะเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว”
ชายชุดแดงยิ้มเล็กน้อยแล้วพูด “เหมือนท่านจะดูถูกหินก้อนนี้ไปสักหน่อยมีดทั้งสามเล่มผ่าก้อนหินนี้ไม่ได้ ไม่ว่าด้านในจะมีหยกแห่งวิญญาณหรือไม่ ก้อนหินนี้ก็ถือเป็นของมีค่าแล้วทนทานต่อมีดผ่าหิน อาวุธธรรมดาไม่อาจทำลายมันได้ คาดว่าผู้ฝึกพลังวัตรระดับล่างก็คงทำอะไรมันไม่ได้เช่นกัน”
“กระหม่อมขอลองดู” องครักษ์ข้างกายราชามู่ฉางเยียนก้าวยาวๆ เข้าไป ชักมีด...มีดฟันลงบนหินราวกับสายน้ำไหลเชี่ยว
ติง! ลำแสงเปล่งประกายไปรอบด้านองครักษ์ถอยหลังไปหลายก้าว ขณะที่เขาก้มหน้า มีดที่เป็นอาวุธระดับสีแดงมีรอยแตกเกิดขึ้น
“ฮ่า ๆ ๆ”
ชายชุดแดงหัวเราะ “หากเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่รู้ว่าต้องเสียของดีไปอีกเท่าไหร่ อย่างนั้น...ตอนนี้ข้าจะนำดาบหลิวเฟิงออกมาดีหรือไม่?”
ผู้คนในนี้จึงได้สติขึ้นมาทั้งหมดนี้เพราะเขาจงใจจะใช้ดาบหลิวเฟิงนั่นเอง ไม่รอให้ราชาตรัสตอบ ชายชุดแดงก็เปิดกล่องออกมาทันใดนั้น ลำแสงสีม่วงก็เปล่งประกายพุ่งขึ้นไปบนฟ้า
เขาใช้มือทั้งสองจับดาบออกมาด้วยแววตาที่ได้ใจ“นี่เป็นของล้ำค่าของแคว้นโยว เชิญทุกท่านดูได้!”
เขาพลิกฝ่ามือที่ถือดาบหลิวเฟิงจากนั้นก็ฟันลงไปก้อนหินเริ่มแตกร้าวทันที
ทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ทันใดนั้นราวกับก้อนหินมีเสียงที่แปลกประหลาดดังขึ้น รอยร้าวปริออกเป็นรอยแตกรอยใหญ่แล้วมีเลือดไหลนองออกมา