ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 73 เมื่อลงมือ ต้องเด็ดขาดถึงที่สุด

    จากประสบการณ์ที่ผมสั่งสมมาในช่วงนี้ผมเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่วิญญาณทุกดวงจะสมควรได้รับการส่งไปเกิดใหม่

            วิญญาณบางตนเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกควบคุมโดยพลังอาฆาตอย่างเช่นจางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผม

            แต่กับพวกที่มีเจตนาทำร้ายมนุษย์โดยแท้จริง…

            ไม่ต้องคิดให้มากฆ่าทิ้งสถานเดียว

            อาจารย์พูดยังไม่ทันจบผมก็ชักกระบี่กระดูกปลาออกมาทันที

            สีหน้าของผมฉายแววเย็นชาก่อนจะก้าวตรงไปยังกลุ่มวิญญาณที่เหลือทั้งสี่

            พวกมันตัวสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว

            “อย่า…อย่าฆ่าพวกเรา! พวกเรารู้แล้วว่าผิด!”

            “เข้าใจผิดกัน! เรื่องนี้เป็นแค่ความเข้าใจผิด!”

            แต่ผมไม่ฟังเดินเข้าไปโดยไม่ลังเล

            เมื่อเห็นว่าผมไม่มีท่าทีจะหยุดหนึ่งในนั้นก็เปลี่ยนท่าที ดวงตาเย็นเยียบเต็มไปด้วยความดุดัน มันคำรามออกมา

            “คิดจะฆ่าฉันรึ! ฝันไปเถอะ!”

            มันตวัดกรงเล็บคมกริบพุ่งเข้าหาผมทันที

            อาจารย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังผมหรี่ตาลงเตรียมพร้อมจะเข้าช่วยเหลือ

            แต่ผมไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

            ผมมีอาวุธอยู่ในมือและยังมีอาจารย์อยู่ข้างหลัง ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องกลัว

            ผมตวัดกระบี่กระดูกปลาฟาดสวนออกไปแขนของผีตนนั้นขาดสะบั้นทันที

            เปลวไฟสีฟ้าพวยพุ่งออกจากบาดแผลเสียงกรีดร้องโหยหวนดัง

            ผมไม่เปิดโอกาสให้มันฟื้นตัวแทงกระบี่กระดูกปลาเข้าที่กลางอกของมันซ้ำ

            ร่างของมันระเบิดเป็นเถ้าธุลีดับสูญไปในพริบตา

            ผีอีกสามตนที่เหลือหน้าถอดสีแม้จะหวาดกลัว แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสู้

            แต่พวกมันเป็นเพียงวิญญาณธรรมดาไม่ใช่วิญญาณที่ทรงพลัง

            เมื่อเผชิญหน้ากับผมที่มีอาจารย์คอยหนุนหลังพวกมันไม่อาจต่อกรได้เลย

            กระบี่กระดูกปลาของผมวาดผ่านอากาศเสียงกรีดร้องดังขึ้นติดต่อกัน

            ไม่นานนักผมก็สังหารพวกมันทั้งหมด

            เปลวเพลิงสีฟ้าสว่างวาบเป็นจังหวะก่อนจะดับหายไปพร้อมกับร่างของพวกมัน

            ขณะเดียวกันผมรู้สึกได้ว่าปราณต้นกำเนิดจากพวกมันไหลเข้าสู่ร่างของผม

            แต่ผมไม่ได้รู้สึกยินดีหรือสะใจอะไร

            อาจารย์มองดูผมที่เพิ่งจัดการผีทั้งสี่ตนอย่างรวดเร็วสีหน้าแสดงถึงความพึงพอใจ

            “ไม่เลว จำไว้ว่าเรามีชีวิตเดียวเวลาจัดการพวกนี้ต้องลงมืออย่างไร้ความปรานี”

            ผมพยักหน้ารับ“เข้าใจแล้ว”

            อาจารย์มองนาฬิกาก่อนกล่าวต่อ“อีกสิบกว่านาทีจะถึงยามจื่อ[1]พักกันสักหน่อย พอถึงเวลา เราจะเริ่มพิธีขอพรจากบรรพจารย์”

            ผมเก็บกระบี่กระดูกปลาแล้วมองไปรอบๆศาลหลักเมืองที่ผุพัง

            รูปปั้นในศาลเสียหายหนักหัวของรูปปั้นหายไปหมดแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีวิญญาณเร่ร่อนอาศัยอยู่ที่นี่

            อาจารย์จุดบุหรี่ขึ้นสูบก่อนจะพูดอีกครั้ง

            “ว่าแต่นายไปเจอไอ้โง่อวี๋หลงมาหรือยัง”

            “อาจารย์ ลุงอวี๋ออกจากโรงพยาบาลแล้วครับ เมื่อคืนผมกับเขาไปที่ห้องอาถรรพ์มาด้วยกันจัดการผียายเฒ่าที่อยู่ในนั้นเรียบร้อย”

            “หือ? หมอนั่นฝีมือแย่ขนาดนั้นยังกล้าพานายไปปราบผีอีก?”

            “เขาลืมโทรศัพท์ไว้ตอนที่พาผมไปหลบภัยในนั้น เมื่อคืนเลยกลับไปเอาแล้วผมก็ช่วยเขาจัดการผียายเฒ่าไปด้วย”

            ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้อาจารย์ฟังอย่างละเอียด

            แม้เขาจะทำเป็นไม่ใส่ใจแต่ผมรู้ว่าเขายังเป็นห่วงลุงอวี๋อยู่

            หลังจากฟังจบอาจารย์พยักหน้า

            “ไม่เป็นอะไรก็ดี หมอนั่นยังติดค้างเหยื่อตกปลาฉันอยู่ พอนายกลับไป บอกให้เขารีบเอามาให้ฉันด้วย”

            ผมหัวเราะเบาๆแล้วพยักหน้ารับคำ

            จากนั้นอาจารย์ก็ดับบุหรี่แล้วมองนาฬิกาอีกครั้ง

            “ที่อวี๋หลงบอกนายเมื่อคืนนั้นไม่ผิด เดี๋ยวพอจุดธูปขอพรจากบรรพจารย์แล้วนายก็ทำตามขั้นตอนนี้

            “เมื่อจุดธูปแล้ว ดูว่าควันลอยไปทางไหน นายก็เดินไปทางนั้นหลังจากเดินไปได้ร้อยเมตร เนื่องจากนายคำนับไปสิบแปดครั้ง ก็ให้หลับตาแล้วเดินต่อไปอีกหนึ่งร้อยแปดสิบก้าว พอไปถึงที่หมาย นั่งสมาธิอีกหนึ่งร้อยแปดสิบนาที ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ด้วยล่ะ

            “พอเสียงปลุกดังขึ้น ลืมตา แล้วมองดูของสิ่งแรกที่เห็นบนพื้น ไม่ว่าเป็นอะไร ให้นำมันกลับมาบูชา แต่มีข้อห้ามสำคัญที่นายต้องจำให้ขึ้นใจ”

            อาจารย์พูดจบแล้วหยุดไปครู่หนึ่งสายตาของเขาจ้องมาที่ผมอย่างจริงจัง

            ผมรีบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

            อาจารย์กล่าวต่อทันที

            “เมื่อนายเดินครบหนึ่งร้อยแปดสิบก้าวแล้ว และเริ่มหลับตาเข้าสู่ช่วงตั้งสมาธิสามชั่วโมง จำไว้ว่าห้ามเปิดผ้าปิดตาและห้ามขยับแม้แต่ก้าวเดียวโดยเด็ดขาด ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง หรือแม้แต่มีดจะตกลงมาจากฟ้า นายก็ต้องอยู่ที่เดิม

            “นี่คือกฎข้อสุดท้ายก่อนที่นายจะเข้าสู่สายของฉัน หากทำผิดกฎข้อนี้ ฉันจะไม่รับนายเป็นศิษย์อีกต่อไป”

            อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังโดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่เน้นย้ำเป็นพิเศษ

            ผมเข้าใจกระบวนการนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

            ตอนนี้อาจารย์มาอธิบายซ้ำอีกรอบทำให้ผมจำได้ขึ้นใจ

            ผมพยักหน้าแล้วกล่าวหนักแน่น“อาจารย์วางใจได้ ผมจำได้หมดแล้ว”

            ถึงแม้ผมจะพูดออกไปด้วยความมั่นใจแต่ในใจผมก็ยังแอบคิด

            หลับตาสามชั่วโมงไม่ใช่ปัญหาผมแค่หลับไปก็ได้แล้ว

            แต่ถ้าผมลืมตาขึ้นมาในที่เปลี่ยวแบบนี้แล้วดันเจอของที่ไม่น่าพิศมัยอย่างกองมูลสัตว์ล่ะ

            จะต้องเอามันมาบูชาจริงๆเหรอ

            คิดแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจรีบสลัดความคิดออกจากหัว

            อาจารย์เห็นผมตอบรับก็เริ่มหยิบเครื่องบูชาทั้งธูปเทียน และกระดาษเงินกระดาษทองออกมา

            เมื่อถึงเวลาเขาก็จุดธูปและเผากระดาษบูชาในศาลหลักเมือง

            จากนั้นก็สั่งให้ผมคุกเข่าลงกับพื้น

            อาจารย์จุดธูปเสร็จหันไปคำนับทางประตูศาลหลักเมือง แล้วร่ายคาถาที่ผมฟังไม่ออก

            สุดท้ายเขาประกาศเสียงดัง

            “เรียนบรรพจารย์ที่อยู่เบื้องบน วันนี้ศิษย์ผู้เข้าพิธีเจียงหนิงธรรมนามตู้เอ้อ ขอรับพรจากบรรพจารย์”

            พูดจบอาจารย์ปักธูปสามดอกที่หน้าประตู

            จากนั้นเขาหยิบยันต์ที่เขียนวันเดือนปีเกิดของผมออกมากำไว้ในมือ แล้วทำนิ้วต่างกระบี่ ก่อนจะเปล่งเสียงดัง “ชื่อ!”

            เสียง“ฟึ่บ!” ดังสนั่น ยันต์ในมือของอาจารย์ลุกเป็นไฟ เปลวสีแดงเข้มพวยพุ่ง

            มันเหมือนกลวิธีของนักมายากลแต่ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ มันคือของจริง

            เมื่อพิธีเผายันต์จบลงอาจารย์ก็หันกลับมาหาผม แล้วกล่าวว่า “เสี่ยวเจียงดึงผมออกมาสามเส้นแล้วเผากับเปลวเทียน ต้องสามเส้นพอดีห้ามขาด ห้ามเกิน”

            “ครับ!”

            ผมตอบรับทันทีจากนั้นดึงเส้นผมสามเส้นออกมาแล้วนำไปเผากับเปลวเทียนในศาล

            เส้นผมเพียงสัมผัสเปลวไฟก็เผาไหม้จนหมดสิ้นในพริบตา

            แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น

            เปลวไฟของเทียนในศาลหลักเมืองจู่ๆ ก็เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเหลืองทอง

            เปลวไฟสว่างวาบแผ่ความร้อนระอุไปทั่วทั้งศาล

            อุณหภูมิสูงขึ้นจนผมต้องถอยหลังไปสองก้าวพลางมองเปลวไฟที่เปลี่ยนสีด้วยความตกตะลึง

            นี่ไม่ใช่ไฟธรรมดาแน่

            แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาเปลวไฟก็กลับคืนสู่สภาพปกติ

            ขณะเดียวกันธูปที่อาจารย์ปักไว้ที่หน้าศาลก็ปล่อยควันสามสายออกมา

            ควันเหล่านั้นลอยไปในทิศทางเดียวกันพุ่งตรงไปยังป่ามืดที่อยู่นอกศาล

            อาจารย์มองตามก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง

            “เสี่ยวเจียง บรรพจารย์ได้ชี้ทางให้นายแล้ว เดินไปตามทิศที่ควันลอยไปซะ”

            พูดจบอาจารย์ยื่นผ้าผูกตาสีเหลืองให้ผม ผ้าผืนนั้นมีสัญลักษณ์ยันต์วาดไว้

            “นี่คือของที่ใช้ปิดตา จำไว้ว่าห้ามแอบเปิดก่อนเวลา”

            แม้จะรู้สึกว่าพิธีนี้แปลกประหลาดไปบ้างแต่ผมก็ไม่ได้ตั้งคำถาม

            ผมรับผ้าจากอาจารย์แล้วกล่าวว่า “อาจารย์วางใจได้ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

            อาจารย์พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร

            ผมหันไปทางที่ควันลอยไปแล้วก้าวเดินตามทิศนั้นไปทันที


    [1]ยามจื่อ หมายถึง ช่วงเวลา 23.00 น. – 01.00 น.

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน