จากประสบการณ์ที่ผมสั่งสมมาในช่วงนี้ผมเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่วิญญาณทุกดวงจะสมควรได้รับการส่งไปเกิดใหม่
วิญญาณบางตนเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกควบคุมโดยพลังอาฆาตอย่างเช่นจางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผม
แต่กับพวกที่มีเจตนาทำร้ายมนุษย์โดยแท้จริง…
ไม่ต้องคิดให้มากฆ่าทิ้งสถานเดียว
อาจารย์พูดยังไม่ทันจบผมก็ชักกระบี่กระดูกปลาออกมาทันที
สีหน้าของผมฉายแววเย็นชาก่อนจะก้าวตรงไปยังกลุ่มวิญญาณที่เหลือทั้งสี่
พวกมันตัวสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
“อย่า…อย่าฆ่าพวกเรา! พวกเรารู้แล้วว่าผิด!”
“เข้าใจผิดกัน! เรื่องนี้เป็นแค่ความเข้าใจผิด!”
แต่ผมไม่ฟังเดินเข้าไปโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นว่าผมไม่มีท่าทีจะหยุดหนึ่งในนั้นก็เปลี่ยนท่าที ดวงตาเย็นเยียบเต็มไปด้วยความดุดัน มันคำรามออกมา
“คิดจะฆ่าฉันรึ! ฝันไปเถอะ!”
มันตวัดกรงเล็บคมกริบพุ่งเข้าหาผมทันที
อาจารย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังผมหรี่ตาลงเตรียมพร้อมจะเข้าช่วยเหลือ
แต่ผมไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ผมมีอาวุธอยู่ในมือและยังมีอาจารย์อยู่ข้างหลัง ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องกลัว
ผมตวัดกระบี่กระดูกปลาฟาดสวนออกไปแขนของผีตนนั้นขาดสะบั้นทันที
เปลวไฟสีฟ้าพวยพุ่งออกจากบาดแผลเสียงกรีดร้องโหยหวนดัง
ผมไม่เปิดโอกาสให้มันฟื้นตัวแทงกระบี่กระดูกปลาเข้าที่กลางอกของมันซ้ำ
ร่างของมันระเบิดเป็นเถ้าธุลีดับสูญไปในพริบตา
ผีอีกสามตนที่เหลือหน้าถอดสีแม้จะหวาดกลัว แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสู้
แต่พวกมันเป็นเพียงวิญญาณธรรมดาไม่ใช่วิญญาณที่ทรงพลัง
เมื่อเผชิญหน้ากับผมที่มีอาจารย์คอยหนุนหลังพวกมันไม่อาจต่อกรได้เลย
กระบี่กระดูกปลาของผมวาดผ่านอากาศเสียงกรีดร้องดังขึ้นติดต่อกัน
ไม่นานนักผมก็สังหารพวกมันทั้งหมด
เปลวเพลิงสีฟ้าสว่างวาบเป็นจังหวะก่อนจะดับหายไปพร้อมกับร่างของพวกมัน
ขณะเดียวกันผมรู้สึกได้ว่าปราณต้นกำเนิดจากพวกมันไหลเข้าสู่ร่างของผม
แต่ผมไม่ได้รู้สึกยินดีหรือสะใจอะไร
อาจารย์มองดูผมที่เพิ่งจัดการผีทั้งสี่ตนอย่างรวดเร็วสีหน้าแสดงถึงความพึงพอใจ
“ไม่เลว จำไว้ว่าเรามีชีวิตเดียวเวลาจัดการพวกนี้ต้องลงมืออย่างไร้ความปรานี”
ผมพยักหน้ารับ“เข้าใจแล้ว”
อาจารย์มองนาฬิกาก่อนกล่าวต่อ“อีกสิบกว่านาทีจะถึงยามจื่อ[1]พักกันสักหน่อย พอถึงเวลา เราจะเริ่มพิธีขอพรจากบรรพจารย์”
ผมเก็บกระบี่กระดูกปลาแล้วมองไปรอบๆศาลหลักเมืองที่ผุพัง
รูปปั้นในศาลเสียหายหนักหัวของรูปปั้นหายไปหมดแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีวิญญาณเร่ร่อนอาศัยอยู่ที่นี่
อาจารย์จุดบุหรี่ขึ้นสูบก่อนจะพูดอีกครั้ง
“ว่าแต่นายไปเจอไอ้โง่อวี๋หลงมาหรือยัง”
“อาจารย์ ลุงอวี๋ออกจากโรงพยาบาลแล้วครับ เมื่อคืนผมกับเขาไปที่ห้องอาถรรพ์มาด้วยกันจัดการผียายเฒ่าที่อยู่ในนั้นเรียบร้อย”
“หือ? หมอนั่นฝีมือแย่ขนาดนั้นยังกล้าพานายไปปราบผีอีก?”
“เขาลืมโทรศัพท์ไว้ตอนที่พาผมไปหลบภัยในนั้น เมื่อคืนเลยกลับไปเอาแล้วผมก็ช่วยเขาจัดการผียายเฒ่าไปด้วย”
ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้อาจารย์ฟังอย่างละเอียด
แม้เขาจะทำเป็นไม่ใส่ใจแต่ผมรู้ว่าเขายังเป็นห่วงลุงอวี๋อยู่
หลังจากฟังจบอาจารย์พยักหน้า
“ไม่เป็นอะไรก็ดี หมอนั่นยังติดค้างเหยื่อตกปลาฉันอยู่ พอนายกลับไป บอกให้เขารีบเอามาให้ฉันด้วย”
ผมหัวเราะเบาๆแล้วพยักหน้ารับคำ
จากนั้นอาจารย์ก็ดับบุหรี่แล้วมองนาฬิกาอีกครั้ง
“ที่อวี๋หลงบอกนายเมื่อคืนนั้นไม่ผิด เดี๋ยวพอจุดธูปขอพรจากบรรพจารย์แล้วนายก็ทำตามขั้นตอนนี้
“เมื่อจุดธูปแล้ว ดูว่าควันลอยไปทางไหน นายก็เดินไปทางนั้นหลังจากเดินไปได้ร้อยเมตร เนื่องจากนายคำนับไปสิบแปดครั้ง ก็ให้หลับตาแล้วเดินต่อไปอีกหนึ่งร้อยแปดสิบก้าว พอไปถึงที่หมาย นั่งสมาธิอีกหนึ่งร้อยแปดสิบนาที ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ด้วยล่ะ
“พอเสียงปลุกดังขึ้น ลืมตา แล้วมองดูของสิ่งแรกที่เห็นบนพื้น ไม่ว่าเป็นอะไร ให้นำมันกลับมาบูชา แต่มีข้อห้ามสำคัญที่นายต้องจำให้ขึ้นใจ”
อาจารย์พูดจบแล้วหยุดไปครู่หนึ่งสายตาของเขาจ้องมาที่ผมอย่างจริงจัง
ผมรีบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
อาจารย์กล่าวต่อทันที
“เมื่อนายเดินครบหนึ่งร้อยแปดสิบก้าวแล้ว และเริ่มหลับตาเข้าสู่ช่วงตั้งสมาธิสามชั่วโมง จำไว้ว่าห้ามเปิดผ้าปิดตาและห้ามขยับแม้แต่ก้าวเดียวโดยเด็ดขาด ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง หรือแม้แต่มีดจะตกลงมาจากฟ้า นายก็ต้องอยู่ที่เดิม
“นี่คือกฎข้อสุดท้ายก่อนที่นายจะเข้าสู่สายของฉัน หากทำผิดกฎข้อนี้ ฉันจะไม่รับนายเป็นศิษย์อีกต่อไป”
อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังโดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่เน้นย้ำเป็นพิเศษ
ผมเข้าใจกระบวนการนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
ตอนนี้อาจารย์มาอธิบายซ้ำอีกรอบทำให้ผมจำได้ขึ้นใจ
ผมพยักหน้าแล้วกล่าวหนักแน่น“อาจารย์วางใจได้ ผมจำได้หมดแล้ว”
ถึงแม้ผมจะพูดออกไปด้วยความมั่นใจแต่ในใจผมก็ยังแอบคิด
หลับตาสามชั่วโมงไม่ใช่ปัญหาผมแค่หลับไปก็ได้แล้ว
แต่ถ้าผมลืมตาขึ้นมาในที่เปลี่ยวแบบนี้แล้วดันเจอของที่ไม่น่าพิศมัยอย่างกองมูลสัตว์ล่ะ
จะต้องเอามันมาบูชาจริงๆเหรอ
คิดแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจรีบสลัดความคิดออกจากหัว
อาจารย์เห็นผมตอบรับก็เริ่มหยิบเครื่องบูชาทั้งธูปเทียน และกระดาษเงินกระดาษทองออกมา
เมื่อถึงเวลาเขาก็จุดธูปและเผากระดาษบูชาในศาลหลักเมือง
จากนั้นก็สั่งให้ผมคุกเข่าลงกับพื้น
อาจารย์จุดธูปเสร็จหันไปคำนับทางประตูศาลหลักเมือง แล้วร่ายคาถาที่ผมฟังไม่ออก
สุดท้ายเขาประกาศเสียงดัง
“เรียนบรรพจารย์ที่อยู่เบื้องบน วันนี้ศิษย์ผู้เข้าพิธีเจียงหนิงธรรมนามตู้เอ้อ ขอรับพรจากบรรพจารย์”
พูดจบอาจารย์ปักธูปสามดอกที่หน้าประตู
จากนั้นเขาหยิบยันต์ที่เขียนวันเดือนปีเกิดของผมออกมากำไว้ในมือ แล้วทำนิ้วต่างกระบี่ ก่อนจะเปล่งเสียงดัง “ชื่อ!”
เสียง“ฟึ่บ!” ดังสนั่น ยันต์ในมือของอาจารย์ลุกเป็นไฟ เปลวสีแดงเข้มพวยพุ่ง
มันเหมือนกลวิธีของนักมายากลแต่ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ มันคือของจริง
เมื่อพิธีเผายันต์จบลงอาจารย์ก็หันกลับมาหาผม แล้วกล่าวว่า “เสี่ยวเจียงดึงผมออกมาสามเส้นแล้วเผากับเปลวเทียน ต้องสามเส้นพอดีห้ามขาด ห้ามเกิน”
“ครับ!”
ผมตอบรับทันทีจากนั้นดึงเส้นผมสามเส้นออกมาแล้วนำไปเผากับเปลวเทียนในศาล
เส้นผมเพียงสัมผัสเปลวไฟก็เผาไหม้จนหมดสิ้นในพริบตา
แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
เปลวไฟของเทียนในศาลหลักเมืองจู่ๆ ก็เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเหลืองทอง
เปลวไฟสว่างวาบแผ่ความร้อนระอุไปทั่วทั้งศาล
อุณหภูมิสูงขึ้นจนผมต้องถอยหลังไปสองก้าวพลางมองเปลวไฟที่เปลี่ยนสีด้วยความตกตะลึง
นี่ไม่ใช่ไฟธรรมดาแน่
แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาเปลวไฟก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
ขณะเดียวกันธูปที่อาจารย์ปักไว้ที่หน้าศาลก็ปล่อยควันสามสายออกมา
ควันเหล่านั้นลอยไปในทิศทางเดียวกันพุ่งตรงไปยังป่ามืดที่อยู่นอกศาล
อาจารย์มองตามก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“เสี่ยวเจียง บรรพจารย์ได้ชี้ทางให้นายแล้ว เดินไปตามทิศที่ควันลอยไปซะ”
พูดจบอาจารย์ยื่นผ้าผูกตาสีเหลืองให้ผม ผ้าผืนนั้นมีสัญลักษณ์ยันต์วาดไว้
“นี่คือของที่ใช้ปิดตา จำไว้ว่าห้ามแอบเปิดก่อนเวลา”
แม้จะรู้สึกว่าพิธีนี้แปลกประหลาดไปบ้างแต่ผมก็ไม่ได้ตั้งคำถาม
ผมรับผ้าจากอาจารย์แล้วกล่าวว่า “อาจารย์วางใจได้ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
อาจารย์พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
ผมหันไปทางที่ควันลอยไปแล้วก้าวเดินตามทิศนั้นไปทันที
[1]ยามจื่อ หมายถึง ช่วงเวลา 23.00 น. – 01.00 น.