ข้านี่แหละภูตพันปี

    ตอนที่ 1 เกิดใหม่

    นครแห่งขุนเขา ณ หมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่ง 
    หมู่บ้านแห่งนี้ถูกรายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ประกอบไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด พร้อมด้วยสมุนไพรและผักป่าอันหลากหลาย ลึกเข้าไปยังใจกลางป่าเขาลำเนาไพร 
    เหล่าสรรพสิ่งทั้งหลายต่างบำเพ็ญภาวนาเห็นเพียงภูตน้อยตัวจิ๋ววิ่งเริงร่ากันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอันหอมหวานของดอกไม้ป่านานาพันธุ์ แลห้อมล้อมไปด้วยภูเขาสูงชะลูดพร้อมน้ำตกอันมหึมาที่ช่วยปิดซ่อนมิให้ผู้ใดได้พบเห็น
    ณ ใจกลางต้นไม้ใหญ่พลันบังเกิดแสงเล็กๆ ปรากฏขึ้นมา 
    แสงนั้นสุกสกาวสว่างไสวส่องระยิบระยับดั่งดวงดารายามราตรีก็ไม่ปาน เหล่าสัตว์ภูตทั้งหลายต่างก้มหัวคำนับด้วยความยินดี น้ำเสียงอันแหบแห้งค่อยๆ ดังขึ้นมาตามสายลม
    “ราชินีแห่งภูตถือกำเนิดแล้ว!!” ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ในที่สุดท่านก็กลับมา การรอคอยอันแสนยาวนานกว่าทศวรรษในที่สุดก็จบลงเสียที …..กว่าหนึ่งพันปีแล้วช่างเป็นช่วงเวลาอันยาวนานเสียเหลือเกิน
    ………. 
    ท่ามกลางชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง เสียงคร่ำครวญของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น หญิงผู้นั้นกอดร่างไร้วิญญาณของเด็กสาวพลางร้องไห้ปานจะขาดใจ
    “ฮวาเอ๋อร์[1]ลูกแม่ ฮึก ฮึกๆ” นางพูดพลางโอบกอดร่างของลูกสาวแน่น 
    “เป็นแม่เองที่ไม่ดีปล่อยให้คนอื่นรังแกเจ้าได้ ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่”
    [1]เอ๋อร์ คือ เป็นคำเรียกในเชิงเอ็นดู
    เสียงที่ดังอยู่ข้างหูทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วเป็นปม
    เป็นไปได้ยังไงเธอตายไปแล้วไม่ใช่หรือ เฟยหย่ามึนงงเป็นอย่างมากเธอจำได้ว่าเธอตายไปแล้วนี่? ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้ล่ะหรือว่าเธอจะทะลุมิติมา???
    เปลือกม่านตาพลันขยับสั่นไหวเผยให้เห็นดวงตาคู่งามสีอำพัน เฟยหย่าค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น พลางขยับริมฝีปากร้องเรียกคนตรงหน้าเสียงเบา
    “ท่านแม่…” เสียงแหบแห้งของเด็กสาวเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง
    “ลูกแม่ ฮึกๆ เจ้ายังไม่ตายช่างดีเหลือเกิน ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณสวรรค์” นางพูดพลางโขกหัวคำนับฟ้าดินพลางสำรวจลูกสาวของตน
    โชคดี โชคดีเหลือเกินลูกสาวนางยังไม่ตาย หากลูกสาวเป็นอะไรไปนางคงหวังจะตายตามลูกสาวไปเสียดีกว่าให้ต้องมีชีวิตอยู่
    “เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามลูกสาวเสียงเบา พลางรีบร้อนตะโกนเรียกผู้ที่เป็นสามี “พ่อๆ ฮวาเอ๋อร์ยังไม่ตาย นางยังไม่ตาย!”
    เสียงเล็กเจือเสียงสะอื้นแว่วมาตามลม ทำให้ผู้เป็นพ่อที่นั่งโศกเศร้าอยู่ไม่ไกลชะงักทันทีทันใด 
    ‘อะไรนะ? ยังไม่ตายรึ!’ ผู้เป็นพ่อหันขวับมาเห็นเพียงลูกสาวนั่งยิ้มบางๆ ให้ เพียงเท่านั้นกลับทำให้เขาดีใจจนแทบคลั่งรีบวิ่งเข้ามาดูนางให้เห็นกับตา
    นางยังไม่ตายจริงๆ เพียงแต่สีหน้าดูซีดเซียวไปหน่อยเท่านั้นเอง ‘อืมข้าต้องไปหาหมอเซียวแล้ว! ต้องตรวจดูหน่อยจึงจะวางใจ’ ผู้เป็นพ่อคิดได้เช่นนั้นจึงหันไปบอกภรรยา
    “เจ้ารีบพาลูกกลับบ้านเถอะ ข้าจะไปตามหมอมา” ผู้เป็นพ่อพูดด้วยความดีใจ ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปทางหมู่บ้าน
    หญิงวัยกลางคนมองดูลูกสาว เห็นว่าไม่ได้รับบาดเจ็บตามร่างกายก็ยังไม่วางใจ รีบร้อนถามจนเฟยหย่าแทบจะหูอื้อ
    “เจ้าไม่เจ็บตรงไหนใช่หรือไม่? ปวดท้อง ปวดหัว หายใจไม่ออกหรือเปล่า”
    เฟยหย่ายิ้มเล็กน้อยพลางเผยอปากตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ”
    นางฉีเมื่อมองดูจนรู้สึกว่าลูกสาวไม่เป็นอะไรจริงจึงวางใจลงได้ในที่สุด
    เฟยหย่าคิดว่าตัวเองจะต้องตายซะแล้ว แต่สวรรค์กลับเมตตาให้ชีวิตใหม่กับนาง ครั้งนี้หากนางอ่อนแอดังเช่นเดิมเกรงว่าจะเป็นการทรยศสวรรค์เสียแล้ว
    “ท่านแม่เรากลับบ้านกันเถิดเจ้าค่ะ ท้องข้าชักเริ่มหิวขึ้นมาแล้ว” นางพูดพลางลูบท้องน้อยๆ ของตนเองพร้อมทั้งขยับยันตัวลุกขึ้นยืน
    “ฮะๆ เจ้าเด็กคนนี้! ตื่นมาก็หิวแล้วหรือ” ท่าทางเช่นนั้นของนางกลับช่วยเรียกเสียงหัวเราะจากหญิงวัยกลางคนได้เป็นอย่างดี 
    ฉีซื่อ[2]รีบลุกขึ้นก่อนจะนั่งยองร้องเรียกลูกสาวให้ขึ้นหลัง “เจ้ายังไม่แข็งแรง เช่นนั้นก็ให้แม่แบกเจ้ากลับบ้านเถอะ” นางฉีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
    [2]ซื่อ คือ คำเรียกผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมักจะใช้ตามหลังแซ่ เช่น ฉีซื่อ
    เฟยหย่าพลันคิดว่ามารดาของเด็กสาวกลับรักใคร่นางยิ่งนัก เทียบกับตนเองเมื่อชาติก่อนแล้วเด็กสาวผู้นี้ช่างโชคดีเสียจริง เฟยหย่าปีนขึ้นทิ้งร่างลงบนหลังของผู้เป็นแม่ ยกลำแขนผอมบางโอบรอบคอพร้อมทั้งยื่นหน้าวางไว้บนไหล่ของนาง
    เสียงเล็กๆ เอ่ยออดอ้อนผู้เป็นมารดา “ท่านแม่ข้าอยากกินเนื้อ! วันนี้ท่านพี่ก็กลับมาแล้ว เช่นนั้นก็จะได้กินเนื้อแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?” 
    จากความทรงจำของร่างเดิม พี่ใหญ่ของเจ้าของร่างได้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์และหากโชคดีอาจจะได้สมุนไพรกลับมาขายได้อีกด้วย เพียงแต่สมุนไพรเหล่านั้นค่อนข้างหายากทีเดียวล่ะน้อยนักที่จะมีชาวบ้านได้พบเห็น แม้แต่เนื้อเองก็ยังยากที่จะได้กิน
    “ใช่แล้วจ้ะพี่ใหญ่ของเจ้าคงใกล้มาถึงแล้วกระมัง วันนี้แม่จะทำเมนูเนื้อมื้อใหญ่! ให้เจ้าได้ลิ้มรสอย่างอิ่มหนำสำราญเลยทีเดียวเชียว” นางฉีเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม พลางคิดว่านี่ก็เลยยามโหย่ว[3]มาแล้วลูกชายน่าจะใกล้ถึงบ้านแล้วกระมัง
    [3]ยามโหย่ว คือ17.00–18.59น.
    ทั้งสองเดินมาถึงลานหน้าบ้าน เฟยหย่าเห็นเพียงกระท่อมหลังเล็กไม่กี่หลัง ส่วนบนหลังคาปูไว้ด้วยหญ้าแห้งข้างบ้านมีตุ่มขนาดใหญ่ตั้งไว้สำหรับเก็บน้ำเอาไว้ใช้สอยภายในครัวเรือน ด้านซ้ายของตัวบ้านมีหลังคายื่นออกมาทำเป็นเพิงหมาแหงนสำหรับเป็นห้องครัวอย่างง่าย กระท่อมหลังหนึ่งพื้นที่ไม่กว้างมากนักเวลาหลับนอนจึงจำเป็นต้องนอนเบียดกันกับพี่ชายทั้งสอง 
    เฟยหย่าเหม่อมองกระท่อมหลังเล็กซึ่งค่อนข้างไปในทางทรุดโทรมแล้ว นางถึงกับเผลออุทานออกมาในใจ ‘ยากจนยิ่งนัก!’
    ในชาติก่อนตัวเธอเองก็เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งไร้ญาติขาดมิตร อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ตั้งแต่เล็กก็ไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อแม่เลยสักครั้ง เธอโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง พออายุย่างเข้าวัยรุ่นจึงขอตัวออกมาหางานเลี้ยงชีพ ในบางครั้งก็ซื้อข้าวของแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมคุณป้าและเด็กๆ อยู่เสมอ เปรียบได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเธอ
    “แหมๆ พวกเจ้าช่างดีเหลือเกิน!! ข้าทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่กลางท้องนา แต่พวกเจ้ากลับเดินเล่นอย่างสบายอกสบายใจเสียนี่กระไร!” เสียงแหลมเล็กดังลอยมาจากกระท่อมอีกหลังใกล้กัน
    เผยให้เห็นหญิงวัยกลางคนอายุอานามน่าจะสามสิบกว่าปี รูปร่างผอมบางสะโพกผายอวบอิ่ม นางสวมชุดฮั่นฝูในแบบฉบับของสามัญชน เรือนผมใช้ปิ่นไม้ปักรวบไว้กลางศีรษะแบบหลวม ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะสวย มองดูแล้วให้อารมณ์เหมือนนางร้ายตามละครหลังข่าว นางเท้าสะเอวพลางพูดจาถากถางน้องสะใภ้ ทั่วทั้งใบหน้าไม่สบอารมณ์เสียเต็มประดา
    “พี่สะใภ้ใหญ่! ฮวาเอ๋อร์พลัดตกน้ำไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร ท่านจะให้ข้านิ่งเฉยอยู่เช่นนั้นหรือ” นางฉีเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
    แต่ละวันงานในที่นาของบ้านใหญ่ก็มีแต่นางและสามีที่ทำให้ พี่สะใภ้ได้ทำเองเสียที่ไหนกัน! ไหนจะมาพูดจาไร้น้ำใจกันเช่นนี้อีก ตัวนางเองทำงานตรากตรำเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดยังมิเคยเอ่ยขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เพราะเห็นแก่พ่อตาแม่ยายนางจึงยอมช่วยเหลือ แต่ไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะเห็นว่านางเป็นดั่งวัวดั่งม้า จะดุด่าเฆี่ยนตียังไงก็ได้อย่างนั้นหรือ!!
    นางจ้าวรู้สึกโมโหเดือดดาลใบหน้างามพลันบิดเบี้ยว ด้วยไม่คิดว่าน้องสะใภ้จะกล้าต่อปากต่อคำกับตนเองขึ้นมาเสียได้ 
    ต้องเข้าใจว่าโดยปกติแล้วน้องสะใภ้สามผู้นี้ไม่ค่อยพูดค่อยจา วันๆ เอาแต่ทำงานงกๆ ไม่ว่าถูกเอาเปรียบอย่างไรก็ไม่ปริปากบ่นแม้สักคำ แต่มาวันนี้กลับกล้าถกเถียงกับพี่สะใภ้เช่นตนขึ้นมาเสียอย่างนั้น จะไม่ให้ตกตะลึงได้เช่นไรกัน!
    “เจ้าว่าข้ากล่าวหาเจ้างั้นหรือ!!” เสียงแหลมดังขึ้นอีกครั้ง เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหวช่วยฉุดรั้งชาวบ้านบางส่วนได้เป็นอย่างดี 
    “หากไม่ใช่ เช่นนั้นท่านจะหมายความอย่างไรได้อีก” นางฉีพูดอย่างไม่รีบร้อน
    “ท่านลองถามคนดูเอาเถิด จะมีใครไม่รู้บ้างว่าผืนนาบ้านท่านข้าล้วนเป็นคนทำเองทั้งหมด แม้ข้าวซักมื้อท่านก็ยังไม่เคยทำมาให้กิน ในวันนี้ท่านกลับกล่าวหาข้า! เช่นนั้นต่อจากนี้ท่านก็ไปทำเองเสียเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้นดอก!!” นางฉีพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย วาจารึก็แดกดันเหลือจะกล่าว
    ทำเอานางจ้าวโมโหเป็นฟืนเป็นไฟจนหน้าแดงจัดด้วยความโกรธ “เจ้า! เจ้า!!….” นางอ้าปากพะงาบๆ สิ้นไร้คำพูดโต้เถียงใด
    “หากพี่สะใภ้ใหญ่ไม่มีสิ่งใดจะกล่าวแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” นางฉีพูดพลางแบกลูกสาวเดินผ่านหน้าเข้าประตูบ้านไป แม้แต่หางตาก็ยังไม่หันกลับมามอง
    นางฉีกับลูกสาวเข้ามาถึงตัวบ้านกลับมองไม่เห็นผู้เป็นสามีและลูกชายทั้งสองจึงเกิดกังวลใจขึ้นมา นางนั่งยองลงให้ลูกสาวลงจากหลังของตนพลางพูดกำชับกับเด็กสาว 
    “ฮวาเอ๋อร์ลูกงีบหลับเอาแรงเสียหน่อยเถอะ หากอาหารเสร็จแล้วแม่จะมาเรียกเจ้า”
    “เจ้าค่ะ” หรงเฟยฮวาขานรับอย่างว่าง่ายก่อนจะล้มตัวนอนลงบนฟูกเก่าผืนหนึ่ง เปลือกตาอันหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้าเพียงครู่เดียวเด็กสาวก็ส่งเสียงกรนออกมา
    เมื่อผู้เป็นแม่เห็นลูกสาวนอนหลับสนิทแล้วจึงออกไปเตรียมอาหารเย็นในห้องครัว