เทพยุทธ์โลกนิยาย

    ตอนที่ 45 องค์ชายใหญ่ขออาสา



    ตอนที่ 45



    ณ พระราชวังแห่งราชอาณาจักรแสงสว่าง


    ในท้องพระโรงอันโอ่อ่าหรูหรา จักรพรรดิและขุนนางล้วนแต่มีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อทราบข่าวว่าหมู่บ้านริมทะเลหลายหมู่บ้านโดนกลุ่มโจรสลัดมังกรโฉดบุกถล่ม เช่นฆ่าผู้คนเป็นผักปลา


    "หู่ฝูไห่ กลับอาศัยช่วงเวลาที่ท่านแม่ทัพเหอสิ้นใจ นำพากลุ่มโจรสลัดของมันขึ้นฝั่งมาก่อความไม่สงบ ช่างหน้าหนักใจจริงๆ" ขุนนางตำแหน่งสูงผู้หนึ่งกล่าวอย่างขุนแค้น


    เหอเชี่ยน คือแม่ทัพเรือแห่งราชอาณาจักรแสงสว่าง เป็นดาวข่มของเหล่าโจรสลัดทั้งหลายแหล่ ที่คิดจะมาปล้นทรัพย์ประชาชนชาวอาณาจักรแสงสว่าง เคยทำลายกลุ่มโจรสลัดของ 'หลินเกาเล่อ' ผู้ฝึกตนระดับกึ่งเทพยุทธ์ เป็นอาจารย์ของหู่ฝูไห่ จนไม่กล้าเหยียบชายฝั่งของราชอาณาจักร เป็นเวลานานหลายสิบปี


    เหตุผลที่ทำให้ขุนนางในท้องพระโรงทุกคนหนักใจเป็นเพราะ แดนใต้ของราชอาณาจักรแสงสว่าง เรียกว่าเป็นสถานที่ทั้งปลอดภัยและเปราะบางที่สุดของราชอาณาจักร 


    ปลอดภัยเพราะไม่ว่าจะเกิดสงครามคราใดก็ไม่เคยลามเลียมาถึงและเปราะบางก็เพราะ ไม่มีทหารประจำการมากนัก แถมทหารที่ประจำการส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงทหารใหม่ 


    เรื่องไม่มีทหารประจำการอยู่มากนัก ก็ไม่ใช่ว่าราชสำนักหละหลวมไม่ดูแล แต่เป็นเพราะกำแพงผู้พิทักษ์นั้น ต้องการทหารเป็นจำนวนมาก


    ได้อย่าง เสียอย่าง..


    กำแพงผู้พิทักษ์คือประตูสู่ความมั่งคั่งของราชอาณาจักรแสงสว่าง ทว่ามันไม่ได้มีคุณสมบัติพิเศษ อันแปลกประหลาดเหมือนเทือกเขากักอสูร ที่จะทำให้สัตว์อสูรไม่อยากเข้าใกล้


    กำแพงผู้พิทักษ์จึงถูกกลุ่มสัตว์อสูรบุกโจมตีอยู่ร่ำไป


    หลังจากไตร่ตรองสักพัก จักรพรรดิไป๋ป้าเทียนตรัสว่า "เรียกตัวเจิ้งลี่คางกลับมาดูแลเรื่องนี้เถอะ"


    "ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!" ขุนนางกรมกลาโหมผู้หนึ่งกล่าวขัด


    "ทำไม?"


    ได้ยินจักรพรรดิเอ่ยถาม ขุนนางผู้นั้นรีบน้อมศรีษะกล่าวตอบ "มีรายงานจากเกาะดาวโลหะว่า เรือสยบคลื่นสี่ลำของทัพเรือเทพสมุท ออกล่าสัตว์อสูรทะเล ในบริเวณใกล้เกาะพ่ะย่ะค่ะ"


    "หือ..จริงรึ?"


    "สมาพันธ์เทพนักสู้ ช่างออกล่าได้ประจวบเหมาะจริงๆ"


    "ไอ้พวกสาระเลว!"


    ขุนนางในท้องพระโรงต่างก่นด่าสมาพันธ์เทพนักสู้กันระงม 


    ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีการแบ่งพื้นที่ทางทะเลกันอย่างชัดเจน ทำให้เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น จะต้องตัดสินด้วยกองทัพเรือ ใครแกร่งคนนั้นก็ได้ครอง แถมที่ตั้งของเกาะดาวโลหะยังอยู่ใกล้กับฐานทัพเรือของสมาพันธ์เทพนักสู้ มากกว่าราชอาณาจักรแสงสว่างซะอีก 


    แต่เกาะดาวโลหะก็เป็นเหมืองเหล็กขนาดใหญ่ของราชอาณาจักรแสงสว่าง ทำให้ไม่อาจจะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ 


    ขุนนางในท้องพระโรง รู้สึกทั้งโมโหทั้งหนักใจ เพราะมีแนวโน้มว่าสมาพันธ์เทพนักสู้อาจจะอยู่เบื้องหลังการขึ้นฝั่งของโจรสลัดมังกรโฉดครั้งนี้ ความสามารถของผู้นำทัพปราบโจรจึงต้องสูงขึ้นไปอีกขั้น แถมยังต้องพิจารณาว่าควรส่งทหารไปเกาะดาวโลหะเพิ่มอีกมั้ยด้วย


    ในระหว่างที่ขุนนางกำลังถกปัญหาเรื่องผู้นำทัพกันอยู่ องค์ชายใหญ่ไป๋โส่วหนานก็เดินผ่านประตูท้องพระโรงเข้ามา แล้วกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "เสด็จพ่อข้าขออาสาเป็นผู้นำทัพ ปราบโจรสลัดเองขอรับ!"


    คำกล่าวขององค์ชายใหญ่ ทำให้ท้องพระโรงตกสู่ความเงียบ สักพักกลุ่มขุนนางที่อยู่ข้างองค์ชายใหญ่ พยายามผลักดันให้ท่านขึ้นเป็นรัชทายาทก็กล่าวสนับสนุน แม้จะมีขุนนางหลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยขัด เพราะกลัวว่าจะเป็นการล่วงเกินองค์ชายใหญ่


    แต่มีคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยและไม่ต้องกลัวว่าจะล่วงเกินใคร


    "ไม่ได้!" จักรพรรดิปฏิเสธทันควัน แล้วอธิบายตามว่า "นี่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องโจรสลัดออกอาละวาดแล้ว...โส่วหนานเจ้ายังไม่มีประสบการณ์พอ"... 'และเจ้ามักจะมองตนเองสูงส่งเลิศเลอ ซึ่งมันไม่ดีต่อการเป็นผู้นำทัพ' ประโยคหลังองค์จักรพรรดิเอ่ยกับตัวเองในใจ ไม่ได้พูดออกมาเพราะเกรงว่าจะทำให้องค์ชายใหญ่เสียความรู้สึก


    ที่จริงตั้งแต่ได้รู้ข่าวว่าหมู่บ้านชายทะเลถูกโจรสลัดบุกปล้น องค์ชายใหญ่ก็ได้มายืนอยู่หน้าประตูท้องพระโรงตั้งแต่เริ่มประชุมแล้ว รอเวลาอาสาเป็นผู้นำกำลังไปปราบปรามโจรผู้ร้ายครั้งนี้ เพื่อตอกฐานการขึ้นเป็นจักรพรรดิของตนให้แน่น องค์ชายจึงได้รู้ถึงความเคลื่อนไหวของสมาพันธ์เทพนักสู้ตั้งแต่ก่อนเดินเข้ามา


    'แต่พวกมันก็แค่กลุ่มโจร ไม่มีทางที่สมาพันธ์เทพนักสู้จะส่งกองทัพมาช่วยรบ...อย่าลังเลไป๋โส่วหนานนี่คือโอกาสของเจ้า! ถ้าการปราบปรามครั้งนี้สำเร็จมันจะเป็นบันไดก้าวใหญ่ที่จะส่งเจ้าขึ้นครองราช'


    เนื่องจากเป็นคนที่คิดว่าตัวเองคือฟ้า องค์ชายใหญ่เลยเชื่อมั่นในความคิดเห็นของตนยิ่งนัก จึงรีบกล่าวว่า "เสด็จพ่อลูกทราบแล้วว่าเรื่องราวเป็นยังไง กลุ่มโจรสลัดมังกรโฉดอาจได้รับการสนับสนุนจากสมาพันธ์เทพนักสู้ แต่ลูกเองก็ร่ำเรียนวิชาพิชัยสงครามจากอดีตแม่ทัพจง จนแตกฉาน ท่านผู้เฒ่าได้เอ่ยปากว่าลูกสามารถเป็นผู้นำทัพได้แล้ว เพราะฉะนั้นเสด็จพ่อโปรดให้ลูกได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาแบ่งเบาภาระของท่านด้วยเถิด"


    ก่อนที่องค์จักรพรรดิจะหาเหตุผลมาปฏิเสธบุตรชายของตน ก็ได้มีเสียงดังออกมาจากท้ายแถวขุนนาง


    "ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท! อดีตแม่ทัพจง คือหนึ่งในยอดแม่ทัพของอาณาจักร ในเมื่อท่านรับรองว่าองค์ชายใหญ่มีความสามารถพอจะเป็นผู้นำทัพ กระหม่อมเห็นว่าควรแต่งตั้งองค์ชายใหญ่เป็นผู้นำทัพ เพื่อประกาศศักดาให้อริราชศัตรูทุกคนรู้ว่าสายเลือดตระกูลไป๋ของพระองค์หาได้ไร้ผู้มีความสามารถพ่ะย่ะค่ะ!"


    คำพูดยกย่องตระกูลไป๋ประโยคนี้ กลับทำให้ขุนนางที่เตรียมเสนอผู้มีความสามารถต้องหุบปากลงทันที เพราะถ้าเกิดพวกเขาพูดมันออกมาก็มิเท่ากับว่า พวกเขาด่าว่าตระกูลไป๋ไร้ผู้มีความสามารถหรอกรึ...นั่นตระกูลจักรพรรดิเลยนะนั่น!


    ด้านองค์จักรพรรดิพอได้ยินเสียงนี้ ก็เหมือนกับสวิตช์ความโกรธของพระองค์ถูกกด จึงหันไปมองผู้พูดปานจะกินเลือดกินเนื้อ!


    _____________________________


    ขอขอบคุณนะครับที่ติดตามอ่าน