หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 39 เงินทังโจว
ณ บ้านตระกูลหลี่
วันนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตายกเว้นหลี่หลิงผู้เป็นมารดาที่ยังไม่ฟื้น นอกจากคนในตระกูลหลี่แล้ว ยังมีจางเหว่ยอดีตเจ้าเมืองทังโจว ต้าซ่ง และอี้ไห่อดีตอาจารย์ของซานซานร่วมวงการสนทนาครั้งนี้ด้วย
หลี่เอ้อพี่ชายรองที่เห็นอดีตเจ้าเมืองอย่างจางเหว่ยก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก ว่าจู่ๆ เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงได้มาคอยช่วยเหลือพี่ชายของเขา หลี่ต้าพี่ชายคนโตที่เห็นสีหน้างุนงงของน้องชายจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า
หมอเทวดาผู้เป็นอาจารย์ของหลี่ซื่อน้องชายสี่ เป็นสหายเก่าแก่ของจางเหว่ย เขากำลังเดินทางมาที่เมืองทังโจวเพราะได้รับจดหมายจากภรรยาของจางเหว่ย
ระหว่างทางที่กำลังเดินทางเข้าเมือง กลับพบเหตุการณ์ที่บ้านของตระกูลหลี่เสียก่อน อาจเป็นเพราะโชควาสนาที่นำพา ทำให้หมอเทวดาตัดสินใจช่วยท่านอาและท่านแม่เอาไว้ หลังจากนั้นท่านหมอเทวดาก็เดินทางไปที่จวนเจ้าเมืองและได้ช่วยเหลืออดีตเจ้าเมืองอย่างจางเหว่ยเอาไว้ได้อีกคน
จางเหว่ยที่ฟื้นขึ้นมาได้ใช้เวลารักษาตัวนานกว่าหนึ่งปี ช่วงเวลานั้นมีคนคอยระรานไม่ขาดสาย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมีหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็นเจ้าเมืองและใช้ชีวิตเช่นประชาชนธรรมดาเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว
หลายปีผ่านไป แม้เขาจะลาออกจากการเป็นขุนนางมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว กลับถูกอันธพาลในท้องที่คอยราวี โชคดีที่ได้หลี่ซานพี่ชายคนที่สามของบ้านช่วยเอาไว้
ทั้งสองเคยพบกันที่ศาลกลางเมืองเมื่อครั้งที่หลี่ต้าพี่ชายคนโตของบ้านถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ทำให้หลี่ซานจำอดีตเจ้าเมืองผู้นี้ได้ทันที ทั้งยังซาบซึ้งบุญคุณที่เคยช่วยเหลือครอบครัวของเขาในคราวนั้น
จางเหว่ยเมื่อได้รู้เรื่องราวก็จำครอบครัวตระกูลหลี่ขึ้นมาได้เช่นกัน เพราะเขาเองก็สนใจลูกสาวคนเล็กที่ทั้งน่ารักและเฉลียวฉลาด สุดท้ายเขาจึงกลายมาเป็นหลงจู้ช่วยดูแลกิจการร้านค้าของหลี่ซานพี่ชายคนที่สาม
ต่อมาเมื่อรู้ว่าตระกูลหลี่เองก็มีความแค้นกับบุคคลที่ทำร้ายเขา ทำให้เขาเสนอตัวเข้าช่วยเหลืออีกแรง และนี่คือที่มาของการได้ผู้ช่วยที่มากความสามารถของครอบครัวตระกูลหลี่
ส่วนท่านหมอเทวดาที่ช่วยเหลือจางเหว่ยและตระกูลหลี่ไว้ เนื่องจากอายุของเขามากแล้ว ทำให้ท่านจากไปอย่างสงบโดยมีหลี่ซื่อลูกชายคนที่สี่เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของเขา
"เอ้อหลาง ยินดีด้วยที่เจ้ากำลังมีทายาท"
ต้าซ่งเอ่ยทักทายหลี่เอ้อเมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เป็นต้าซ่งคนนี้ที่คอยช่วยเหลือหลี่เอ้อพี่ชายคนรองในขณะที่คนในตระกูลหลี่ไม่สามารถออกหน้าได้ ทั้งสองจึงสนิทสนมกันพอสมควร
ไม่ใช่เพียงหลี่เอ้อที่ถูกช่วยไว้ ร้านน้ำชาก็ถูกหลี่เอ้อช่วยไว้เช่นกัน แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ร้านใหญ่ๆ ในเมืองจะเปิดได้โดยไม่มีคนคอยดูแล หลี่เอ้อไม่รู้ว่าร้านค้าแห่งนี้เป็นของน้องสาวคนเล็ก แต่เพราะน้ำใจของหลี่เอ้อ ทำให้เขาคอยดูแลร้านน้ำชาจากพวกอันธพาลที่ชอบมาระราน จนร้านอยู่รอดปลอดภัยมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้
"พี่ซ่ง ขอบคุณท่านมาก"
หลี่เอ้อพี่ชายคนรองคารวะขอบคุณอีกฝ่ายจากใจจริง นอกจากจะคอยส่งข่าวคนร้ายจากคดีต่างให้เขาได้รับรู้แล้ว ที่ผ่านมายังช่วยเป็นแหล่งข่าวและหูเป็นตาให้ครอบครัวของเขาอีก
เมื่อทุกคนพบหน้าและทักทายกันเรียบร้อยแล้ว เป่าเปาก็เริ่มเข้าเรื่องทันที
"แหล่งข่าวบอกว่าอีกไม่นานจะมีการคัดเลือกขุนนางกรมคลังคนใหม่ แทนขุนนางที่ถูกเนรเทศออกไป ข้าว่าพี่ใหญ่ควรสมัครเข้าคัดเลือกนะเจ้าคะ"
"แหล่งข่าวของเจ้าไวจริงๆ ใต้เท้าหูเพิ่งถูกปลดไปเมื่อวานเองมิใช่หรือ?"
เป่าเปายิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ไม่ต้องห่วง แหล่งข่าวของข้าเชื่อถือได้แน่นอน แต่ว่าพี่ใหญ่ ท่านพร้อมจะเข้าเมืองหลวงหรือไม่เจ้าคะ"
"ข้าพร้อมแล้ว"
หลี่ต้าพี่ชายคนโต ตอบอย่างหนักแน่น ภาพของมารดาเมื่อครั้งนั้นยังติดตรึงอยู่ในใจของเขา ทำให้เขามุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นขุนนางและเอาคืนคนที่ทำร้ายครอบครัวของเขาให้สำเร็จ ด้วยนิสัยคิดก่อนทำของหลี่ต้าพี่ชายคนโต ทำให้เป่าเปาไม่รู้สึกกังวลใจที่เขาจะเป็นขุนนาง แต่การอยู่ในเมืองหลวงซับซ้อนกว่าที่ทุกคนคิด ทำให้นางกังวลใจในส่วนนี้อยู่บ้าง
"หากคิดจะเลื่อนระดับอย่างก้าวกระโดดย่อมต้องมีผลงาน หากท่านพร้อม เรามาคิดวิธีสร้างผลงานชิ้นใหญ่กันเถอะ"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่การสร้างผลงานให้เป็นที่โดดเด่นภายในระยะเวลาอันสั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นพวกเขาต้องวางแผนให้ดีๆ ก่อนจะลงมือทำ
---------
ณ จวนเจ้าเมืองทังโจว
"แย่แล้วขอรับ ตอนนี้มีชาวบ้านมาล้อมเต็มหน้าจวนเลยขอรับ เราจะทำอย่างไรดี"
ฝูเฟิ่งเจ้าเมืองทังโจวคนปัจจุบันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ทุกหัวเมืองประกาศขึ้นภาษีในปีนี้เพราะทางการต้องการนำเสบียงไปช่วยเหลือสงครามชายแดน
"พาข้าไปดูเดี๋ยวนี้!!"
เขารีบตามพ่อบ้านของจวนไปที่หน้าจวนทันที เมื่อออกมาก็พบเจ้ากับผู้คนจำนวนมากที่ยืนด่าทอเขา
"นั่นไงพวกเรา ท่านเจ้าเมืองออกมาแล้ว"
"หากขึ้นภาษีแบบนี้แล้วพวกเราจะทำอะไรกินกันเล่าขอรับ"
"ใช่ๆ กว่าบ้านข้าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ กลับต้องส่งเป็นภาษีเกือบทั้งหมด แล้วพวกเราจะทำอย่างไร"
ภาษีที่ถูกเรียกเก็บปีนี้เพิ่มมามากกว่าเดิมถึงครึ่งหนึ่ง จากบางคนต้องเสียยี่สิบชั่งกลับต้องเสียเพิ่มเป็นสามสิบชั่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายครอบครัวเป็นอย่างมาก
"ทุกคนใจเย็นลงก่อน ไม่ใช่ว่าข้าอยากขึ้นเสียเมื่อไหร่ เป็นทางส่วนกลางที่ต้องการเสบียงเพิ่มขึ้น นอกจากเมืองทังโจว เมืองอื่นๆ ก็ประสบปัญหาในครั้งนี้เช่นกัน"
"แต่ท่านเป็นเจ้าเมือง ไม่คิดจะหาวิธีช่วยพวกเราบ้างหรืออย่างไร"
"ใช่ๆ ท่านจะทนเห็นชาวเมืองตัวเองอดตายได้หรือ? ท่านเป็นถึงเจ้าเมืองเชียวนะ"
ฝูเฟิ่งที่ได้ยินก็พูดอะไรไม่ออก ไม่ใช่เขาไม่อยากช่วย แต่เขาไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี ไม่ใช่เพียงแค่เมืองทังโจวเท่านั้นที่ประสบปัญหา เมืองอื่นๆ เองก็ไม่ต่างกัน พื้นที่ชายแดนเองก็ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเช่นกัน ทำให้ราชการส่วนกลางต้องทำแบบนี้
ขณะที่กำลังเกิดความวุ่นวายที่หน้าจวนเจ้าเมือง หลี่ต้าผู้ดำรงตำแหน่งใต้เท้าศาลประจำเมือง ผู้ดูแลเรื่องการเก็บภาษีก็ปรากฏตัวขึ้น
"ทุกท่านไม่ต้องกังวล ท่านเจ้าเมืองกับข้าหาทางออกเรื่องปากท้องให้พวกท่านได้แล้ว ฉะนั้นขอทุกท่านกลับไปรอที่บ้านก่อน อีกสองสามวันทางเราจะติดแจ้งวิธีการอีกครั้ง"
"จะทำได้แน่หรือ?"
บุรุษผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ หลี่ต้าไม่ได้ถือสา ทั้งยังเอ่ยตอบกลับอย่างใจเย็นว่า
"ทำได้หรือไม่ได้ ย่อมดีกว่าไม่มีทางช่วย พวกท่านมานั่งล้อมอยู่ที่นี่แล้วจะได้สิ่งใด? สู้เอาเวลาที่มีค่าของพวกท่านไปทำมาหากิน แล้วรอดูอีกสองสามวันไม่ดีกว่าหรือ?"
ชาวบ้านที่กำลังปิดล้อมจวนเจ้าเมืองหันมองหน้ากัน คำพูดของใต้เท้าหลี่ผู้นี้ดูมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจกลับไปทำงาน แต่ยังไม่วายจะเอ่ยขึ้นว่า
"พวกเราจะรออีกสามวันเท่านั้น หากไม่มีวิธีช่วยเหลือที่ดี พวกเราจะกลับมาขอคำอธิบายจากท่านอีกครั้ง"
ฝูเฟิ่งถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง เขาหันไปทางหลี่ต้าแล้วถามขึ้นว่า
"ท่านมีวิธีแก้ปัญหาจริงหรือ?"
"มีแน่นอนขอรับ"
"ท่านจะทำอย่างไรหรือ?"
"ข้าน้อยจะใช้กลวิธี 'เงินทังโจว' มาแก้ปัญหาปากท้องครั้งนี้ขอรับ"
เงินทังโจว?? มันคือเงินอะไรกันล่ะนี่
------
ปล.
ตอนนี้ลูกไรท์เข้าโรงพยาบาล สำหรับวิธีแก้ปัญหาขออธิบายในตอนหน้านะคะ^^