คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 40 ฝูงเดรัจฉาน (1)

            นางก้มหน้า แล้วก้าวเท้าเล็กๆ ค่อยๆเดินออกมาจากห้องอย่างเชื่องช้า

            ลูกค้าภายในร้านเงียบเสียงลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายทันทีที่นางก้าวออกมาจากห้องหอหมู่ตันเงียบลงอย่างสิ้นเชิง ทุกคนพากันกลั้นหายใจแล้วเพ่งมองไปที่หญิงสาวซึ่งกำลังเดินออกมาอย่างใจเย็นเบื้องบนพวกเขาไม่กล้ากะพริบตาด้วยซ้ำ ด้วยกลัวว่าจะพลาดอะไรไปนั่นเอง

            ในที่สุดเขาก็เดินมาหยุดอยู่ที่เวทีสี่เหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสอง

            เสียงผีผาที่ให้ความรู้สึกห่างเหินและงดงามดังขึ้น

            หญิงหน้าตาสะสวยที่ห้อมล้อมอยู่รอบกายพากันเดินจากไปราวได้รับคำสั่งอะไรเช่นนั้นเหตุนี้บนเวทีจึงเหลือหญิงชุดเหลืองยืนตระหง่านอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นนางก้มหน้าลง สองมืออุ้มผีผาเอาไว้ แม้จะเห็นหน้าไม่ชัด แต่ลูกค้าทุกคนภายในร้านต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าภาพตรงหน้าช่างงดงามมากเหลือเกิน

            พวกเขามองหญิงบนเวทีตาค้างพลันความโลภและกามารมณ์ก็ปะทุออกมาจากดวงตาของทุกคนอย่างไม่อาจปิดบัง

            “อึก” ใครบางคนกลืนน้ำลายคงคอเสียงดัง ทำลายความเงียบภายในหอหมู่ตันลง

            อาจเป็นเพราะหน่ายกับเสียงเช่นนี้ หรืออาจเป็นเพราะเหตุผลอื่นหญิงชุดเหลืองใช้นิ้วที่งดงามราวทำจากหยกของตัวเองไล้ลงบนผีผาเบาๆ

            ตึ๊ง!

            เสียงผีผาที่ให้ความรู้สึกห่างเหิน และลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง

            หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน ใบหน้าของนางจะเป็นเช่นไรกันนะ?

            คิ้วคม ฟันขาวเรียงสวย จมูกโด่งราวกับภูเขา ผิวใสราวกับสายน้ำคำว่าสวยจนเดือนอาย สวยจนบุปผาโรย ก็ยังไม่พอจะพรรณนาถึงรูปโฉมที่แสนงดงามของนางได้เลยหรือจะพูดอีกอย่างก็คือ คำที่ใช้พรรณนาความงามในโลกใบนี้ไม่อาจบรรยายถึงความงดงามที่แท้จริงของนางได้เลยทีเดียว

            นางคล้ายกับเทพยดาที่หลงเข้ามาในแดนมนุษย์ราวกับเทพธิดาที่หล่นลงมาบนพื้นดิน งดงามจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นภาษาได้เลย

            ยังไม่ทันที่คนทั้งหลายจะได้ตกตะลึงกับความงามของนางจนเพียงพอนิ้วเรียวก็ถูกกรีดลงบนผีผาอีกครั้งพลันเสียงใสแจ๋วก็ดังขึ้นพร้อมกับทำนองอันแสนไพเราะ

            เสียงที่ดังขึ้นคล้ายเป็นเสียงของคนแถบชนบทที่กำลังแหงนหน้าขึ้นมองจันทร์ แต่ก็ประดุจเสียงของหญิงสาวที่กำลังรอให้สามีกลับมา

            เพลงนี้ถูกแต่งโดยหญิงคนหนึ่งในราชวงศ์ก่อน ในตอนนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย สงครามเกิดขึ้นไม่หยุดสามีของนางซึ่งเป็นชายที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กถูกส่งไปรบอยู่ที่แนวหน้าผู้เป็นภรรยาจึงต้องทนรอสามีเป็นเวลานานถึงสิบปี ทว่าสุดท้ายสิ่งที่ถูกส่งกลับมากลับมีเพียงเสื้อผ้าของสามีเท่านั้นหญิงผู้นี้จึงเขียนเพลงนี้ขึ้นท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจเพื่อระลึกถึงสามีที่ตายไปนั่นเอง

            เพลงนี้มีนามว่าประพันธ์เหมยและหญิงที่แต่งเพลงนี้ก็คือฮูหยินชิงอวี้ ยายของฝานหรูเยว่นั่นเอง

            ฝานหรูเยว่บรรเลงเพลงประพันธ์เหมยได้ไพเราะเป็นอย่างมากแม้แต่ซูฉางอันที่ไม่เข้าใจภาษาดนตรีก็ยังรู้สึกเศร้าหมองเมื่อได้ฟังเพลงนี้เลย

            ทว่าลูกค้าคนอื่นๆ กลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นพวกเขาเพียงเพ่งมองไปที่หญิงคนนั้นตาไม่กะพริบสายตาร้อนแรงราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน ราวกับว่าพวกเขาอยากจะพุ่งเข้าไปกระชากเสื้อผ้าของหญิงคนนั้นออกมาแล้วย่ำยีนางให้สมใจเสียเดี๋ยวนี้เลย

            หลายสิ่งหลายอย่างในโลกก็เป็นเช่นนี้ไม่ว่าเราจะพยายามทำให้ดีมากเท่าไหร่แต่ในสายตาของพวกเดรัจฉานที่พรางตัวอยู่ในรูปของมนุษย์แล้วสิ่งที่พวกเขามองเห็นมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือทองคำที่ส่องแสงวาววับกับร่างกายเปลือยเปล่าที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าของหญิงงามนั่นเอง

            ดูเหมือนฝานหรูเยว่เองก็รู้ดีว่าตนกำลังเผชิญกับคนประเภทไหนอยู่ดวงตาของนางถูกความหมองหม่นปกคลุมเอาไว้อย่างสิ้นเชิง นางมองไปรอบๆพร้อมกับความคาดหวัง แต่สุดท้ายก็ไม่พบร่างของคนที่นางหวังอยากจะพบเจอในที่สุดนางก็ทำใจให้สงบไม่ได้อีกต่อไป ร่างเล็กเริ่มสั่นเทาขึ้นทำให้มือที่กำลังกรีดบนเครื่องสายสูญเสียความมั่นคงเสียงที่ออกมาจึงผิดเพี้ยนไปหลายแห่ง

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกว่าเพลงนี้คล้ายจะมีอะไรแปลกๆ ไปแต่ก็ระบุไม่ได้เหมือนกันว่าส่วนไหนของเพลงกันแน่ที่ผิดเพี้ยนไปเขามองไปที่ลูกค้าภายในร้านแต่ก็พบว่าคนเหล่านั้นเอาแต่จ้องไปที่ร่างของหญิงคนนั้นไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะกำลังเพลิดเพลินอยู่กับดนตรี หรือเพราะมองหญิงงามจนตกอยู่ในภวังค์กันแน่

            ในที่สุดบทเพลงก็จบสิ้นลงเสียที ฝานหรูเยว่เก็บผีผาลงแล้วยืนก้มหน้าอยู่บนเวที ร่างของนางแลดูซูบบางเล็กน้อยทำให้นางแลดูน่าสงสารเหลือเกิน นางในตอนนี้ก็ไม่ต่างไปจากผักปลาในตลาดที่รอให้มีผู้มาเสนอราคาเท่านั้น

            ทว่าท่าทางน่าเห็นใจของนางกลับไม่อาจดึงความสงสารออกมาจากผู้คนเบื้องล่างได้เลยกลับกันมันกลับไปกระตุ้นความบ้าคลั่งแห่งเดรัจฉานที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าหรูหราของพวกเขาขึ้นมาต่างหาก

            หญิงวัยกลางคนที่แต่งกายคล้ายแม่เล้าคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วส่งยิ้มยั่วยวนไปให้กลุ่มชายที่นั่งอยู่หน้าเวทีจากนั้นจึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ค่อนข้างแหบพร่าของตัวเอง “ทุกท่านและนางคนนี้ก็คือยอดบุปผาของหอหมู่ตันในครั้งนี้ แม่นางฝานหรูเยว่”

            เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้ นางก็เว้นวรรคไปเล็กน้อยคล้ายกำลังรอให้ลูกค้าเบื้องล่างตอบสนองต่อคำพูดของนาง

            แต่นางกลับไม่สมหวังเพราะปฏิกิริยาตอบรับที่นางต้องการไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใดชายพวกนั้นยังเอาแต่มองตาค้างไปที่หญิงบนเวทีดังเดิม นาทีนี้ นอกจากฝานหรูเยว่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถดึงดูดความสนใจจากพวกเขาไปได้อีกแล้ว

            แต่แม่เล้ากลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อยนางพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้ากับคนทั้งหลายด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “ทุกท่านทำท่าราวกับจะกลืนแม่นางฝานหรูเยว่ลงไปทั้งตัวอย่างนั้นแม่นางฝานเป็นคนขวัญอ่อน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่แน่นางอาจจะกลัวจนหนีไปก็ได้”

            ดูก็รู้ว่าแม่เล้าคนนี้เคยเผชิญโลก และพบเจอผู้ชายมามากเพียงประโยคเดียว นางก็จี้ไปที่จุดอ่อนของผู้ชายพวกนั้นได้สำเร็จแล้วลูกค้าภายในร้านต่างก็ถอนสายตาออกมาจากร่างของฝานหรูเยว่อย่างอาลัยอาวรณ์แล้วมองไปที่แม่เล้าในที่สุด

            เมื่อได้ยินดังนั้น พวกคุณชายที่ปากไม่มีหูรูดทั้งหลายจึงตะโกนขึ้นด้วยเสียงดัง “พวกเราจะกลืนกินแม่นางฝานลงคอได้อย่างไรกันพวกเราอยากจะอุ้มแม่นางขึ้นไปบนเตียง แล้วให้ความรักแก่นางต่างหาก! ”

            เมื่อสิ้นเสียง เสียงหัวเราะก็ดังกระหึ่มไปทั่วร้านทันใดนั้นคำพูดล่วงเกินที่หยาบคายจนไม่อาจทนฟันก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งหญิงที่ถูกพูดถึงกลับเพียงก้มหน้าลงต่ำเรื่อยๆไม่ต่างไปจากกระต่ายน้อยที่ตกใจกลัวเลย

            ซูฉางอันกับพวกมองตากันแวบหนึ่งพลันความไม่สบอารมณ์ก็ปะทุออกมาทางดวงตาอย่างไม่อาจยับยั้ง

            กลุ่มหนุ่มสาวที่เพิ่งออกมาเผชิญโลกกว้างรู้สึกต่อต้านเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไม่มีสาเหตุ

            แต่แม่เล้าบนเวทีกลับพอใจกับการตอบสนองของลูกค้าเป็นอย่างมากนางพูดด้วยรอยยิ้มสดใส “หากทุกท่านไม่รังเกียจให้แม่นางฝานบรรเลงผีผาอีกสักเพลงดีไหมเจ้าคะ?”

            แต่เพิ่งสิ้นเสียง แก้วเหล้าของใครบางคนก็พุ่งเข้ามากระแทกลงบนหัวของนางอย่างแรงเห็นได้ชัดว่าเจ้าของแก้วออกแรงโยนมากขนาดไหนมันกระแทกจนบริเวณหัวของนางกลายเป็นรอยจ้ำสีแดงในทันที

            “ยังจะบรรเลงบ้าบออะไรอีก! หากอยากจะฟังดนตรีข้าจะมาที่นี่เพื่ออะไร? เริ่มเดี๋ยวนี้เลย ข้าอดใจรอไม่ไหวแล้ว” ผู้พูดเป็นคุณชายหวังที่เพิ่งเข้าไปในห้องส่วนตัวนั่นเองเขาเดินออกมาจากที่นั่งพร้อมกับพัดคู่ใจ แล้วตวาดด่าแม่เล้าเสียงดัง

            ดูเหมือนคำพูดของคุณชายหวังคนนี้จะโดนใจใครหลายคนลูกค้าที่นั่งอยู่ภายในร้านเริ่มพากันพูดเร่งขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

            แม้จะถูกแก้วกระแทกหัวแต่แม่เล้าคนนั้นกลับไม่ได้โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย นางประกายรอยยิ้มแล้วพูดขึ้นอย่างน่ารังเกียจ “ในเมื่อทุกท่านใจร้อนเช่นนี้ งั้นข้าจะไม่พูดมากให้เสียเวลาอีกงานประมูลยอดบุปผาแห่งหอหมู่ตันเริ่มขึ้นได้”

            เมื่อสิ้นเสียง ก็มีหญิงในชุดเครื่องแบบเดียวกันจำนวนมากเดินออกมาจากรอบทิศจากนั้นก็มอบป้ายหยกที่นำติดมือมาด้วยให้กับลูกค้าทุกคนที่นั่งอยู่ภายในร้านซูฉางอันกับพวกเองก็เช่นกัน พวกเขารับป้ายหยกมาจากหญิงเหล่านั้นบนป้ายหยกมีตัวอักษรเป็นคำว่าห้าสิบหกประทับอยู่ด้วย

            เขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ จึงหันไปถามหรูเยี่ยนที่นั่งอยู่ข้างๆ “พี่หรูเยี่ยนนี่มันอะไรกันรึ?”

            พรรคพวกคนอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เมื่อได้ยินซูฉางอันกล่าวถามจึงพากันหันไปมองหรูเยี่ยนเพื่อรอคำตอบจากนาง

            หรูเยี่ยนกรอกตามองบนใส่เหล่าหนุ่มสาวกลุ่มนี้ด้วยความเคืองพวกมือใหม่ ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างไม่รู้เหมือนกันว่าเข้ามาในหอหมู่ตันแห่งนี้เพื่ออะไรกันแน่ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังตอบคำถามออกไปในที่สุด “นี่เป็นป้ายแสดงตัว ระหว่างประมูลราคายอดบุปผาทุกคนจะใช้สิ่งนี้เป็นตัวแทนเพื่อแสดงตัวตนของตัวเอง”

            “ประมูลราคา?” ซูฉางอันยังไม่เข้าใจ

            แต่อีกไม่นานเขาก็จะเข้าใจเองเพราะคุณชายหวังคนนั้นยกป้ายในมือขึ้นอย่างทนรอไม่ไหวอีกต่อไปดูเหมือนว่าเขาจะเป็นลูกค้าระดับสูงของหอหมู่ตันเพราะป้ายหยกของเขามีขนาดใหญ่กว่าป้ายของซูฉางอันอยู่มากโขเลย นอกจากนี้ที่ขอบยังมีทองคำเคลือบอยู่ด้วย

            “หนึ่งพันตำลึง! ” คุณชายหวังพูดขึ้น

            คำพูดของเขาเป็นดั่งฉนวนจุดไฟที่จุดให้เปลวเพลิงในจิตใจของชายคนอื่นๆ ลุกโชนขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทันใดนั้นลูกค้าภายในร้านต่างก็พากันยกป้าย และเสนอราคากันอย่างต่อเนื่อง

            “หนึ่งพันหนึ่งร้อย! ”

            “หนึ่งพันสองร้อย! ”

            ......

            “สามพันแปดร้อย! ” เพียงไม่นาน ราคาก็ถูกดึงขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงลิบเสียแล้วในหอหมู่ตันแห่งนี้ มียอดบุปผาเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกซื้อคืนแรกด้วยราคาสูงถึงสามพันตำลึง แต่แม่นางฝานคนนี้เพียงไม่ถึงสิบห้านาที ราคาของนางก็สูงมากกว่าสามพันตำลึงเสียแล้ว

            แม่เล้าดีใจจนหน้าบานเป็นกระด้งไม่ต่างไปจากดอกดาวเรืองที่บานสะพรั่งจนแทบจะร่วงโรยเลยทีเดียวเป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่ได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ครั้งสุดท้ายที่จำได้ดูเหมือนจะเป็นยอดบุปผาที่ชื่อหรูเยี่ยนคนนั้น นางเป็นยอดบุปผาที่ถูกปั้นโดยแม่เล้าอีกคนในตอนนั้น ราคาของนางก็สูงมากกว่าสามพันตำลึงเช่นเดียวกันคิดไม่ถึงเลยว่าคืนนี้นางก็มีโชคเช่นนี้อยู่ด้วยแค่คิดว่าตัวเองจะได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากงานคืนนี้แม่เล้าก็ดีใจจนแทบจะบ้าอยู่แล้ว

            ราคายังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชายเหล่านี้คล้ายจะเป็นบ้าไปแล้วเช่นนั้นป้ายหยกในมือของพวกเขาถูกยกขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าสายตาที่มองไปยังแม่นางฝานหรูเยว่เองก็ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

            ทว่าซูฉางอันกลับมีสีหน้าบูดบึ้งเป็นอย่างมากครั้งแรกที่คุณชายหวังคนนั้นยกป้ายหยกในมือขึ้น แล้วประกาศราคาออกมาเขาก็เข้าใจแล้วว่าคำว่าประมูลมีความหมายว่าอย่างไร

            ไม่ใช่ไม่รู้ว่าหอหมู่ตันทำการค้าเกี่ยวกับอะไรหรอกนะแต่เมื่อคนกลุ่มหนึ่งแข่งกันเสนอราคาราวกับคนอีกคนเป็นเพียงสิ่งของเช่นนี้อย่างไรเสีย เขาก็ยังรู้สึกโกรธอย่างอดไม่ได้อยู่ดี เขามองไปรอบด้าน มองดูใบหน้าที่เหี้ยมเกรียมและแลดูอัปลักษณ์เพราะการกระทำที่น่ารังเกียจอันเกิดขึ้นจากความใคร่ในเรื่องที่ไม่อาจจะยกขึ้นมาพูดได้ของทุกคนภายในร้านจู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าคนเหล่านี้ช่างแปลกตา และแปลกหน้าเหลือเกินราวกับตนกำลังอยู่ท่ามกลางฝูงเดรัจฉานก็ไม่ปาน

            เขาเกลียดเรื่องแบบนี้ เกลียดสถานที่เช่นนี้และเกลียดคนพวกนี้เหลือเกิน

            แม้เขาจะไม่เคยคาดหวังถึงความสวยงามและสมบูรณ์แบบจากโลกใบนี้แต่ถึงกระนั้นเมื่อโลกที่แสนสกปรกแสดงด้านที่สกปรกโสโครกเช่นนี้ออกมาให้เห็นต่อหน้าต่อตาเขาก็ยังรู้สึกรังเกียจจนไม่อาจทนมองได้อยู่ดี

            เขากำหมัดแน่น อาจเป็นเพราะออกแรงมากเกินไปเส้นเลือดบริเวณหลังมือจึงปูดบวมขึ้น

            ทว่าการประมูลของชายพวกนั้นยังคงดำเนินต่อไปดวงตาของพวกเขาเปลี่ยนไปเป็นสีเลือดเพราะความตื่นเต้นทั้งยังมีเส้นเลือดสีแดงขึ้นเต็มไปหมด พวกเขาเผลออ้าปากขึ้นอย่างลืมตัวเพราะลุ้นระทึกมากเกินไป ทำให้น้ำลายในปากไหลเยิ้มออกมาอย่างต่อเนื่อง

            บัดนี้ คนที่แต่งตัวดีมีหน้ามีตาภายในเมืองฉางอันกลับมีท่าทางน่ารังเกียจจนเขาไม่อาจทนมองได้เลย

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน