การต่อสู้ของท่านหญิงมิวลีฟ (จบ)
กัสตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะค่อยๆ สงบลงก่อนจะรีบแสดงความเคารพอย่างสุภาพต่อเมดสาวที่มีความแข็งแกร่งในระดับครึ่งเทพคนนี้
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเทพธิดาเงาเป็นใคร แต่ดูจากความหวาดกลัวที่ชายชราแสดงออกยามเห็นเธอก็บอกได้แล้วว่าเธอนั้นไม่ใช่คนธรรมดา
ยิ่งหลังจากได้ยินสรรพนามที่เมดสาวคนนี้ใช้เรียกท่านหญิงมิวลีฟด้วยแล้ว กัสก็อดคิดด้วยความแตกตื่นไม่ได้ว่าสถานะของเธอนั้นสูงส่งขนาดไหน
ไม่เพียงเท่านั้นการคงอยู่ของเธอยังสร้างความหวาดกลัวให้กับกัสเป็นอย่างมากเพราะนอกจากประสาทสัมผัสทางการมองเห็นที่ทำให้เขามองเห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว ประสาทสัมผัสอื่นๆ ของเขากลับสัมผัสตัวตนของเธอไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เสียง สัมผัส แม้กระทั่งกลิ่นอายของพลังชีวิตหรือพลังวิญญาณใดๆ ราวกับเมดสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงภาพมายาที่ไม่มีอยู่จริง
ความรู้สึกที่น่ากลัวนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับกัสและน้องสาวอย่างมาก มันเป็นความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นมาจากสัญชาตญาณของเผ่าอสูร
เมดสาวยามินั้นคล้ายกับรู้ว่ากัสกับน้องสาวมีท่าทีแบบนี้เพราะอะไร เธอจึงปลดความสามารถของตัวเองออกจนทำให้ทุกคนสัมผัสถึงการคงอยู่ของเธอได้อย่างสมบูรณ์
ถึงตอนนี้ความตื่นกลัวในสัญชาตญาณของกัสก็ผ่อนคลายลง สีหน้าของน้องสาวทั้งสองเองก็ผ่อนคลายลงมาก
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปทำความรู้จักกับเมดสาวผู้นี้อยู่ดีเพราะบรรยากาศที่สง่างามและลึกลับของเธอ โดยเฉพาะความรู้สึกที่ยากจะสัมผัสได้นั้นได้ทิ้งความทรงจำที่น่ายำเกรงในหัวของทุกคนเรียบร้อย
เว้นเพียงน้องสาวคนรองของกัสที่ดูจะไม่หวาดกลัวเมดสาวยามิอย่างที่ทุกคนเป็น
หลังจากเสร็จสิ้นคำแนะนำตัวที่เรียบง่าย เธอก็แอบขยับตัวเข้าไปใกล้เมดสาวเล็กน้อยและมองดูเธอด้วยความสงสัยเพราะเครื่องแบบเมดที่ยามิสวมใส่นั้นดูแปลกตาจากชุดเมดที่เธอเคยเห็น
ทว่าน้องสาวคนรองก็ยังไม่กล้าพอที่จะถามออกมาตรงๆ
ขณะที่ความสนใจของทุกคนถูกดึงดูดไปยังเมดสาวที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับนั้น เหตุการณ์ในหน้าจอก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งเมดสาวที่เฝ้ามองหน้าจออยู่ตลอดก็ยิ้มน้อยๆ และส่ายหน้า
เมื่อเห็นกิริยาท่าทางเช่นนี้ทุกคนก็เกิดความสนใจขึ้นมาจึงรีบหันกลับไปดูสถานการณ์ในหน้าจอ ก่อนจะพากันตกตะลึงไปชั่วขณะ
ภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้มาก เปลี่ยนไปมากจนทุกคนรู้สึกสับสน
สิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ในตอนนี้คือภาพของควันสีดำจำนวนมหาศาลที่ลอยขึ้นมาจากพื้นดินโดยรอบแล้วรวมตัวกันจนกลายเป็นมังกรควันสีดำขนาดใหญ่
กัสมองภาพนี้แล้วอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะสังเกตเห็นเศษซากที่เหลืออยู่บนพื้นดินซึ่งมีมอนเตอร์บางตัวที่ยังหายไปไม่หมดซึ่งมีสภาพไม่ต่างอะไรจากรูปสลักสีดำ
ทว่าจุดที่น่ากลัวคือร่างกายที่กลายเป็นสีดำของพวกมันนั้นสลายไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหมอกควันสีดำแล้วลอยเข้าไปรวมกับมังกรควัน
‘จบแล้วงั้นหรอ!!’
กัสทึ่งน้อยๆ เพราะเขาเสียสมาธิไปจากหน้าจอเพียงไม่กี่สิบวินาทีเท่านั้น การกวาดล้างรอบแรกของท่านหญิงมิวลีฟก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วจนตอนนี้สนามรบที่น่าจะมีมอนเตอร์รวมกันไม่น้อยไปกว่าร้อยล้านตัวก็กลายเป็นความว่างเปล่า
ในขณะที่กัสตกใจอยู่นั้น เสียงเรียกของท่านหญิงมิวลีฟก็ดังขึ้นในหัวทำให้เขาต้องรีบตั้งสติและถ่ายทอดปราณลึกลับให้เธอต่อ
เมื่อได้รับปราณลึกลับอีกครั้ง ท่านหญิงมิวลีฟที่หยุดนิ่งไปก็เริ่มมองหามอนเตอร์ต่อก่อนจะบินออกไปด้วยความเร็วสูง
ต่อจากนั้นภาพเดิมๆ ก็เกิดขึ้น มังกรควันพ้นลมหายใจมังกรเป็นเส้นยาวออกไปกินรัศมีไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตร ก่อนจะกวาดออกไปด้านข้าง แผ่ขยายอาณาเขตแห่งการเสื่อมสูญออกไปเป็นรูปพัด
เพียงชั่วอึดใจต่อจากนั้น ท่านหญิงมิวลีฟก็ยกมือขึ้นแล้วทำในสิ่งที่กัสต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
สิ่งที่ท่านหญิงทำต่อจากนั้นคือการดีดนิ้วเบาๆ ครั้งหนึ่ง ฝูงมอนเตอร์ที่สัมผัสกับควันสีดำก็เริ่มเปลี่ยนสี พวกมันส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวก่อนจะแน่นิ่งไปราวกับรูปปั้น
วินาทีต่อจากนั้นพวกมันก็แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงแล้วลอยไปรวมตัวกันเป็นมังกรควันขนาดใหญ่
ภาพนี้ทำให้กัสอึ้งไปด้วยความหวาดกลัวกับการโจมตีที่ปราศจากแสงสีหรือเสียงใดๆ มันเป็นความตายที่เงียบงันและน่าสยดสยองอย่างบอกไม่ถูกในสายตาของเขา
แต่ในสายตาของน้องสาวคนรองนั้น มันกลับเป็นอะไรที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
“ทำไมมันเหมือนท่าไม้ตายของปีศาจมันม่วงเลยละ”
คำพูดที่ยากจะเข้าใจความหมายนี้ทำให้กัสอดหันกลับไปมองน้องสาวไม่ได้เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไรออกมา
“นั่นเป็นเพราะนางดูการ์ตูนมากไปนะสิ..”
คำตอบจากเมดสาวยามิทำให้กัสกับทุกคนอึ้งไปเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ
เมดสาวยามิที่พูดออกมาก็หันมามองกัสด้วยสายตาที่ราวกับกำลังจะบอกว่าคนที่ผิดก็คือเขา ทำเอาเขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ส่วนน้องสาวคนรองนั้นเธอเหมือนจะเข้าใจจนพยักหน้ารับไม่ขาด พลางบ่นถึงการ์ตูนที่เธอดูมาและพูดถึงที่มาของท่าไม้ตายที่ท่านหญิงมิวลีฟนำมาใช้เป็นวิชาที่น่ากลัวของเธอ
กัสฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกปวดหัวนิดๆ เพราะไม่คิดว่าวิชาที่น่าสะพรึงกลัวของท่านหญิงมิวลีฟจะเป็นวิชาที่เลียนแบบมาจากการ์ตูนที่เธอดู
แต่กัสก็แอบคิดในใจไม่ได้ว่าท่านหญิงมิวลีฟไปดูการ์ตูนตอนไหน ก่อนจะเข้าใจว่าเธอนั้นได้รับประสบการณ์ทั้งหมดจากภูติมังกรของเธอผ่านทางความฝัน
เนื่องจากกัสได้มอบของขวัญที่น่าสนใจให้กับคุณหนูเฟิร์สและทำให้เธอติดการ์ตูนจนดูมันแทบทุกวันไม่ได้หยุด ท่านหญิงมิวลีฟที่ได้รับประสบการณ์ของภูติมังกรผ่านทางความฝันก็พลอยซึมซับเรื่องราวผ่านการ์ตูนที่ว่าไปด้วย
เหตุผลที่ไม่น่าเชื่อนี้ทำเอากัสพูดไม่ออกเลยทีเดียว แต่เขาก็นิ่งไปได้ไม่นานเพราะคำขอของท่านหญิงดังขึ้นมาอีกครั้งทำให้เขาต้องรีบถ่ายทอดปราณลึกลับต่อ
เนื่องจากเขาเอาแต่ถ่ายทอดปราณลึกลับไม่ได้หยุด ประกอบกับการปรากฏตัวของเมดสาวยามิ ทำให้กัสลืมกินอาหารตรงหน้าไปนานหลายนาที จนตอนนี้อาหารที่ถูกลำเลียงเข้ามาวางจนเต็มโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อไม่มีที่วางข้ารับใช้ก็ทำอะไรไม่ถูกจนทำได้เพียงยืนถือจานอาหารที่หนักแสนหนักด้วยสีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้
กัสสังเกตเห็นสีหน้าของข้ารับใช้สาวด้วยความตกใจแล้วรีบจัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างเร่งด่วน ก่อนจะหยุดมือไปชั่วขณะแล้วบอกให้พวกเธอหยุดทำอาหารได้แล้ว
“ท่านพี่อิ่มแล้วหรือคะ”
“อืม..ไม่ค่อยหิวแล้วละ สงสัยจะเป็นเพราะถ่ายทอดปราณลึกลับให้กับท่านหญิงมากไปหน่อย”
กัสพูดออกมาแบบไม่มั่นใจนักเพราะเขาเองก็เพิ่งจะเคยสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งที่สองเท่านั้น
ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นตอนที่เขาทดลองถ่ายทอดปราณลึกลับให้กับท่านหญิงมิวลีฟครั้งแรก ตอนนั้นเขาพบว่าตัวเองไม่ค่อยมีความอยากอาหารอย่างที่เคยจนกินน้อยลงกว่าเดิมมาก
ครั้งที่สองก็ตอนนี้เอง หลังจากที่กัสกินอาหารไปจำนวนมากเพื่อบรรเทาความหิวโหยที่เกิดจากผลสะท้อนจากการใช้พลัง
แต่หลังจากกินไปได้พอสมควรจนความหิวบรรเทาลงบ้าง เขาก็เผลอหยุดมือและได้ถ่ายทอดปราณลึกลับให้กับท่านหญิงมิวลีฟในปริมาณมาก จนทำให้ความหิวที่แผดเผาจิตใจของเขาสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
ผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อนี้แม้กระทั่งกัสก็ยังไม่มั่นใจว่ามันใช่แน่หรือไม่
แต่เพื่อทดสอบเขาเลยส่งข้อความไปหาหน่วยสนับสนุนและสั่งให้ร่างแยก 10 ตัว ออกปฏิบัติการกวาดล้างเพื่อเป็นการทดสอบ
ครั้งนี้กัสไม่ได้ตัดความรู้สึกที่ส่งกลับมาของร่างแยก หากแต่รับมันเอาไว้ทั้งหมดพร้อมกับถ่ายทอดปราณลึกลับให้ท่านหญิงตลอดเวลา
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นช่วยยืนยันความคิดของกัสได้เป็นอย่างดี
‘นี่มัน! เหลือเชื่อ!! ถ้าทำแบบนี้ได้ข้าก็ไม่ต้องเสียพลังไปกับการสร้างร่างแยกบ่อยๆ แล้วสิ!’
กัสตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะถูกเสียงเรียกของท่านหญิงมิวลีฟดึงสติกลับมาในที่สุด
“กัสโทนีย่า! มอนเตอร์หมดแล้ว เจ้าทำให้มันออกมาอีกได้ไหม!!”
คำขอนี้กัสไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เขาจึงรีบออกไปยังผลึกดินแดนแล้วค้นหาผลึกแห่งความโกลาหลก่อนจะใช้มันเพื่อทำให้มอนเตอร์ออกมามากยิ่งขึ้น
แต่หลังจากนั้นไม่นานท่านหญิงก็เริ่มขอมากขึ้นจนทำให้กัสทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้ผลึกอีกก้อน
ทว่ามอนเตอร์เพียงไม่กี่สิบล้านตัวต่อฝูงนั้นดูเหมือนจะไม่พอมือท่านหญิงจริงๆ ทำให้เธอร้องขอมากยิ่งขึ้นจนกัสไม่รู้ว่าจะตอบสนองยังไง
ผลึกแห่งความโกลาหลแม้จะใช้งานได้สูงสุดถึง 10 ก้อนและจะทำให้มอนเตอร์ที่ปรากฏตัวในแต่ละนาทีมีมากเท่ากับมอนเตอร์ที่ปรากฏตัวในทุกชั่วโมงตามปกติ
ปริมาณของมอนเตอร์พวกนี้กัสไม่กลัวว่าท่านหญิงมิวลีฟจะรับมันไม่ได้ แต่ที่เขากลัวคือ ท่านหญิงมิวลีฟจะสามารถต่อสู้ได้นานขนาดนั้นหรือไม่
เพราะไม่รู้ว่าทำได้หรือไม่ได้กัสเลยไม่กล้าใช้ผลึกแห่งความโกลาหลไปมากกว่านี้และพยายามมองหาผลึกรูปแบบอื่นที่ใช้งานได้ดีกว่า
กัสค้นหาอย่างเร่งรีบก่อนจะหยุดลงที่ผลึกที่เขาให้ความสนใจมากก่อนหน้านี้แต่ไม่เคยใช้
“เอาไงดี..ใช้เจ้านี่ดีไหม”
ความลังเลใจของกัสอยู่ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น หลังจากคำขอของท่านหญิงมิวลีฟดังขึ้นมาอีก เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันแล้วซื้อ ‘ผลึกแห่งราชา’ มาก้อนหนึ่งก่อนจะโยนเข้าไปท่ามกลางสายตาแตกตื่นตกใจของเกรย์แรท
“นายท่าน!! นั่นมัน!!”
พริบตานั้นผลึกดินแดนก็ระเบิดเสาพลังขึ้นมาอย่างรุนแรง ก่อนจะระเบิดคลื่นพลังออกไปรอบทิศทาง
วินาทีต่อจากนั้นพื้นที่ทางทิศตะวันออกก็มีสิ่งที่ดูคล้ายรอยแยกของมิติเกิดขึ้น ก่อนจะขยายตัวออกมาอย่างช้าๆ
ภาพนี้ดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งหมดในดินแดนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเกรย์แรทที่มองไปด้วยสีหน้าแตกตื่น
“ไม่นะ! นายท่าน! ผลึกแห่งราชาจะเรียกราชาอสูรออกมาพร้อมกับมอนเตอร์จำนวนมากนะคะ!!”
“เรื่องนั้นข้ารู้..แต่เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ท่านหญิงมิวลีฟรับมือได้แน่”
สีหน้าของเกรย์แรทเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอไม่มั่นใจในคำพูดของกัสเลย แต่ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมการเพื่อสร้างปราสาทที่ด้านนอกทำให้เธอไม่ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของท่านหญิงมิวลีฟ
ด้วยเหตุนี้เกรย์แรทเลยไม่รู้ว่าความน่ากลัวของท่านหญิงมิวลีฟนั้น ไม่ได้น้อยไปกว่านายท่านของเธอเลย
มอนเตอร์กว่าพันล้านตัวถูกท่านหญิงมิวลีฟกวาดล้างไปอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่นาที ด้วยการดีดนิ้วเพียงไม่กี่ครั้ง มอนเตอร์ทั้งฝูงในรัศมี 100 กิโลเมตรก็กลายเป็นฝุ่น
ความน่ากลัวนี้พูดไปแล้วยังน่ากลัวกว่าเขาเสียด้วยซ้ำหากนับเฉพาะความเร็วในการกลืนกินพลังชีวิตของท่านหญิงมิวลีฟ
ขณะที่กัสคิดเขาก็อดคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาไม่ได้ ก่อนจะมีความคิดบางอย่างเกิดขึ้น
‘จริงสิ..ข้าใช้กระบี่เก้าวังได้นี่!’
ทันทีที่คิดได้กัสก็เชื่อมต่อกับร่างแยกของเขาทันที จากนั้นเปลี่ยนเล็บสีดำของเขาให้กลายเป็นกระบี่เก้าวัง
พริบตานั้นระบบของแองจี้ที่ใช้อยู่ก็ถึงกับรวนไปชั่วขณะ เนื่องจากการเพิ่มจำนวนของชิ้นส่วนกระบี่ที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ช่วงเวลานั้นหน่วยสนับสนุนที่ควบคุมหุ่นยนต์ร่างแยกอยู่ก็ถึงกับรวนเรไปชั่วขณะเพราะระบบเล็งเป้าที่พวกมันใช้งานอยู่ไม่รองรับจำนวนชิ้นส่วนกระบี่ที่มากถึงขนาดนี้
ร่างแยกของกัสนั้นสามารถเรียกกระบี่เก้าวังได้ทั้งหมด 3 พันเล่ม ซึ่งเป็นจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของที่เขาเรียกได้
แต่เมื่อกระบี่แยกส่วนออกไปแล้ว มันจะมีมากกว่า 3 แสนชิ้น จำนวนที่มากมหาศาลนี้มันเกินจำนวนของเล็บสีดำไปหลายสิบเท่าทำให้ระบบของแองจี้ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเล็งเป้าหมายของเล็บสีดำไม่สามารถรองรับได้
ทว่าระบบของแองจี้นั้นไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดนั้น มันเพียงรวนไปชั่วขณะ ก่อนที่ระบบจะปรับปรุงแก้ไขด้วยตัวของมันเองจนสามารถรองรับการเล็งเป้าด้วยจำนวนเป้าหมายที่มากขึ้นเป็นสิบๆ เท่าได้
แต่มันก็ยังเหลือปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งนั่นคือหน่วยสนับสนุนไม่สามารถปรับตัวตามได้ทันทำให้กัสไม่อาจรีดประสิทธิภาพของรูปแบบการโจมตีออกมาได้มากเท่าไหร่นัก
ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เป็นไปอย่างที่กัสต้องการจนทำให้เขาอดรู้สึกเสียดายไม่ได้
“น่าเสียดายจริงๆ แบบนี้แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงตอนนี้ข้าก็คงกวาดล้างแบบเต็มที่ไม่ได้อยู่ดี”
คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความอ่อนล้า ก่อนจะพาตัวเองไปยังสวนแห่งการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูความอ่อนล้าที่เขาได้รับจากการต่อสู้
ภายในสวนกัสนอนแช่น้ำพุร้อนอย่างสบายใจขณะที่รักษาการถ่ายทอดปราณลึกลับเอาไว้ตลอด พร้อมกับการส่งร่างแยกทั้ง 10 ตัวออกไปเก็บกวาดมอนเตอร์ฝูงเล็กฝูงน้อยที่ถูกท่านหญิงมองข้ามไปเพราะเธอกำลังสนใจฝูงมอนเตอร์ที่ไหลทะลักออกมาจากช่องว่างมิติที่เปิดออก
การมาถึงของราชาอสูรนั้นมาพร้อมกับมอนเตอร์จำนวนมาก ปริมาณของมันนั้นมากกว่ามอนเตอร์ในแต่ละรอบถึง 10 เท่า ซึ่งหมายความว่าราชาอสูรจะมาพร้อมกับมอนเตอร์ถึง 1 พันล้านตัว
จำนวนนี้จะบอกว่าเยอะก็เยอะ แต่กัสก็ไม่ได้คิดว่ามันจะมากเกินกว่าที่ท่านหญิงมิวลีฟรับไหว เขาเลยฝากผลึกแห่งราชาเอาไว้กับเกรย์แรทอีก 10 ก้อนแล้วขอให้เธอใช้มันหลังจากท่านหญิงกวาดล้างฝูงมอนเตอร์ของราชาอสูรเรียบร้อย
เนื่องจากความอ่อนล้ากัสเลยไม่ได้ติดตามการต่อสู้ของท่านหญิงมิวลีฟต่อ เขาเลยไม่รู้ว่าหลังจากที่รอยแยกเปิดออกมานั้นมันมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นตามมาหรือไม่เพราะในสายตาของกัสหากท่านหญิงมิวลีฟฆ่าพวกมอนเตอร์ได้ง่ายๆ ราชาอสูรก็ไม่ใช่ปัญหา
ทว่าเขาก็มองข้ามปัญหาไปข้อหนึ่งนั่นคือความแข็งแกร่งของราชาอสูรของดันเจี้ยนแห่งนี้มีรูปแบบคล้ายๆ กับราชาอสูรในดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวตรงที่ความแข็งแกร่งของพวกมันจะอิงจากความแข็งแกร่งของคนที่อยู่ในดินแดน
ในจุดนี้ดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องต่างจากดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวอยู่ส่วนหนึ่ง นั่นคือมันไม่ได้อิงจากความแข็งแกร่งของคนทั้งหมดในพื้นที่
แต่อิงจากคนที่แข็งแกร่งที่สุดแทน ซึ่งในส่วนนี้มันอาจจะอิงมาจากเมดสาวยามิที่เป็นครึ่งเทพ
ทว่าขีดจำกัดของดันเจี้ยนแห่งนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียว นั่นคือมันมีขีดจำกัดอยู่ที่ระดับเตรียมขั้นสูงสุด
ความแข็งแกร่งเพียงเท่านี้ย่อมไม่อยู่ในสายตากัส
แต่เขาก็มองข้ามปัญหาไปข้อหนึ่งนั่นคือ ท่านหญิงมิวลีฟไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับเขาและเธอก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากเท่าเขา
ในตอนที่ฝูงมอนเตอร์ไหลทะลักออกมานั้น ท่านหญิงมิวลีฟรับมือมันได้อย่างง่ายดาย เธอปล่อยควันสีดำออกไปรวมกันอยู่ที่ทางออกและกลืนกินชีวิตของมอนเตอร์ทุกตัวที่ไหลออกมาอย่างง่ายดาย
ปริมาณควันสีดำที่เธอสะสมได้จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีดำ
เมื่อท่านหญิงมิวลีฟเห็นว่ามันมีมากเกินไป เธอก็ดึงหมอกสีดำกลับมาบางส่วนและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังชีวิตสีเขียวมรกตก่อนจะดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว
การดูดกลืนพลังชีวิตนั้นสร้างความรู้สึกอิ่มเอมและมีความสุขให้กับท่านหญิงมิวลีฟเป็นอย่างมาก มันทำให้ร่างกายของเธอร้อนวูบ หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
พร้อมๆ กันนั้นเธอก็แบ่งส่วนหนึ่งของปราณลึกลับที่ได้มาจากกัสมาผสานกับพลังส่วนนี้จนทำให้รากวิญญาณของเธอดูดกลืนพลังชีวิตเข้าไปด้วยความเร็วที่สูงกว่าเดิมหลายสิบเท่า
เพียงไม่กี่นาทีท่านหญิงมิวลีฟก็รู้สึกว่าเธอแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากและยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุข
“ขอบใจเจ้ามากนะกัสโทนีย่า..ที่เจ้าช่วยให้เราได้สัมผัสกับความอิ่มเอมเป็นครั้งแรก..”
คำพูดนี้แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันทำให้กัสที่ได้ยินคำพูดนี้ผ่านร่างแยกอดรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเขาเพราะสัมผัสได้ถึงความสุขและความทรมานที่ท่านหญิงมิวลีฟเคยประสบมาผ่านน้ำเสียงของเธอได้อย่างชัดเจน
“ด้วยความยินดีครับท่านหญิง..”
ท่ามกลางความรู้สึกอิ่มเอมและมีความสุข ท่านหญิงมิวลีฟจึงกวาดล้างต่อไปแบบไม่ได้หยุดราวกับคนที่หิวโหยมานานและปรารถนาที่จะได้รับการเติมเต็ม
การกวาดล้างด้วยหมอกควันสีดำนั้นมีประสิทธิภาพที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก
แต่ทันทีที่ประตูมิติเปิดออกจนสุดและมอนเตอร์ทุกตัวไหลทะลักออกมาจนหมด ราชาอสูรที่ตามมาเป็นตัวสุดท้ายก็ปรากฏตัวและเปลี่ยนสถานการณ์ในการต่อสู้ไปในทันที