ตอนที่ 69 ไม่ยอมแพ้
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินขยับปลายนิ้วมือของตนเอง ตอนนั้นเองปากกาสีเงินที่มีอัญมณีสีแดงประดับและลวดลายสีทองพลันขับเคลื่อน
มันบินวนรอบตัวของเมอร์ลินครั้งหนึ่ง ก่อนจะพุ่งออกไปด้านอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว!
ปากกาด้ามนั้นส่งเสียงแหวกอากาศ ความเร็วของมันราวกับลูกกระสุนพุ่งทะลวงเข้าหาชายชราในชุดสูทสีขาว
“โอ้ ไม่เลวนิ” ธีออนอดที่จะชื่นชมไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเด็กน้อยท้าทาย แถมยังเป็นเด็กน้อยที่พึ่งสร้างวงเวทแรกอีกด้วย
นักเวทฝึกหัดต้องการโจมตีมหาจอมเวท เรื่องนี้แทบจะเป็นเรื่องที่ผู้คนไม่อาจคิดจินตนาการคิดได้
ปัง!
เสียงดังสนั่นดังขึ้นครั้งหนึ่ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือปากกาด้ามนั้นหยุดลงก่อนจะถึงตัวของธีออนหนึ่งฟุต
เสียงที่ดังขึ้นมานั้นคือเสียงที่ปากกากระทบกับม่านพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น
ธีออนเป็นถึงมหาจอมเวท เขาสามารถสร้างม่านพลังเวทของตนเองขึ้นมาได้ดั่งใจ
เมอร์ลินหรี่ดวงตาแคบลง
“คิดแล้วว่าจะต้องออกมาเป็นแบบนี้”
เขารู้แล้วว่าการโจมตีของตนเองไม่อาจฝ่าการป้องกันของอีกฝ่ายได้ ต่อให้เขาเป็นจอมเวทก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทะลวงการป้องกันที่มองไม่เห็นนี้ได้เช่นกัน
ธีออนยังคงยืนล้วงกระเป๋าอย่างสบายๆ ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม
ความจริงด้วยการควบคุมปากกาเพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กน้อยมีคุณสมบัติสอบผ่านได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองมีข้อเดิมพันต่อกัน
เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยยังไม่ยกเลิกความพยายาม เขายังมีความคิดที่จะโจมตีต่อ
ฟิ้ว!
ปากกาด้ามนั้นถูกดึงออกมาตามการขยับนิ้วของเมอร์ลิน ก่อนจะขยับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ปัง!
เสียงปะทะดังขึ้นอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ปากกาไม่ได้หยุดอยู่กับที่อีกต่อไป มันโฉบเฉี่ยวไปมาและการปะทะที่ดังขึ้นก็เกิดขึ้นจากการแฉลบของปากกา มันจึงไม่หยุดอยู่ที่เดิม
ปัง! ปัง! ปัง!
ปากกาบินวนไปรอบๆ ตัวของธีออนและเกิดเสียงปะทะดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
สายตาของผู้คนอดที่จะประหลาดใจกับเหตุการณ์นี้ไม่ได้
“เด็กคนนี้สามารถควบคุมคาถาเวทได้ดีขนาดนี้เชียวหรอ?” หนึ่งในผู้ติดตามของธีออนเอ่ยขึ้น
แน่นอนว่าทุกคนล้วนคิดแบบนี้
ตามปกติแล้วเวทแรงโน้มถ่วงนั้นมักจะใช้ในการหยิบจับข้าวของให้เคลื่อนที่ตามใจนึกได้อย่างสะดวก เหมือนเหล่าบรรณารักษ์ในห้องสมุดที่จัดหนังสือบนชั้นวางสูงอย่างเป็นระเบียบ
หรือหากจะดีขึ้นมาอีกหน่อยก็คือการยกวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากเท่าไหร่ คาถาเวทแรงโน้มถ่วงก็ต้องเพิ่มระดับให้มากขึ้นเท่านั้น
เพราะเหตุนี้จึงมีนักเวทบางคนที่ฝึกฝนคาถาเวทแรงโน้มถ่วงชั้นสูงไว้สำหรับการต่อสู้ พวกเขาสามารถยกก้อนหินขนาดใหญ่ขว้างใส่คู่ต่อสู้ หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของขนาดใหญ่ทับอีกฝ่าย ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้ระดับคาถาที่สูงมากทั้งสิ้น
แม้จะมีนักเวทที่ควบคุมของมีคมในการโจมตีผู้อื่นอยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ย่อมเป็นอย่างที่เห็นพวกเขาไม่สามารถฝ่าการป้องกันพลังเวทได้ อีกทั้งการควบคุมแบบนั้นจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญสูงเพื่อทำให้เหมือนถือสิ่งของเหล่านั้นด้วยมือของตนเอง ดังเช่นที่เด็กน้อยผมสีเงินกำลังทำมันในตอนนี้
ปัง! ปัง! ปัง!
นิ้วมือของเมอร์ลินขยับอย่างรวดเร็วพร้อมกับควบคุมปากกาให้โจมตีทุกทิศทาง
โชคดีที่ปากกาด้ามนั้นคือปากกาเวทมนตร์ที่ทนทาน มันจึงไม่แตกหักหรือชำรุดง่ายๆ หลังจากที่ได้ปะทะกันหลายครั้ง
‘นักเวทไม่สามารถสร้างม่านพลังคุมทั้งร่างได้ เพราะพวกเขาไม่สามารถแบ่งสมาธิมากมายขนาดนั้นได้ ดังนั้นม่านพลังส่วนใหญ่จึงจะถูกสร้างด้านเดียวเท่านั้น ต่อให้คนตรงหน้านี้จะเป็นมหาจอมเวทก็ตาม’ เมอร์ลินคิดในใจ
เขาอ่านหนังสือมาไม่น้อย แน่นอนว่าย่อมต้องรู้จักคุณสมบัติของเวทป้องกัน
เวทชนิดนี้เป็นที่นิยมของนักเวทเป็นอย่างมาก พวกเขาใช้มันป้องกันอันตรายที่ไม่ร้ายแรงได้ อีกทั้งยังใช้พลังเวทเล็กน้อยเหมือนเวทแรงโน้มถ่วง
แต่ในโลกนี้ไม่มีเวทใดที่สมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งล้วนมีจุดอ่อนหรือศัตรูตามธรรมชาติทั้งสิ้น
เวทป้องกันนี้ก็เช่นกัน มันไม่สามารถป้องกันรอบด้านได้ อย่างมากก็แค่สองด้านตามพลังสมาธิที่จดจ่ออยู่กับมือทั้งสองเท่านั้น ดังนั้นมันจึงมีช่องโหว่ซ่อนอยู่
นักเวทต้องพ่ายแพ้ให้กับอัศวินก็เพราะเหตุนี้
นักเวทหนึ่งคนอาจสามารถเอาชนะอัศวินหลายคนได้ แต่ขณะเดียวกันอัศวินหลายคนก็สามารถเอาชนะนักเวทได้เช่นกัน ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ในโลกนี้ไม่มีใครที่เป็นอมตะไร้พ่าย แม้ว่าจะเป็นนักเวทที่อยู่มหาทวีปแห่งนี้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่เด็กน้อยสิบเอ็ดขวบคนเดียวจะสามารถทะลวงการป้องกันของมหาจอมเวทได้อย่างนั้นหรอ?
ปัง! ปัง! ปัง!
ปากกาด้ามนั้นยังคงโจมตีอย่างต่อเนื่อง เมอร์ลินไม่ได้ละความพยายาม ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อผุดพลาย นิ้วมือยังคงขยับอย่างคล่องแคล่ว
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบธีออนกลับยืนกอดอกนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เขารับมือการโจมตีของเมอร์ลินโดยที่ไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย
“ยังไม่ยอมแพ้หรอ?” ธีออนเอ่ยหยอกล้อ
ต้องยอมรับว่าฝีมือการควบคุมเวทของเด็กน้อยนั้นดีมาก แต่มันย่อมไม่เพียงพอที่จะโจมตีเขาได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามเขานั้นอดที่จะชื่นชมความมุ่งมั่นนี้ไม่ได้
“ไม่แน่นอนครับ” เมอร์ลินกล่าวอย่างมั่นใจ แม้ใบหน้าของเขาจะแสดงอาการเหนื่อยอย่างชัดเจน ในแววตาฉายแววไม่ยอมแพ้
“อย่างนั้นหรอ? แต่เธอจะโจมตีแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ล่ะ?” ธีออนเอ่ยถาม
“อีกพักหนึ่งแหละครับ คุณก็รู้ว่าพลังเวทของผมมีเพียงแค่สามจุดเท่านั้น” เมอร์ลินยังคงโจมตีและตอบกลับไป
มันเป็นจริงอย่างที่เขาพูดพลังเวทสามจุดนั้นนับว่าน้อยมาก การใช้คาถาเวทย่อมไม่สามารถใช้ได้นาน ไม่เช่นนั้นเมอร์ลินคงไม่ขอร้องให้ออสตินซื้อแหวนเวทแรงโน้มถ่วงมาให้
การทดสอบนี้ย่อมไม่สามารถใช้อุปกรณ์เวทได้อยู่แล้ว ดังนั้นพลังเวทที่เขาใช้จะถูกจำกัดและใช้ไม่ได้นาน
เมอร์ลินในตอนนี้ใช้พลังเวทไปไม่น้อยแล้ว แม้ว่าคาถาเวทแรงโน้มถ่วงจะใช้พลังเวทไม่มากก็ตาม แต่พลังเวทสามจุดยังไงก็ถือว่าน้อยมากอยู่ดี
ทว่าในตอนนั้นเอง
จู่ๆ เมอร์ลินก็เปลี่ยนท่าทาง ดวงตาสีเงินมีประกายสว่างวาบ
ก่อนที่คาถาเวทแรงโน้มถ่วงจะถูกขยายออกไป
มันไม่เพียงแค่จดจ่ออยู่กับปากกา แต่กลับขยายไปทั้งห้อง!
ผู้คนที่เฝ้าดูการทดสอบนี้ต่างมีแววตาแตกตื่น ไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น
ครืน!
คาถาเวทแรงโน้มถ่วงของเมอร์ลินครอบคลุมทั้งห้องพัดพาเอาฝุ่นผงที่อยู่ตามซอกต่างๆ ทั่วทุกอณู
ต่อให้ห้องนี้จะมีคนทำความสะอาดมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่มีวันที่จะสะอาดหมดจดจนไร้ฝุ่น
ใช่แล้ว ตอนนี้เมอร์ลินใช้เวทของตนเองควบคุมฝุ่นทั้งหมดที่อยู่ในห้อง
คงไม่มีใครคิดว่าคาถาแรงโน้มถ่วงจะสามารถควบคุมฝุ่นได้ เพราะการที่จะทำเช่นนี้ได้จะต้องใช้พลังสมาธิมหาศาล
วูม!
ฝุ่นเหล่านั้นพุ่งเข้าหาธีออนและหมุนวนราวกับพายุคลั่ง