อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 63 การแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม

    บทที่ 63 การแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม

     

    “ดังนั้นในฐานะอาจารย์แล้ว นักเรียนทุนอันซูหยวน...เธอเองก็มีความผิดร้ายแรง และสมควรที่จะต้องออกจากสถาบันเหมือนกัน ฉันคืออาจารย์ที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว ต่อให้เธอต้องการวางแผนเล่นงานใครก็ตาม ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักเรียนทุนหรือไม่ แต่ฉันก็จะมอบความยุติธรรมที่เสมอกันให้นักเรียนหญิงทั้งสามด้วย”

                

    เมื่อได้ยินการตัดสินใจสุดท้าย อันซูหยวนก็ยิ่งอยากจะหัวเราะมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก เธอมองหน้าคนเป็นอาจารย์ด้วยสายตาเรียบนิ่ง เพื่อนๆในห้องอ้าปากค้างด้วยไม่เต็มใจนัก อย่างไรก็ตาม...ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาควรจะพูดอะไรดี ก่อนหน้านี้สิ่งที่ควรจะพูดก็ได้พูดออกไปแล้ว ทว่าอาจารย์ก็ไม่ได้รับฟังเลย

                

    ซูหยวนมองไปยังอาจารย์ท่านอื่นๆที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น พวกท่านเองก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ได้ก้าวออกมาเพื่อหักหน้าอาจารย์ด้วยกัน หรือจะสนับสนุนการตัดสินใจนั้น เนื่องจากพวกเขายังไม่มีข้อมูลใดๆเลย ตอนนี้คือจังหวะสำคัญมาก หากซูหยวนไม่อธิบายให้ชัดเจน เช่นนั้นก็เป็นการยอมรับคำพูดของอาจารย์นั่นแหละ

                

    อีกอย่าง...ในความกดดันนี้ นักเรียนที่กระทำความผิดจริง หากถูกเปิดเผยแผนการทั้งหมดย่อมต้องแสดงท่าทางอะไรออกมาบ้าง พวกท่านกำลังรอชมการแสดงออกของซูหยวนด้วยเช่นกัน

                

    แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ทำให้อาจารย์คนอื่นๆผิดหวัง ในบรรดาอาจารย์จากสถาบันอันดับหนึ่งนี้ ทุกคนล้วนแต่ชื่นชมนักเรียนที่มีความสามารถกันทั้งนั้น พวกท่านที่อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะไม่ได้ติดตามอันซูหยวนที่ขอแยกตัวออกไปตามลำพัง ทว่าผลลัพธ์ของการล่าแกนพลังงานที่ยอดเยี่ยมนี้ก็ทำให้อาจารย์ทั้งหลายชื่นชม ลึกๆแล้วไม่มีใครต้องการให้อันซูหยวนถูกไล่ออกไป พวกเขายังต้องการเป็นสักขีพยานในการถือกำเนิดของนักล่าในตำนานอยู่...

     

    “อาจารย์คะ ฉันขอถามอย่างหนึ่งค่ะ” ซูหยวนก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยความมั่นคง แม้ว่าการยืนอยู่กับที่เพื่ออธิบายตัวตนจะทำได้เหมือนกัน แต่ตามหลักจิตวิทยาแล้ว เธอต้องการแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความมั่นใจและไม่คิดถอยของเธอ

                

    เธอไม่ได้ทำผิด! นี่คือสาน์สที่ต้องการจะสื่อออกไปให้พวกเขา

     

    “ถามหรือ?”

     

    “ใช่ค่ะ อาจารย์รับฟังจากนักเรียนทุนทั้งสามมาว่าอย่างไรคะ ตอนที่นักเรียนทุนสามคนนั้นใส่ความฉัน พวกเขาก็ได้เตรียมการเอาไว้แล้ว ทั้งคำพูดคำจาล้วนแต่ตรงตามกันทั้งหมด อาจารย์บอกว่าแยกนักเรียนทุนทั้งสามไปสอบสวนจนได้ความจริง ถ้าอย่างนั้น...ทำไมอาจารย์จึงไม่สอบสวนคนอื่นๆที่ไม่ได้มีประเด็นกับนักเรียนทั้งสามคนบ้างคะ”

     

    “เธอหมายความว่ายังไง กำลังสงสัยในการทำงานของฉันงั้นหรอ” คนเป็นอาจารย์หรี่ตาลง ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยของความไม่พอใจ

                

    หากเป็นนักเรียนคนอื่นจะต้องรีบขอโทษแน่ๆ การทำให้อาจารย์ไม่พอใจในสถาบันแห่งนี้ ชีวิตของพวกเขาย่อมไม่ง่ายดายอีกต่อไป แต่ซูหยวนไม่ได้กลัวเลย....เธอเข้ามาที่นี่ก็เพราะความแข็งแกร่งของตนเอง เช่นนั้นเธอก็จะจบจากสถาบันนี้ด้วยความแข็งแกร่งของตนเองเช่นกัน

                

    เส้นทางการเป็นพนักงานดีเด่นไม่ได้ง่ายดายฉันท์ใด เส้นทางการเป็นนักเรียนดีเด่นก็คงจะไม่ง่ายดายเช่นนั้น ... เธอเตรียมใจเอาไว้แล้ว เช่นนั้นไม่มีทางกลัวที่จะต้องท้าชนกับคนที่ขวางเส้นทางนี้

     

    “ฉันไม่ได้สงสัยในการทำงานของอาจารย์ค่ะ แต่ที่ผ่านมาอาจารย์ยังไม่ได้สอบสวนคนอื่นๆก็เท่านั้นเอง ดังนั้นฉันจึงอยากจะถามว่าทำไมอาจารย์จึงได้เชื่อแค่คำของนักเรียนทุนทั้งสามคนล่ะคะ บางที...อาจารย์ก็อาจจะเข้าใจผิดเพราะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนก็ได้นะคะ” ซูหยวนเอียงคอ แสดงท่าทางสงสัยใคร่รู้ ทำราวกับว่าเธอไม่ได้ต้องการเป็นปรปักษ์ ก็แค่เป็นนักเรียนทั่วไปคนหนึ่ง

               

    ทว่า...ท่าทางเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้คนเป็นอาจารย์โมโหมากขึ้นกว่าเดิมแทน นักเรียนทุนคนหนึ่งกลับกล้าลองดีกับเธอ บอกว่าเธอตัดสินใจจากความเข้าใจผิดของตนเอง ถ้าหากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ครั้งหน้าเมื่อเธอเอ่ยปากพูด ความน่าเชื่อถือจะอยู่ที่ไหนอีกล่ะ

     

    จากที่เคยใจเย็นก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ซึ่งชั่วเวลาเช่นนี้เองที่เขาจะแสดงความไม่เป็นมืออาชีพของตนเองออกมา และนั่นจะทำให้ซูหยวนได้เปรียบมากขึ้นในแง่ความน่าเชื่อถือ

                

    เทียบกันแล้ว คนที่พูดฉะฉานและใจเย็นอยู่เสมอ กับคนที่เอาแต่อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่ มองจากมุมมองของคนอื่นๆ...ซูหยวนย่อมต้องได้ภาพลักษณ์ที่ดีกว่า

     

    “นักเรียนทุนอัน!! ปากเธอบอกว่าไม่ได้ตั้งคำถามกับการทำงานของฉัน แต่กลับถามไม่หยุดเนี่ยนะ! แล้วอีกอย่าง การที่ฉันสอบสวนนักเรียนทุนสามคนเพื่อหาข้อสรุปนั้นไม่ถูกต้องตรงไหน ถ้าทั้งสามคนกระทำความผิดจริง ฉันย่อมมีวิธีที่จะรู้แน่นอน เธอไม่จำเป็นต้องมาเล่นแง่ ทำตัวหัวหมอกับฉันหรอก ฉันสอนที่นี่มาหลายปี ย่อมต้องรู้ว่านักเรียนอย่างเธอมันเป็นคนเจ้าแผนการขนาดไหน!!”

     

    “ดูเอาเถอะ แม้แต่ท่านประธานจางก็ยังหลงกลรับเธอเข้าไปร่วมองค์กร คนแข็งแกร่งมากมายยิ่งกว่าเธอมีเยอะแยะ แต่ไม่ได้ถูกเลือกให้เข้าไป นั่นเพราะทุกคนไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอย่างเธอไงล่ะ!”

     

    “ถ้าเทียบกันแล้ว ตอนที่ฉันอายุเท่าเธอ พรสวรรค์ของฉันมีมากกว่าเป็นสิบเท่า แม้แต่พลังงานในร่างกายก็มากมายกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ทว่า...ฉันแค่ไม่ได้ใช้กลยุทธ์ที่ต่ำช้าแบบเธอ ไม่ได้เข้าหาท่านประธานจางและทำให้เขาหลงผิดคิดว่าเธอแข็งแกร่งมากก็เท่านั้น กว่าที่ฉันจะผ่านมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธออย่าคิดว่าแค่เข้าหาประธานจางได้แล้วทุกอย่างจะราบรื่น”

     

    “เธอเป็นนักเรียนทุนคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าเรียนไม่จบจากสถาบันแห่งนี้ก็เป็นได้แค่นักเรียนทุนที่ล้มเหลว อย่าคิดว่าเบื้องหลังมีท่านประธานจางสนับสนุนแล้วจะเปรียบได้ดั่งเรือใหญ่ที่จะไม่มีวันจม ฉันจะทำให้เธอได้เห็นเองว่าการจมเธอลงไปใต้มหาสมุทรพิษนั้นเป็นเช่นไร!”

                

    คนเป็นอาจารย์ตวาดเสียงดังลั่น เธอไม่มีทางปล่อยให้นักเรียนทุนกล้าที่จะตั้งคำถามต่อเธอ ไม่สิ! ไม่ว่าจะนักเรียนคนไหนก็ไม่ควรตั้งคำถามกับการตัดสินของเธอเท่านั้น

                

    ประสบการณ์ในการเป็นอาจารย์ของเธอมีตั้งเท่าไร ผ่านเด็กมาก็ไม่น้อยแล้ว นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีคนไม่ยอมรับการตัดสินของเธอแต่โดยดี ดังนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้ของเธอและอีกฝ่ายเลย

                

    อีกอย่าง ลึกๆแล้วเธอไม่พอใจอยู่เสมอเมื่อได้ยินว่ามีนักเรียนทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานจางอีกคนถือกำเนิดขึ้น ก่อนหน้านี้ท่านประธานจางผู้นั้นรับคนเข้าไปอยู่ในองค์กรเหมือนกัน เป็นนักเรียนทุนคนแรกที่โด่งดังมาก ซึ่งคนๆนั้นกลับอยู่ชั้นปีเดียวกันกับเธอนี่แหละ...

                

    เมื่อถูกรับเขามา เขาในฐานะนักเรียนทุนที่ท่านประธานจางผู้น่าเคารพคนนั้นกลับไม่ได้โดดเด่นใดๆเลย อยู่เงียบๆและสอบวัดผลอยู่ในระดับกึ่งกลางเสมอ ถึงอย่างนั้น...เขาก็ยังเป็นที่ชื่นชมของผู้คนได้อีก

                

    ในขณะที่เธอเป็นนักเรียนอันดับหนึ่งของชั้นปี กลับถูกมองเมินจากผู้คนมากมาย สิ่งนี้เป็นเพราะเธอไม่ได้เป็นนักเรียนทุนของท่านประธานจางเท่านั้น

                

    จนกระทั่งเรียนจบ เธอเพิ่งจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเมื่อตอนอยู่ในสถาบัน อีกฝ่ายจงใจที่จะเก็บงำความสามารถของตนเองเอาไว้เสมอ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร เขาก็ยิ่งแสดงความเจิดจรัสของตนเองออกมามากเท่านั้น ในขณะที่เธอเป็นได้แค่อาจารย์ในสถาบันและดูแลเด็กๆโง่เขลาเหล่านี้ทุกๆปี เขากลับทำผลงานและกลายเป็นบุคคลในตำนานไปอีกคน

                

    ตอนนี้ ไม่ว่าใครก็รู้จักเขา...แต่เธอล่ะ เธอที่เคยเป็นอันดับหนึ่งในชั้นปีล่ะ ผู้คนพูดถึงเธอว่าอย่างไร?

                

    เวลาที่พูดถึงนักเรียนทุนคนนั้น ผู้คนก็หัวเราะแล้วบอก...อ้อ นักเรียนทุนที่ไม่อยากได้แม้แต่อันดับหนึ่งน่ะหรอ นักเรียนคนที่ปล่อยให้เธอดีใจเล่นๆว่าสามารถคว้าอันดับหนึ่งไปได้ใช่ไหม?

                

    กลายเป็นว่า อันดับหนึ่งที่เธอได้มาก็แค่ของที่เขาไม่อยากได้เสียอย่างนั้น ... คนที่อวดดีเพียงเพราะถูกมองเห็นโดยบังเอิญ ทั้งยังเจ้าเล่ห์ไม่ยอมมาแข่งขันกับเธออย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะชิงอันดับหนึ่งกันให้สมศักดิ์ศรี กลับทำเหมือนว่าอันดับหนึ่งของเธอเป็นเรื่องตลก ในขณะที่ไปทำผลงานครั้งใหญ่ที่สนามรบเอามาตบหน้าเธอแทน ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้แข่งขันด้วยซ้ำ

                

    ดังนั้นความโกรธแค้นและเกลียดชังที่ผ่านมาของเธอย่อมทำให้เธอไม่ต้องการให้นักเรียนทุนอันใช้ชีวิตที่ดีเกินไป หากเป็นไปได้ เธออยากให้ประธานจางใช้วิธีอื่นในการคัดเลือกนักเรียนทุนของเขาด้วยซ้ำ อย่างน้อยๆ...เขาก็ควรจะเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถกลายเป็นนักเรียนทุนของเขาได้ไม่ใช่หรือ?

                

    แม้ว่าเธอจะไม่ได้ต้องการเงินหรือการสนับสนุนใดๆจากเขา แต่ชื่อเสียงของการเป็นคนที่ท่านประธานจางสนับสนุนก็ดียิ่งกว่าการสนับสนุนทั้งหมดเสียอีก

                

    เพื่อให้เขารู้ว่าตัวเองทำผิดมาตลอด เช่นนั้นเธอจะทำให้เขาได้เห็นว่านักเรียนทุนที่เขาเลือกมาถูกไล่ออกอย่างไร

                

    ซูหยวนเห็นแววตาอยากจะเอาชนะของอาจารย์สาวก็หัวเราะออกมาครั้งหนึ่งพร้อมกับส่ายหน้า ท่าทางสุขุมเหมือนกับคนที่มีอายุมากกว่าคนเป็นอาจารย์เสียอีก

     

    “ขอโทษนะคะอาจารย์ ตอนนี้ฉันคิดว่าคุณกำลังหลงประเด็นไปแล้วค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่ฉันเป็นนักเรียนทุนของท่านประธานเลย มันเป็นเรื่องของการทำผิดในการลักขโมยค่ะ” ซูหยวนตำหนิออกไปโดยตรง การจับนั่นมาโยงนี้ทำให้อาจารย์ดูไร้สาระมากกว่าเดิมเสียอีก

                

    แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ซูหยวนเท่านั้นที่คิด แม้แต่อาจารย์และนักเรียนคนอื่นๆก็ยังสับสนว่าอาจารย์สาวคนนี้ เธอพูดเกี่ยวกับการเป็นนักเรียนทุนของท่านประธานจางของซูหยวนทำไม

     

    “สำหรับฉันแล้ว การที่ถูกอาจารย์ตัดสินว่ามีความผิดทั้งๆที่ไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลยนอกจากคำพูดของคนที่ใส่ความฉันนั้นยอมรับไม่ได้จริงๆค่ะ เดิมทีฉันแค่อยากขอให้อาจารย์สอบสวนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์อีกครั้งเพื่อจะได้ข้อมูลทั้งหมด แต่เวลานี้ฉันเข้าใจแล้วค่ะ...อาจารย์กำลังมีอคติกับฉันที่เป็นนักเรียนทุนของท่านประธานจางสินะคะ”

                

    ความโกรธบนใบหน้าของอาจารย์สาวยิ่งเพิ่มขึ้นหลังจากที่ถูกนักเรียนพบเจตนาที่แอบแฝงอยู่ เธอแทบจะเดินเข้าไปแล้วตบหน้านักเรียนทุนอันอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะที่นี่มีอาจารย์อยู่อีกหลายคน

     

    “นักเรียน เธอกำลังใส่ความว่าฉันมีอคติ ทั้งๆที่ฉันไม่ได้มีอคติ ฉันสามารถใช้เรื่องนี้ยื่นฟ้องร้องได้ และเธอก็จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายด้วย เธอพูดจาไม่กลัวตายเลยรึไง!!” อาจารย์สาวตวาดลั่น สีหน้าเหมือนกับปีศาจร้ายไม่มีผิด

     

    “พอได้แล้วอาจารย์เหวิน” 

                

    ก่อนที่การด่าทอจะดำเนินต่อไป หรืออาจารย์สาวจะหลุดมาดการเป็นอาจารย์ที่น่าเคารพไปมากกว่านี้ อาจารย์อายุมากท่านหนึ่งก็ก้าวออกมา เขาหยุดไม่ให้อาจารย์สาวพูดมากกว่าเดิม หรือโยงไปถึงเรื่องกฎหมายที่มีโทษรุนแรง ทั้งเพื่อรักษาหน้าตาของสถาบัน และเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายกับทั้งสองฝ่าย

                

    ตราบเท่าที่เอากฎหมายเข้ามาเกี่ยว เรื่องนี้จะต้องมีฝ่ายที่ถูกลงโทษแน่นอน อย่าลืมว่ากฎหมายของที่นี่รุนแรงมาก โทษที่จะต้องรับก็รุนแรงไม่น้อย ดังนั้นคนที่เอาเรื่องนี้ไปพูดเล่นๆแต่สอบสวนแล้วไม่เป็นความจริง เช่นนั้นคนที่ฟ้องร้องก็จะถูกโทษแบบเดียวกับที่ต้องการเล่นงานคนอื่นย้อนกลับไป

                

    แทนที่จะต้องมีใครสักคนโดนลงโทษแบบนั้น สู้ให้เรื่องจบที่การประนีประนอมที่นี่ดีกว่า...

     

    “แต่อาจารย์หยางคะ...”

     

    “เรื่องนี้ฉันจะรับหน้าที่สอบสวนใหม่ทั้งหมดเอง ไม่ใช่เพราะการสอบสวนของอาจารย์เหวินไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง แต่เพราะฉันคือคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เรื่องราวหลายอย่างยังต้องรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม นอกจากนี้อาจารย์เหวินก็มีงานที่ต้องรับผิดชอบอีกมาก ทั้งยังเป็นงานสำคัญกว่านี้ ปล่อยให้เรื่องเล็กๆนี้เป็นฉันที่ดูแลก็แล้วกัน”

                

    เมื่ออาจารย์หยางพูดแบบนั้น อาจารย์เหวินก็ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆเท่านั้น เธออยากจะเถียงออกไป แต่ก็เกรงใจอาจารย์หยาง นอกจากนี้ท่านอาจารย์หยางก็ยังให้เกียรติเธอมาก ต่อให้อยากจัดการนักเรียนทุนคนนี้มากเท่าไร ก็ไม่คุ้มที่จะต้องขัดใจกันกับอาจารย์หยางผู้ทรงคุณวุฒิ 

     

    “ในเมื่ออาจารย์หยางว่าอย่างนั้น ฉันก็เห็นด้วยค่ะ” 

     

    อาจารย์เหวินกล่าวในขณะที่เธอมองไปยังอันซูหยวนด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แน่นอนว่าอันซูหยวนเองก็เช่นเดียวกัน ถึงเธอจะแสดงออกอย่างสงบนิ่ง ทว่าหลังจากนี้...เธอจำเป็นต้องรู้จักเลี่ยงวิชาที่มาอาจารย์เหวินเป็นอาจารย์ประจำ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับการเอาหัวของตนเองไปถวายต่ออีกฝ่ายแล้ว

                

    โชคดีที่อาจารย์เหวินคนนี้ไม่ได้เป็นผู้ฝึกการใช้หอกหรือธนู ไม่อย่างนั้นแล้วซูหยวนต้องเจอกับความลำบากแน่ อย่างไรก็ตาม...อาจารย์เหวินคนนี้ถูกตัดสินให้เป็น “คนไม่ถูกกัน” สำหรับซูหยวนไปแล้ว ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอจะได้รู้ว่าต้องระวังอีกฝ่ายอย่างไรบ้าง

                

    ซึ่งเรื่องนี้ดูเหมือนจะจบลงด้วยดี ทว่านักเรียนชั้นปีที่หนึ่งทั้งหมดก็มีทัศนคติในแง่ลบกับอาจารย์เหวินไปแล้ว อาจารย์สาวที่พูดถึงเรื่องการรับนักเรียนทุนของท่านประธานจางถูกพูดถึงกันอย่างลับๆ รวมทั้งเรื่องเก่าที่เธอเคยเป็นนักเรียนอันดับหนึ่งในตอนที่นักเรียนทุนคนแรกของท่านประธานจางเข้าเรียนกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง

                

    ยิ่งอาจารย์เหวินไม่ชอบได้ยินมากเท่าไร แต่การกระทำของเธอกลับทำให้เรื่องเหล่านั้นยังคงวนเวียนถูกพูดถึงตลอดไป ไม่รู้ว่าเรียกเวรกรรมได้หรือไม่เลย....

     

    ………………………………..