บทที่ 121
ภายในห้องทำงานหรูหราห้องหนึ่งภายในที่ว่าการเจ้าเมืองฮาเวสตี้ หญิงสาวผมสีดำยาวผู้มีใบหน้างดงาม แต่งกายด้วยชุดจอมเวทย์สีแดงหรูหราห่มคลุมอีกชั้นด้วยผ้าคลุมกำมะหยี่สีแดงสด แต่อารมณ์เดือดดาลของเธอในตอนนี้ทำให้ใบหน้างามต้องขมวดมุ่น จนผู้คนรอบกายไม่กล้ากล่าววาจาอันใด หญิงสาวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้แกะสลักหรูหราสีขาว เบื้องหน้าของเธอมีคนหลายคนยืนอยู่ นั่นก็คือทหารหน่วยเทพอัคคีซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเธอ และอัลเฟรดพ่อบ้านประจำตระกูลเรโคลเต้ เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ด้านหลังที่ว่าการเจ้าเมือง ทำให้ผู้บัญชาการหน่วยอย่างบีดีเลียต้องกังวล“คุณหนูอย่าเพิ่งกังวลมากเกินไปเลยขอรับ ถึงพวกมันจะหนีไปได้แต่เราก็รู้แล้วว่าความสามารถของคนเหล่านั้นไม่ธรรมดา ในคราวหน้าเราจะได้เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น แถมในตอนนี้แผนการที่พวกมันต้องการตามไปถึงฟาร์มแห่งนั้นก็ไม่สำเร็จอีกด้วย” เป็นพ่อบ้านชราในชุดทักซิโด้สีดำกล่าวออกมาเพื่อสลายความกดดันภายในห้องนี้“แต่การที่เราจับพวกมันไม่ได้ก็สืบถึงตัวการไม่ได้ แถมในครั้งต่อไปพวกมันจะใช้แผนการแบบไหนก็ไม่รู้ ถ้าข้าต้องออกหน้าปกป้องท่านภามนั่น ก็จะทำให้พวกโอเมก้าสงสัยว่าข้าสนับสนุนตระกูลวีตาเร่อยู่ แล้วสุดท้ายก็จะทำให้เจ้าเวเบอร์ที่อยู่เบื้องหลังพวกมันรู้ตัวน่ะสิ” ยิ่งกล่าวความในใจออกมาก็ยิ่งทำให้หญิงสาวเครียดมากขึ้น“ข้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นมีความสามารถมากกว่าที่พวกเรารู้นะขอรับ ในวันที่พบกันนั้นข้าได้ยินว่าเขาจะไปที่โรงเรียนลูน่าซองค์ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งในวันต่อมานั้นก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นที่โรงเรียนตั้งแต่เช้าพอดีเช่นกันขอรับ” ชายชราต้องการให้หญิงสาวตรงหน้าใจเย็นลง จึงเปลี่ยนเรื่องไปให้ความสนใจกับเกษตรกรหนุ่มลึกลับแทน“มีเรื่องที่ลูน่าซองค์งั้นรึ เหตุใดข้าจึงไม่รู้?” บีดีเลียเริ่มสนใจกับสิ่งที่พ่อบ้านกล่าว“คุณหนูมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับงานนี่ขอรับ เรื่องนี้เขาลือกันไปทั้งเมืองแล้วถึงชายหนุ่มชาวบ้านที่เข้าไปหาเรื่องกับครูใหญ่ การต่อสู้รุนแรงถึงขนาดทำให้สนามหญ้าหน้าโรงเรียนเสียหายไม่มีชิ้นดีเลยทีเดียว” อัลเฟรดเล่าไปสักครู่ก็หยุดเพื่อให้หญิงสาวได้คิดภาพตาม“สนามหน้าโรงเรียนเสียหายแล้วมันสำคัญอย่างไร? นั่นก็เรื่องปกติของการต่อสู้ไม่ใช่รึ? อ้ะ! ครูใหญ่คือมหาจอมเวทย์วีรบุรุษแห่งฟาร์เมีย จะจัดการชาวบ้านคนเดียวถึงกับต้องลงมือหนักเพียงนั้นเชียวรึ?” หญิงสาวชนชั้นสูงเกิดความสงสัยที่มากขึ้น“เขาว่ากันว่าภายนอกเป็นเพียงชาวบ้าน แต่ระดับฝีมือนั้นไม่แพ้มหาจอมเวทย์เลย ที่สนามหญ้าพังเสียหายนั่นก็เรื่องปกติขอรับแต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พื้นที่รอบนอกนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แถมหลังจากจบการต่อสู้เขาก็เนรมิตสนามหญ้ากลับมาเป็นปกติได้ในพริบตาอีกด้วย” ชายชราเฉลยเรื่องราวน่าอัศจรรย์นั้นออกมา“ว่าไงนะ! หมายความว่าเขาไม่ได้พ่ายแพ้มหาจอมเวทย์อย่างนั้นเหรอ!? แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นท่านภาม?” บีดีเลียประหลาดใจอย่างยิ่งกับการปรากฏตัวของจอมเวทย์ลึกลับที่ฝีมือร้ายกาจขนาดนั้น รวมทั้งยังไม่อาจเชื่อได้ลงว่าคนคนนั้นจะเป็นเกษตรกรหนุ่มที่เธอรู้จัก“ทั้งสองคนหยุดการต่อสู้ไว้กลางคัน เห็นว่าท่านภามเพียงมาคุยธุระกับครูใหญ่เท่านั้นขอรับ ส่วนเรื่องที่ข้ามั่นใจว่าเป็นท่านภามนั่นก็เพราะเป็นคำบอกเล่าจากสายของเราที่อยู่ในเหตุการณ์ และได้สนทนากับท่านภามด้วยตนเองขอรับ” อัลเฟรดเล่าถึงที่มาของข่าวที่น่าเชื่อถือนี้“เรื่องจริงรึนี่ ถ้าเป็นนางบอกมาข้าก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง อย่างนั้นความปลอดภัยของท่านภามก็คงไม่ต้องกังวล แต่การไปขัดผลประโยชน์ของพวกโอเมก้านี่สิ อาจทำให้เขาไม่สามารถอยู่ที่เมืองนี้ได้อีกต่อไป” แม้ว่าบีดีเลียจะรู้แล้วว่าไม่มีใครทำร้ายชายหนุ่มได้ แต่อยู่ๆเธอก็รู้สึกเป็นห่วงชายหนุ่มขึ้นมามากกว่าเดิมเสียอีก ยามบ่าย ณ ฟาร์มกลางหุบเขาภาม มีอา และเมโลเอ้ยังนั่งกันอยู่ที่โรงอาหาร เพราะพวกเขามาทานอาหารกันช้ากว่าคนอื่น และเรื่องการวางแผนการปลูกจนถึงขั้นตอนการบรรจุไวน์พร้อมขายนั้นมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนมากมาย จึงคุยกันค่อนข้างนาน“ฮัดเช้ย! ฮัดเช้ย!” ชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มจามติดต่อกันหลายครั้ง หลังจากเพิ่งทานอาหารเสร็จที่โรงอาหาร“ท่านภามไม่สบายรึเปล่าเจ้าคะ เมื่อคืนก่อนท่านก็ไม่ได้สวมเสื้อกันหนาว แถมมาถึงก็ทำงานหนักงานเลย” มีอาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายหนุ่มกล่าวถาม“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก น่าจะเพราะใส่พริกไทยเพิ่มในปลาผัดพริกไทยดำมากไปหน่อย มันเลยฟุ้งเข้าจมูกน่ะ” ภามไม่ได้รู้สึกป่วยตรงไหน จึงคิดว่าเป็นเพราะอาหารที่เขาทานหมดไปแล้วมากกว่า“แต่ข้าชอบปลาผัดพริกไทยดำนี่มากเลยนะเจ้าคะ ถ้าได้จิบไวน์ขาวพร้อมกันไปด้วยคงจะเข้ากันมากทีเดียว เสียดายที่แผนงานหลักของเราต้องเร่งปลูกวิติสแดงก่อนเพื่อทำไวน์แดง ที่สำคัญคือโรงบ่มไวน์ที่อาจจะสร้างได้ไม่มากพอ” จากการที่ไปดูแปลงปลูกองุ่นของฟาร์มมาทำให้หญิงสาวสบายใจมากขึ้นด้วยคุณภาพ และเวลาที่แน่นอน จนทำให้เธอคิดต่อไปถึงโครงการอื่นอีก“ที่ว่างของฟาร์มยังเหลืออีกตั้งเยอะ ถ้าเจ้าต้องการปลูกวิติสเขียวเพื่อทำไวน์ด้วยก็ไม่มีปัญหาหรอก” ชายหนุ่มที่เห็นหญิงสาวมีความคาดหวังจึงสนับสนุนความคิดของเธอ“ปัญหาคือคนงานจะพอรึเปล่าน่ะสิเจ้าคะ เพราะตามแผนของพี่ฮาคิมเราต้องปลูกผักเพิ่มขึ้นมาด้วย ถ้าวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตตรงกันข้าเกรงว่าจะทำงานกันไม่ทันเพราะการเติบโตที่เร็วเกินไปของพืชที่นี่” มีอาชี้แจงปัญหาของผลผลิตที่เติบโตเร็วซึ่งจะทำให้พวกมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะที่ภามรับฟัง และคิดตามที่มีอาได้บอกมา เด็กสาวอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างก็กล่าวแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจให้ทั้งสองคนได้ฟัง“เรื่องที่กลัวคนงานไม่พอนั้นพี่มีอากับท่านภามไม่ต้องเป็นห่วงเลยเจ้าค่ะ” เมโลเอ้ที่นั่งเงียบฟังทั้งสองคุยเรื่องงานกันมานานก็พูดสิ่งที่คิดไว้ออกมา“หืม เจ้ามีวิธีเก็บเกี่ยวที่เร็วขึ้นอย่างนั้นรึ?” เจ้าของฟาร์มพอจะเข้าใจสิ่งที่เด็กสาวต้องการสื่อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกเราที่เป็นนักเวทย์สามารถทำได้ทุกคน และก็ไม่ได้ยุ่งยากด้วยเจ้าค่ะ เราสามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งแปลงด้วยตัวคนเดียวในเวลาเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น” เด็กสาวผมแดงเสนอแผนการออกมา“อย่าบอกนะว่าจะใช้เวทย์แผ่คลุมไปทั้งแปลง แล้วดึงพวกผักขึ้นมาจากดินทีเดียวเลยน่ะ” มีอาที่เห็นว่าฟาร์มแห่งนี้ปลูกผัก และพืชหัวเป็นหลักก็พอจะเดาวิธีการได้“ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะพี่มีอา ทั้งข้า และพี่เดนิสก็เคยทำมาแล้วแต่ได้แค่ครั้งละแถวเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่มีพลังมากกว่าข้าคงทำได้ทีละมากๆแน่นอนเจ้าค่ะ” เมโลเอ้กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นกับไอเดียสร้างสรรค์ของตน แต่เมื่อภามสังเกตสีหน้าไม่เห็นด้วยของมีอาก็เอ่ยถามออกมา“วิธีนี้ติดปัญหาที่ตรงไหนงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มกล่าวถามหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อน“ที่จริงก็สามารถทำได้เจ้าค่ะ แต่ว่าการเก็บผลผลิตแต่ละชนิดนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกันเพื่อคุณภาพของที่ดีแม้ว่าจะเป็นแค่พืชหัวก็ตาม คนเก็บจะต้องใช้สมาธิอย่างมาก และต้องใช้พลังเวทย์ค่อนข้างมากถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญธาตุดิน กลัวว่าแรงจะหมดก่อนจะเก็บผลผลิตได้ทั้งหมดนะสิเจ้าคะ” มีอาที่เข้าใจเรื่องศาสตร์เวทมนตร์มากกว่าทั้งสองอธิบายจุดอ่อนของวิธีการนี้ให้ฟังซึ่งข้อเสียของการเก็บเกี่ยววิธีนี้เมโลเอ้ก็รู้ดีเช่นกันเพราะเธอได้ลองมากับตัวเองแล้ว แต่จุดประสงค์แท้จริงของเด็กสาวผมสั้นนั้นต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของภามไปที่เรื่องงาน เพราะก่อนหน้านี้ภามบอกว่าจะมาเยี่ยมวานีลที่นอนป่วยหลังจากทานข้าวเสร็จนั่นเอง