หลายวันต่อมาไป๋ชิงอวิ๋นเดินทางออกมาจากผาเทียมเมฆ หลายวันมานี้เขาต้องหลบซ่อนตัวจากการค้นหาของจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่ง ทำให้การเดินทางออกจากผาเทียมเมฆล่าช้า
หลายวันมานี้ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมีจอมยุทธ์หลายคนลาดตระเวนอย่างเข้มข้น เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถใช้วิชาวาจาสิทธิ์เคลื่อนย้ายตัวเองออกมาจากป่าด้านล่างผาเทียมเมฆได้ เพราะทุกครั้งที่ใช้วิชาวาจาสิทธิ์เคลื่อนย้ายร่างกายตนเอง อากาศและกฎเกณฑ์รอบด้านจะสั่นะเือย่างรุนแรง
เพราะฉะนั้นจึงใช้เวลาอยู่นาน คอยหลบเลี่ยงเหล่าจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่ง กว่าจะออกมาได้ก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ ผ่านมาหลายวันขนาดนี้จอมยุทธ์เ่าั้ก็ยังไม่เลิกค้นหาตัวเขาเลย
ป่าใหญ่ด้านล่างผาเทียมเมฆแทบจะเรียบเตียน มันเป็การค้นหาแบบปูพรม ในป่ามีจอมยุทธ์เหาะเหินเดินอากาศอยู่เต็มไปหมด
ในที่สุดวันนี้ก็สามารถหนีออกมาได้สักที ไป๋ชิงอวิ๋นในชุดคลุมสีม่วงครามปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูทางเข้าเมืองจินหยางทิศใต้ ร่างกายของเขาโปร่งแสงยากที่จะมองเห็น
หน้าประตูทางเข้ามียามคอยเฝ้าตรวจตราอยู่ ทหารยามสวมชุดเกราะสีดำเหน็บกระบี่หนึ่งเล่มไว้ตรงที่คาดเอว พวกเขาตรวจตราคนเข้าเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ทุกคนที่เดินผ่านล้วนแต่ต้องถูกค้นตัว ผู้คนต่อแถวเข้าเมืองยาวเป็หางว่าว ไป๋ชิงอวิ๋นพิจารณาถึงความเสี่ยงที่จะลักลอบเข้าเมือง แต่สุดท้ายก็ต้องส่ายศีรษะเพราะที่นี่คือเมืองจินหยาง มันคือเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเจริญที่สุดในภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็ค่ายกลปกป้องเมืองหรือผู้แข็งแกร่งที่คอยดูแลเมือง เหตุผลเหล่านี้ทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยง
แต่จะให้เข้าไปในสภาพนี้เขาก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน ด้วยการตรวจสอบที่จริงจังและละเอียดถี่ถ้วนของทหารยาม มันแทบจะไม่มีช่องโหว่ให้เขาแฝงกายเข้าไปในเมืองเลย
ตอนแรกเขามีความคิดว่าจะแอบติดไปกับรถม้าสักคัน หรือแอบติดไปกับคาราวานของเหล่าพ่อค้าจากต่างเมือง แต่รถม้าทุกคันและสินค้าที่นำมาขายทั้งหมดล้วนถูกตรวจสอบอย่างละเอียด
ตอนนี้แทบไม่มีช่องโหว่อย่างอื่นเลย ถ้าถอดชุดคลุมสีม่วงครามที่สวมอยู่บนร่างออก ตัวเขาก็เปลือยเปล่าล่อนจ้อน ด้วยสภาพเช่นนี้คงเป็ขี้ปากชาวบ้านไปอีกนาน ลำพังแค่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ของเขาก็เป็ตัวตลกของคนทั้งเมืองจินหยางอยู่แล้ว
ถ้าหากว่าเขาเปลือยเปล่าในที่สาธารณะหรือที่หน้าประตูทางเข้าเมือง แค่คิดก็สยองแล้ว ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่จะลือกันอย่างสนุกปาก แต่ตระกูลไป๋จะต้องตามมาเอาเื่เขาอย่างแน่นอน เพราะการทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียงถือว่ามีความผิดผมควรตายนับหมื่นครั้ง
และถึงแม้ว่าไป๋ชิงอวิ๋นจะถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลไป๋แล้ว แต่เื่ราวฉาวโฉ่คงไม่สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นได้อีก ปัญหาที่หนักใจที่สุดตอนนี้คือเื่เสื้อผ้า ไป๋ชิงอวิ๋นหันซ้ายแลขวาแต่ก็ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี เพราะเื่นี้ไม่สามารถทำให้เอิกเกริกได้มิเช่นนั้นอาจจะเป็ที่จับตามอง
"่นี้เมืองจินหยางตรวจเข้มจังเลยแฮะ ไม่รู้ว่ามีเื่อะไรกัน"
"อ้าวนี่พวกท่านยังไม่รู้เหรอ ประมาณสิบวันก่อนมีเมฆบททดสอบ์ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ทำให้เมืองจินหยางต้องอกสั่นขวัญผวาไปทั่วทั้งเมือง ตอนนี้ราชสำนักกับคนของห้าตระกูลใหญ่กำลังตรวจสอบคนเข้าเมืองกันอย่างเข้มข้นเลยเชียวแหละ"
"แล้วคนผู้นี้เป็ใครมาจากไหนกัน? แล้วเขามีพลังยุทธ์ยิ่งใหญ่เพียงใดถึงสามารถเรียกบททดสอบ์ออกมาได้"
"เื่นั้นพวกเราไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าคนผู้นี้น่าจะมีพลังยุทธ์สูงส่งและเป็จอมยุทธ์พเนจร เห็นคนที่เข้าไปในป่าด้านล่างผาเทียมเมฆว่ากันแบบนั้นน่ะ"
"อย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ตรวจสอบกันเข้มข้นขนาดนี้"
ผู้คนที่ยืนต่อแถวพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ คนที่พูดกันเป็พลเมืองของเมืองจินหยาง พวกเขากำลังพูดคุยกับกองคาราวาน คนในกองคาราวานไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเมืองจินหยางถึงได้ตรวจสอบเข้มข้นขนาดนี้
แต่เมื่อได้ลองพูดคุยแลกเปลี่ยนกันพวกเขาก็สามารถเข้าใจเื่ที่เกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อสิบวันก่อนพวกเขาก็เห็นเมฆบททดสอบ์เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจุดศูนย์กลางของเมฆบททดสอบ์นั้นอยู่ที่ใด
แล้วก็ไม่รู้ว่าผู้ที่สามารถเรียกเมฆบททดสอบ์เช่นนั้นออกมาได้จะมีพลังยุทธ์แข็งแกร่งขนาดไหน ในกองคาราวานของพวกเขามีระดับปรมาจารย์อยู่หนึ่งคน ด้วยฐานะของจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ก็ถือว่าแข็งแกร่ง แต่เมื่อต้องเดินทางมาที่เมืองใหญ่อย่างเมืองจินหยาง จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ก็ถือว่าเป็เพียงคนตัวเล็กๆเท่านั้น
เมืองแห่งนี้มีพลังและขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในภาคกลาง ชื่อเสียงของห้าตระกูลใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งราชสำนักยังตั้งอยู่ที่นี่ ทำให้เมืองแห่งนี้แข็งแกร่งที่สุดในภาคกลางอย่างไม่ต้องสงสัย
ไป๋ชิงอวิ๋นได้ยินเสียงผู้คนในกองคาราวานพูดคุยกัน สีหน้าของเขาเคร่งขรึม หว่างคิ้วขมวดเข้าหากัน ดูเหมือนว่าเื่ที่เขาต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบ์จะแพร่กระจายออกไปเหมือนไฟลามทุ่ง
เนื้อหาใจความที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจ จะชี้ไปที่จอมยุทธ์ลึกลับที่มีพลังยุทธ์แข็งแกร่งอีกทั้งยังเป็จอมยุทธ์พเนจร เื่นี้ก็คาดเดาได้ไม่ผิดซะทีเดียว เพราะจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งก็คือมหาจอมเวทย์เมอร์ลิน หากเขายังมีร่างกายและิญญาที่สมบูรณ์ก็ไม่รู้ว่าเขาจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดไหน เพราะภาพความแข็งแกร่งของผู้าุโเมอร์ลิน ด้วยระดับพลังของเขาตอนนี้มันก็ยากที่จะมองออก แม้แต่จินตนาการก็ยังมองไม่เห็นภาพพลังนั้นเลย
ถึงจะรู้ว่าแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งถึงระดับไหน และมีพลังอำนาจสามารถทำได้ถึงขั้นไหน ก่อนจากลาผู้าุโเมอร์ลินได้บอกกับเขาว่าพลังเวทย์ที่มอบให้หากไม่จวนตัวใกล้ตายจริงๆก็ห้ามใช้ เพราะมันอาจจะนำอันตรายถึงชีวิตมาเยือนเขาเร็วกว่ากำหนด แต่ถ้าหากว่ามีพลังที่แข็งแกร่งมากพอก็สามารถใช้พลังเวทย์นี้ได้
แต่ต้องมีพลังยุทธ์ระดับไหนถึงจะเรียกว่าแข็งแกร่งมากพอ เื่นี้เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ทำได้เพียงค่อยเป็ค่อยไป จำเป็ต้องเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง มิเช่นนั้นขีดจํากัดในการฝึกฝนอาจจะต่ำ เื่การฝึกยุทธ์หรือการบำเพ็ญเพียรเป็เื่ที่ต้องใช้เวลาอยู่แล้ว รีบร้อนมากเกินไปก็มีแต่จะก้าวพลาด
"เื่นี้เป็ปัญหาใหญ่จริงๆ หากเป็่เวลาปกติก็สามารถเข้าเมืองได้อย่างสบาย ผู้คนที่มาก็ถูกตรวจค้นอย่างละเอียด เื่ลักลอบเข้าไปในเมืองคงทำได้เพียงแค่คิดแต่ไม่สามารถทำได้ เช่นนั้นก็ลองเสี่ยงดูสักตั้งแล้วกัน ถึงจะไร้ยางอายอยู่บ้าง แต่มันก็ช่วยไม่ได้" ไป๋ชิงอวิ๋นร่างกายโปร่งแสงแอบหลบซ่อนเข้ามุมอับสายตาของผู้คน
ถึงแม้ว่ารอบข้างจะมีผู้คนอยู่มากแต่พวกเขาก็ใจจดใจจ่ออยู่กับการต่อแถวและพูดคุยกัน ไป๋ชิงอวิ๋นร่างกายโปร่งแสงทำให้ยากจะมองเห็นเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อบวกเข้ากับพลังของชุดคลุมสีม่วงครามที่สามารถเก็บซ่อนกลิ่นอายพลังลมปราณได้อย่างมิดชิดหมดจด ก็ไม่ถือว่ายากเกินไปที่จะลอบเข้าไปในขบวนคาราวาน
ไป๋ชิงอวิ๋นแฝงกายเข้าไปในขบวนคาราวานอย่างง่ายดาย ใจกลางคาราวานมีรถม้าหรูหราผ้าม่านสีชมพูอยู่หนึ่งคัน ไป๋ชิงอวิ๋นมองดูด้านในด้วยเนตร์ เขาเห็นหญิงสาวสองคนอยู่ภายในรถม้า คนหนึ่งรูปงามสวมอาภรณ์สีลูกพีชส่วนอีกคนเหมือนจะเป็สาวใช้ที่ติดตามรับใช้ข้างกาย
ไป๋ชิงอวิ๋นประเมินดูพลังของคนทั้งสอง เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีประยุทธ์แข็งแกร่งอะไรมาก เขาก็เคลื่อนตัวเข้าใกล้รถม้าด้วยความเงียบเชียบ คนรอบข้างไม่สังเกตเห็นถึงตัวตนของเขาเลยแม้แต่น้อย ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดผ้าม่านออกก้าวขาขึ้นไปบนรถม้าด้วยความรวดเร็วและเงียบเชียบ โชคดีที่คนขับรถม้าไม่ได้นั่งคุมบังเหียนม้าอยู่ เขาจึงสามารถแอบขึ้นรถม้าได้อย่างไม่ยากเย็น
ทันทีที่ผ้าม่านถูกเปิดออกร่างโปร่งแสงก็โผล่เข้าไปด้านในรถม้า หญิงสาวสองคนจ้องมองร่างโปร่งแสงด้วยความตกตะลึง หญิงรับใช้เผยสีหน้าหวาดกลัวนางยกมือปิดหน้าอยากจะกรี๊ดออกมา
แต่ทันใดนั้นกฎเกณฑ์ด้านในรถม้าก็สั่นะเืขึ้นมาอย่างแ่เบา พร้อมกับเสียงเคร่งขรึมที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ เสียงนี้ไม่ได้ดังมากแต่มันมีอำนาจในการควบคุมและพันธนาการร่างกายของพวกนาง
"ห้ามขยับและห้ามพูด"
หญิงสาวสองคนร่างกายแข็งทื่อลูกตากลอกกลิ้งไปมา แม้แต่ริมฝีปากกับร่างกายก็ไม่สามารถขยับได้ หรือแม้แต่เสียงในลำคอก็ยังไม่สามารถเปล่งมันออกมาได้เลยแม้แต่น้อย เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผากและด้านหลังของหญิงสาวทั้งสอง
"ขออภัยที่ต้องล่วงเกินแม่นางทั้งสอง ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย ที่แอบขึ้นมาบนรถม้าของพวกท่านเพราะ้าความช่วยเหลือ ข้าขอร้องแม่นางทั้งสองช่วยหาชุดบุรุษให้ข้าหนึ่งชุด เมื่อได้ของข้าจะไปทันที ถ้าหากฟังแล้วเข้าใจให้กระพริบตาสามครั้ง แต่ถ้าหากแม่นางทั้งสองขัดขืนหรือเล่นตุกติกกับข้า เช่นนั้นก็ต้องขออภัยที่ต้องฆ่าพวกท่านที่นี่" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมแ่เบา เพียงแต่คำพูดประโยคสุดท้ายแม้น้ำเสียงของเขาจะไม่เปลี่ยนไปแต่ทุกคำล้วนแต่มีเจตนาฆ่าแฝงอยู่
หญิงสาวทั้งสองมีสีหน้าหวาดกลัว หญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีลูกพีชนางมีรูปร่างหน้าตาที่งดงาม แต่ตอนนี้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่านางจะทบทวนและตั้งสติได้ นางกระพริบตาสามครั้ง จากนั้นแววตาก็เปลี่ยนเป็ระแวดระวัง ถึงแม้จะกลัวอยู่มากแต่ประสบการณ์ที่ผ่านความเป็ความตายตลอดทางที่ผ่านมา ทำให้นางมีสติได้เร็วกว่าคนปกติทั่วไป
ไป๋ชิงอวิ๋นมองหน้าของพวกนางสองคนจากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า "พูดได้"
"คุณหนู!........"
ไป๋ชิงอวิ๋นตะครุบมือปิดปากสาวรับใช้คนนั้นทันที แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "บอกแล้วว่าอย่าพูดเสียงดัง อยากตายเหรอ?"
สาวรับใช้หน้าซีดขาวราวกระดาษ นางกลืนคำพูดของนางลงไปในลำคอ
"ขอแค่ชุดบุรุษหนึ่งชุด ได้ของแล้วข้าจะไป" ไป๋ชิงอวิ๋นเน้นย้ำอีกครั้ง
"ชิวเอ๋อร์...ทำตามที่ผู้าุโบอก" หญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีลูกพีชกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ดวงตาของสาวใช้ลนลานหวาดกลัว นางพยายามขยับตัวแต่กลับไม่สามารถกระดิกร่างกายได้เลยแม้แต่น้อย
"ห้ามเล่นตุกติกกับข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าคุณหนูของเ้า" ดวงตาของไป๋ชิงอวิ๋นประหนึ่งเปลวเพลิงลุกโชติ่ภายใต้ชุดคลุมสีม่วงครามที่โปร่งแสงอยู่
"ขยับตัวได้"
สาวรับใช้เหมือนกับหลุดจากพันธนาการ นางพยักหน้าจากนั้นก็พยายามเคลื่อนตัวออกไปจากรถม้า นางมีอาการลุกลี้ลุกลนแต่ผ่านไปไม่นานใบหน้าก็เริ่มสงบนิ่งขึ้นเล็กน้อย นางกลัวว่าหากทำพลาดจะทำให้คุณหนูลำบาก เพราะฉะนั้นจึงต้องมีสติให้มาก นางเปิดผ้าม่านออกแล้วลงจากรถม้าไป
้ารถม้าเงียบสงัดไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต หญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีลูกพีชขยับตัวเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
"นั่งอยู่เฉยๆไม่ต้องพูดอะไรกับข้า"
ไม่นานก็มีเสียงกุกกักจากด้านนอกรถมา ผ้าม่านถูกเปิดออกชุดบุรุษสีขาวยื่นมาที่เบื้องหน้าของร่างโปร่งแสง ไป๋ชิงอวิ๋นรับเสื้อมา จากนั้นก็เก็บไว้ในช่องเก็บของของระบบจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ หญิงสาวทั้งสองเมื่อเห็นว่าชุดสีขาวหายไปกลางอากาศสีหน้าก็ยิ่งหมองคล้ำลง
"ขอบคุณสำหรับเสื้อผ้า" ไป๋ชิงอวิ๋นรับชุดบุรุษสีขาวมา จากนั้นก็รีบลงจากรถม้า "ทำตัวตามสบาย" เสียงแ่เบาดังมาจากนอกรถม้าจากนั้นพันธนาการบนร่างของหญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีลูกพีชก็ถูกคลายออก
สาวรับใช้เปิดผ้าม่านออกมามองดูนอกรถม้า แต่จะยังมองเห็นร่างโปร่งแสงของไป๋ชิงอวิ๋นอยู่อีกได้อย่างไร